facebook-icon Twitter-icon

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างน้าาา

ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 1 [50%]

ชื่อตอน : ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 1 [50%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27.2k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ค. 2562 22:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ติวรัก Love Tutor : ตอนที่ 1 [50%]
แบบอักษร

ติวรัก ตอนที่ 1 

 

“ไอ้ปั้น ไอ้เหี้ยยยยยยยยย”  

ผมด่าไอ้เพื่อนบ้าของตัวเองทันทีที่เดินหนีกลับโซนตัวเองแล้ว โชคดีที่ไอ้พี่แทนมันไม่ได้เดินตามมาด้วย ไม่งั้นได้ขายขี้หน้าไปมากกว่านี้แน่ แล้วดูไอ้ตัวทำเรื่องสิ ทำหน้างงไม่รู้เรื่องรู้ราวพานให้โมโหมากขึ้นไปอีก 

“อะไรวะ ด่ากูเรื่องไร”  

“กูบอกแล้วไงว่าให้เรียกอชิ เรียกชิหาพ่อมึงเหรอ”  

“ก็มันสั้น เรียกง่ายดี”  

“งั้นกูเรียกมึงว่าข้าวปั้นบ้างดีไหม” ไอ้ปั้นตีหน้าเซ็งขึ้นมาทันที ในเมื่อมันเกลียดชื่อเต็มยิ่งกว่าอะไร 

“ทำไมมึงชอบทำอะไรให้มันยากวะ ชื่อง่ายๆ มีไม่ชอบ”  

“ก็มันเหมือนชื่อคนไหมล่ะ เหมือนที่มึงไม่อยากให้กูเรียกมึงว่าข้าวปั้นนั่นแหละ”  

“เออๆ ไอ้คุณอชิ พอใจยัง” มันโวยวายใส่ผมเสร็จแล้วก็เดินหนีหายไปเลย เจริญ ตามกูมายกน้ำแต่เสือกไม่ช่วย แล้วทำไมวันนี้มีคนพูดคำนี้กับกูบ่อยจังวะ 

.. 

 

ช่วงรับน้องวันแรกผ่านไปได้ด้วยดีครับ ถ้าไม่นับเรื่องวุ่นวายของผม น้องๆ คนอื่นก็ดูมีความสุขกันดี เพ้อละเมอหาไอ้พี่แทนกันเป็นแถบๆ ผมฟังจนเอียนไปหมดแล้ว 

“เอ้านี่ ลงซะ แล้วส่งต่อด้วย”  

ตารางชมรมวางแปะลงตรงหน้าผมด้วยมือไอ้ปุ้ย แล้วมันก็เดินไป ทิ้งให้ผมกับไอ้ปั้นก้มลงมองวันว่างที่เหลืออยู่ 

นี่คืองานอีกส่วนหนึ่งที่พวกผมต้องดูแลครับ ขึ้นห้องชมรมสอนภาษาญี่ปุ่นให้คนที่ต้องการจะเรียน สอนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงแต่เวลามีกิจกรรมต้องมาช่วยเท่านั้น ซึ่งเราก็มีสมาชิกมาสมัครพอสมควร ดังนั้นพวกผมเลยต้องเป็นครูสอนพิเศษจำเป็น แต่ละคนเลือกลงเวลาตามสะดวก แต่ไอ้เวลาที่สะดวกมันก็โดนจองไปหมดแล้วไง 

เหลือวันพฤหัสวันเดียว ซึ่งมันเป็นวันที่มีเรียนเช้าอย่างเดียวไงครับ นั่นเท่ากับว่ากูจะไปแรดที่ไหนไม่ได้เพราะกูมีสอนตอนเย็น 

โว้ยยยยยยยยยยยยย 

“ตลอด แม่งเป็นแบบนี้ตลอด”  

“มันก็อย่างนี้แหละ เป็นผู้ชายต้องอดทน” พอผมกับไอ้ปั้นลงชื่อเสร็จปุ๊บไอ้ปุ้ยก็มาเลยครับ คว้ากระดาษดึงไปไม่เปิดโอกาสให้พวกผมได้เปลี่ยนใจ 

“ไหนบอกให้ส่งต่อ” นี่แสดงว่าลงกันหมดแล้วถึงส่งมาให้พวกกูใช่ไหม 

“ก็ส่งให้ไอ้ปั้นไง”  

กูว่าแล้ว ผมได้แต่บ่นกระปอดกระแปดต่อไปตามเรื่องตามราวโดยมีไอ้ปั้นนั่งฟุบหน้านอนหลับอยู่ด้านข้างรออาจารย์ชาวญี่ปุ่นเข้ามาสอน เคยมีหลายคนถามอยู่เหมือนกันนะครับว่าเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นแล้วยังมาเรียนเอกภาษาญี่ปุ่นทำไม 

คือมันอย่างนี้ครับคุณ... ผมมีพ่อเป็นชาวญี่ปุ่นก็จริง แต่ท่านก็ทำธุรกิจแบบที่ต้องเดินทางไปประจำอยู่ประเทศนู้นประเทศนี้นานๆ หลายปี ผมถึงได้ไม่ค่อยมีเวลาอยู่กับท่านมากนัก ถามว่าพูดได้ไหมมันก็พูดได้ แต่ถ้าถามว่าเก่งมากไหมมันก็ไม่ได้เก่งมากไง เพราะฉะนั้นก็ต่อยอดจากสิ่งที่มีนี่แหละครับ สบาย 

หลังจากเรียนการฟุตฟิตโฟไฟกับชาวญี่ปุ่นต้นตำรับของแท้เสร็จก็ว่างแล้วครับ เพราะวันนี้เป็นวันพฤหัส บ่ายว่างพวกผมก็เตรียมบินสิ และในขณะที่กำลังยัดชีททั้งหมดลงกระเป๋าไอ้ปุ้ยก็เดินลอยชายเข้ามาบอกข่าวร้าย 

“อย่าลืมขึ้นชมรมนะ วันนี้เวรพวกมึง” ผมสะบัดหน้าหามันคอแทบเคล็ด นี่มันเพิ่งเริ่มเปิดเทอมไม่นานเองนะเว้ย มีคนมาสมัครเรียนแล้วเหรอวะ 

“ต้องวันนี้เลยเหรอ”  

“ก็เออดิ มีนักเรียนด้วย อย่ามัวไปแรดจนลืมล่ะ” แล้วมันก็ลอยชายจากไป พร้อมกับอิสารภาพของผมเช่นกัน น้ำตาตกในหลั่งไหลเป็นสายเลือด 

แม่ง.... 

“จบข่าว” ไอ้ปั้นพูดขึ้นมาอย่างเซ็งๆ เออจบดิ ข่าวเศร้าด้วยวันนี้ กะว่าจะชวนกันไปส่องสาววิทยาสักหน่อย ฝันสลายเลยกู 

“กูไปนั่งเล่นหอมึงละกัน ใกล้ดี หาข้าวกินแถวนั้นเลย”  

เพราะหอไอ้ปั้นมันอยู่ใกล้มหา’ ลัยมากกว่าผม เพราะฉะนั้นเป็นตัวเลือกที่ดีครับ ไปใช้ไฟห้องมันดีกว่าประหยัดด้วย 

“กูก็บอกมึงหลายทีแล้วนะ ไปอยู่ทำไมตั้งไกลหอใกล้ๆ มีเยอะแยะ”  

“กูเบื่อคนเยอะ”  

ตามนั้นครับ หอใกล้มหา’ ลัยมันสะดวกสบายก็จริง แต่คนพลุกพล่านผมไม่ชอบ สู้อยู่อย่างสงบแต่ไกลออกไปอีกนิดหน่อยดีกว่า เพราะผมมีคนขับรถประจำตัวอยู่แล้ว...ก็ไอ้ปั้นนี่ไง 

“เดือดร้อนกูอีก”  

“บ่นๆ ไปไป๊”  

พวกผมพากันไปกินข้าวและนอนเล่นกลิ้งไปกลิ้งมาอยู่ที่ห้องไอ้ปั้นจนเวลาล่วงเลย บัดนี้ได้เวลาไปชดใช้กรรมแล้วครับ สาธุ! ขอให้คนที่มาเรียนเป็นเด็กปีหนึ่งสวยๆ น่ารักๆ ทีเถอะวะ อย่าเป็นพวกถึกๆ หน้าโหดๆ อย่างปีที่แล้วเลย แม่งสอนไม่มีความสุข ทรมานฉิบ 

พวกผมจัดการเปิดห้องชมรมเตรียมโต๊ะเตรียมชีทเสร็จก็นั่งตากแอร์รอนักเรียนมา นั่งเล่นเกมจบไปสามสี่เกมแล้วก็ยังไม่มีใครโผล่หัวมาสักคน 

“มึง” ผมใช้ปลายเท้าเขี่ยขาไอ้ปั้นที่นั่งเล่นเกมอยู่ข้างๆ “หรือไอ้ปุ้ยแม่งหลอกให้เรามาเฝ้าห้องชมรมวะ ป่านนี้แล้วยังไม่มีใครมาเลย”  

ไอ้ปั้นเหลือบตามองนาฬิกาที่ผนังพลางครุ่นคิด  

“รออีกหน่อยละกัน อีกสิบห้านาทีไม่มาก็ปิดห้องเลย”  

“เออ...” แต่พูดยังไม่ทันจบดีเสียงโครมครามจากด้านนอกก็ดังเข้ามาให้ได้ยิน บ่งบอกว่านักเรียนของพวกผมมาถึงแล้ว จึงได้แต่มองหน้าไอ้ปั้นอย่างเซ็งๆ  

และแล้วโฉมหน้าของนักเรียนก็ปรากฏครับ... 

...ช็อกซีนีม่า  

ไอ้เชี่ยยยย ก็นี่มัน... 

“ไอ้ซูชิ!!!”  

“ซูชิบ้านพ่อง!”  

กูก็ปากไวไปอีกกก โอ้ย จะบ้า ไอ้เหี้ยพี่แทนมันมาได้ยังไงวะ มันแบกหน้าขาวๆ หล่อๆ หุ่นดีๆ ของมันเดินเข้ามาในห้องพร้อมเพื่อนบอยแบนด์ของมันอีกสองสามคน หลุดมาจากหนังเกาหลีเรื่องไหนวะ 

“เห้ยมึงอะ ปีนเกลียวกูหลายทีแล้วนะ เป็นรุ่นน้องกูไม่ใช่หรือไง” ไอ้พี่แทนเดินมานั่งลงฝั่งตรงข้ามผม ท่าทางคุ้นเคยยิ่งกว่าเจ้าของชมรมอย่างพวกกูอีก 

“นั่นสิ หน้าตาก็น่ารักนะครับน้อง พูดจาไม่ค่อยน่ารักเลยเรา” เพื่อนหน้าหล่อของมันช่วยเสริมมาอีกแรง ไอ้ปั้นก็เลยต้องออกโรงช่วยผมบ้าง 

“แล้วถ้าหน้าตาน่ารักอย่างพี่ ผมต้องพูดด้วยว่ายังไงครับ” เชรดดด มันหยอดพี่เขาวะ เสี่ยงมือเสี่ยงเท้าไปแล้วเพื่อน แต่พี่มันก็หน้าตาน่ารักจริงๆ นั่นแหละครับ ปากนิดจมูกหน่อย จัดว่าหวานมาก 

“อ้าวไอ้นี่ กวนตีนแล้วมึง”  

“ใจเย็นไอ้บูม เด็กมันล้อเล่น” พี่หน้าหล่ออีกคนพูดปรามขึ้นมา ดูท่าทางจะเป็นคนที่ใจเย็นที่สุดในกลุ่มแล้วมั้ง ดูหล่อแบบคุณชายผู้ดีเลยว่ะ ส่วนอีกคนที่เหลือส่งยิ้มหวานกรุ้มกริ่มอยู่ด้านหลังหูตาแพรวพราวบอกยี่ห้อเลย 

“แล้วพวกพี่มาทำอะไรกัน อย่าบอกนะว่ามาเรียนภาษาญี่ปุ่น” ไอ้ปั้นถามขึ้นอีก ดูแล้วคงรู้ว่าผมไม่อยากเสวนากับไอ้พี่แทนมากเท่าไหร่นัก  

แล้วเด็กวิศวะปีสามมันจะมาเรียนภาษาญี่ปุ่นกันทำไมวะครับ 

“เออ”  

เออ? แปลว่า...มาเรียนจริงๆ?  

“เพื่อ?” กูปากไวอีกแล้วครับ มันจะหาว่าขี้เสือกไหมเนี่ย 

“พวกพี่จะสอบชิงทุนไปญี่ปุ่นก็เลยมาเรียนเสริมกันไว้ก่อน” ไอ้พี่หน้าหล่อมาดคุณชายเป็นคนเฉลยเรื่องทุกอย่าง  

มันเป็นอย่างนี้นี่เองครับ มหาวิทยาลัยของผมเป็นอันรู้กันว่าลูกรักเขาคือวิศวะ เพราะฉะนั้นทุนต่างๆ มันจึงเทกันไปที่ฝั่งนั้นซะส่วนใหญ่ และทุนแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่นเยอะมากครับ เยอะกว่าพวกผมที่เรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆ เสียอีก นี่มันคณะลูกเมียน้อยชัดๆ เลย 

“เพราะงั้นฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะไอ้ติวเตอร์!”  

เชี่ยยยยยยย แล้วผมจะรอดเหรอวะ หน้าตาไอ้พี่แทนแม่งแพรวพราวน่ากลัวยังไงไม่รู้ ทำหน้าอย่างกับเวลาไอ้ปั้นหม้อสาวเลยว่ะ แค่เห็นก็ขนลุกไปทั่วร่างแล้ว มันต้องคิดหาเรื่องแกล้งผมอยู่แน่ๆ ทำไมต้องมาเจอมันที่นี่ด้วยวะ รู้งี้กูไม่ไปมีเรื่องกับมันตั้งแต่แรกหรอกโว้ย 

ว่าแล้วก็แยกกลุ่มสอนครับ มารู้ชื่อทีหลังว่าไอ้พี่คุณชายชื่อพี่ฟลุค พี่หน้าหวานชื่อบูมเพราะเพื่อนมันเรียกให้ฟัง พี่คนท่าทางเจ้าชู้นั่นชื่อเปรม แล้วทำไมพวกพี่สามคนเขาถึงไปรวมกลุ่มกันอยู่ที่ไอ้ปั้นคนเดียววะ ฉะนั้นไอ้ตัวปัญหาสำหรับผมที่สุดมันถึงได้มานั่งจุมปุ๊กอยู่ตรงหน้าผมนี่ไง  

ปวดหัวเลยกู 

“ไหนอะชีท” พี่มันทวงเมื่อเห็นว่าผมยังนั่งเฉย คือสมองมันยังไม่ประมวลน่ะครับ เหมือนมันรวนๆ พังๆ ยังไงไม่รู้ 

เมื่อดึงสติตัวเองกลับมาได้จึงเสือกชีทตัวอักษรไปให้มันส่งๆ เอาวะ พวกพี่มันคงทนเรียนกันได้ไม่นานหรอก พวกวิศวะมันคงไม่มีความอดทนกับเรื่องหยุมหยิมพวกนี้มากนักหรอก...มั้ง 

“จริงใจดี” พี่มันพูดขำๆ ก่อนจะรับชีทไปดู 

“จริงใจอะไรวะ”  

“ไม่ชอบหน้ากูก็แสดงออกอย่างจริงใจเลยเนอะ”  

เล่นเอาซะผมไปไม่เป็น แต่ท่าทางพี่มันก็ไม่ได้โกรธอะไร มันแค่ทำหน้ายิ้มๆ ก้มลงดูชีทเท่านั้นเอง มาแปลกว่ะ ไม่เห็นมีท่าทางหาเรื่องเหมือนวันนั้นเลย ไม่น่าไว้ใจอย่างแรง 

“ก็คัดตามนั้นอะ ลองคัดดูก่อนสักสองแถวแล้วค่อยเอามาให้ดูว่าถูกไหม”  

“แล้วมันเขียนยังไงวะ นี่ไม่คิดจะสอนกันเลย?” ปกติก็ต้องสอนแหละ ถ้าเป็นผู้หญิงน่ารักๆ นี่แทบจะโอบหลังจับมือเขียนให้เลยด้วยซ้ำ เพราะมันมีวิธีการลากขึ้นบนลงล่างอะไรประมาณนั้น ถ้ามันเขียนผิดวิธีตั้งแต่ขั้นตอนนี้เท่ากับมันจะเขียนผิดแบบนี้ไปตลอด 

แต่ผมไม่อยากสอนอะ มีอะไรไหม 

“ตัวอย่างก็มีบอก ลากตามมันไปดิ”  

“ก็กูไม่เข้าใจ”  

“แม่งโง่แล้วเรียนวิศวะได้ไงวะ...”  

“อะไรนะ”  

อุตส่าห์บ่นคนเดียวเบาๆ แล้วนะ เสือกหูดีได้ยินที่ผมพูดอีก ตัดรำคาญไปเลยแล้วกัน ผมคว้าชีทให้มือมันมาเพื่อเขียนตัวอักษรตัวแรกลงไปให้มันดู 

“เขียนแบบนี้ เอ้า ลองดู” เขียนด้วยความคล่องแคล่วเสร็จก็ยื่นกระดาษกลับไปให้มัน  

“ยังไงวะ ยังไม่ทันมองเลยมึงก็เขียนเสร็จละ” ไอ้พี่แทนพูดขึ้น ไม่รู้ว่ากวนตีนผมหรือเปล่า แต่มันก็ทำหน้ายุ่งๆ เหมือนไม่เข้าใจสิ่งที่ผมบอกจริงๆ  

ผมถอนหายใจอย่างเซ็งพลางค้นหากระดาษว่างๆ ใบอื่นเพื่อเขียนให้มันดูอีกรอบ คราวนี้เขียนช้าๆ พลางอธิบายให้มันฟังไปด้วย 

“ไม่เข้าใจว่ะ มึงไปนั่งเขียนอยู่ตรงนั้นกูจะเข้าใจได้ไง มานั่งฝั่งเดียวกับกูดิ” ผมที่กำลังอ้าปากด่าหันไปมองทางไอ้ปั้นว่ามันทำยังไง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าไอ้พี่สามคนไปกองกันอยู่ด้านหลังไอ้ปั้นเรียบร้อยแล้ว ท่าทางตั้งใจจนผมต้องหุบปากลง 

“เห็นไหม มึงอะมานั่งนี่” ไอ้พี่แทนตบพื้นข้างตัวเบาๆ  

“ทำไมกูต้องไป มึงสิมา” เอาดิ แค่นี้ก็จะเอาเว้ย 

 

 

50% 

...................................... 

คนกวนตีนกับคนกวนตีนมาเจอกันแล้วมันจะยังไงเนี่ยยยย 

ฝากติดตามด้วยน้าาา 

อย่าลืมเม้นให้กำลังใจกันบ้างนะจ๊ะ 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว