facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 4 [50%] *แก้ไข

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 4 [50%] *แก้ไข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 19.6k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ค. 2562 22:08 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 4 [50%] *แก้ไข
แบบอักษร

ติวรัก Love Tutor ตอนที่ 4​ 

 

ไอ้พี่แทนไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้ามาปัดมือไอ้ต้นออกจากหัวผมด้วยความแรงระดับหาเรื่อง พร้อมคว้าแขนผมดึงลุกจากเก้าอี้และลากออกมาจากโรงอาหารด้วยความรวดเร็ว ผมทันเห็นไอ้ปั้นและไอ้ต้นลุกขึ้นเพื่อหวังจะตามมา แต่ถูกพี่บูม พี่เปรม และพี่ฟลุคขวางเอาไว้ก่อน 

“เดี๋ยวก่อน! เฮ้ย...มึงจะพากูไปไหนเนี่ย”  

ไอ้พี่แทนพาผมมายังทางเดินใต้ตึกไร้ผู้คน เพราะตอนนี้เป็นเวลาพักกลางวันนักศึกษาส่วนใหญ่จึงอยู่ที่โรงอาหารกันหมด มองจากด้านหลังยังรู้ได้เลยว่าพี่มันโกรธมาก แต่มันโกรธเรื่องอะไรล่ะครับ เรื่องที่ผมเล่นกับไอ้ต้นหรือไง ผมได้แต่ถามตัวเองด้วยความไม่เข้าใจจนพี่มันยอมหยุดเดินและหันกลับมาเผชิญหน้ากัน ...แต่ ไม่ต้องใกล้ขนาดนี้ก็ได้มั้ง 

“เมื่อเช้ากูไปรอมึงหน้าหอ หายไปไหนมา” เสียงเย็นยะเยือกมาเลย 

“แล้วทำไมกูต้องรอมึงด้วย”  

“ก็กูอยู่หอเดียวกับมึง มาด้วยกันก็ถูกแล้วรึเปล่าวะ”  

มันโมโหผมเรื่องนี้อะนะ แล้วใครจะตรัสรู้วะว่ามันจะรอ แต่ถึงรู้ผมก็ไม่มีทางรอมาพร้อมพี่มันหรอก 

“กูก็มากับเพื่อนกูแบบนี้ตั้งปีกว่าแล้ว มึงไปอยู่ไหนมาล่ะ” ไม่ได้มีเจตนาเรียกร้องนะ แค่อยากบอกพี่มันเฉยๆ ว่าผมก็มาของผมแบบนี้ แล้วอยู่ๆ พี่มันจะเรียกร้องอะไรวะ 

“เพื่อนมึงอยู่ไกล มากับกูก็ได้ ไม่จำเป็นต้องให้เพื่อนมึงเสียเวลาไปรับ”  

“เป็นเดือดเป็นร้อนแทนไอ้ปั้นว่างั้น?”  

“เป็นเดือนเป็นร้อนเพื่อตัวกูเองนี่แหละ แล้วเมื่อกี้อะไร กูเห็นจะกอดกันอยู่แล้ว”  

เปลี่ยนเรื่องไวแท้วะ แล้วผมไปกอดใครอีกล่ะ เล่นอยู่กับไอ้ต้นดีๆ พี่มันตาถั่วรึไง แล้วทำไมมันต้องยื่นหน้าเข้ามาใกล้ผมอีกแล้ว มือก็ไม่ยอมปล่อยแขนผมด้วยนะ เพราะฉะนั้นถึงคิดหนีก็ไม่มีสิทธิ์ 

“กอดใครล่ะ กูเล่นกับเพื่อนกู”  

“กูนึกว่าเพื่อนมึงมีแต่ไอ้ปั้นซะอีก”  

แหม... คิดว่ามหา’ ลัยกว้างขนาดนี้ผมมีไอ้ปั้นคบเป็นเพื่อนอยู่คนเดียวมั้ง มนุษยสัมพันธ์ผมก็มี เพื่อนเยอะแยะว่ะ 

“ไอ้ต้นก็เพื่อนกู”  

แต่เดี๋ยวนะ ทำไมผมต้องมาแก้ตัวเรื่องพวกนี้ให้พี่มันฟังด้วย อย่างกับผัวจับได้ว่าเมียเล่นชู้งั้นแหละ แต่ผมไม่ใช่เมียมันไง!  

“กูไม่ชอบหน้ามัน”  

“ก็เรื่องของมึงสิ เรื่องของกูที่ไหน อย่าบอกนะว่าที่โมโหเป็นฟืนเป็นไฟนี่เพราะกูเล่นกับไอ้ต้น?”  

“เออ” ตอบง่ายตอบดายแท้วะ แต่พี่มันมีสิทธิ์อะไรมาโมโหผมเรื่องนี้ไม่ทราบครับ 

“ประสาทแล้วมึง กูจะเล่นอะไรกับใครมันก็เรื่องของกู” พูดพลางสะบัดแขนออกจากมือมันได้สำเร็จ แต่ยังไม่ทันเดินหนีไปไหนไอ้พี่แทนกลับดันผมเข้ากับแพง และเท้าแขนสองข้างเพื่อกั้นผมไว้ในอ้อมแขนมัน 

ใกล้มาก... ปลายจมูกโด่งของพี่มันแทบจะชนหน้าผมอยู่แล้ว ทั้งที่ควรโกรธและผลักออกไป แต่หัวใจเจ้ากรรมกลับเต้นแรงเสียอย่างนั้น ได้แต่หวังให้เสียงรอบด้านดังมากพอ ไม่อย่างนั้นพี่มันต้องได้ยินเสียงหัวใจผมแน่... 

“กู...หึง”  

แต่กูนี่...ตายครับ ไอ้บ้า พูดออกมาได้ยังไงไม่อายปาก หึงบ้าหึงบออะไรวะ เป็นแฟนผมหรือไงถึงมาหึงผมเนี่ย แค่เพื่อรองเท้าราคาไม่กี่พันมันต้องลงทุนทำขนาดนี้เลยเหรอ 

เหมือนจริงไปไหน?  

“หึงเหี้ยอะไรเล่า แฟนกูก็ไม่ใช่” อยากจะเสียงดังโวยวายมันกลับไปนะครับ แต่ทำได้เพียงกระซิบเบาๆ ออกไปเท่านั้นเอง ใครใช้ให้มันเอาตาคมๆ มาจ้องผมใกล้ๆ แบบนี้ล่ะ อชิตะแข้งขาอ่อนหมด 

“งั้นกูต้องทำยังไงถึงจะได้เป็นแฟนมึง”  

ไม่ต้องรอฟังอะไรให้มากความไปกว่านั้นครับ เพราะสมองผมตอนนี้รับอะไรเพิ่มอีกไม่ได้แล้วจริงๆ ในเมื่อมันอยากยื่นหน้าเข้ามาใกล้ๆ นัก ก็เอาหัวโหม่งแม่งเลย 

ตามนั้นครับ ผมโขกหัวใส่ส่วนไหนของหน้ามันก็ไม่รู้เพราะหลับหูหลับตาไม่ได้มอง รู้แต่ว่าแรงมากจนพี่มันยอมปล่อยผมเป็นอิสระและร้องโอดโอย หลังจากนั้นก็วิ่งสิครับ รอให้พี่มันตามมาตืบก่อนหรือไง อาศัยว่านี่ถิ่นผมวิ่งลัดเลาะขึ้นตึกเรียนด้วยความรวดเร็ว ผมเรียนชั้นสี่ ลิฟต์มีแต่ไม่ขึ้นครับ วิ่งขึ้นบันไดมาแบบไม่คิดชีวิตเลย จนมารู้ตัวอีกทีเมื่อหยุดอยู่หน้าห้องเรียนแล้ว 

สองมือยกขึ้นขยุ้มหน้าอกด้วยความเหนื่อยหอบ ลมหายใจถี่กระชั้นอย่างควบคุมไม่ได้ จนต้องทิ้งตัวลงนั่งเพื่อผ่อนคลายตัวเอง ใช้เวลาไม่นานนักทุกๆ อย่างก็ค่อยๆ ช้าลง ยกเว้นอวัยวะส่วนหนึ่งที่มันยังคงเต้นถี่ 

...หัวใจผมเอง 

มันไม่ได้สงบลงตามอาการอื่นๆ สักนิด 

เปล่านะ ผมไม่ได้ตื่นเต้นเพราะคำพูดพี่มันนะเว้ย ผมก็แค่...เหนื่อย 

 

[พี่แทน]  

ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไร แต่โกรธฉิบหายตอนที่เห็นไอ้เด็กสถาปัตย์นั่นเล่นหัวอชิอยู่ ใช่ครับ ผมรู้จักมัน รู้จักดีซะด้วย เพราะตอนผมปีสอง แม่งเสือกมาชอบผู้หญิงคนเดียวกับผมไง แล้วศักดิ์ศรีของวิศวะ เรื่องอะไรจะยอมแพ้ไอ้พวกสถาปัตย์มันล่ะ แข่งกันแทบตาย ต่างคนต่างคิดว่าตัวเองชนะ ที่ไหนได้ฝ่ายหญิงเล่นตอบตกลงทั้งผมและมัน 

ไงล่ะครับ เทสิงานนี้ สรุปผู้หญิงคนนั้นเลือกคบซ้อน ผมกับมันเลยลาขาดกับเธอถาวร แต่ก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากหรอกครับ เพราะมันเป็นอารมณ์อยากเอาชนะมากกว่า 

แล้วยังตอนนี้อีก เสือกตามมาหลอกหลอนกูอีกแล้ว 

“ดูท่ามึงกับไอ้เด็กต้นนั่นจะทำบุญร่วมกันมาว่ะ” คำพูดไอ้เปรมทำเอาผมขนลุกขนชัน ห่า 

“บุญบ้านมึงสิ บาปล่ะไม่ว่า”  

“แต่ก็จริงนะเว้ย กูว่ามันอาจจะชอบน้องอชิก็ได้นะ เห็นตามันตอนมองมึงไหมล่ะ เหมือนตอนนั้นไม่มีผิด” ไอ้บูมช่วยเสริมความคิดผมขึ้นมาอีกแรง ไม่รู้ว่าช่วยหรือซ้ำเติมกันแน่วะ 

“ชอบไม่ชอบไม่รู้ แต่คนนี้ของกู”  

“เหยดดด เต็มปากเต็มคำว่ะ”  

“แล้วมึงจะทำยังไง กูว่าเขาสนิทกันอยู่นะ”  

“สนิทแล้วไงวะไอ้ฟลุค สนิทแค่ไหนก็ได้แค่เพื่อนนั่นแหละ” พูดดีมากไอ้เปรมเพื่อนยาก 

“ใครจะรู้ใจน้องเขา” แต่ไอ้ฟลุคยังคงไม่ลดละความพยายาม เลยโดนไอ้บูมโบกหัวเข้าให้หนึ่งที 

“มึงจะพูดให้มันคิดมากทำไมวะ ดูหน้าเพื่อนมึงด้วย”  

“กูก็แค่พูดให้มึงคิดเผื่อไว้เฉยๆ หวยมันออกได้หลายเลขเว้ย”  

ก็จริงของไอ้ฟลุคมัน 

“แต่ว่าน้องมันก็แสบเหมือนกันว่ะ เล่นเอาหน้าผากเดือนกูแดงเป็นจ้ำเลย” ไอ้บูมพูดพลางหัวเราะร่วน  

ใช่ครับ หน้าผากผมแดงเถือก เพราะอชิโขกหัวมันลงมาเต็มแรงนั่นแหละ เห็นเตี้ยอย่างนั้นแต่พิษสงร้ายนัก แต่พอนึกถึงใบหน้าเหวอๆ ทำอะไรไม่ถูกของมันก็นับว่าคุ้มครับที่เจ็บตัว 

ตาโต จมูกโด่ง ปากแดง นี่มันคุณสมบัติของชายไทยตรงไหนวะ แถมผิวก็ขาวซะขนาดนั้น แต่คำพูดคำจานี่สิที่น่าหนักใจ 

หน้าตาไม่ได้ช่วยอะไรเลย... 

คอยดูนะ ผมจะไปเอาคืนที่มันทำใบหน้าหล่อๆ ของผมเสียโฉม 

หลังจากที่อชิทำร้ายร่างกายและวิ่งหนีไป ผมก็ไม่ได้ตามเขาไปอีก เพราะผลของคำพูดผมมันปรากฏให้เห็นแล้วครับ ...น้องมันเขิน ซึ่งแปลว่ามันเริ่มหวั่นไหวกับผมบ้างแล้ว แต่เรื่องไอ้ต้นนี่แหละที่ผมห่วง หวังว่าประวัติศาสตร์คงไม่ซ้ำรอยอีกครั้ง 

“กูเอาคืนแน่ ไม่ต้องห่วงหรอก”  

“เรื่องไหน เรื่องไอ้ต้น หรือเรื่องที่น้องอชิโขกหัวมึง” ไอ้เปรมถามกลับมากวนๆ  

“ทั้งสองเรื่องแหละ”  

เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียนผมก็บึ่งมาคณะศิลปศาสตร์ด้วยความรวดเร็ว โดยลากไอ้เพื่อนสามตัวมาด้วย ซึ่งพวกมันที่ชอบเสือกเรื่องชาวบ้านไม่พลาดหรอกครับ ทันทีที่ก้าวลงจากรถเสียงรับน้องก็ดังขึ้นมาให้ได้ยินทันที ความจริงที่คณะผมก็มีกิจกรรมรับน้องเหมือนกัน แต่ไม่ใช่หน้าที่ของปีสาม ทำให้แวะไปดูบ้างแค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น 

เมื่อเดินมาถึงลานรับน้อง ไอ้คนเจ้าชู้ก็เริ่มเหล่สาวก่อนใครเพื่อน 

“น้องปีหนึ่งแจ่มๆ เยอะเหมือนกันนี่หว่า”  

“ไหนวะ ขอกูดูมั่ง” ผมเหลือบสายตามองไอ้บูมเขย่งขากอดคอไอ้เปรมอย่างคนไม่เจียม 

“เหยียบเท้ากูและเชี่ยบูม” ไอ้ฟลุคที่อยู่ใกล้ๆ ได้รับผลกระทบไปด้วยครับ แม้ไม่ได้ส่องใครเลยก็ตาม 

ปล่อยพวกมันไป เพราะผมไม่ได้มาเพื่อการนี้ กวาดสายตามองไปรอบๆ หาร่างที่คุ้นเคย ก็เห็นอชิกำลังยืนกางร่มให้น้องบริเวณที่แดดส่องถึงเข้าพอดี เด็กภาษานี่เขาถนอมน้องกันจริงๆ นะครับ แตกต่างจากคณะผมโดยสิ้นเชิง 

ผมยืนมองมันกระซิบกระซาบกับไอ้ปั้นเพื่อนมันอยู่นานสองนาน ไม่ได้สนใจเรื่องที่เพื่อนคนอื่นกำลังสอนน้องสักนิด ความสูงที่ต่างกันทำให้ไอ้ปั้นต้องโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ  

ถามว่าภาพนั้นทำให้ผมรู้สึกอะไรไหม...?  

ก็แค่คันๆ น่ะครับ 

“มองตาเป็นมันเลยนะครับเพื่อน” ไอ้เปรมที่โถมตัวเข้ามากอดคอผมจากด้านหลังทำเอาสะดุ้งนิดๆ ไม่รู้เลิกส่องสาวแล้วหันมาเสือกเรื่องของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ 

“ห่า ตกใจหมด”  

“ตกใจเพราะใจมันลอยไปไหนแล้วล่ะ”  

“ลอยไปหาคนที่ยืนกางร่มอยู่นู่นนนนนไง” ไอ้บูมตอบไอ้เปรมแทนผมเสร็จสรรพ เพียงแต่ไอ้คุณชายมันรอท่าอยู่แล้วครับ 

“หมายถึงใจมึงลอยไปหาไอ้เด็กข้าวปั้นนั่นรึเปล่าวะ”  

“บ้านมึงสิไอ้ฟลุค เกี่ยวอะไรกับกูวะ ไอ้แทนมันใจลอยไปหาน้องอชินู่น!”  

พวกมันสามตัวเสียงดังจนพวกปีหนึ่งกับปีสองบางส่วนหันมองมาทางพวกเรา ไอ้อชิก็เช่นกัน ทันทีที่มันเห็นหน้าผมก็ทำท่าตกใจราวกับเห็นผี มันยัดร่มใส่มือเพื่อนมันและวิ่งหลบผมออกไปด้านหลังทันที 

มันคิดว่าครั้งนี้จะหนีผมพ้นหรือไง 

ไม่ทันไรก็เห็นมันยืนหอบอยู่ด้านหลังตึกแล้วครับ 

“ออกกำลังกายตอนเย็นหรือไง”  

ไอ้อชิสะดุ้งวูบทันทีเมื่อได้ยินเสียงผมจากด้านหลัง ใบหน้าแตกตื่นหันมาทันที 

“เชี่ย... วิ่งไวจังวะ”  

“มึงวิ่งช้าเองมากกว่า แล้วหนีกูมาทำไม” ถามไปพลางก้าวเข้าหามันไปด้วย จนมันต้องยกมือดันตัวผมออกห่างไว้ก่อน 

“กูไม่ได้หนี กูแค่มาหาที่พัก”  

“อะ”  

ในเมื่อมันบอกว่าอยากพักผมจึงยื่นขวดน้ำเย็นใส่ให้ในมือมัน ไม่ต้องสงสัยว่าเอามาจากไหน เพราะไอ้ฟลุคมันเตรียมไว้ให้ครับ รู้งานดีจริงๆ  

“เหนื่อยก็ดื่มซะ ต้องโอ๋น้องขนาดนั้นเลยเหรอวะ” อชิยอมเปิดขวดน้ำผมยกขึ้นดื่มไปหลายอึก คงจะกระหายจริงๆ ครับ 

“ก็แดดมันร้อน เดี๋ยวเป็นลม”  

“แล้วไม่กลัวตัวเองเป็นลมเหรอ” ดูก็รู้ว่าร้อน เพราะตอนนี้เสื้อนักศึกษามันชุ่มไปด้วยเหงื่อ ไม่รู้ไปยืนตรงนั้นนานแค่ไหนแล้ว ห่วงน้องไม่ผิดหรอก แต่ก็ควรห่วงตัวเองด้วยหรือเปล่าวะ  

“กูมีร่ม แล้วก็เป็นผู้ชายด้วย ใครมันจะเป็นลมง่ายๆ ขนาดนั้น”  

“ดูสภาพตัวเองมั้งเหอะ” ผมดันมันให้นั่งลงกับเก้าอี้ที่มีอยู่ตรงนั้นพอดี ได้ยินเสียงมันบ่นพึมพำเบาๆ  

“สภาพกูมันเป็นยังไงล่ะ หล่อขนาดนี้”  

ชมตัวเองก็เป็นนี่หว่า แถมไม่โวยวายเหมือนอย่างเคยอีกต่างหาก แสดงว่าเหนื่อยจริง เห็นแบบนั้น ผมจึงทิ้งตัวลงนั่งด้านข้างมัน 

“หล่อแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเป็นลมวะ”  

“เรื่องของกู แล้วนี่มาทำอะไร มาบ่อยเหลือเกินนะคณะนี้”  

“มาหาคน”  

เงียบเลยครับ ผมว่ามันรู้ว่าผมมาหาใคร เพราะผมกำลังนั่งคุยกับมันอยู่นี่ไง แต่ผมขยายความให้มันฟังหน่อยดีกว่า 

“คนที่ทำร้ายร่างกายกูเมื่อกลางวัน มึงเห็นมันบ้างไหม”  

อชิเหวี่ยงสายตามองผมทันที ตากลมๆ ของมันเลื่อนขึ้นมองหน้าผากตำแหน่งที่เจ้าตัวสร้างรอยเอาไว้ แต่ตอนนี้มันหายไปแล้วล่ะครับ 

“ไม่เห็นเป็นอะไรสักหน่อย” ได้ยินแบบนั้นผมก็ควักโทรศัพท์ขึ้นมา เพราะถ่ายหลักฐานเอาไว้เรียบร้อยแล้ว รอเอามายืนยันกับมันนี่แหละ เผื่อคนบางคนปากแข็งไม่ยอมรับ แล้วก็เป็นอย่างนั้นซะจริงๆ  

“นี่ไง” ผมยื่นภาพหน้าผากแดงๆ ที่ให้ไอ้บูมถ่ายไว้ส่งให้น้องมันดู “มีหลักฐานขนาดนี้มึงจะรับผิดชอบยังไง”  

“ความผิดกูที่ไหน มึงอยากพูดจาชวนขนลุกทำไมล่ะ” เอาอีกแล้วครับ แก้มมันเริ่มแดงขึ้นมาอีกแล้ว ไม่รู้ทำไมเวลาที่เห็นมันเป็นแบบนี้แล้วผมอยากแกล้งมันมากเข้าไปอีก 

“ขนลุกหรือเขินวะ”  

คนโดนต้อนกัดริมฝีปากแน่นจนผมได้แต่ขำลงคอเบาๆ  

“เออๆ ไม่แกล้งแล้ว วันนี้รับน้องเสร็จแล้วไปไหนต่อ”  

“ไปซื้อดิกเป็นเพื่อนไอ้ปั้น” อชิตอบกลับมาแบบไม่ต้องคิดเลยครับ แต่ช้าก่อน... 

“เพื่อนมึงจะซื้อดิกอีกกี่เล่มเนี่ย คราวที่แล้วกูก็เห็นไปซื้อมารอบหนึ่งแล้ว” มันหาเรื่องเลี่ยงผมมากกว่า 

“มันจะซื้ออีกกี่เล่มก็เรื่องของมัน เงินมัน”  

สีข้างถลอกแล้วมั้งแถขนาดนี้ แต่ปล่อยมันแถไปครับ เพราะไม่ว่ายังไงวันนี้ผมไม่ปล่อยให้มันกลับกับเพื่อนมันแน่ พี่แทนเอาราชรถมาเกยถึงที่ขนาดนี้แล้วนะครับ ใครๆ ก็อยากนั่งรถผมกันทั้งนั้น ทำไมมันขยันปฏิเสธนักวะ 

“งั้นกูจะเลี้ยงข้าวมึงอีกกี่มื้อก็ได้ใช่ป่ะ เพราะเป็นเงินกู”  

อชิสะบัดหน้ามองผมด้วยความตกใจ แบบนี้ไงผมถึงชอบมาอยู่ใกล้ๆ มัน หน้าตาแสดงสีหน้าได้หลายช็อตฉิบ ปากที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงเข้าไปอีกเมื่อผ่านการกัดมาหมาดๆ  

“เลี้ยงเพื่ออะไร!?”  

“ก็กูไม่มีเพื่อนกินข้าว”  

“พี่บูม พี่เปรม พี่ฟลุคล่ะ”  

“มันไปซื้อดิก”  

“เชี่ยยย ลอกมุกกู”  

ฮ่าๆ ๆ ๆ ขำว่ะ ก็ดูมันทำหน้าเข้าสิ ผมเอื้อมมือไปขยี้หัวมันโดยที่ไม่ได้คิดอะไร เหมือนร่างกายมันขยับไปเองน่ะครับ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มันใช้ตาโตๆ ของมันจ้องกลับมาด้วยท่าทางตื่นๆ นั่นแหละ ฉิบหาย... ทำไมผมใจสั่นแปลกๆ วะ 

ดึงมือตัวเองกลับมาแทบไม่ทัน น้องมันก็หันหน้ากลับไปทันที 

ต่างคนต่างเงียบจนบรรยากาศเริ่มอึดอัดขึ้นมาทีละนิด ...ไม่ได้การ 

“สรุปมึงไปกินข้าวกับกูนะ”  

“...” มันเงียบครับ 

“ได้ยินไหมเนี่ย”  

“...”  

“ไอ้ชิ!”  

“เออ!!” 

 

 

50% 

......................................... 

ก็คนมันปากแข็งล่ะน้ออออ ไม่รู้ใครจะพลาดก่อนกัน XD 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว