สถานะ : กลับมาเขียนต่อหลังจากอู้เพราะโควิดไปนานนม ตอนต่อไป : ตอนที่38-?? รีไรท์ยังไม่มีในเร็ววันนี้ขอให้อดทนไปก่อน เพราะใจไรท์อยู่กับตอนใหม่มากกว่าตอนเก่า

ไปอ่านรีไรท์

ชื่อตอน : ไปอ่านรีไรท์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.1k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ม.ค. 2563 22:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไปอ่านรีไรท์
แบบอักษร

ทัศนียภาพที่เห็น ณ เบื้องหน้าหลังจากที่ลาจากโลกใบก่อนมานี้ คือภาพของผืนป่าอันเขียวขจีอันเป็นธรรมชาติที่ดีโดยสมบูรณ์แบบ 

เสี่ยงของธรรมชาติที่เกิดจากลมและสัตว์หลายชนิดนั้นดังเข้ามาภายในหูของผม กลิ่นหอมของดอกไม้และใบหญ้านั้นก็เตะเข้าจมูกเต็มๆ 

ธรรมชาติที่นี่อุดมสมบูรณ์และสวยงามเป็นอย่างมาก ต่างจากโลกของผม ประเทศญี่ปุ่นน่ะถึงจะมีที่ที่สวยแต่ก็ไม่เท่าที่นี่หรอก หากจะหาอะไรที่งดงามเท่าก็มีแต่ช่วยซากุระเบ่งบานและร่วงโรยเท่านั้นแหละ 

ผมเผลอยิ้มให้กับธรรมชาติอันงดงามแห่งนี้ พลางเงี่ยหูฟังเสียงจากทั่วทุกสารทิศ สัมผัสกับบรรยากาศที่สดชื่นแจ่มใส จนกระทั่งได้ยินเสียงเบาๆจากสถานที่ที่ไกลออกไปเล็กน้อย 

"น...หนีเร็วรูบี้!" 

"พ...พี่คะ! ข้างหน้า!" 

"แย่ล่ะสิ!" 

ไม่รู้ว่าเสียงนี้มาจากใครที่ไหนและทำไมแต่ผมรับรู้ได้ในทันทีว่าพวกเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย แล้ว...ทำไมพวกเธอถึงอยู่ในป่ากันตอนกลางคืนกันน่ะ? ไม่รู้รึไงว่ามันอันตราย? 

"...ช่วยไม่ได้แฮะ" 

-ฟุ่บ- 

ผมออกวิ่งไปตามทิศทางที่ได้ยินเสียงของทั้งสองคน แค่คาดเดานะ ดูเหมือนจะเป็นพี่น้องและเสียงแหลมๆแบบนั้นคงไม่พ้นผู้หญิง คาดการอายุคงจะราวๆสิบหกจากน้ำเสียงของผู้เป็นพี่ ส่วนคนน้องก็สิบสามล่ะมั้ง? 

ระยะห่างผมไม่รู้ และไม่รู้เลยด้วยว่าพวกเธอกำลังถูกตัวอะไรโจมตีอยู่ แต่ด้วยเหตุผลบางประการที่ผมไม่อยากพูดมันทำให้ผมตัดสินใจที่จะเข้าไปช่วยพวกเธอ 

อย่างน้อยๆก็เป็นคนบนโลกใบนี้ ถึงจะไม่มากแต่ก็น่าจะรู้อะไรเยอะกว่าผมพอสมควร ทั้งการเงิน เรื่องการต่อสู้ ออกเดินทาง เมือง ประเทศ ภูมิศาสตร์ ภาษา เวทย์มนต์ ทักษะหรือเผ่าพันธุ์ ผมคิดว่าถ้าสร้างบุญคุณกับพวกเธออาจจะได้รับผลตอบแทนเป็นหนึ่งในพวกนี้ก็ได้ 

"กรี๊ดดดดดดด!!" 

-กรร...- 

เสียงแบบนี้มัน...ไม่ผิดแน่ น่าจะเป็นสัตว์สี่ขาที่มีขนาดไม่ใหญ่มากจากโทนเสียงร้องภายในลำคอแบบนี้ น่าจะเป็นประเภทเดียวกับสุนัข...หมาป่าหรือจิ้งจอกล่ะมั้ง? 

-ตุ่บๆๆๆๆๆ- 

ผมเร่งฝีเท้าขึ้นอีกหน่อย ไม่สิ นี่ก็สุดๆแล้ว แต่ว่าอีกฝ่ายอยู่ไกลต่างหาก ผมคิดว่าผมควรจะใช้ความสามารถของผมล่ะนะ เอาเป็น... 

-ป๊อก- 

กิ่งไม้ที่มีความแน่นหนาของมวลสูงต่างจากไม้บนโลกของผม แถมยังเป็นกิ่งแตกปลายที่ไม่มีใบไม้ใดๆอีกด้วย เพราะงั้นถือว่าไม่เป็นการทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ 

จากนั้นก็เพิ่มพลังเวทย์เข้าไป...ห้ะ? ไม่เข้าใจ? เดี๋ยวอธิบายก็แล้วกัน ตอนนี้ผมต้องไปสร้างบุญคุณกับยัยพวกนั้นซะก่อน 

-ฟิ้วววววววว!- 

-ฉึก!- 

-โฮกกกกกกก!!- 

ผมหยุดกลางคันเมื่อได้ยินเสียงจากอีกฝั่งแม้จะเบากว่าเมื่อกี้นี้เล็กน้อย แต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันกระโดดตะครุบยัยพวกนั้นทางนี้ก็เลยขว้างกิ่งไม้ที่เต็มไปด้วยพลังเวทย์ใส่มันด้วยความเร็วอากาศที่สาม หรือที่เข้าใจว่าเป็นความเร็วหลุดพ้นนั่นแหละนะ 

ก็ผมไม่ใช่มนุษย์ปกตินี่? ไม่คิดบ้างเหรอว่าทำไมผมถึงไม่ตกใจอะไรเลยซ้ำยังโกรธเคืองสุดๆ แถมยังเปิดประตูมิติมายังที่นี่เองอีกด้วย? ไม่บอกหรอกคิดเอาเองสิ 

เอาล่ะ ผมคิดว่าคนบนโลกนี้คงไม่เคยเห็นพลังเวทย์แบบที่ผมมีแน่ๆหากไม่ใช่พวกกองทัพแต่ไม่แสดงให้เห็นโดยตรงคงจะดีกว่า 

ผมหยิบก้อนหินขนาดเท่าฝ่ามือบนพื้นขึ้นมาแล้วปาออกไปในทิศทางที่ใกล้เคียงกันด้วยความเร็วเท่ากัน เมื่อกี้กะจะเอาเจ้ากิ่งไม้นั่นมาใช้แทนดาบไม้ไผ่แท้ๆเชียว แต่เลือกวิธีปาของคงจะดีกว่าล่ะนะ 

-ฟิ้ววววววววววว!- 

-ตูม!!- 

"ว๊าย! อ...อะไรกันล่ะเนี่ย!?" 

ดูเหมือนจะโดนเต็มๆเลยสินะ ทางนี้เลยเก็บหินอีกหนึ่งก้อนแล้วเดินออกไปจากจุดนี้เพื่อให้พวกนั้นได้เห็นหน้าผมเต็มๆ 

เมื่อเดินออกมาก็พบกับหญิงสาวผมสีชมพูอ่อนสองคน คนที่อายุดูเหมือนจะเยอะกว่าจากขนาดหน้าอกและส่วนสูงนั่นมีดวงตาสีฟ้าคราม ส่วนน้องสาวของเธอที่เดาจากส่วนสูงที่น้อยกว่าและขนาดหน้าอกที่เกือบๆจะแบนราบนั่นมีดวงตาสีเขียวมรกต เพราะงั้นถึงชื่อรูบี้สินะ? 

"ค...ใครกันน่ะคะ?" 

"ร...ระวัง! หมาป่าเพลิงยังมีอีกสามตัวที่ยังไม่ตายนะ!" 

หมาป่าจริงๆด้วยสินะ? ว่าแต่ที่ชื่อหมาป่าเพลิงนี่คงจะเป็นหมาป่าที่เกี่ยวข้องกับธาตุไฟรึเปล่า? ดูจากควันที่ปากแล้วคงอาจจะใช่อย่างที่คิดสินะเนี่ย? 

"สามเหรอ? ทางนี้มีหินแค่ก้อนเดียวด้วยสิ..." 

-กึก กึก กึก- 

"แต่...แล้วยังไงล่ะ?" 

-กร๊อบ!- 

ผมบีบก้อนหินขนาดใหญ่กว่าอันเมื่อกี้จนแตกเป็นเสี่ยงๆ มีมากกว่าสิบอันแต่มีขนาดเล็กลงสินะ? ผมกำเอาไว้แล้วตั้งท่าเหมือนจะดีดก้อนหิน 

"มาสิ" 

-โฮกกกกกกกกก!!!!!!!- 

หมาป่าเพลิงสองตัววิ่งมาทางนี้ และอีกตัวเหมือนกับจะเป็นตัวสนับสนุนเพราะมันรวบรวมพลังเวทย์เอาไว้ที่ปากของมัน เฮ้อ...โง่ชะมัด 

-ฟิ้วววววว!- 

-ฉึก!- 

หินขนาดเล็กที่ผมดีดออกไปพุ่งเข้าใส่กลางกบาลเจ้าหมาป่าที่อยู่แนวหลังจนแน่นิ่งไปในที่สุด ส่วนอีกสองตัวนั้นผมก็โยนก้อนหินขนาดเล็กในมือใส่พวกมัน 

-เปรี้ยง!- 

ก็นะ อาจจะฆ่าไม่ได้แต่ก็ทำให้มันเสียสมดุลแล้วทางนี้ก็บิดเอวกางขาฟาดใส่เต็มใบหน้าของตัวทางด้านขวาแล้วใช้จังหวะที่ขาขวาลงถึงพื้นก็ดีดขาซ้ายขึ้นตอกส้นเท้าใส่เต็มขมับเจ้าตัวทางซ้าย 

-เปรี้ยง!!- 

ศพของพวกมันเละคาเท้าของผม ผมก็จ้องมองมันด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ดังปกติ ก็พึ่งจะรู้ว่าไอ้ที่โดนยัยฮินะซ้อมบ่อยๆมันจะได้ใช้ก็ตอนนี้ล่ะนะ 

เมื่อกำจัดไปจนหมดได้อย่างง่ายดายด้วยสิ่งที่เลียนแบบจากฮินะมาผมก็หันไปมองสองพี่น้องที่มองมาทางนี้แปลกๆ ดูเหมือนพวกเธอจะกลัวผมแฮะ 

"อย่ากลัวเลยผมเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาๆเท่านั้นเอง" 

"ดูแค่ชุดก็รู้แล้วล่ะว่านายไม่ใช่มนุษย์ของโลกใบนี้ นายมาจากอีกโลกเหรอ?" 

"...ก็ใช่" 

"แล้วทำไมถึงเข้าใจภาษาของทางเรากันล่ะ?" 

"พอดีพ่อเป็นคนของโลกนี้น่ะ" 

ไม่ถือว่าผมพูดโกหกหรอกนะ ถึงจะไม่รู้ความจริงแต่ฮานะบอกผมมาตั้งแต่เด็กว่าพ่อกับแม่ของผมเป็นคนของโลกใบนี้แต่ก็หายตัวไป เพราะงั้นถึงได้เป็นเด็กกำพร้ายังไงล่ะ 

"แล้ว...ทำไมนายถึงมีพลังมากมายขนาดนั้น?" 

"เชื้อพ่อมันแรง?" 

"...เฮ้อ ช่างเถอะ ขอบคุณที่ช่วยนะ...?" 

"คุโรมิเนะ คุโระ เรียกว่าคุโระเถอะ" 

"ขอบคุณนะคุโระ ฉันชื่อลิลลี่ส่วนนี่น้องสาวของฉันรูบี้ เพื่อตอบแทนนายที่ช่วยชีวิตพวกเราฉันจะยอมทำตามที่นายสั่งทุกอย่างเลย" 

"โห? ราคาแพงน่าดูนะนั่น" 

ผมทำเป็นเอามือจับคางครุ่นคิดแล้วใช้สายตาชโลมเลียเธอตั้งแต่ปอยผมยันรองเท้าบู๊ท 

ลิลลี่ยกมือมาปิดหน้าอกขนาดกลางของเธอแล้วจ้องเขม็งมาทางผมด้วยใบหน้าที่แดงเพราะความเขินอายและสำนึกผิดที่พูดแบบนั้นออกมา 

"ไม่เอาเรื่องลามก" 

"...ชิ" 

"เดาะลิ้นเหรอ!? เดาะลิ้นสินะ!?" 

จริงๆทางนี้ก็ไม่ได้พิศวาสอะไรเธอหรอกนะยัยหนู เพียงแค่เธอมีใบหน้าที่คล้ายคลึงกับฮินะอยู่หน่อยๆเท่านั้น ก็ด้วยรูปตากับผมที่สั้นคล้ายๆกันล่ะนะ อย่างกะย้อมแมวขายยังไงยังงั้นเลย 

"อ...เอ่อ...จ...จะทำยังไงกับศพของหมาป่าเพลิงดีล่ะคะเนี่ย?" 

"น่าเสียดายส่วนหัวจริงๆแต่ว่าขน เนื้อ เล็บและกระดูกทุกๆสิ่งส่วนนั้นสามารถขายได้ทั้งหมด แถมราคาดีซะด้วย" 

เธอพูดแล้วมองมาที่ผม ทางนี้ก็ไม่รู้จะทำอะไรกับมันซะด้วยสิเอาเป็น... 

"แลกกับเธอจะต้องช่วยเหลือผมตลอดทุกสิ่งอย่าง เธอจะเอาเจ้าพวกนั้นไปขายก็ได้นะ" 

"ช่วยเหรอ?" 

"อยากจะให้ช่วยหาข้อมูล และร้านค้ากับที่พักให้หน่อยน่ะ" 

เรื่องเงินก็ปัญหาใหญ่แต่คงยังไม่จำเป็นเท่าที่พัก เพราะงั้นเลยเสนอเอาเรื่องนี้แลกกับสิ่งที่ต้องการในปัจจุบันเอาไว้ก่อน ส่วนเงินก็ค่อยไปล่าเพิ่มเอาก็ไม่เสียหายเท่าไร 

"จะดีเหรอ? นั่นหลายตังค์เลยนะ" 

"พวกเธอน่าจะเป็นนักผจญภัยล่ะสิท่าถึงได้รู้เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้? เพราะงั้นก็อยากให้ช่วยในหลายๆเรื่องน่ะ ไม่ต้องห่วง ถ้าเธอรู้รายละเอียดแล้วเธอจะรู้เองว่ามันไม่คุ้ม" 

"ไม่มีอะไรดีไปกว่าเงินหรอก! ฉันคิดว่ามันคุ้มดีนะ! ตกลงฉันยอมรับ!" 

เธอยอมรับเอาง่ายๆเลยแฮะ ชักจะน่าเป็นห่วงหน่อยๆแล้วสิ... 

 

 

 

"พวกนี้ราคาดีเลยล่ะ เอาเป็นเจ็ดหมื่นโดระเป็นไง? ให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนา" 

"มากเกินพอเลยล่ะลุง! นี่แค่ครึ่งเดียวเองนะเนี่ย!" 

"ถ้าอยากได้เงินเยอะๆก็แค่ขายให้หมดๆซะก็สิ้นเรื่องแท้ๆเชียว" 

"ทางนี้ต้องการเนื้อกับหนังบางส่วนอยู่นะ!" 

ตอนนี้ผมกับสองสาวอยู่ในอาคารขนาดใหญ่ที่ตกแต่งอย่างปราณีต มีคนอยู่ในนี้ไม่ค่อยมากเพราะว่าดึกพอสมควรแล้วแต่ก็ยังเปิดทำงานอยู่ ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนเป็นกะเช้าและค่ำสินะ? รูบี้บอกว่าขนาดกิลด์มาสเตอร์ยังมีเวลาเช้ากับค่ำเลย หรือก็คือมีกิลด์มาสเตอร์สองคนนั่นแหละนะ 

แถมพนักงานกิลด์มีตั้งแต่โลลิอายุดูไม่สมควรจะทำงานได้ตั้งหลายคน หลายๆคนก็เป็นสาวสวยไปจนถึงตาลุงหน้าโฉด นี่มันแหล่งรวมคนทุกประเภทเลยรึไง? 

แล้วก็นะ ที่นี่มีเอลฟ์เข้ามาทำงานด้วย แต่ไม่ยักกะเห็นมนุษย์สัตว์อันน่าสนใจเลยแม้แต่น้อย แถมทางนี้เองก็กำลังรอคิวสมัครเป็นนักผจญภัยอยู่ล่ะนะ 

"คนต่อไปเชิญเลยค่ะ" 

แล้วก็ถึงคิวของผม ผมเดินไปอยู่ต่อหน้าเธอ...ผมไม่ได้พูดผิดหรอกนะ เธอคนนี้เป็นผู้หญิง แถมเป็นสาวสวยสุดๆด้วยล่ะ หน้าอกอวบอึ๋ม ผมสีบลอนด์สวยงามไม่ยาวจนเกินไป กระเซิงไม่เป็นทรงแต่ดูเป็นธรรมชาติสวยงาม ซ้ำยังมีดวงตาที่ดุร้ายราวกับสัตว์อสูรไม่มีผิด 

"ชุดนั่น...มนุษย์จากต่างโลกสินะ?" 

ถึงว่าล่ะทำไมถึงมีแต่คนมองมาทางนี้แล้วก็มองอย่างไม่ลดละสายตาเลยด้วย แม้จะมีคนอยู่น้อยแต่ทุกสายตามองมาทางนี้ก็ไม่ไหวนะ 

"ใช่" 

"เห? แล้วจู่ๆก็มาสมัครเป็นนักผจญภัยเลยงั้นเหรอ? เป็นผู้กล้ารึไงนายน่ะ" 

ทุกคนเบิกตากว้างมองมาทางผมอีกครั้ง บางคนสำลักเบียร์ที่กำลังดื่มก็มี แต่ว่านะ นั่นมันผิดสุดๆไปเลยล่ะ ไม่มีความใกล้เคียงกันเลยสักนิดเดียว 

"เปล่า เป็นแค่คนธรรมดาที่โค่นหมาป่าเพลิงได้ง่ายๆเท่านั้นแหละ" 

"ห๊ะ!? รู้ไหมว่าหมาป่าเพลิงมันเป็นสัตว์อสูรระดับกลางเชียวนะ! ถ้าจะไปสู้กับเจ้านั่นอย่างน้อยต้องแรงค์Dเป็นอย่างต่ำและต้องไปกันมากกว่าสี่คน...เดี๋ยวนะ แสดงว่าสองคนนั้น..." 

"นั่นสินะ? ไม่รู้เรื่องด้วยหรอก พอดีว่าศพของมันตกลงไปในผาสูงเลยไม่ได้สนใจ..." 

"ที่นี่มีผาสูงที่ไหนกัน!? จะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อยสิ!" 

นั่นสินะ ภูเขาเองก็อยู่ไกลซะจนไม่รู้จะพูดยังไงดีแล้วจะมีผาสูงได้ยังไงกัน? นี่ไม่ใช่เกมแต่เป็นชีวิตจริงถ้ามีของแบบนั้นคงต้องมีอะไรให้รู้อย่างแน่ชัดหน่อยล่ะ 

"ค...คุณคุโระคะ บอกเขาไปเถอะค่ะว่าของพวกนั้นเป็นของคุณ" 

"ว่าแล้วเชียว นายนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ ถึงจะไม่ได้เทียบเท่ากับผู้กล้าก็เถอะ แล้ว...ชื่ออะไรล่ะ?" 

"คุโรมิเนะ คุโระ" 

"อายุ?" 

"สิบเจ็ด" 

"อืมๆ บ้านเกิดก็ต่างโลก ความสามารถพิเศษล่ะ?" 

"ทักษะต่อสู้ที่เลียนแบบเพื่อนสมัยเด็กน่ะ" 

"ทักษะต่อสู้สินะ? ความสามารถทางเวทย์ล่ะ" 

"ไม่มี" 

ความจริงเรื่องเวทย์เนี่ยผมก็พอเข้าใจหลัการอยู่หรอกนะ แต่เพราะว่ามันเป็นพลังเวทย์ด้านมืดซึ่งคนอื่นๆไม่รู้จักและต่อให้รู้จักก็คงจะรู้ว่าเวทย์แบบนี้มันเหมือนกับอะไร และคงได้ถูกตีตราว่าเป็นพวกนอกรีตหรืออะไรอื่นๆก็ได้ เพราะงั้นไม่เสี่ยงจะดีกว่า 

"อืม จากที่ฟังมาแล้วก็คงจะธรรมดาแต่ก็สามารถต่อกรกับสัตว์อสูรระดับกลางได้ด้วยตัวคนเดียว ถึงจะไม่อยากเชื่อก็เถอะนะ เพราะงั้นก็ขออนุญาตวัดระดับพลังล่ะนะ" 

"วัดระดับพลัง?" 

"ก็แค่ทดสอบฝีมือน่ะ แล้วจะให้คณะกรรมการประเมิน เอาเป็น...คุณแซคก็แล้วกัน ช่วยทดสอบฝีมือกับเขาหน่อยนะ" 

"หึ ได้เลย" 

ตาลุงนักล้ามหัวโล้นที่ชื่อแซคลุกขึ้นแล้วแสยะยิ้มมองมาทางผม ส่วนผมก็ได้แต่ตีหน้านิ่งมองกลับเท่านั้น วัดฝีมือเหรอ? ผมคงต้องไม่ประมาทสินะ? 

เพราะความประมาทน่ะ...มันนำพามาสู่ความสูญเสียน่ะสิ... 

"งั้นเชิญที่ลานต่อสู้ด้านหลังกิลด์เลยค่ะ" 

พนักงานสาวนำทางไป และผมก็เดินตามเธอพร้อมกับรับสายตาอันตรายจากตาลุงหัวโล้นแซคนั่นเอาไว้ด้วย พยายามไม่ไปยุ่งดีกว่า เพราะตาลุงนี่ก็แค่พวกบ้าที่จ้องจะหาเรื่องคนอ่อนแอเพื่ออวดโอ้ความแข็งแกร่งของตนเท่านั้น 

และยัยนี่ก็รู้ซะด้วยว่าตาลุงนี่เป็นคนแบบไหน ราวกับว่าเธอคิดว่าถ้าเรื่องที่ผมพูดเป็นเรื่องจริงก็คงดีที่ผมจะได้อัดตาลุงนี่ ก็ขอให้ไม่ตายก็แล้วกันนะ... 

อย่างน้อยๆ...ก็แค่กระดูกหักทั่วร่างแค่นั้นแหละนะ 

"ไปยืนกันตรงสนามเลยทั้งสองคน" 

ผมกับตาลุงนั่นอยู่กันคนละฝั่ง พวกเราเดินไปบนสนามที่...ทำไมมีคนมาดูเยอะจังนะ? ช่างเถอะ สนามนี่ออกจะกว้างเพราะงั้นไม่เป็นปัญหา 

"พร้อมกันไหม? ไม่สิ ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม เริ่มเลย!" 

-ฟุ่บ!- 

ตาลุงนั่นเร็วกว่าที่เห็นภายนอกแฮะ พอพนักงานสาวตะโกนขึ้นตาลุงก็พุ่งมาทางนี้ด้วยความเร็วสูงสุดของลุงแก และเข้าประชิดผมในทันทีอย่างง่ายดายแต่... 

น่าเสียใจนะที่ผมไม่ได้อ่อนแอแบบนั้นน่ะ 

-ปัง!- 

ดูเหมือนตาลุงจะไม่ใช่ดาบ แถมเขาก็ไม่ได้สวมเครื่องป้องกันแต่แรกอยู่แล้วด้วย อ่อนให้เพราะผมไม่มีอาวุธและเครื่องป้องกันสินะ? ถึงยังไงก็ตามต่อให้เอาจริงขึ้นมาทางนี้ก็ไม่ยอมหรอก 

หมัดของตาลุงพุ่งผ่านหน้าของผมที่เลี้ยวตัวหลบทันไป โดยที่หมัดของผมพุ่งชกเข้าใส่เต็มใบหน้าเป็นหมัดแย๊บด้วยความเร็วแต่พลังที่ใส่ไปไม่ได้มากมายอะไรนัก ถึงจะมีรอยชกแต่ก็ใช่ว่าจะสาหัส 

"โห? เร็วจริงๆ" 

เธอพูดชม ทางนนี้เลยพลอยเขินไปด้วยแต่ก็เป็นแค่ความรู้สึกในใจน่ะนะ ผมไม่มีเวลามาสนใจอะไรรอบข้างเท่าไรหรอกถ้าจะสู้กันแบบนี้น่ะ 

ตาลุงตั้งท่าจะชกใส่อีกครั้งแต่ดูก็รู้ว่าหลอก ผมเลยแกล้งทำเป็นป้องกันตาลุงก็แสยะยิ้มแล้วเปลี่ยนมาเป็นแตะต่ำซะแทน ทางนี้เลยเตะสวนกลับไปด้วยแรงที่มากกว่าซะ 

-เปรี้ยง!- 

ตามด้วยหมัดหนักที่พุ่งเข้าใส่แก้มขวาของตาลุงนั่นอย่างรุนแรง โดยที่ไม่ให้พักผมหมุนตัวตอกส้นเท้าขวาใส่เข้ากลางท้ายทอยของตาลุงอย่างรุนแรงซะจนคนรอบข้างสะดุ้งเฮือก 

-เปรี้ยง!- 

"พอแล้วๆ! สุดยอดเลยนะนั่นน่ะ อีกฝ่ายเป็นถึงระดับCแท้ๆ...ฉันจะไปปรึกษากับกิลด์มาสเตอร์ก่อนเพราะงั้นนั่งรออยู่กับสองสาวนั่นไปก่อนก็แล้วกันนะ" 

"อืม" 

ผมถอนหายใจเล็กน้อยแล้วเดินตามพวกรูบี้ไปนั่งอยู่ตรงโต๊ะใกล้ๆกับเคาน์เตอร์ ...ผมคิดว่าผมควรจะออมมือเล็กน้อยแฮะ...พึ่งมาคิดได้เอาป่านนี้เนี่ยนะ?... 

 

 

 

เอาล่ะ ในระหว่างที่รอมานานผมก็อยากจะอธิบายอะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เล็กน้อย เอาเป็นเรื่องเงินก่อนเลยเป็นอันดับแรก 

สกุลเงินของโลกใบนี้คือโดระ ออกเสียงคล้ายๆดอลลาร์เพราะดูเหมือนว่าทางฝั่งโลกของผมนั้นได้มีคนค้นพบที่นี่แล้วอาศัยอยู่สักพักใหญ่ๆ พอกลับไปเพื่อระลึกถึงคนบนโลกใบนี้เลยตั้งสกุลเงินของประเทศของตนเองให้ดูคล้ายกัลโดระซึ่งก็คือดอลลาร์ 

ประเภทของเงินนั้นก็ไม่ต่างจากที่โลกเท่าไร ซึ่งจะมีรูปแบบเหรียญ หนึ่งโดระ สองโดระ ห้าโดระ สิบโดระ ห้าสิบโดระ หนึ่งร้อยโดระและห้าร้อยโดระ ซึ่งแต่ละเหรียญก็จะมีขนาดและสีต่างกันออกไป แม่แบบก็ต่างกันเล็กน้อยด้วย 

ถ้าอยากจะลองนึกภาพก็คล้ายๆกับเงินญี่ปุ่นนั่นแหละ แต่ที่สลักเอาไว้ก็เป็นรูปของดอกไม้ที่มีใบห้าแฉกและอักษรของโลกใบนี้น่ะนะ 

นอกจากเหรียญพวกนี้แล้วยังมีเป็นรูปแบบของธนบัตร หนึ่งพันโดระ ห้าพันโดระและหนึ่งหมื่นโดระ ไม่ค่อยต่างกับเงินในญี่ปุ่นมากสักเท่าไร 

บนโลกใบนี้โดยปกติแล้ว แค่สิบโดระก็อยู่ได้ทั้งวันหากไม่นับค่าห้องพักหรือค่าห้องอาบน้ำ ถ้าคิดในส่วนนั้นก็คงใช้เงินราวๆสองร้อยห้าสิบโดระเท่านั้น นับว่าเป็นอะไรที่สะดวกสะบายในระดับนึง แต่ถ้าให้ดีก็ต้องซื้อกระเป๋าเวทย์ล่ะนะซึ่ง...ผมสามารถใช้เวทย์มิติเก็บของเอาได้แต่ยังไม่ใช้ในตอนนี้คงจะดีกว่า 

เวทย์มิติคือเวทย์สูญชนิดนึงซึ่งจะรวมเวทย์มืดกับเวทย์เวลาส่วนนึงเอาไว้เพื่อสร้างรูอากาศที่มีแต่ผมที่เปิดปิดใช้งานมันได้ แถมสิ่งที่อยู่ในนั้นก็จะอยู่คงเดิมเพราะเวลาในนั้นจะไม่เคลื่อนไหว แหกกฏฟิสิกส์สุดๆไปเลย 

ถัดมาก็เรื่องของนักผจญภัย ปกติแล้วมนุษย์หรืออมนุษย์ต่างๆทั้งหลายเผ่าพันธุ์สามารถสมัครได้เมื่ออายุครบสิบห้าปี ซึ่ง...ยัยรูบี้นั้นยี่สิบส่วนลิลลี่นั้นยี่สิบสอง พวกเธอโกงอายุผมรึเปล่าน่ะ? 

อย่างไรก็ตามระดับของนักผจญภัยจะเริ่มต้นที่แรงค์F ไต่เต้าไปถึงA อย่างดีก็ AA หรือ AAA แต่ถ้ามากกว่านี้คือผู้กล้าที่มีพลังระดับ S , SSและSSS 

ซึ่งบนโลกใบนี้ยังไม่มีใครไปเกินกว่าSSเลยสักคนเดียว ไม่สิ แค่จะมีคนไต่เต้าขึ้นมาอยู่ในแรงค์SSได้ก็ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวอยู่แล้ว เพราะถ้าเป็นอย่างงั้นแค่ตัวคนเดียวก็คงถล่มกองทัพจอมมารไปได้กว่าครึ่ง...ไม่สิ แค่ตัวคนเดียวก็คงกวาดล้างกองทัพจอมมารไปได้ง่ายๆเลยล่ะ ส่วนรดับพลังคงสูสีกับจอมมารน่าดู เพราะฝั่งนู้นก็แกร่งใช่ย่อย 

พูดถึงจอมมารผมก็อยากจะพูดเกี่ยวกับเจ้านั่นสักหน่อยน่ะ เพราะว่ามันพยายามรุกรานอาณาจักรต่างๆของมนุษย์ทำให้แต่ละพื้นที่ตามหาผู้กล้าในประเทศของตนเองแล้วผูกมัดเขาไว้ ล่าสุดก็มีข่าวว่ามีราชอาณาจักรแห่งนึงได้อัญเชิญผู้กล้าจากต่างโลกผู้ทรงพลังออกมาด้วย เกรงว่าคนคนนั้นจะเป็นฮินะน่ะสิ 

ถ้าเป็นแบบนั้นจริงทางนี้จะบุกเข้าไปขอบคุณเป็นอย่างดีเลย และถ้าไม่พอใจอะไรใครก็คงต้องทิ้งระเบิดเอาไว้ ถ้าหากยุ่งกับฮินะของผมแม้แต่ปลายก้อยพ่อจะฉีกกระชากร่างกายมันแล้วเอาหัวมันมาเสียบหอกประจานเหมือนตำนานวลาดที่สามซะเลย 

แต่ปัญหาคือทางเราไม่รุ้ว่าราชอาณษาจักรที่ว่าคือที่ไหนน่ะสิ เท่าที่อ่านจากแผนที่โลกนี้มีราชอาณาจกัรอยู่หกอาณาจักร แบ่งเป็นเจ็ดทวีปได้แก่ทวีปมนุษย์ ทวีปดวอร์ฟ ทวีปมังกร ทวีปเงือก ทวีปมนุษย์สัตว์ ทวีปเอลฟ์และทวีปปีศาจ 

บอกไว้ก่อนเลยว่าถึงแม้จะมีเพียงแค่สี่ทวีปแต่เผ่าพันธุ์นั้นมีมากกว่าสิบ มากกว่ายี่สิบจนทางนี้คิดว่าอาจจะมีถึงห้าสิบเผ่าเลยด้วยซ้ำ แต่คงเป็นไปไม่ได้หรอกสำหรับสิ่งมีชีวิตสองขา ...เดี๋ยวนะ ถ้าจะให้พูดลาเมียไม่ใช่สิ่งมีชีวิตที่มีขาสักหน่อย เอาเป็นว่าสิ่งมีชีวิตที่มีความคล้ายคลึงมนุษย์ที่มีสติปัญญาพูด อ่าน เขียนภาษาของโลกนี้ได้ก็แล้วกัน 

แล้วทางทวีปขอนางเงือกนั้นจะมีแต่น้ำ น้ำ แล้วก็น้ำ เพราะว่านางเงือกอาศัยอยู่ในแนวปะการังขนาดใหญ่ใต้ทะเลลึก ที่รู้ก็เพราะว่าอ่านหนังสือที่รวบรวมความรู้มาเนี่ยแหละ 

และผมสนใจเผ่าพันธุ์มนุษย์หมาป่าเป็นที่สุด เพราะว่าเผ่าพันธุ์นี้จะมีส่วนคล้ายกับมนุษย์ปกติ เว้นแต่ดวงตาและเขี้ยวเล็บที่ค่อนข้างจะแหลมคมกว่ามนุษย์ปกติเล็กน้อย 

โดยปกติแล้วจะอยู่ในรูปร่างมนุษย์แต่เพราะดวงตาและเขี้ยวเล็บที่ว่าทำให้รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกับใครเท่าไร ส่วนยามที่ใช้พลังจะสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าที่จะดุร้ายแต่ก็ยังคงมีสติสัมปะชัญญะอยู่ดังเดิม 

ถ้าจะให้พูดก็คือจฃมนุษย์หมาป่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆแถมยังเป็นมิตร แต่เมื่อยามดุร้ายก็จะน่ากลัวแต่คงไม่ถึงกับขาดสติเพราะเหล้าหรอกมั้ง? ไม่งั้นคงจะถูกล้างบางไปด้วยอะไรบางอย่างไปแล้วล่ะ 

ไม่ม่ีใครไม่หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตที่ดุร้ายหรอกน่า 

จากที่อ่านๆมาเผ่ามนุษย์หมาป่านั้น มีความเป็นไปได้ว่าพนักงานสาวคนนั้นจะเป็นพวกนี้ คงจะอันตรายน่าดูพยายามไม่ยุ่งเกี่ยวคงจะดีกว่าล่ะมั้ง? 

"ขอโทษที่ให้รอ ถึงจะต่อรองได้ไม่ค่อยดีเท่าไรแต่ว่าก็ได้เลื่อนแรงค์ให้นายแล้วนะ นี่ไงล่ะบัตรกิลด์" 

ในบัตรกิลด์จะบ่งบอกถึงข้อมูลคล้ายกับบัตรประชาชนบนโลกของผมแต่มันไม่ได้มีรูปหน้าตรงดูโง่ๆหรอกนะ แต่มันก็บอกข้อมูลแทบทุกอย่างเลย 

"ทางเราจะไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของท่านสักเท่าไร เพราะงั้นเรื่องวันเกิดเลยไม่ได้ถามแต่ถ้าต้องการที่จะบอกก็สามารถติดต่อฉันได้นะ เพราะนายคงไม่อยากมาแจ้งข้อมูลอัพเดทเรื่องอายุทุกๆปีหรอกใช่ไหมล่ะ?" 

นั่นสินะ ไว้จะมาบอกเรื่องวันเกิดทีหลังก็แล้วกัน ยังไงก็ใกล้จะถึงวันที่ว่าอยู่แล้วด้วยสิ 

"ไว้คราวหน้าละกัน" 

ผมมองบัตรกิลด์สักพักแล้วเก็บมันใส่กระเป๋ากางเกงพยายามไม่ให้มันหาย ก็คงจะไม่หายหรอกมั้งนะ? 

"งั้นตามพวกฉันมานะ พวกฉันจะพาไปหาที่พักเอง" 

ลิลลี่เดินเข้ามาใกล้ผม จะว่าไปก็ไม่ได้สังเกตเลยว่าที่เอวของเธอมีปลอกมีดสั้นสองอันอยู่ด้วย ที่มีดไม่อยู่คงพังไปแล้วสินะ? หรืออาจจะตกหายก็ได้ 

ส่วนทางฝั่งรูบี้ดูท่าจะเป็นผู้ใช้เวทย์ แต่เรื่องนี้ช่างปะไร ที่นอนสำคัญกว่าเยอะ 

"อ๊ะ! ลืมให้นี่ไปซะสนิทเลย" 

เธอยื่นธนบัตรมาให้ผมสี่ใบ มันถูกเขียนเอาไว้ให้เห็นได้ง่ายอย่างชัดเจนว่า '10,000 โดระ' รวมกันก็สี่หมื่นโดระพอดี 

"ให้ทำไมล่ะเนี่ย?" 

"ค่าที่นายช่วยชีวิตพวกฉัน ขออะไรที่มันง่ายเกินไปต่อการตอบแทนจากพวกฉัน แล้วก็ยังใจดีกับพวกฉันอีกด้วย" 

"...ไม่เห็นจะจํ---" 

"จ...จำเป็นค่ะ! ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกเราลำบากใจนะคะ!" 

รูบี้ที่ดูขี้อายหน่อยๆกล้าเถียงผมเพราะเรื่องแบบนี้ขึ้นมาทันใด จะไม่รับไว้ก็คงจะเสียน้ำใจแย่ ผมหยิบเงินเหล่านั้นแล้วจัดเก็บเอาไว้ในกระเป๋าตังค์ไปพร้อมๆกับบัตรกิลด์ 

"โห~ สวยจังนะกระเป๋าแบบนี้น่ะ" 

"ค่ะพี่ นอกจากนี้ยังมีบัตรกับเงินแปลกๆอีกด้วย ของพวกนี้ขายในโลกใบนี้ได้หลายหมื่นอยู่นะคะ!" 

...คิดจะให้ผมขายเจ้าพวกนี้เหรอ? ก็คิดว่าจะทำอยู่เพราะเงินเป็นอะไรที่จะเป็นต้องใช้จริงๆ และอาจจะต้องใช้เยอะเพื่อซื้อบ้านที่สงบสุขอีกด้วย ถึงจะอยากกลับญี่ปุ่นแต่สภาพอากาศและธรรมชาติทางฝั่งนี้ค่อนข้างจะดูดีผมเลยอยากจะกลับมาอีกครั้งในครั้งถัดไป 

"ถึงแล้วล่ะ!" 

ความจริงในขณะที่ผมกำลังอธิบายหรือคิดเรื่อยเปื่อยผมก็ยังคงเดินตามสองคนนี้จนมาถึงร้านอาหารขนาดใหญ่แห่งนึง มีชื่อว่า 'ร้านคุณนางฟ้า' ถึงชื่อจะแปลกแต่นี่ผมก็ชอบเหมือนกัน 

"แต่...นี่มันร้านอาหารไม่ใช่รึไงกันน่ะ?" 

"เป็นร้านอาหารที่มีห้องพักดีๆราคาถูกๆนะ! และก็เป็นบ้านของพวกฉันเอง มีคนอื่นๆที่ไว้ใจได้มาทำงานแทนน่ะ จริงๆแล้วเป็นของพ่อกับแม่ของพวกฉันแต่ท่านเสียไปแล้วน่ะนะ" 

"...งั้นเหรอ..." 

"อย่าทำหน้าเศร้าสิ! ฉันไม่คิดอะไรหรอกนะ!" 

"หน้าผมมันเป็นแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว มีปัญหากับหน้าผมรึไงกันน่ะ?" 

"ง่ะ! เอาเถอะ ฉันจะให้อยู่ฟรีนะเพราะงั้นทำตัวตามสบ---" 

"ถ้าคิดจะให้อยู่ฟรีทางนี้ไม่เอาด้วยหรอก ผมจะจ่ายไปหนึ่งหมื่นโดระบอกมาว่าอยู่ได้กี่วัน...ไม่สิ อาจจะเป็นเดือนหรือปีก็ได้สินะ?" 

"!! ...ห้าสิบวันค่ะ" 

หืม? วันละสองร้อยโดระงั้นเหรอ? เท่าที่ฟังมาที่อื่นแพงกว่านี้ด้วยซ้ำ แต่เพราะเรื่องอาหารนั้นได้จากเนื้อของสัตว์อสูรหลากหลายชนิดและมีพืชหมุนเวียนอยู่จึงทำให้มีของราคาต่ำและของราคาสูงสำหรับของหายากสินะ? 

นับว่าเป็นอะไรที่คุ้มพอตัวแต่ก็ต้องไปดูด้วยตาของตัวเองก่อนล่ะว่ามันเป็นยังไง ...ง่วงชะมัด อยากนอนสุดๆไปเลยแฮะ... 

 

[จบตอนที่สอง] 

 

[จากไรท์] 

ทางนี้ก็พึ่งรู้ว่าตัวสัญลักษณ์มันไม่ขึ้นในโทรศัพท์หรือบางทีก็ไม่ขึ้นในคอม พอใช้เป็นตัวขั้นบทแทนเวลาที่ผ่านไปสักพักหรือเปลี่ยนมุมมองก็จะไม่ปรากฎทำให้มองไม่เห็น(แต่ทางนี้ก็ยังคงใช้อยู่ดังเดิม) 

ก็นะ น่าเสียใจที่ไม่สามารถทให้เห็นได้แต่ถ้าจะเปลี่ยนแปลงมุมมองของตัวละครจะพิมพ์บอกก่อนก็แล้วกัน เอาล่ะไปต่อบทพิเศษสักหน่อยดีกว่า 

 

 

 

ในช่วงเวลากลางคืนมืดค่ำ  ที่โลกมนุษย์มีครอบครัวนึงกำลังประสบกับปัญหาใหญ่ๆอยู่ 

"พี่...หายตัวไป...เหรอคะ?" 

"ดูเหมือนว่าคุโระจังเองก็ด้วยนะจ๊ะ" 

"ร...รุ่นพี่ก็ด้วยเหรอคะ?" 

ฮินาตะ คานะในชุดนอนทำท่าเหมือนจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา เสียพี่พร้อมกับรุ่นพี่ที่ตนแอบรักมาตั้งแต่เด็กๆไปทำให้เธอแทบจะใจสลาย แต่อีกฝั่งนั้น...คุณแม่ของฮินาตะคานะและพี่สาวของเธอ ฮินาตะ ชิซุกุกำลังทำสีหน้านิ่งเฉยอยู่ 

ดูเหมือนว่าเด็กคนนั้นจะถูกพาตัวไปอีกโลกด้วยเหตผลบางอย่างสินะ? ทั้งๆที่ไม่เคยถูกเชิญไปตั้งหลายต่อหลายรุ่นแล้วแท้ๆ...พลังของท่านผู้ก่อตั้งตระกูลช่างน่าหวาดกลัวซะจริง 

ชิซุกุรู้อะไรบางอย่างอย่างแน่นอนแต่เธอไม่ได้พูดอะไรออกมาให้ใครฟัง แน่นอนว่าตระกูลนี้คนส่วนนึงที่เกี่ยวข้องกับต้นตระกูลจะรับรู้และเข้าใจถึงเรื่องราวในอดีตกาลของบรรพบุรุษของตน ว่าบรรพบุรุษของตนนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดไหน 

แต่ว่า...การที่พลังที่ยิ่งใหญ่จะถูกส่งมอบให้กับเหลนของผู้กล้าคนสุดท้ายนั้นถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติ ทั้งๆที่คิดว่าหมดยุคทองของผู้กล้าของตระกูลฮินาตะแล้วแท้ๆแต่กลับยังมีผู้ที่มีพลังซ่อนเร้นอยู่ ทำไมไม่เอะใจตั้งแต่ตอนที่รู้ว่าฮินะสามารถล้มเจ้าของโรงฝึกเทควันโด้ได้ง่ายๆทั้งๆที่พึ่งเข้าเรียนได้สามวันกันนะ? 

ไม่มีใครสงสัยและสนใจในตัวของฮินะเลย ไม่มีใครสนใจสารทุกสุกดิบของเธอด้วยซ้ำ ถึงขั้นเคยมีปากเสียงกับฮินะแต่ก็ถูกห้ามโดยคุโระที่เข้ามาชวนไปเล่นข้างนอก แล้วไอ้คนที่มีปัญหากับตระกูลก็เกือบจะถูกเด็กอายุสิบขวบสองคนกระทืบจมดินอีกด้วย 

"ยังไงก็ตามถ้าทั้งสองคนอยู่ด้วยกัน...หรือแยกกันอยู่ก็ไม่เป็นอะไรหรอก ไม่มีใครเก่งไปเกินพวกนั้นแล้วนะ" 

"...เข้าใจแล้วค่ะคุณแม่ แต่ก็เป็นห่วงไม่หายอยู่ดีค่ะ" 

"ไปพักผ่อนก่อนเถอะคานะ สักวัน แม่เชื่อว่าพี่จะต้องกลับมาหาพวกเราอย่างปลอดภัยแน่นอนเลยล่ะ" 

ชิซุกุยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วลูบหัวให้กับคานะ โดยที่เจ้าตัวนั้น... 

"...ขอให้เป็นแบบนั้นทีเถอะค่ะทั้งสองคน..." 

พึมพำอย่างเงียบเชียบไร้ผู้คนยลยิน พร้อมกับหลั่งน้ำตาหนึ่งหยดแล้วภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้า ว่า "ขอให้ทุกคนปลอดภัยทีเถอะค่ะ" 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว