ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : เจ้าตูบ (100%)

คำค้น : กลรัก กลรัรกรุ่นพี่ กลรักวีมาร์ค Love Mechanics ดราม่า วาย มหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 388.4k

ความคิดเห็น : 306

ปรับปรุงล่าสุด : 28 พ.ย. 2560 14:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เจ้าตูบ (100%)
แบบอักษร

-****8-

เจ้าตูบ

[Mark Masa]



          ใจง่าย…

          ผมด่าตัวเองด้วยคำนี้มาตลอดระยะเวลาที่นั่งรถมากับพี่วี มาร์ค มาสะมันคนใจง่าย แค่เขาอ่อนโยนด้วยหน่อยเดียวก็วิ่งตามเขาแล้ว

          มันน่าอายจริงๆ ที่บทจะแพ้ก็มาแพ้ทางความอ่อนโยนของพี่วี ทั้งๆ ที่วันนี้ทั้งวันผมพยายามจะไม่สนใจพี่มันแล้ว แต่สุดท้ายมันก็เดินเข้ามาให้ผมสนใจจนได้ น่าสนใจสุดๆ ไปเลยกับคำหวานของพี่มันที่ใช้บอกแฟน  ให้ตายเถอะ…บอกว่าแฟนไม่ว่าง แฟนไม่สนใจแต่แชทเด้งตั้งแต่เช้า ตอนเย็นแม่งก็ยังโทรคุยกัน แล้วมันยังมีหน้าวอแวกับผม แล้วไอ้ผมนี่ก็ดันไปหวั่นไหวกับเขา

          ยอมรับก็ได้ว่าหวั่นไหว มาขนาดนี้แล้วจะปฏิเสธตัวเองให้มันได้อะไรล่ะ แต่ที่ผมพยายามออกห่างจากพี่วี พยายามเมินพี่มันอยู่แบบนี้ ก็เพราะคำคำเดียว

          พี่มันมีแฟนแล้ว…รักกันมากด้วย

          “แวะซื้อผัดไทยแป๊บ” พี่วีบอกก่อนจะจอดรถจักรยานยนต์ข้างร้านผัดไท ผมเลยจำเป็นต้องลงจากรถและถอดหมวกกัน     น็อคออกสูดอากาศตอนค่ำๆ เข้าปอด “มึงเอาอะไร?” ผมเลิกคิ้วมองคนที่ถาม พี่มันก็ส่งสายตาดุมาให้

          “ผัดไทยกุ้งสด ไม่เอาถั่วงอก”

          “เรื่องมากอีก” ผมได้ยินพี่วีบ่นเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับอะไร เบื่อที่จะคุยกับพี่มัน เหมือนจะคุยกันดีแต่ไม่กี่นาทีก็ต้องทะเลาะ มันไม่ใช่อะไรหรอก มันเป็นเพราะผมเองที่จัดการอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ปากก็บอกว่าไม่มีอะไรๆ สมองมันก็คิดอย่างนั้น แต่ใจมันหวั่นไหวไปแล้วไง

          “ซื้อไปทำไมเยอะแยะ” ผมถามเมื่อเห็นพี่มันถือกลับมาสี่ห่อ

          “ให้ไอ้บาร์กับไอ้กัณฐ์” ผมนิ่งไปพักหนึ่งเหลือบตาขึ้นมองพี่วี พี่มันก็มองกลับมานิ่งๆ มุมปากรูปกระจับนั่นกระตุกยิ้มเร็วๆ แต่ผมก็สังเกตทัน ผมไม่เข้าใจพี่มันจริงๆ นะ ก็บอกแล้วไงว่าไม่ได้คิดอะไรกับพี่บาร์แล้ว เขามีแฟนแล้ว เขาได้แฟนดี ผมก็ดีใจด้วย เจอกันทุกวันนี้ก็ยิ้มให้กันได้ทักทายเหมือนรุ่นพี่รุ่นน้องปกติ แต่ไอ้ที่ผมไม่ปกติก็เพราะรอยยิ้มบ้าๆ ของพี่วีนี่แหละ  

          ผมไม่ควรรู้สึกว่าตัวเองแปลกเมื่อมานั่งอยู่ตรงนี้ แต่ผมก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ ผมนั่งอยู่ข้างพี่วี ตรงข้ามผมมีพี่บาร์กับทศกัณฐ์เดือนคณะแพทย์นั่งอยู่ ตอนแรกผมก็มั่นใจมากแหละกับการเข้ามาเหยียบช็อปภาคตัวเอง แต่พอเห็นสายตาของคู่รักทศรามองมาแล้วความมั่นใจของผมกลับหายไป กัณฐ์มันมองผมแบบไม่พอใจนิดหน่อยต่างจากพี่บาร์ที่รายนั้นคลี่ยิ้มบางๆ ให้ผม ก่อนจะค่อยๆ เบือนสายตาไปมองที่พี่วีที่นั่งกินเงียบๆ ไม่พูดไม่จา

          “มึงมีอะไรจะบอกกูไหม?” พี่บาร์ถามขึ้นหลังจากที่เราสี่คนเงียบกันไปนาน

          “ไม่มีนี่” พี่วีเงยหน้าขึ้นมาตอบเพื่อนก่อนจะก้มลงกินผัดไทยต่อ แต่ไอ้คำว่าไม่มีของพี่เขามันไม่ได้ทำให้พี่บาร์จบไงครับ

          “แล้วมึงล่ะ” พี่บาร์ว่าแล้วหรี่ตามองผม

          “ก็…ไม่มีครับ” ผมตอบพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ไปให้พี่เขาอีกที

          “น้อยๆ หน่อย” ผมหันกลับไปมองเจ้าของเสียงที่ว่านิ่งๆ แต่ตากลับมองผมไม่กะพริบ ผมมองตอบพี่วีกลับไปนิ่งๆ แต่ใจกลับไม่นิ่งตาม รู้ว่าพี่เขาอยากแกล้งให้ผมทรมานเล่นๆ ตอนเห็นพี่บาร์กับกัณฐ์ แต่ขอโทษเถอะครับ ทุกวันนี้เรื่องพวกนั้นมันไม่ได้มากวนใจผมเท่าสายตาของพี่เขาเลยสักนิด

          “พวกมึง…ไม่มีอะไรจะบอกกูจริงดิ?” พี่บาร์ถามอีกครั้ง เรียกสติผมให้กลับเข้าร่างแล้วหันไปมองคนตรงหน้า

          “ไม่มี” พี่วีกระแทกเสียงตอบแล้วหันกลับไปกินผัดไทยต่อ ผมเลยส่งยิ้มให้พี่บาร์ที่ยังหรี่ตามองผมอยู่ เหลือบไปมองทศกัณฐ์มันก็มองผมแปลกๆ เหมือนกัน

          คงจะตั้งแต่ครั้งนั้นที่ผมเจอกับพวกเขาที่ห้องพี่บาร์ ตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรดลจิตดลใจให้ผมเดินเข้าไปหาสองคนนี้ แล้วพี่วีก็เดินมาตาม พี่บาร์ก็ถามผมเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ แทบจะทุกครั้งที่เราบังเอิญเจอกันพี่เขาก็จะถามผมเรื่องพี่วี ซึ่งผมก็ตอบกลับไปแค่รอยยิ้มกับคำว่าไม่มีอะไร ก็มันไม่มีอะไรจริงๆ นี่ครับ ดูสิ…ผมเป็นตัวอะไรสำหรับผู้ชายที่ชื่อวิวิศน์เหรอ

          ผมยื่นเครื่องมือให้พี่วีตามที่พี่มันบอก ในใจก็คิดไปว่ามันใช่เหรอ? ไอ้ที่ผมทำอยู่นี่มันใช่เรื่องของผมเหรอ? จำเป็นแค่ไหนกันที่ผมต้องมานั่งเฝ้าพี่มันแล้วคอยทำนั่นทำนี่ช่วย หันไปมองทศกัณฐ์กับพี่บาร์แล้วมันช่างแตกต่าง คนหล่อของคณะแพทย์นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆ พี่บาร์ที่กำลังง่วนอยู่กับโปรเจคตรงหน้าไม่ต่างจากพี่วี แต่ที่ต่างนี่คือพี่บาร์สามารถทำเองได้หมดโดยไม่ต้องมีคนช่วยไง แต่ไอ้คนที่ผมนั่งเฝ้าอยู่นี่มันยังไง

          “มองกู” เสียงนิ่งๆ เรียกให้ผมหันกลับมาสนใจพี่วีอีกครั้งหลังจากแอบมองความน่ารักของพี่บาร์ไป แต่ก็อย่างว่าแหละครับ ผมก็ทำแค่มองนี่แหละคนได้ใจน่ะเขานั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง

          “จะเอาอะไร” ผมถามพี่มันแล้วมองที่ถุงเครื่องมือ

          “มึงแม่ง…” พี่วีแค่สบถคำหยาบออกมาเบาๆ แล้วดึงเอาประแจในมือผม ก่อนจะหันกลับไปสนใจงานตรงหน้าต่อ

          “ง่วง…” เสียงที่แหบของพี่บาร์เรียกผมให้หันไปมองทางนั้นอีกครั้ง คนตัวเล็กเดินมาหาทศกัณฐ์ก่อนจะนั่งลงข้างๆ พร้อมกับทิ้งหัวลงบนเข่าของตัวเอง

          “ผมพากลับไหม? เที่ยงคืนแล้วนะ” คนเป็นแฟนก็พับหนังสือก่อนจะก้มลงไปหาแล้วถามเสียงนุ่ม

          “อืม…เหลือเวลาอีกอาทิตย์หนึ่ง” พี่เขาครางในลำคอแล้วพูดออกมาช้าๆ

          “ตั้งอาทิตย์หนึ่งแหนะ”

          “กูต้องอ่านหนังสือสอบด้วยงายยย” เสียงยานๆ ว่ามาแล้วก็เงียบไป

          ผมยิ้มให้ความน่ารักของคนสองคน ความน่ารักกับความรักที่ผมโหยหา อยากจะมีความรักดีๆ กับเขาสักครั้ง อยากลองสัมผัสดูว่าการมีแฟนที่รักกันจริงๆ แล้วก็รักกันมากๆ นี่มันเป็นยังไง คู่ทศราจึงเป็นคู่รักที่น่าอิจฉามากสำหรับผม

          “เป็นธรรมดาของพวกกู ต้องทำให้เสร็จภายในวันสองวันนี้ อีกเดี๋ยวต้องอ่านหนังสือสอบ” ผมสะดุ้งเมื่อมีเสียงทุ้มดังอยู่ข้างหู พี่วีวางประแจลงก่อนจะเปลี่ยนเอาไขควง นิ้วเรียวชี้ไปที่น็อตตัวที่อยู่ข้างๆ ผม ผมเลยชักสีหน้าใส่พี่มันนิดหน่อย บอกดีๆ ไม่เคยมีหรอก

          “แล้วทำไมไม่ทำตั้งแต่ก่อนหน้านี้ล่ะ” ผมว่าแล้วยื่นน็อตให้พี่มัน ถามว่าหงุดหงิดไหม มันก็ต้องมีบ้างแหละ ให้มานั่งดูความแฟนของพี่บาร์กับไอ้กัณฐ์แล้วมานั่งเฝ้าพี่มันที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับผมอีก

          “กูเอาเวลาไปเฝ้าหมาอยู่” พี่เขาว่าแล้วมองมาที่ผม

          “หมาที่ไหนอ่ะพี่” คำถามของทศกัณฐ์ทำให้ผมกระตุกนิดหน่อย จะไม่ให้กระตุกได้ไง ก็พี่วีมันเล่นมองหน้าผมซะขนาดนี้

          “หมาที่กูเคยบอกว่าจะจัดการให้ไง” พี่เขาพูดจบก็กระตุกยิ้มให้กัณฐ์หนึ่งที

          “จะเฝ้ามันตลอดไหมล่ะ?” ผมมองเสี้ยวหน้าพี่วี รอคำตอบไม่ต่างจากคนที่ถามคำถามนี้ออกมา อยากรู้เหมือนกันว่าพี่มันจะตอบว่ายังไง ถ้าผมคือหมาที่พี่มันเฝ้าผมก็อยากจะรู้ว่าพี่มันจะเฝ้าไปถึงเมื่อไหร่ เรื่องราวระหว่างผมกับพี่มันนี่ผมสามารถคิดได้มากน้อยแค่ไหน

          “ไม่รู้สิ ขึ้นอยู่กับอารมณ์กู” พี่เขายักไหล่ตอบแล้วหันไปสนใจเครื่องจักร ผมกัดริมฝีปากล่างของตัวเองอย่างเคยชินเวลาที่ต้องห้ามใจหรือห้ามความรู้สึกอะไรบางอย่าง

          “ผม….ต้องกลับแล้วอ่ะ พรุ่งนี้มีเรียนเช้า” ผมตัดสินใจบอกพี่วีออกไปอย่างนั้นก่อนจะวางถุงเครื่องมือลงที่พื้นแล้วยืนขึ้น

          “อย่าตอแหล มึงมีเรียนบ่าย” พี่วีว่าแล้วมองผมตาดุ

          “เพื่อน…ผมนัดทำงานกลุ่ม” ผมตอบช้าๆ ก่อนจะหลบสายตาคมนั่น ที่ผมอยากกลับตอนนี้มันไม่ใช่อะไร ผมอยากหนี…หนีความรู้สึกที่ชัดเจนเกินไปของตัวเอง ชัดเจนจนเกือบจะตั้งความหวังทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่ควรหวัง

          “ทำไมเพิ่งบอกกู” พี่วีว่าแล้วเก็บเครื่องมือเข้าที่ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

          “ผมกลับเองได้” ผมตอบพี่เขากลับไป

          “กูไม่ได้จะไปส่ง…กูจะไปเข้าห้องน้ำ”

          ผมเดินออกมาสูดอากาศตอนเที่ยงคืนกว่าๆ ที่หน้าภาควิชา ย้ำอีกทีว่าเที่ยงคืนกว่าๆ พี่วีมันไม่ได้ตามผมมาจริงๆ ไม่รู้ว่ามันไปเข้าห้องน้ำจริงหรือเปล่า แต่เรื่องที่จริงๆ สุดๆ คือผมยืนอยู่ตรงนี้คนเดียว

          “ครับพลอย” คนเดียวกับผีน่ะสิ ผมหันไปมองข้างรถคันสวยของทศกัณฐ์ที่มีเงาตะคุ่มๆ ของคนที่ผมคุ้นเคยอยู่ เสียงหล่อที่ดังออกมาให้ได้ยินทำให้ผมเบ้ปากอีกรอบ

          “รักครับ อย่ากลับดึกนะ วีเป็นห่วง” เหอะ! ชาตั้งแต่ปลายผมจรดปลายเท้าไหมละมาร์ค คิดถึงตัวเองตอนอยู่ในช็อปกับพี่มันแล้วแค่นยิ้มเยาะตัวเองอีกครั้ง

          เป็นห่วงอย่างนั้นเหรอ? กับผมเคยมีสักครั้งไหม

          เสียงนั้นค่อยๆ เบาลงและผมก็มองตาม แผ่นหลังกว้างนั่นค่อยๆ หายเข้าไปในช็อป ผมถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นึกขำกับความโกรธและความน้อยใจของตัวเอง มีสิทธิ์อะไรไปโกรธเขาวะมาร์ค มาก็มากับเขาเอง แล้วเขากับเราก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน อย่าแสดงออกมากมายขนาดนั้นสิ

          “เออเจมส์…มึงอยู่ไหน” ผมโทรหาเพื่อนที่รับสายผมด้วยดนตรีบีทหนักๆ จะโทรหาไอ้ฟิวส์กับไอ้คำผานก็กลัวจะรบกวน ช่วงนี้พวกมันกำลังอ่านหนังสือสอบ

          [หลังมอ มาป่ะ] ต่างจากไอ้เจมส์ที่ถึงแม้จะมีสอบมันก็แยแสหนังสือใดๆ

          “เออ มารับกูที่คณะหน่อย ตรงวงเวียนภาคกูอ่ะ”

          [ไปทำอะไรวะ ดึกดื่น] มันถามกลับมาพร้อมกับเสียงดุๆ

          “มา…ช่วยรุ่นพี่ทำงานน่ะ”

          [อ้าว! แล้วรุ่นพี่อะไรนั่นของมึงไม่ไปส่งเหรอวะ] ผมกระตุกยิ้มให้กับคำถามของเพื่อน เพื่อนไม่ได้คิดอะไรแต่ใจผมมันกลับคิดตามไงครับ รุ่นพี่อะไรนั่นของมึง ของกูที่ไหน เมื่อกี้เขายังบอกรักเมียเขาอยู่เลย

          “เขาทำงานยังไม่เสร็จแต่กูอยากกลับก่อน ถามอะไรมากมายของมึงวะ สรุปจะมารับกูไหม?”

          [ถ้ามึงพูดยาวเป็นสองสามประโยคแบบนี้กูก็คงต้องไปแล้วล่ะ รอแป๊บนะมึง] สายถูกตัดไปผมเลยยิ้มให้กับโทรศัพท์อีกครั้ง ไอ้เจมส์กับไอ้วินด์เป็นเพื่อนที่สนิทกับผมมาก ตอนมัธยมเราเรียนห้องเดียวกัน แล้วตอนเข้ามหา’ลัยมันก็พยายามสอบเข้าที่เดียวกับผม ทั้งๆ ที่มันไม่จำเป็นต้องตามมาเรียนที่ที่ไกลบ้านแบบนี้แต่มันก็ยังมา ไม่ว่าผมจะเดือดร้อนอะไรพวกมันก็ช่วยเสมอ

          ผมนั่งลงที่โต๊ะมาหิน ถึงจะดึกแต่มันก็ไม่น่ากลัวสักเท่าไหร่เพราะมีแสงไฟจากถนนและหมาสองสามตัวนอนเป็นเพื่อน เห็นหมาแล้วก็คิดไปถึงคนที่อยู่ในช็อป เอาเวลาไปเฝ้าหมางั้นเหรอ? เฝ้าพ่อง!  กูนั่งอยู่กับหมาเฝ้าภาคเนี่ย

          Masa Mark

          Just now

          เล่นกับคนมีแฟน ใจไม่แข็งสาหัสนะ

          12 likes 3 comments

          **วินนี่ เดอะพูห์ :** มาเล่นกับกูมา

          **เฉิ่ม แต่หล่อ :** เอาแล้วๆ เพื่อนกู ยังไงครับ ใครอะไรยังไงที่ไหนเมื่อไหร่ ตอบ!

          **Future Forfun :** ตัดใจไม่เหมือนตัดกระดาษนะครับผม

          ผมอ่านคอมเมนต์ของเพื่อนแต่ไม่ได้ใส่ใจจะตอบ เฟซบุ๊กสำหรับผมคือที่ที่ผมมีไว้แชร์ความคิดหรือความรู้สึกของตัวเอง แน่นอนว่ามีคนติดตามอยู่มาก ทั้งจากโรงเรียนและจากมหา’ลัย ถึงผมจะไม่ได้หล่อลากเท่าเดือนคณะหรือไม่ได้น่ารักเท่าดาวมหา’ลัย แต่ผมก็คือผู้ชายคนหนึ่งที่ดูดีมาก อันนี้ผมจะไม่ถ่อมตัวแล้วกัน เพราะผมเชื่อว่าคนเรามีสเน่ห์ทุกคน อยู่ที่จะดึงมันออกมาใช้ได้มากน้อยแค่ไหนก็เท่านั้นเอง

          “มาครับไอ้หล่อ!” เสียงตะโกนพร้อมกับแสงไฟของรถที่แยงตาทำให้ผมลุกขึ้นเดินเข้าไปหาแล้วสอดตัวเข้าไปในรถคันเก่งของเพื่อน

               “ช้า…” ผมบ่นเบาๆ หลังจากที่นั่งและคาดเข็มขัดเรียบร้อย

          “อ้าวไอ้นี่ กูอุตส่าห์เจียดเวลาเสวยสุขอันมีค่าของกูมารับมึงเนี่ย ขอบคุณสักคำน่ะมีไหม?” เจมส์หันกลับมาหาผมแล้วตอบกับมา

          “ขอบคุณ” ผมตอบกลับไป มันก็มองจิกกลับมา ผมเลยกระตุกยิ้มกวนๆ ให้มัน

          “ถ้าไม่เต็มใจก็ไม่ต้องประชดผมก็ได้ครับคุณชายครับ”

          “ก็มึงบอกให้กูพูดเอง” ผมตอบมันกลับแล้วพิงหลังไปกับเบาะ

          “ครับๆ กูขอโทษก็ได้ครับที่บังคับจิตใจมึงจนมึงต้องประชดกู…แล้วมันความผิดกูเหรอวะ กูต้องขอโทษมึงจริงเหรอ? ไหนตอบกูสิ?” ผมหันหน้าไปมองมันเอือมๆ แล้วถอนหายใจให้มันอีกที “โอเค กูผิดเอง” มันตอบแล้วขับรถต่อ

          เจมส์มันเอารถมาจากบ้านเพราะความคุณชายของมันเอง มันไม่ชอบใช้รถสาธารณะ เอาตรงๆ คือตอนที่มันอยู่กรุงเทพฯ มันไม่เคยขึ้นรถเมล์เลย ป๊ามันเลยให้เอารถมาขับ ซึ่งมันก็ดีต่อผมด้วยนั่นแหละ เพราะผมเองก็ไม่ค่อยจะถนัดขึ้นรถเมล์หรือรถสองแถวสักเท่าไหร่

          ที่นี่มีรถรับส่งของมหา’ลัย มีให้บริการตลอดและฟรีแต่ผมยังงงๆ กับสายของรถอยู่ แล้วพอดีกับที่เจมส์มันมีรถผมเลยไปกับมันมากกว่าจะใช้รถสาธารณะ เวลาที่มีเรียนที่คณะอื่นผมก็ไปกับไอ้ฟิวส์ ทุกวันนี้เลยยังใช้รถของมหา’ลัยไม่เป็น ทั้งๆ ที่อยากใช้ชีวิตแบบง่ายๆ สบายๆ แท้ๆ แต่แบบนี้ก็สบายดีครับ ไม่ต้องทำอะไร รถก็ไม่ต้องขับเอง

          รถจอดอยู่หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่งพิกัดหลังมอ ผมกับเจมส์เดินเข้าไปในร้าน บรรยากาศร้านเหล้าตอนเกือบตีหนึ่งนี่มันเป็นอะไรที่ไม่ค่อยโสภาสำหรับผม ผมยอมรับว่าผมเที่ยวบ่อย ผับที่นู่นกับผับที่นี่ไม่ได้แตกต่างกัน เวลาเกือบเที่ยงคืนเป็นอะไรที่สามารถเรียกได้ว่าคนเหยียบกันตาย มันจะเยอะไปไหน

          “อ้าว…นั่งครับคุณชายทั้งหลาย” วินด์ที่กำลังเลื้อยยื่นมือมาดึงแขนผมให้นั่งลงข้างๆ คนตัวเล็กเลื่อนตัวมาหาก่อนจะซบลงที่ไหล่ผม “กูเมาแล้วอ่ะมาร์ค…” เสียงยานๆ ที่บ่งบอกระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของเพื่อนผมทำให้ผมต้องส่ายหัวไปมา

          “ยังไม่ได้ยกสักแก้วไอ้แมวก็ซบแล้ว ทำใจซะ” เจมส์ว่าแล้วเลื่อนแก้วเหล้ามาให้ผม

          “มากันสองคนเหรอ?”

          “กับเพื่อนที่คณะ ไปเต้นอยู่มั้ง” เจมส์บอกแล้วมองไปรอบๆ ผมเลยพยักหน้าให้มัน

          “ไอ้เจมส์หายไปไหนมาวะ” ผู้ชายสองคนเดินกอดคอกันเข้ามาหาไอ้เจมส์ ถ้าเดาไม่ผิดก็คงจะเป็นเพื่อนมัน

          “ไปรับเพื่อน” สองคนนั้นหันมามองผมแล้วยกแก้วให้ ผมก็ทำแบบพวกมันแล้วยิ้มตอบ

          “กูพิทนะ ส่วนนี่ไอ้หนึ่ง” คนตัวสูงกว่าบอกแล้วชี้ไปที่เพื่อนอีกคนที่กำลังเกาะแขนมันอยู่

          “อือ กูมาร์ค” ทักทายกันพอเป็นพิธีแล้วพวกมันก็มานั่งด้วย พิทบอกว่าไปเต้นจนเหนื่อย ตอนไปแรกๆ ก็ยังไม่เมาแต่ชนไปชนมาหนึ่งกลับเละกลับเมาซะงั้น

          “กูก็งงกับมันมาก คือถือออกไปแก้วเดียวนะเว้ย แต่ชนเป็นชั่วโมงอ่ะ” พิทบอกแล้วถือวิสาสะหยิบเอาแก้วของผมไปชงเหล้าให้

          “กูหล่อ” หนึ่งตอบแล้วยิ้มให้พิท ผมเลยมองสำรวจหน้าคนที่เพิ่งชมตัวเอง ภายใต้แสงสลัวแบบนี้อะไรดีไม่ดีมันก็ดูยาก แต่หน้าขาวใสทะลุแสงไฟแบบนั้นก็คงจะดีในระดับที่มันมั่นใจพอจะชมตัวเองนั่นแหละ

          “ครับไอ้หล่อ กูยอมครับ” พิทผลักหัวหนึ่งออกแล้วเลื่อนแก้วเหล้าคืนให้ผม

          “ขอบใจ” ผมรับแล้วยกขึ้นจิบ มองพิทที่พยักหน้าให้แล้วก็มองไปเรื่อย ความบ้าคลั่งของคนหมู่มากและกลิ่นคละคลุ้งของแอลกอฮอล์ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาหน่อยๆ ยกแก้วเหล้าขึ้นจิบอีกทีก่อนจะชะงักค้างเมื่อมองไปเห็นคนที่คุ้นตา

          “มองอะไรวะ อ๋อ…พี่พลอย?” พิทถามแล้วมองตามผม ก่อนที่มันจะสรุปเอาเองโดยไม่รอผมตอบ

          “รู้จัก?” ผมเลิกคิ้วถามมัน

          “ก็ต้องรู้จักสิวะ พี่เขาเป็นดาวมหา’ลัยที่สวยที่สุดในสายตากู แต่เสียดายว่ะมีแฟนแล้วและแฟนพี่เขาก็โคตรหล่อ” พิทว่าสลับกับยกแก้วขึ้นจิบ

          “แล้วนั่นมากับใครวะ ไม่ใช่ไอ้พี่วีนี่หว่า”

          เจมส์ว่าแล้วชี้ไปที่กลุ่มของพี่พลอย พี่สาวคนสวยที่ผมรู้จักกำลังโยกตัวไปตามจังหวะเพลงท่ามกลางกลุ่มเพื่อนของพวกเขา ข้างกันมีผู้ชายอีกคนที่กำลังเกี่ยวเอวบางนั่นอยู่ ผู้ชายคนที่ผมไม่รู้จักหัวเราะร่าเมื่อมีเสียงโห่จากกลุ่มเพื่อนก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูพี่พลอย คนสวยพยักหน้าแล้วซบลงอกกว้าง

          “แฟนพี่เขาหล่อกว่านี้นี่นา” หนึ่งผงกหัวขึ้นแล้วพูดช้าๆ “พี่วีเดือนวิศวะอ่ะ กูตามเฟซพี่เขาอยู่”

          “เออ…แล้วไอ้หน้าตี๋นั่นใครวะ”

          “แล้วพวกมึงจะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านทำไมวะ” ผมว่าออกไปนิ่งๆ พวกมันเลยหันกลับมามองผม

          “ก็จริงของมึง กูไม่ใช่ผัวเขาทำไมกูต้องเดือดร้อนแทนด้วย” พิทพูดแล้วกลับมานั่งไขว่ห้างจิบเหล้าต่อ

          “อาจจะเป็นพี่น้องกันแบบนี้ไหม?” เจมส์พูดต่อ

          “เออ สองคนนี้ก็เฟรนด์ลี่พอๆ กันอ่ะ” หนึ่งว่า “แต่ว่านะเว้ย พี่วีอ่ะ…แม่งโคตรดี คือไม่เคยมีข่าวหรือมีอะไรกับคนอื่นนอกจากแฟนตัวเอง สวีทหวานสุดๆ ไม่ต่างจากคู่ทศราเลยนะเว้ย” หนึ่งมันทำหน้าเพ้อฝัน ส่วนผมนี่แอบเบ้ปาก

          “คนหล่อที่โคตรจะดีแบบนั้นมีจริงๆ เหรอวะ” เจมส์ถามแล้วเอียงหน้ามาหาผมแต่ผมก็หลับตาลงช้าๆ ไม่สบตามัน

          “เพื่อนกูนี่อ่อยแล้วอ่อยอีกครับ แต่พี่เขาก็ไม่สนใจ ปากบอกชัดเลยเว้ยว่ามีแฟนแล้วรักแฟนมากกก”

          “เลิกพูดเรื่องคนอื่นเถอะ” ผมรู้ว่าไม่ควรเอาอารมณ์มาลงกับเพื่อน แต่ผมก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกไปแบบนั้น มองเห็นอดีตดาวคณะคนสวยนั่นทีไรพาลคิดถึงเดือนคณะที่คู่กันทุกที บอกรักบอกเป็นห่วงกันเมื่อกี้รู้หรือเปล่าว่าเขามาซบอกคนอื่นอยู่

          โง่…ผมนี่มันโง่จริงๆ ที่ในหัวไม่มีเรื่องอื่นเลย

          “อ้าว…ก็กูว่างไหมครับ? กูมองไปเรื่อยกูก็พูดไปเรื่อยสิครับ” เจมส์ว่าต่อ

          “เออๆ เลิกพูดเรื่องคนอื่นแล้วมาพูดเรื่องของเราก็ได้ มึงเรียนคณะไหนวะ” พิทถามผม

          “วิศวะ” ผมตอบมันนิ่งๆ อาการหนึ่งที่เขาเรียกว่าหัวร้อนมันยังไม่คลายลงแต่ผมก็พยายามจะคุยกับเพื่อนให้เป็นปกติที่สุด โชคดีที่เพื่อนมันไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติอะไร อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนที่พูดน้อยอยู่แล้วก็ได้

          “ถ้าอย่างนั้นมึงก็ต้องรู้จักพี่วีน่ะสิ รู้จักใช่ไหมวะ” หนึ่งลุกขึ้นนั่งดีๆ แล้วถามผม หน้าหล่อปนสวยนั่นฉายแววอยากรู้เต็มที่ปากสวยนั่นคลี่ยิ้มระหว่างรอคำตอบ

          “ก็รู้จัก” ผมตอบมันนิ่งๆ

          “ดีอ่ะมึง กูชอบพี่เขามากอ่ะ แต่แบบ…เขาไม่ชอบผู้ชาย” ท้ายเสียงมันเบาลงผิดกับประโยคที่บอกว่าชอบพี่วี ผมเลิกคิ้วแล้วทำความเข้าใจกับตัวเองก่อนจะพยักหน้าเบาๆ อืม…พี่วีมันไม่ได้ชอบผู้ชาย

          “ถึงเขาชอบผู้ชายเขาก็ไม่ชอบอย่างมึงหรอก แรด!” พิทว่าใส่หน้าหนึ่ง แล้วไอ้หน้าสวยนั่นก็ทำหน้าหงิก

          “แรดแล้วไง เอาได้ป่ะวะ” หนึ่งตอบกลับแล้วคว้าแก้วเหล้ากระดกเข้าปาก

          “ถึงเอาได้เขาก็ไม่เอาครับ นู่น…เห็นไหม เมียเขาน่ะ สวยปานเดินลงมาจากฟ้าน่ะ อย่างมึงสู้อะไรได้” พิทบอกก่อนจะจับหน้าหนึ่งบิดไปมองกลุ่มพี่พลอยอีกครั้ง นั่นทำให้ผมต้องมองตามแล้วกระตุกยิ้ม

          นั่นสิ…จะไปสู้อะไรได้

          เราแยกย้ายกันตอนตีสองกว่าๆ เดินเข้ามาในห้องแล้วเปิดประตูห้องนอนก่อนจะทิ้งตัวลงแรงๆ แล้วยกมือขึ้นลูบหน้า อยากจะลุกไปอาบน้ำแต่ก็ขี้เกียจเกินกว่าจะแกะตัวเองออกจากเตียง ผมล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะเอาไอ้เครื่องที่กำลังสั่นรัวๆ นั่นออกมาเช็ก แจ้งเตือนจากเฟซบุ๊กเด้งขึ้นมา ทำให้ผมพับเก็บความคิดที่จะอาบน้ำไปแล้วกดเข้าเช็กความเคลื่อนไหว

          พิท บลู

          30 mins

          มิตรภาพแก้วเหล้ากับคนเหงาทุก พ.ศ. with Masa Mark วินนี่ เดอะพูห์ and 2 others

          126 likes 8 comments

          ผมกดไลค์กับแท็กที่เด้งขึ้นมาบนไทม์ไลน์ เข้าไปอ่านคอมเมนต์ของพิทกับหนึ่งที่ด่ากันแล้วยิ้มขำ ผมไม่ใช่คนหยิ่งขนาดที่ไม่สนใจโลก ผมพร้อมที่จะเป็นเพื่อนและพร้อมรับทุกมิตรภาพเสมอ

          ผมเลื่อนผ่านสเตตัสของพี่วีไปก่อนจะเลื่อนกลับมาดูอีกรอบ เป็นรูปที่ถูกถ่ายจากด้านหลังพร้อมกับอิโมติคอนชูสองนิ้ว ไม่รู้ว่าใครถ่ายให้แต่ถ้าจะให้เดาก็คงไม่พ้นสองคนนั่นที่อยู่ด้วยกัน ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงต้องถอนหายใจตอนเห็นรูปนี้ แต่ก็ช่างชีวิตพี่มันเถอะ ขนาดมันยังช่างหัวผมได้เลย ผมเลื่อนผ่านไปดูเรื่องราวของชาวบ้านไปเรื่อย จนโทรศัพท์ดังขัดจังหวะ

          Rrrr~

          ให้เวลากับความตกใจที่มีสายเรียกเข้าตอนเกือบตีสามแบบนี้ ก้มลงมองชื่อคนที่โทรมาแล้วยิ่งทำอะไรไม่ถูก ทำไมต้องโทรมาตอนนี้ด้วยวะ

          [รับสายกูช้านี่ทำอะไรอยู่] แบบนี้ไง พี่วีมันเป็นแบบนี้ไง

          “นอน” ผมตอบพี่มันนิ่งๆ พยายามจะนิ่งทั้งๆ ที่ความจริงแล้วใจมันนิ่งเลย

          [เออ นอนก็ดี ปากบอกกูจะกลับไปนอน มีงานตอนเช้า แล้วผู้ชายที่ไหนเช็กอินร้านเหล้าแล้วแท็กมึง มิตรภาพนี่สวยงามจริงๆ]

          “แล้วจะอะไรของพี่นักหนาเนี่ย ผมจะนอน” เหมือนจะทนไม่ไหวผมเลยพูดออกไปแบบรำคาญมันสุดๆ ลุกขึ้นนั่งแล้วยกมือลูบหน้าตัวเองรอฟังอีกคนที่เงียบไป

          [ตอแหล นอนกับใครอีกล่ะ] เสียงด่าพร้อมกับประโยคประชดนั่นทำเอาผมหน้าชา

          “จะนอนกับใครตอนไหนมันก็เรื่องของผมไหม เกี่ยวอะไรกับพี่วะ” ผมตอบกลับ อาการหัวร้อนหรือารมณ์หัวเสียกำลังปะทุขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งคิดถึงเรื่องต่างๆ วันนี้แล้วยิ่งเดือดไปใหญ่

          [ทำไมจะไม่เกี่ยวกับกู]

          “ผมก็ไม่เห็นว่าผมเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวกับพี่ตรงไหน นี่ก็พยายามออกมาห่างๆ แล้วด้วยซ้ำ มีแต่พี่นั่นแหละที่เข้ามากวนผมเอง ถ้าว่างมากก็เอาเวลาไปเฝ้าเมียตัวเองไป!”

          [แล้วที่พูดอยู่นั่นไม่ใช่เมียกูหรือไง!]

          “เหี้ย…” ผมสบถคำหยาบก่อนจะกดตัดสาย

          ถ้าพี่วีเป็นคนเฝ้าหมาผมก็คงเป็นหมาที่พี่มันเฝ้าจริงๆ นั่นแหละ

          พี่วีนี่มันเก่งจริงๆ มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าตูบที่เฝ้าหน้าภาค แล้วพี่มันคือเดินเข้ามาเล่นด้วย ลูบหัว โยนลูกชิ้นให้แล้วสุดท้ายก็เดินหนีไป พอหมาตัวนั้นจะเดินไปที่อื่นหน่อยไอ้คนคนนั้นมันก็เอาลูกชิ้นมาล่ออีก ทำแบบนี้ซ้ำๆ แต่ยังไงสุดท้ายมันก็จบแบบเดิมซ้ำๆ คือคนคนนั้นต้องเดินจากไปและเจ้าตูบมันก็ไม่เหลืออะไร อาจจะดีใจที่ครั้งหนึ่งมีคนลูบหัวอาจจะมีความสุขตอนที่ได้กินลูกชิ้นแก้หิวแต่สุดท้ายพอคนคนนั้นหายไปมันก็จะไม่เหลืออะไร นอกจากความทรมาน

#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น