ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ความทรงจำที่เลือนลาง 100%

ชื่อตอน : ความทรงจำที่เลือนลาง 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 332

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2560 22:23 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความทรงจำที่เลือนลาง 100%
แบบอักษร

                                                         บทที่ 6

            เมื่อชายหนุ่มทราบเรื่องราวทั้งหมดจากปากบ่าวไพร่ที่เขาเค้นถาม เขาก็เริ่มปะติปะต่อเรื่องได้ แล้วพุ่งตัวออกจากจวนทันทีแม้จะพึ่งถึงได้ไม่นาน  มือหนากำแน่นขึ้น ไปสังหารเริ่มออกมาจนคนข้างๆไม่กล้าเข้าใกล้ เพราะไม่ว่าใครหน้าไหนขวางทางเขาตอนนี้ไม่แน่อาจจะสิ้นชีพในทันทีก็เป็นได้

            ตัวเขาเองไม่คิดว่าฟางหลินจะกล้าทำอะไรนอกหน้านอกตาขนาดนี้ จริงอยู่ที่ว่านางจะขึ้นชื่อว่าเป็นว่าที่คู่หมั้นที่ผู้ใหญ่พยายามทาบทามให้เขา แต่หากนางย่างก้าวล้ำเกินไป เขาก็จะไม่เว้นเช่นกัน

พรึบ !

ร่างสูงปรากฏอยู่ถ้ำๆหนึ่ง ซึ่งเขามั่นใจในแปดส่วนว่านางต้องพาเจ้าตัวมาที่นี่ เขาตวัดนัยตาสีอัมพันธ์ไปยังคนเฝ้าหน้าถ้ำแล้ว วาดมือออกไป น้ำแข็งปลายคมพุ่งออกมาจากมือเข้าไปใส่ร่างนั้นทันที

โซ่หนาที่ล่ามเอาไว้หน้าประตูมีน้ำแข็งเป็นหนามเล็กๆอยู่ ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าคนที่เขาตามหาอยู่ข้างในนั้นแน่นอน จึงรีบตวัดมือลงทันทีอย่างไม่รีรอ

แคร็ก !

ติ๋ง ติ๋ง ติ๋ง

หยดเลือดไหวไปตามทางซึ่งเป็นผลจากที่เขาตวัดมือลงกับโซ่หนานั่น แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ เริ่มกวาดตามองจนไปสะดุดกับร่างที่สะบัดสะบอมถูกตรึงด้วยน้ำแข็ง หัวใจเขาเจ็บแปลบขึ้นมาทันทีราวกับหัวใจของเขากำลังถูกน้ำแข็งกัดกร่อนเสียเอง เขาเดินไปหาร่างบางนั้นอย่างช้าๆ ผมยาวปกคลุมใบหน้าที่แต่ก่อนมีสีเลือดแต่บัดนี้เป็นเพียงใบหน้าที่ซีดขาวเต็มไปด้วยน้ำแข็งที่ขึ้นตามใบหน้าของนาง เขาเริ่มแผ่ไอสังหารเป็นสองเท่า ใบหน้าของหน้ากำลังเงยมองอย่างช้าๆ ดวงตาเธอสั่นไหวคล้ายกับกำลังกลัวเขาอยู่  ยิ่งทำให้เขาปวดใจเป็นทวีคูณ  ราวกับเข็มนับสิบพุ่งมาที่หัวใจของเขา เขาเยื้อมือขึ้นอย่างช้าๆหมายจะปลดนางออกพันธนาการน้ำแข็งนั้นทันที

เปรี๊ยะ !

พรึบ !

ตุบ !

ตอนนี้ร่างของนางตกมาอยู่ในอ้อมแขนของเขาทันทีที่เขารับไว้ทัน

“ข้า..ขอโทษ” เขากระซิบเบาๆก่อนจะกระชับอ้อมกอดเพื่อเพิ่มไออุ่นในร่างเขาสู่นางแล้วใช้วิชาตัวเบากระโดดออกไปจากถ้ำทันที

สามวันต่อมา...

ข่าวเริ่มแพร่ไปสารพัดว่าจวนมู่ห้ามไม่ให้คุณหนูฟางหลินเข้าจวนเป็นอันขาด สาวๆในหมู่บ้านพากันดีอกดีใจเพราะอย่างนี้ก็เท่ากับว่าเขาปฎิเสธเรื่องหมั้นไปโดยปริยาย

ณ จวนตระกูลอี้

ตึง !

มือใหญ่หยาบตบลงบนโต๊ะอย่างอารมณ์เสียเมื่อทราบถึงวีรกรรมของลูกสาวที่ได้ก่อเอาไว้ เหตุใดเขาจึงไม่รู้ว่าลูกสาวตนเป็นเช่นไร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายตัดความสัมพันธ์ขนาดนั้นแล้วคนเป็นพ่อเองก็มิรู้จะทำอย่างไรอีกต่อไป ตระกูลอี้ก็มิได้มีอำนาจมากมายถึงขนาดไปต่อรองได้ ทั้งๆที่อีกหน่อยก็จะได้ทาบทามอำนาจกันอยู่แล้ว

“เจ้าลูกโง่ !! ก่อปัญหาหนักขนาดนี้ ข้าเองก็จนปัญญาแล้ว ! กว่าจะทาบทามเจ้ากับคุณชายได้ รู้หรือไม่ข้าลำบากแค่ไหน !? แต่เจ้ากลับทำลายมันเพียงเพราะความเขลาของเจ้า !! ต่อจากนี้เจ้าห้ามออกไปไหนเป็นเวลา 1 เดือน !!”

เสียงของอี้วู่เป่ยผู้เป็นพ่อขึ้น ทุกคนในห้องโถงต่างหวั่นกลัวในใจ

“ท่านพี่ !/ท่านพ่อ !”

อี้เยาเหรินผู้เป็นทั้งแม่และภรรยาเอกของจวนร้องขึ้นมาพร้อมกับลูกสาวของตน

“ท่านพี่...หลินเอ๋ออาจจะยังเด็กอยู่เลยมิรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองโปรดอภัยในหลินเอ๋อด้วยนะเจ้าคะท่านพี่... ส่วนเรื่องออกเรือนเราค่อยไปคุยกับฝ่ายนั้นก็ได้นะเจ้าคะ”

“เจ้าก็น่าจะรู้ดี ถ้าคุณชายเฉินหรงทำเยี่ยงนั้นเท่ากับว่าอย่างไร ยังจะให้ข้าแบกหน้าไปหาอีกหรือ !!! พอเสียที! เลิกประชุม!”

ร่างท้วมลุกขึ้นออกไปจากห้องโถงทันที ฟางหลินได้แต่นั่งกำมือจนเล็กยาวๆจิกเข้าไปในเนื้อ

 “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด”

โครมมมมมมม !!

ข้าวของกระจัดกระจาย บ่าวไพร่ต่างพากันอกสั่น

“ใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะคุณหนู ทุกอย่างย่อมแก้ไขได้นะเจ้าคะ” เสียงของคนใช้คนสนิทดังขึ้นเตือนสติของบุคคลที่ขึ้นชื่อว่าเป็นนาย

“เจ้าจะให้เจ้าทำเยี่ยงไร ! ดูสิ แค่ข้าพาตัวยัยคนใช้งี่เง่านั่นไปถ้ำวารี ท่านเฉียวฟงถึงกับบุกที่นั่นด้วยตัวเองทั้งยังประกาศไม่ต้อนรับข้าเข้าจวนอีก เจ้าคิดว่ามันหมายความว่าเยี่ยไรห๊ะ?!!!”

“ก็ถ้า...คุณชายเฉียวฟงประกาศห้ามมิให้คุณหนูเข้าจวน แต่มิได้ห้ามคุณหนูเข้าพบนี่เจ้าคะ”

“ก็ !!!  อ่า...ข้าเข้าใจความหมายของเจ้าแล้ว สมจริงๆกับที่เจ้าเป็นหญิงรับใช้ของข้า”

หญิงสาวกล่าวขึ้นอย่างพึงพอใจแล้วยกยิ้มขึ้นคล้ายกับกำลังคิดอะไรออก

ณ ตระกูลมู่

“นางเป็นอย่างไรบ้าง”

คำถามนี้เป็นรอบที่ล้านได้ที่เขาถามขึ้น ถึงแม้จะทราบมาบ้างแล้วว่านางอาการดีขึ้นเยอะ แต่นางก็ยังไม่ฟื้น นี่คือสิ่งทำที่ให้ใจของเขาร้อนรนเป็นไฟทุกครั้งไป

ร่างบางลอยอยู่กลางอากาศรอบตัวเต็มไปด้วยดวงไฟสีเหลืองล้อมรอบร่างกายของเธอ ใบหน้าเริ่มดูมีเลือดฝาดบ้างแล้ว ตั้งแต่ที่เขาพาเธอมารักษาตัวในคราแรก นางเกือบได้ไปท่องโลกยมบาลเป็นแน่แท้หากมาช้าเพียงก้าวเดียว ดีนักที่ตามหมอประจำตระกูลได้ทันเวลา

“ร่างกายนางฟื้นฟูดีขึ้นมากแล้วขอรับคุณชาย ตอนนี้เหลือเพียงรอนางฟื้นเท่านั้น”

“แล้วเมื่อไหร่นางจะฟื้นเล่า”

“ในกรณีเยี่ยงนี้บางรายอาจเพียงแค่ห้าวันเป็นอย่างช้าขอรับ แต่ส่วนใหญ่แล้วนั้นประมาณสามถึงสี่วันก็ฟื้นแล้วขอรับ”

ครานี้เองก็เป็นรอบที่ล้านแล้วเหมือนกันที่เขาตอบคุณชายผู้นี้ไป ในคราแรกนั้นเขารู้สึกแปลกใจมากที่เห็นคุณชายเฉียวฟงใจร้อนได้มากถึงเพียงนี้ เพราะเมื่อก่อนคุณชายเป็นคนใจเย็นยิ่งนัก เย็นจนเรียกว่าเย็นชาก็คงเป็นได้ คงเป็นเพราะหญิงสาวร่างบางผู้นี้กระมังที่สามารถละลายความเย็นชาของคุณชายผู้นี้ได้ ช่างน่านับถือเสียจริง

“เอาล่ะ..เจ้าไปได้” เฉียวฟงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูคลายความกังวลไปได้บ้าง

            นัยน์ตาอำพันธ์ยังคงจ้องมองร่างบางที่รายล้อมไปด้วยดวงไฟเวทย์อันรักษาอุณหภูมิร่างกายของนางเอาไว้ ล่วงเลยมาสามวันแล้วที่เขายังเฝ้านางไม่ยอมไปไหน 

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง...ถ้าเจ้าฟื้นขึ้นมาเจ้าจะยังกลัวข้าอยู่หรือไม่” เสียงทุ้มนุ่มแฝงความอ่อนโยนเอ่ยขึ้น มือเรียวเอื้อมขึ้นไปลูบหัวนางเบาๆ คล้ายกับปลอบโยน

เขายังจำสีหน้าของนางในครานั้นได้ ทั้งสายตาที่นางใช้มองมาที่เขา...ความหวาดกลัวของนาง...ยิ่งทำให้เขาเจ็บปวดใจยิ่งนัก

“หลายครั้งหลายคราแล้วที่เป็นเจ้าปกป้องข้า ครานี้ข้ากลับปกป้องเจ้าไม่ได้...แต่ข้าสัญญามันจะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นแน่”

มือใหญ่กำมือแน่น ดวงตาสีอำพันธ์ฉายความรู้สึกที่เอ่อล้นไปด้วยความสับสน ประดั่งกำลังล่องลอยในห้วงของความทรงจำส่วนลึกของเขามานานทศวรรษ

“ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”

นี่เป็นประโยคสุดท้ายที่ร่างสูงเอ่ยขึ้นก่อนจะหมุนตัวออกไปจากห้อง

ดวงตาสีน้ำเงินค่อยๆขยับและพรือตาขึ้น สิ่งแรกที่มองเห็นคือความมืดและแสงสว่างร่ำไรเล็กๆที่อยู่รับตัวเธอ เธอรู้สึกถึงความเคว้งคว้างประดุจดั่งตัวเองกำลังล่องลอยอยู่กลางอากาศ ในหัวเธอเริ่มคิดไปถึงช่วงเวลาที่เธอกำลังจะถูกฆ่าโดยชายสังหารชุดดำคนหนึ่ง แล้วด้วยเหตุใดเธอจึงมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้เล่า ร่างบางพยายามจะลุกนั่งแต่ก็ทำไม่ได้ เธอค่อยๆหันมองรอบๆตัวเธอ ก่อนที่จะพบว่าตัวเองกำลังลอยอยู่!

“ฉันตายแล้วแน่ๆเลย”

เสียงแหบพร่าเปล่งออกมาเบาๆ ควินกางมือทั้งสองออกไปด้านข้าง แล้วแกว่งไปมากลางอากาศ มือเล็กสัมผัสได้แต่ความว่างเปล่ารอบตัว ในใจยิ่งกลับรู้สึกหวาดหวั่นแต่ทันใดนั้นเธอก็ฉุดนึกบางอย่างออกมาได้  นิ้วเรียวหยิกไปที่ต้นขาตัวเอง ความรู้สึกเจ็บแปลบก็แล่นขึ้นมาทันที

ฉัน ยัง ไม่ ตาย !!

เมื่อเธอคิดได้ดังนั้น เธอจึงตะโกนออกไปทันที

“ช่วยด้วย..” แม้เธอจะพยายามเปล่งเสียงออกมา ก็ยังเป็นได้แค่เสียงเบาๆคล้ายเสียงกระซิบผ่านลมเพียงเท่านั้น

“มีใครอยู่ไหม..” ริมฝีปากเล็กเปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง แล้วขยับร่างตัวเองแต่ก็ไม่สามารถทำได้

แอ๊ด....

เสียงประตูถูกเปิดออกโดยใครบางคน เธอพยายามปรับม่านตาขึ้นเล็กน้อยแต่ก็เห็นได้ไม่ชัด ในหัวเริ่มนึกถึงชายชุดดำที่มาหาเธอคนนั้นทันที... ร่างสูงค่อยๆเดินเข้ามาหาเธอเรื่อยๆ ในขณะที่ร่างบางพยายามขยับตัวเพื่อพยายามหนี

“อย่า..เข้ามานะ”

กึก !

เมื่อเห็นร่างสูงใกล้เข้ามาแล้วเธอก็แอบหวั่นกลัวไม่ได้ แต่พอนางเอ่ยออกไปร่างสูงก็ชะงักเพียงทันที ด้วยบรรยากาศที่มืดจนไม่ค่อยจะมองเห็นอะไร แต่เธอสัมผัสถึงความเงียบประหลาดผิดปกติ

เอ๊ะ...ทำไมเขาหยุดไปล่ะ ไม่มาฆ่าเธอแล้วรึไงนะ

คำถามผุดขึ้นมามากมายในใจเธอ จนกระทั่งเธอได้ยินเสียงอันคุ้นหูกล่าวขึ้น

“ฟื้นแล้วหรือ...ดื่มน้ำเสียก่อน”

พรึบ ! สิ้นสุดประโยค ดวงไฟก็จุดขึ้นตามตะเกียงเอง ทำให้เธอเห็นใบหน้าของบุคคลดังกล่าวได้ชัดขึ้น พร้อมกับถ้วยอะไรสักอย่าง

เฉียวฟง ?!

นัยน์ตาสีอำพันธ์บัดนี้ที่ทอดสายตามาหาเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดอย่างเห็นได้ชัด

ขัดกับริมฝีปากที่อมยิ้มให้เธอบางๆ

“ฉะ..เฉียวฟงคือ จริงๆแล้ว”

“มิเป็นไร..ดื่มน้ำเสียก่อน”

เขาเอ่ยขึ้นคล้ายกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้ววาดมือในอากาศพร้อมพึมพำอะไรสักอย่าง

พรึบ !

เขาวาดมือกลางอากาศ  สักพักก็มีเถาวัลย์เลื้อยไปม้วนเอาผ้ามาปูให้เธอที่พื้นแล้ว ตัวเธอก็ค่อยๆเลื่อนลงมาที่ฟูกนอน ไฟรอบๆตัวก็ค่อยๆจางหายไป

เธอรับน้ำจากมือเขามาดื่มอย่างว่าง่าย จนเธอดื่มจนหมดเขาจึงรับถ้วยเปล่าจากมือเธอ แล้วค่อยๆจัดผ้าห่มบนตัวเธอเบาๆ

“ห้องนี้เป็นห้องพิเศษสำหรับรักษาตัวจึงไม่มีเตียงให้เจ้า แต่ข้าไม่สามารถให้เจ้าไปนอนที่ห้องเจ้าได้เพราะเจ้าพึ่งฟื้น และดวงไฟเล็กๆที่ทำให้เจ้าลอยได้นั่นก็เป็นเพียงเวทย์ไฟที่ทำให้ตัวเจ้าอุ่นขึ้น ดังนั้นเจ้าพักผ่อนซะ”

มือหนาเอื้อมผ้าห่มไปคลุมร่างของเธอเสร็จแล้วเขาก็ทำท่าทีจะลุกออกไปทันที

“ดะ..เดี๋ยวก่อน ขอคุยด้วยหน่อยได้มั้ย”

กึก

ขาที่กำลังก้าวออกไปชะงักทันทีได้ยินเสียงเธอ

“ไม่ใช่เจ้ารังเกียจข้าหรอกหรือ”

คำพูดแฝงความเศร้าในประโยคที่เขาเอ่ยขึ้นมา โดยไม่หันกลับไป

“มันไม่ใช่แบบนั้น...ฉันไม่เคยรังเกียจนาย” เมื่อได้ยินคำว่า ไม่เคยรังเกียจ ก็คล้ายกับปลอบประโลมในใจของเขาจนลืมเรื่องที่เจ็บปวดในใจจนหมดสิ้น

ร่างสูงหมุนตัวกลับไปหาหญิงสาว พร้อมกับย่างไปหาเธอแล้วคุกเข่าต่อหน้าเธอ

“ข้า..ขอโทษ เป็นเพราะข้า เจ้าจึงเป็นแบบนี้”

เฉียวฟงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา ดวงตาทอดไปยังร่างบางด้วยความรู้สึกผิด

“ไม่เลย...อย่าโทษตัวเองสิ” มือเล็กค่อยๆเอื้อมมือไปจับมือหนา ความรู้สึกผิดในใจเขาค่อยๆคลายไปเปราะหนึ่ง เพราะความอบอุ่นจากมือเธอซาบซ่านเข้ามาในหัวใจเขา

“เอ่อ..”

เมื่อควินเห็นอีกฝ่ายเงียบเธอก็รีบชักมือกลับทันทีแต่ทันใดนั้นมือหนาก็ยังคงจับมือเธอไว้ไม่ปล่อยคล้ายกับกลัวว่ามันจะสูญหายไป

“เจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าขออยู่อย่างนี้ไปสักพัก”

เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนที่จะวาดมือออกไปจนกระทั่งไฟดับสนิทในขณะที่มืออีกข้างยังจับมือเธอไว้อยู่

เธอพยายามข่มตาให้หลับ..หัวใจกลับเต้นโครมครามแปลกๆหรือเธออาจจะยังไม่ชินก็เป็นไปได้มั้ง เธอคิดในใจ

นานพอสมควรจนกระทั่งเขาได้ยินเสียงหายใจที่สม่ำเสมอของเธอ ทำให้เขาตระหนักรู้ว่าเธอหลับไปแล้ว มือหนาค่อยๆเอื้อมมือไปลูบผมของเธอเบาๆในขณะที่มือยังคงจับไว้อยู่ เขาเพียงอยากจะซึมซับความรู้สึกนี้ไว้เพราะสำหรับเขามันไม่มีอะไรดีไปกว่านี้อีกแล้วเมื่อได้อยู่ข้างๆเธอ

“ขอบคุณที่ให้อภัยข้า”





เฮ้อออ กว่าจะจบบทไรท์ปาดเหงื่อไปเยอะเลยทีเดียววว ช่วงนี้ไรท์กำลังอยู่ในช่วงสอบนะคะ มาต่อได้ทีละเล็กละน้อยเท่านั้น เพราะรู้สึกเครียดมาก แต่งไม่ค่อยออก ถ้ามันติดๆขัดๆยังไงก็ขออภัยด้วยนะคะ ตอนนี้ไรท์พยายามปรับอารมณ์ตัวเองให้อินกับนิยายมากๆเลย ยังไงก็ขอบคุณทุกคอมเม้นต์และคนที่เข้ามาอ่านนะคะะะ :D

ความคิดเห็น