ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

แบบนี้หมายความว่าไง [100%]

ชื่อตอน : แบบนี้หมายความว่าไง [100%]

คำค้น : กลรัก กลรัรกรุ่นพี่ กลรักวีมาร์ค Love Mechanics ดราม่า วาย มหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 412.3k

ความคิดเห็น : 347

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ย. 2560 04:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
แบบนี้หมายความว่าไง [100%]
แบบอักษร

-****7-

แบบนี้หมายความว่าไง

**[**Vee Vivis]




          ผมยืนอยู่หน้าห้องแฟนคนสวยที่ไม่เจอกันหลายวันแล้ว ไม่รู้ว่าพลอยทำอะไรอยู่ แต่ผมกดออดไปตั้งนานแล้วก็ยังไม่มีคนมาเปิด ทักไลน์ไปตั้งแต่เมื่อคืนก็ไม่ตอบ พอตอนเช้ามาโทรหาก็ไม่รับอีก แบบนี้จะไม่ให้ผมมาหาได้ยังไง ถึงแม้ว่าช่วงนี้จะไม่ได้เจอกันบ่อยสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่เจอกันจนชิน

          “มาหาแฟน?” เสียงทุ้มดังอยู่อีกห้องเรียกให้ผมหันกลับไปหา ผู้ชายรูปร่างดีที่อยู่ในชุดนักศึกษาเป็นคนเอ่ยทักผม ผู้ชายที่ช่วงนี้ชอบทำให้ผมสับสนกับชีวิตของตัวเอง เวลาที่พลอยไม่ว่างผมก็คิดถึงมัน หรือบางทีขนาดอยู่กับพลอยผมก็ยังคิดถึงมัน รู้สึกเหมือนคำว่าเลวกำลังค่อยๆ ลอยมากระทบที่หน้าผาก แต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ ส่งยิ้มที่คิดว่าหล่อที่สุดให้รุ่นน้องที่กำลังจะสนิทแล้วตอบมัน

          “อือ แต่ไม่เปิดห้องว่ะ”

          “แล้วทำไมไม่โทรหา?” มันส่งสายตามองผมประมาณว่า มึงโง่มากนะที่มายืนกดออดห้องเขาตั้งนานทั้งๆ ที่มีโทรศัพท์ไว้ใช้

          “กูโทรแล้วพลอยไม่รับ” ผมบอกแล้วมองมันกลับด้วยสายตาที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ผมอยากบอกมันว่ากูไม่ได้โง่นะ กูทำทุกทางแล้ว เหลือแค่ทางนี้ทางเดียวแหละ ซึ่งเหมือนว่าเราจะคุยกันเข้าใจเพราะมันพยักหน้าให้ผมแล้วหันหลังให้

          “มึงจะไปแล้วเหรอ?” ผมถามคนที่กำลังจะเดินออกจากห้อง

          “อือ ยังไม่ได้กินข้าวเช้า” ผมต้องจุดพลุฉลองไหม มันพูดกับผมโดยที่ผมไม่ต้องถาม มันบอกว่าจะกินข้าวโดยที่ผมยังไม่ได้เกริ่นนำอะไรทั้งนั้น ผมมองนาฬิกาที่เข็มเวลาชี้บอกว่าแปดโมงก่อนจะมองกลับไปที่ห้องแฟนตัวเองอีกรอบ

          “กูไปด้วย” คำพูดที่ออกจากปากผมทำให้มาร์คเลิกคิ้วขึ้นสูง ไม่แปลกหรอกที่มันสงสัย แปลกที่ผมอยากไปกับมันนี่แหละ

          บ่อยครั้งแล้วที่ผมกับมันไปนั่นมานี่ด้วยกัน ซึ่งทุกครั้งเป็นผมที่พามันไป ไม่งานคณะ งานภาควิชา ก็งานส่วนตัว มันอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญที่ผมกับมันเจอกันบ่อยๆ หรืออาจจะคิดว่านั่นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเจอกัน แต่ผมอยากบอกมันว่าในโลกใบนี้ไม่มีหรอกนะครับคำว่าบังเอิญ ทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุผลในตัวมันเองอยู่เสมอ ถึงแม้ผมจะหาเหตุผลให้สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้ แต่ผมก็คิดว่ามันต้องมี ดังนั้นผมจึงต้องทำแบบนี้ต่อไปเพื่อหาเหตุและผลที่ผมเองก็อยากรู้

          อาจจะดูเห็นแก่ตัวกับการเป็นคนแบบนี้ แต่สถานะของผมกับมาร์คตอนนี้เป็นแค่รุ่นพี่กับรุ่นน้อง ส่วนผมกับพลอยก็ยังเหมือนเดิม ผมจะคิดว่าสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่มันไม่ผิดก็แล้วกัน  ผมไม่ได้นอกใจพลอยเพราะผมไม่ได้ชอบมาร์ค ไม่ได้ชอบแน่ๆ ตอนนี้ผมยืนยันได้ ผมมองมันเป็นแค่รุ่นน้องผู้ชายคนหนึ่งเท่านั้นเอง

          ส่วนคำว่ารู้สึกผิดนั้นแน่นอนว่ามันยังเกาะติดหัวใจผมอยู่ ก็ไม่อยากยอมรับสักเท่าไหร่แต่มันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ผมเข้าหามาร์ค  ผมว่ามันเรื่องไอ้บาร์ไปเยอะ ผมทำกับมันไว้เยอะ หลังจากช่วงนั้นมันก็นิ่งๆ เหม่อๆ ผมเลยชวนมันไปไหนมาไหนบ้างเผื่อว่ามันจะสบายใจขึ้น ถึงแม้มันจะทำเหมือนไม่อยากไปในตอนแรก แต่พอผมบังคับหนักเข้ามันก็ไปแหละครับ

          แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้บังคับนะ มันเดินนำเลยเถอะ

          “มึงไปเรียนยังไงวะ” ผมถามเมื่อเห็นมันยืนรออะไรสักอย่างอยู่ แล้วที่สำคัญมันไม่ได้เดินเข้าโรงจอดรถ แสดงว่ามันไม่มีรถ

          “รอพวกไอ้เจมส์มารับ” ผมตอบ

          “เพื่อนมึงมีรถ?” ผมถามอีกครั้ง มันหันมามองผมแบบเบื่อๆ แล้วตอบในลำคอเบาๆ

          “อือ”

          “แล้วทำไมมึงไม่มี”

          “…” มันตอบด้วยความว่างซึ่งนั่นทำให้ผมรู้ว่าไม่ควรเผือกต่อ

          “ไปกับกูป่ะ รอเพื่อนมึงมาเดี๋ยวก็ไปไม่ทัน อยู่คนละคณะอีกไม่ใช่เหรอ?”  ผมชวนแล้วชี้ไปที่รถคันเก่งของตัวเอง

          “คณะอยู่ใกล้กัน” มันตอบ ก็จริงของมันครับ คณะผมอยู่ตรงกลางไง อยู่ติดหลายคณะอยู่

          “ประเด็นอยู่ตรงที่มึงจะไปกับกูไหม?” ผมก็ถามมันซ้ำอีก กดเสียงให้นิ่งกว่าเดิมแบบที่มันเองก็คงสัมผัสได้

          “…ไป”

          ผมกับมาร์คมาที่โรงอาหารด้วยรถของผม ระหว่างที่เดินเข้ามามันก็โทรคุยอะไรไม่รู้กับเพื่อนมัน สงสัยจะบอกว่าไม่ต้องมารับแล้ว ผมยกมือโบกให้ไอ้ปอนด์กับไอ้เหนือที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ก่อนจะมองไปที่รุ่นน้องคนข้างๆ มันไม่ว่าอะไรแต่ก็เดินตามผมมา

          “พี่สวัสดีครับ” มันยกมือไหว้และทักทายเพื่อนผมทันทีที่เดินมาถึงโต๊ะ แล้วกับผมอ่ะ ไม่เคยมีหรอกยกมือไหว้ เรียกกูว่าพี่นี่ก็ดีถมไปแล้ว

          “เออ มาด้วยกันได้ไงวะ” ไอ้เหนือถามแล้วมองมาที่ผมเพื่อขอคำตอบ

          “ไปหาพลอยแต่พลอยไม่อยู่ ไอ้นี่เปิดประตูออกมาพอดีเลยมาด้วยกัน” ผมตอบ

          “เหยดดด มาร์คอยู่ห้องพลอยเหรอวะ?” ไอ้เหนือถามต่อ แต่ไอ้ปอนด์นี่นั่งมองนิ่งๆ ครับ เก๊กไง เฮดว้ากอ่ะ

          “คิดได้ไอ้สัส มันอยู่ห้องข้างกัน ถ้ามันอยู่ด้วยกันจริงๆ มึงคิดว่ากูจะพามันมากินข้าวเหรอครับ” ผมพูดกับไอ้เหนือ

          “เออจริง  กูลืมคิด” เพื่อนผมนี่มันเพื่อนผมจริงๆ

          ไอ้มาร์คไม่ได้พูดอะไรมันเดินไปซื้อแล้วมานั่งกินเงียบๆ ผิดกับพวกผมที่คุยกันไปกินข้าวกันไป ทั้งเรื่องเรียน เรื่องผู้หญิงและเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผมสนิทกับสองคนนี้มาก รองจากไอ้บาร์ก็เหนือกับปอนด์นี่แหละ แต่ตอนนี้จะไม่มีคำว่าไอ้บาร์ในชีวิตผมแล้วครับ เพราะมันติดแฟนมาก

          “มึงดูมัน…ดู แม่งจะหวานไปไหน ถ้าไอ้บาร์เป็นผู้หญิงกูว่าท้องก่อนแต่งชัวร์” เหนือว่าแล้วยื่นโทรศัพท์มาให้ผมดู ผมก็ชะโงกหน้าไปดูสเตตัสหวานๆ ที่ไอ้คู่ทศรามันอัพแล้วเบ้หน้าให้โทรศัพท์

          “กูไปด่ามันแป๊บ” ผมว่าแล้วกดแสดงความคิดเห็นในเพจของดิวที่อัพเดทเรื่องราวของพวกมันสองคน พอดีกับที่พลอยทักแชทมาผมเลยตอบแฟนไปสองสามคำแล้วกดกลับมาคอมเมนต์เรื่องราวของเพื่อนต่อ เหลือบมองคนข้างๆ มันก็นั่งนิ่งๆ กินข้าวต่อเหมือนไม่สนใจอะไร จนมันรวบช้อน

          “ผมไปนะ” มันพูดก่อนจะลุกขึ้น เพื่อนผมสองคนที่นั่งอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมองตาม ไม่ต่างจากผมที่เหลือบตาขึ้นมองมัน

          “คือ…” คำพูดผมถูกกลืนลงไปในลำคอเมื่อเห็นสายตาที่มองหน้าจอโทรศัพท์ของผม ไม่รู้ว่าสายตาแบบนั้นคืออะไรและไม่รู้ว่าที่ผมรู้สึกอยู่ตอนนี้คืออะไร ทำไมผมต้องอยากให้มันสนใจมากกว่าหน้าจอโทรศัพท์ “เดี๋ยวกูไปส่ง” ผมว่าแล้วกดล็อคหน้าจอ เห็นแชทของพลอยที่บอกให้ตั้งใจเรียนแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร มันมองมาที่ผมแล้วขมวดคิ้ว

          “ไปส่งทำไมวะ” เหนือถามแล้วลุกขึ้นยืนมองพวกผมสองคน

          “แล้วทำไมกูจะไปส่งมันไม่ได้” ผมหันกลับไปตอบเพื่อน

          “กูก็แค่อยากรู้ว่าทำไมมึงต้องไปส่งมัน”

          “ก็กูจะไปส่ง”

          “ไม่ต้อง ผมไปเอง” มาร์คมันว่าแล้วหมุนตัวจะเดินออกไป ผมมองตามมันนิ่งๆ อารมณ์หนึ่งที่ชาวบ้านเขาเรียกว่าหงุดหงิดกำลังตีขึ้นมา ไหนบอกว่าตัดใจแล้ว แล้วที่เป็นอย่างนี้คืออะไร

          “มาร์ค! เดี๋ยวพี่ไปด้วย จะคุยเรื่องชีทน่ะ” ผมตวัดสายตามองไปที่เพื่อนหน้าหล่อตรงหน้า มาร์ค? พี่? พวกมึงไปสนิทกันตอนไหนวะ

          “มันไปสนิทกันตอนไหน” ผมถามปอนด์ที่ยังนั่งกินข้าวอยู่ มองตามสองคนนั้นที่เดินคุยกันไปแล้วต้องหลับตาลงแรงๆ ไอ้มาร์คมันชอบผู้ชาย ไอ้เหนือมันได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนผม…เกี่ยวอะไรกับพวกมันวะ

          “ก็ไอ้มาร์คมันสายยี่หวา ยี่หวากับไอ้เหนือสายพี่เป้ ไอ้มาร์คเป็นน้องรหัสยี่หวาแล้วก็เป็นน้องเทคไอ้เหนือ”

          “สรุปว่ามันเป็นน้องเทคไอ้เหนือ?”

          “อือ” แล้วมันจะพูดให้ยาวทำไมวะ พูดแค่ว่ามันสายเทคกันก็จบ ผมมองตามสองคนที่เดินข้างกันไกลๆ แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ

          ก็แค่สายเทค…

          ผมนั่งหาวฟังอาจารย์บ่นเรื่องโปรเจคที่ต้องส่งก่อนสอบกลางภาคอยู่หน้าห้อง จะว่าไปแล้วไอ้เรื่องโปรเจคนี่ผมก็ทำใกล้เสร็จแล้วนะ เหลืออีกไม่เยอะเพราะผมกับไอ้บาร์พากันทำตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อที่จะได้มีเวลาเตรียมตัวสอบด้วย

          ผมปล่อยเรื่องงานผ่านเข้าไปในหูซ้ายและย้ายออกไปทางด้านหูขวาด้วยตัวของมันเอง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดตอบแชทของแฟนที่ส่งมาบอกให้ตั้งใจเรียนตั้งแต่เช้า พลอยไม่ได้ตอบอะไรกลับมาทั้งๆ ที่หน้าต่างแชทขึ้นว่าอ่านแล้ว แปลก…ผมกดส่งข้อความแชทไปเรื่อยๆ มันก็ขึ้นว่าอ่านแล้วทุกครั้ง แต่ทำไมคนตัวเล็กของผมไม่ตอบกลับ ผมเลือกที่จะปัดความคิดบ้าๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสมองทิ้ง เลื่อนดูฟีดข่าวแล้วสะดุดกับสเตตัสของเพื่อน

          Nnorthh

          2 hrs

          ตั้งใจเรียนนะครับเด็กดี with Masa Mark

          140 likes 7 comments

          **วินนี่ เดอะพูห์ :** พี่คนนี้คือใคร Masa Mark

          **Masa Mark :** พี่เทค วินนี่ เดอะพูห์ ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ Nnorthh

          **Nnorthh :** ยินดีมากมาย

          **ปลา โลมา :** เด็กดีหรือเด็กพี่วะไอ้สัส

          **Nnorthh :** กวนแล้วมึง น้องภาคกู

          **ปลา โลมา :** งั้นกูจีบ จีบได้ไหมครับ Masa Mark

          **วินนี่ เดอะพูห์ :** จีบเลยครับมันกำลังอ่อนไหว

          ไอ้เด็กวินด์นี่มันน่าถีบให้กระเด็นออกจามมหา’ลัยจริงๆ ผมส่งเสียง เหอะ หลังจากมองไปที่ไอ้เหนือ มันนั่งอยู่หน้าผมและกำลังกดโทรศัทพ์ ให้เดาก็คงจะเดาถูกว่ามันกำลังคุยกับใครสักคนอยู่ แล้วทำไมการที่เพื่อนคุยอะไรกับใครสักคนมันทำให้ผมหงุดหงิดขนาดนี้วะ ก้มลงมองโพสต์ของเพื่อนยิ่งหงุดหงิดใหญ่

          “วันนี้ก็พอแค่นี้นะครับ ผมหวังว่าจะไม่มีใครขอเลื่อนส่งโปรเจคนะครับ เพราะผมไม่เลื่อนให้แน่นอน เชิญครับ” พออาจารย์พูดจบหลายคนก็เริ่มโอดครวญ เพื่อนกลุ่มผมก็ลุกขึ้นเดินไปจับกลุ่มหารือเรื่องจะกินข้าวเที่ยงกับอะไรดี

          “สรุปที่ไหนวะ ไอ้บาร์ก็ไม่มา” กล้าว่าเซ็งๆ แล้วนั่งลงที่เดิม

          “ก็มีเรียนวิชาเดียว เมื่อวานก็รู้สึกว่ามันจะไปบ้านไอ้หมอ” ปอนด์ว่า

          “ไปที่โรงอาหารนั่นแหละ นี่ไอ้ปินบอกว่าไม่ค่อยมีคนแล้ว” ยี่หวาว่าแล้วโชว์หน้าจอโทรศัพท์ให้ดู

          เราย้ายตัวเองออกจากห้องเรียน พากันเดินมาที่โรงหาอาหาร ตอนนี้ไม่ค่อยมีคนจริงๆ อาจจะเป็นเพราะพวกผมเลิกช้าคนเลยบางตาแล้ว พวกเราเดินไปที่โต๊ะประจำที่ไอ้ปินกับไอ้ยูนั่งอยู่ก่อนแล้ว ความจริงพวกผมก็ไม่ได้ติดป้ายประกาศไว้หรอกครับว่าจองโต๊ะนี้ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน มาโรงอาหารทีไรได้นั่งตรงนี้ตลอดจนมันเป็นที่ประจำของพวกเราไปแล้ว

          “ทำไมเลิกช้าขนาดนี้วะ” ยูถามตอนที่พวกเรานั่งลงครบทุกคน

          “ก็อาจารย์คุยเรื่องงานอยู่ นี่กูหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้วเนี่ย” แพนตอบแล้วมองไปที่ขายข้าว

          “ไปซื้อไปมึง เดี๋ยวข้าวหมดแล้วผู้หญิงเห็นแก่กินอย่างมึงจะอดตาย” กล้าว่าให้แพน ซึ่งแพนมันก็หันมาทำปากใส่กล้าก่อนจะขยับปากพูดคำหยาบแบบไม่มีเสียงออกมา

          “เพราะอย่างนี้แหละมึงถึงไม่มีผัว เป็นผู้หญิงซะเปล่าพูดคำพวกนี้ได้ไม่อายปาก”

          “กูเซนเซอร์แล้วนะเมื่อกี้ กะจะให้มันกระแทกเข้าไปในใจมึงคนเดียว คำพูดเพื่อมึงเลย” แพนตอบบกลับกล้าก่อนจะลุกออกไปหาซื้อข้าว

          “เออ กระแทกใจกูมาก อยากกินก็บอก” กล้าบ่นเบาๆ ไล่หลัง ผมได้แต่ส่ายหัวให้กับการสนทนาที่แสนจะหยาบคายของเพื่อน ไม่ใช่ว่าผมรับไม่ได้ ที่ส่ายหัวให้นี่เพราะรำคาญล้วนๆ พวกผมคุยกันด้วยภาษาดอกไม้แบบนี้ทุกวันนั่นแหละ แรกๆ ยี่หวากับแพนก็ทำเป็นรับไม่ได้ แต่พอนานเข้าหน่อยนี่หยาบกว่าพวกผมไปแล้ว

          “แล้วมึงไม่กินหรือไง” เหนือหันมาหาผมแล้วถาม

          “กินสิ กูก็หิว แล้วมึงล่ะ” ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ผมสนใจความเป็นอยู่ของเพื่อน ผมมองมันที่มีถุงขนมหรืออะไรสักอย่างวางอยู่ตรงหน้าก่อนจะถามมันกลับ

          “มาร์คมันเอาขนมมาให้ กูเลยว่าจะไม่กินข้าว” คำตอบของมันทำให้หางตาผมกระตุกหน่อยๆ พร้อมกับเสียงเบาๆ ที่เข้ามาในหัวผมว่า มันเอาเวลาไหนไปหากันวะ?

          “กูก็เพิ่งได้มาเหมือนกัน น้องมันเอาให้มึงตอนไหนวะ มันบ่นๆ อยู่ว่าหามึงไม่เจอ” ยี่หวาว่าแล้วชูถุงแบบเดียวกันขึ้น

          “เออ เมื่อกี้กูแวะไปเข้าห้องน้ำ เดินออกมาเจอมันพอดี” เหนือตอบยี่หวาแล้วเปิดดูถุงขนม

          “แหม…พี่เหนือของผมนี่ก็อิ่มเลยสิครับ” ยูพูดแล้วชะโงกหน้ามาดูของในถุงด้วย มันยิ้มล้อไอ้เหนือแต่ไอ้เหนือก็ไม่ได้ด่าอะไรกลับ เหนือมันแค่พยักหน้าเหมือนยอมรับคำพูดนั้นก่อนจะเอาขนมออกมากิน

          “แบ่งเพื่อนด้วยครับ” ปินว่าก่อนจะยื่นมือมาเอาขนม “กูกินของคาวแล้วแต่ยังไม่ได้กินของหวาน”

          “เรื่องอะไร น้องมันเอาให้กู” เหนือว่าแล้วรวบขนมอะไรสักอย่างที่ผมก็ไม่ได้สนใจดู รู้แค่ว่าเป็นก้อนๆ กลมๆ ท่าทางน่าจะแพง แต่มันจะราคาเท่าไหร่ก็ช่างเถอะ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งที่ผมควรเอาใจใส่ตอนนี้คืออารมณ์ของผม แค่เพื่อนมันได้ขนมจากไอ้เด็กคนคนนั้นทำไมผมต้องหัวร้อนขนาดนี้วะ

          “ทุกวันนี้นะทุกวันนี้” ยูว่าแล้วโบกนิ้วชี้ไปมาตรงหน้าเหนือ เหนือมันก็ปัดออกแล้วถลึงตาใส่ เหมือนจะหงุดหงิดแต่ปากมันก็ยิ้มตลอด

          “อย่าให้มันมากกว่าน้องเทคพี่เทคนะครับพี่เหนือ” ปอนด์ว่าแซวๆ เหนือมันก็ยิ้มตอบก่อนจะพยักหน้าช้าๆ

          “เว้นน้องมันไว้สักคนเถอะครับ ไม่งั้นก็รีบหาเป็นตัวเป็นตนได้แล้ว จะได้ไม่ต้องวอแวคนนู้นคนนี้ ให้พวกกูหมั่นไส้” กล้าว่า

          “แล้วเรื่องอะไรมาหมั่นไส้กู มีคู่ทรศราแล้วพวกมึงก็ด่ามันไปสิ” เมื่อก่อนตอนที่กัณฐ์มันยังไม่จีบบาร์ กลุ่มพวกเราก็จะด่าไอ้เหนือนี่เป็นส่วนใหญ่ครับ เพราะว่ามันมีเด็กเยอะ ทั้งผู้หญิงผู้ชายมันไม่เคยเกี่ยง ถูกใจนี่มันคุยกับเขาไปหมด เคยเปิดดูแชทมันแล้วผมแทบอยากปาโทรศัพท์มันทิ้ง แต่พอกัณฐ์มันเริ่มจีบบาร์พวกผมเลยหันไปให้ความสนใจกับสองคนนั้นมากกว่า ก็อย่างว่า…ไอ้เด็กเดือนแพทย์นั่นมันหล่อ ส่วนไอ้บาร์ของพวกผมนี่ก็เล่นตัวอัพราคาอยู่นั่น ไม่แปลกที่พวกผมจะหมั่นไส้

          “เสือมันไม่เคยทิ้งลาย พวกกูก็หยุดด่าไม่ได้หรอก” ยี่หวาว่า

          “อ้าว…คนสวยครับ อย่าพูดขนาดนั้น ถึงกูจะฝากไลน์ไว้ที่ใครแต่กูก็ไม่ฝากใจไว้ง่ายๆ นะ” เหนือว่าแล้วขยิบตาให้ยี่หวา

          “ไอ้เลว ไม่ดีเหมือนพ่อกูเลย นี่ครับ…พี่วีคนดี หล่อ แสนดี มีแค่แฟนคนเดียว” ผมกระตุกยิ้มให้กับคำพูดของกล้าแล้วก้มลงดูโทรศัพท์ที่แจ้งเตือนของพลอยขึ้นพอดี ผมกดตอบกลับไปว่ากำลังกินข้าว มันขึ้นว่าอ่านแล้วแต่ไม่มีอะไรตอบกลับมา

          “มันคือรสชาติและสีสันของชีวิต อย่างพ่อวีคนดีที่มีแต่แม่พลอยนี่กูบอกเลยว่าเดี๋ยวก็เบื่อ”

          “อ้าวๆ พูดดีๆ นะคะ พ่อกูไปทำอะไรให้ ดูหน้าพ่อกูด้วยก่อนจะพูดคำว่าเบื่อออกมา พ่อกูคือคนมั่นคงในรักนะคะ” แพนว่าหลังจากที่กลับมานั่งฟังพวกผมได้สักพักแล้ว คนตัวเล็กของกลุ่มพูดไปจับคางผมบิดไปมาไปด้วยจนผมต้องสะบัดคางออกเอง

          “รำคาญ” ผมพูดสั้นๆ แล้วมองไปที่ไอ้เหนือ มันก็แค่ยิ้มแล้วโบกไม้โบกมือเป็นเชิงขอโทษ

          “หวงเนื้อหวงตัวอ่ะ ดูสิ…จับนิดจับหน่อยไม่ได้เลย กลัวความหล่อติดมือกูมาแล้วเมียหาความหล่อไม่เจอเหรอคะ” แพนว่าทั้งๆ ที่ยังจิ้มนิ้วกับไหล่ผมอยู่

          “กูบอกว่ารำคาญ ไม่ใช่กลัว” ผมบอกแล้วปัดมือแพนออก

          “ว้ายตายแล้ววว พ่อไม่เล่นด้วย” กล้าว่า

          “พ่อขา~”

          “ไปเล่นที่อื่นไปแพน” ผมว่าเนือยๆ ส่งสาตาเย็นๆ ไปให้เพื่อนด้วย ปกติก็เล่นได้นะแต่วันนี้รู้สึกไม่ค่อยอยากเล่นไง ในใจมันเป็นวุ่นวายๆ ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรแต่มันไม่ได้ดีพอที่จะเล่นกับเพื่อนตอนนี้

          “มาเล่นกับกูนี่มา” เหนือที่อยู่ถัดจากแพนไปว่าก่อนจะยีผมแพนเล่น

          “ไม่เล่น! ไม่เอา! มึงหาให้ได้เป็นตัวเป็นตนก่อนแล้วค่อยมาเล่นพ่อแม่ลูกกับกู”

          “เดี๋ยวกูก็หาได้ ไม่นานหรอก” เหนือว่าก่อนจะเอาขนมสีหวานนั่นเข้าปาก คลี่ยิ้มน้อยๆ พลางเคี้ยวไปด้วย

          “น้อยๆ หน่อย ถ้าไม่จริงจังก็อย่าเยอะ นั่นสายรหัส” ยี่หวาว่า

          “มึงเป็นป้าข้างบ้านก็อยู่นิ่งๆ ไป กูจะหาแม่ให้ลูกเนี่ย” เหนือว่าก่อนจะลูบหัวแพนเหมือนกับว่ามันลูกจริงๆ

          “จริงป่ะ? กูจริงจังนะ มึงมีเป็นตัวเป็นตนนี่กูยอมเปลี่ยนจากพ่อวีเป็นพ่อเหนือเลยอ่ะ” แพนถามกลับอย่างตื่นเต้น ตากลมโตนั่นเบิกขึ้นอย่างยินดี มันก็น่ายินดีหรอกที่คนอย่างไอ้เหนือจะจริงจังกับใครสักที ผมจะยินดีกับมันมากๆ ถ้าเพื่อนของผมคนนี้มันไม่มองขนมแล้วยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ กัดกินอย่างกับกลัวมันหมด ผมจะแซวมันอีกคนเหมือนที่เพื่อนกำลังแซวเลยก็ได้ ถ้าสายตามันไม่แสดงออกมากจนผมรู้ว่ามันคิดยังไงกับเจ้าของขนมถุงนี้ที่เป็นน้องเทคของมัน

          “พวกมึงเป็นเด็กห้าขวบเหรอ? เล่นพ่อแม่ลูกงี้? ปัญญาอ่อน” ผมว่าก่อนจะลุกไปซื้อข้าว แต่ก็ไม่วายได้ยินเสียงเพื่อนคุยกันอยู่ดี เพราะพวกเรานั่งไม่ไกลจากร้านข้าวที่ผมกำลังซื้ออยู่

          “พ่อกูเป็นอะไรวะ” เสียงแพนดังขึ้นมาให้ผมได้ยิน แต่ผมก็ไม่ได้สนใจหันกลับไปมอง

          “เป็นบ้ามั้ง วันนี้มันนั่งทำหน้าดุตั้งแต่เช้าแล้ว” กล้าบอก

          “เออๆ ปล่อยมัน มาคุยเรื่องไอ้เหนือดีกว่า อะไรยังไง?”

          ผมปล่อยเสียงเพื่อนที่ดังอยู่ไม่ไกลให้ลอยหายไปกับอากาศ สั่งข้าวราดแกงง่ายๆ สองอย่างแล้วก็เดินไปซื้อน้ำอีกขวดก่อนจะหมุนตัวกลับ จังหวะที่ผมหมุนตัวมามันพอดีกับที่ใครอีกคนจะเดินเข้ามาซื้อ ใครอีกคนที่อยู่ในหัวผมตอนนี้

          “อ้าวพี่วี หวัดดีครับ” คำผานเป็นคนทักผมก่อน เด็กตัวขาวนั่นยิ้มโชว์เหล็กจัดฟันสีน้ำเงินของมัน หางตาเล็กโค้งลงน่ารักจนผมต้องยิ้มตามไปด้วย

          “อือ มากินข้าวเหรอ” ผมถามมันกลับ

          “ใช่พี่ ไอ้ฟิวส์มันนั่งคุยกับรุ่นพี่อยู่ที่โต๊ะ ใช้พวกผมมาซื้อน้ำให้เนี่ย ความหล่อของเพื่อนนี่น่าเบื่อชะมัด” มันบ่นๆ แล้วเดินไปสั่งน้ำ กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่อยู่ตรงหน้าผมเหลืออยู่คนเดียว

          “ไง” ทำไมนะ ทำไมต้องเป็นผมที่ทักมันก่อนด้วยนะ

          “ไงอะไร ก็เห็นอยู่ว่าเป็นไง” มันตอบกลับนิ่งๆ ตามแบบของมัน

          “ก็ได้ยินข่าวว่าซื้อขนมให้พี่ในสาย ไปซื้ออะไรตอนไหน” ผมถามเพราะเมื่อเช้าผมไม่เห็นมันถืออะไรมาด้วย

          “แล้วผมจำเป็นต้องรายงานกับพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่” อาการหน้าชามันกำลังเกาะกินผมเรื่อยๆ ชาตั้งแต่ประโยคแรกที่มันพูดจนถึงล่าสุดนี่แหละ มันไม่จำเป็นต้องรายงานกับผมหรอก แต่ผมก็แค่อยากรู้ไง แค่อยากรู้ก็บอกเลยแบบนี้ไม่ได้เหรอ? ต้องถามหาความจำเป็นอะไรด้วยหรือไง

          “…” ผมไม่มีคำตอบให้มัน

          “…” และมันก็แค่มองหน้าผม

          “อะไรเนี่ย จ้องกันทำไมครับ” มือขาวของคำผานโบกไปมาระหว่างผมกับมาร์ค เสียงสดใสนั่นถามขึ้นเป็นการเรียกสติของผมให้กลับเข้ามาเหมือนเดิม

          “ไม่มีอะไร ไปเถอะ” มาร์คว่าก่อนจะหมุนตัวเดินนำเพื่อนไป คำผานมองงงๆ ก่อนจะหันมาโค้งให้ผมเพราะมือถือน้ำอยู่ ผมก็พยักหน้าให้มันแต่ตานี่มองอีกคน ผมเกลียด…เกลียดที่มันทำเหมือนผมเป็นคนอื่นทั้งๆ ที่ผม…

          ทั้งๆ ที่ผม…ไม่ได้เป็นอะไรกับมัน

          จริงอยู่ที่เราคุยกันแล้วว่าไม่อะไรกัน แต่มันจำเป็นต้องเย็นชาขนาดนี้เหรอวะ ไหว้สักนิดทักทายสักคำก็ไม่มี ถ้าผมไม่พูดขึ้นก่อนแม่งก็คงจะยืนมองหน้าผมอยู่แบบนั้นสินะ ถึงปากจะพูดว่าไม่เป็นอะไรแต่ใจมันก็รู้ดีไหมวะว่าอะไรเป็นอะไร

          โอ๊ย! หัวร้อนโว้ยยยย

          หลังจากกินข้าวเสร็จผมก็พาตัวเองมาที่ห้องของพลอย ผมมีคีย์การ์ดและรู้รหัส ผมเลยสามารถเข้ามานั่งในนี้ได้ อาการจากเมื่อตอนบ่ายมันยังค้างอยู่

          ผมไม่ค่อยเข้าใจในระดับที่มากค่อนไปถึงมากที่สุด อารมณ์ของมาร์ค อารมณ์ของตัวเอง และความรู้สึกตอนนี้มันคืออะไร มันเป็นอย่างไร ผมยังหาคำตอบให้มันไม่ได้ ทั้งๆ ที่คราวที่แล้วที่เราเจอกันผมรู้สึกว่ามันผ่อนคลายมากกว่านี้ หรือว่าเป็นผมที่รู้สึกไปเองแต่ไอ้มาร์คมันไม่อะไรด้วยวะ

          อะไรทำให้ผมวุ่นวายใจได้ขนาดนี้ แล้วอะไรดลจิตดลใจให้ผมกดโทรออกหามันตอนนี้

          […] ผมยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหูด้วยความตกใจเมื่อหน้าจอขึ้นว่าอีกคนรับแล้ว ความเงียบทำให้ผมดึงโทรศัพท์ออกมาเช็กอีกครั้งว่ามันเชื่อมต่อกันแล้วใช่ไหม และนั่นทำให้ผมต้องถอนหายใจออกมาแรงๆ

          “อะไรสอนให้มึงรับสายคนอื่นด้วยความเงียบวะ”

          [แล้วพี่มีอะไร] มันไม่ตอบคำถามผมแต่มันกลับถามกลับ ทำไมต้องเมินกูด้วยวะ นั่นคือสิ่งที่ใจผมอยากถามมันออกไป แต่ปากมันกลับพูดอีกอย่าง

          “อยู่ไหน”

          [ห้อง] มันตอบกลับมาสั้นๆ พร้อมกับเสียงกุกกักเหมือนขยับตัว

          “กูอยู่ห้องพลอย”

          […แล้วไง?] มันเงียบไปนิดหน่อยก่อนจะถามกลับมาสั้นๆ

          “เดี๋ยวกูไปหา” ผมบอก

          [มาทำไม]  มันถามกลับ ซึ่งเป็นคำถามที่ผมต้องถามตัวเองเพื่อหาคำตอบออกที เออ…ไปทำไมวะ

          “เออนั่นแหละ กูมีเรื่องจะคุยด้วย” ก็ไม่รู้ว่าเรื่องอะไร แต่ผมคิดว่าผมมีแล้วกันล่ะครับ

          ผมเดินออกจากอีกห้องเข้ามาอีกห้อง ห้องที่เจ้าของห้องนั่งอยู่ที่โซฟา ตรงหน้ามันมีน้ำอัดลมอยู่กระป๋องหนึ่งกับมันฝรั่งทอดกรอบ จอสี่เหลี่ยมที่อยู่ตรงข้ามกำลังเล่าถึงสารคดีสัตว์ประเภทหมีที่อาศัยอยู่ขั้วโลก แล้วผมก็ไม่เห็นว่าไอ้หมีขั้วโลกพวกนั้นมันน่าสนใจกว่าผมตรงไหน

          ผมเดินไปยืนอยู่ตรงหน้ามัน บังโทรทัศน์แล้วยกมือขึ้นกอดอกมองมัน มาร์คมองมาที่ผม คิ้วสวยนั่นขมวดเข้าหากัน ตาเรียวรีฉายแววไม่พอใจอย่างปิดไม่มิด ก่อนที่มันจะเบือนหน้าหนี แล้วลุกออกไป

          “ทำไมเมินกู” เออ…นี่ทนไม่ไหวแล้ว คำถามร้อยแปดและอารมณ์อีกพันเก้ามันสะสมอยู่ในตัวผมตั้งแต่เช้าจนตอนนี้ ถ้าเมื่อบ่ายผมบอกว่าไม่เข้าใจตัวเองมากๆ ตอนนี้ผมกำลังโมโหมากๆ เหมือนกัน

          “ไม่ได้เมิน” คำพูดของคนที่หยุดยืนอยู่ไม่ไกล ทำเอาผมอยากปากระป๋องน้ำอัดลมใส่หัวมันแรงๆ พูดออกมาว่าไม่ได้เมินแต่หน้าไม่หันมามองสักนิดนี่มันคืออะไร

          “แล้วมึงเป็นบ้าอะไร” ผมถามแล้วเดินเข้าไปหามัน

          “ผมเป็นอะไร?” ขอซื้อได้ไหมไอ้หน้านิ่งๆ กับน้ำเสียงที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเนี่ย

          “แล้วมึงเมินกูทำเหี้ยอะไร!”

          “ผมไม่ได้เมิน”

          “ไม่ได้เมินบ้านมึงเป็นแบบนี้เหรอ!” ผมจับแขนแล้วกระชากมันให้หันหน้ามาหา “ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วนะ มากับกูแต่ให้ไอ้เหนือเดินไปส่งห้องมันคืออะไร” ผมถามมันด้วยเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิม ไม่ได้กระแทกแต่ก็บ่งบอกให้มันรู้ว่าผมไม่พอใจ

          “แล้วไง”

          “แล้วไง?” ผมพูดทวนคำถาม คลี่ยิ้มเยาะออกมาแล้วมองคนตรงหน้าแล้วพุดต่อ “ตั้งแต่เมื่อเช้าที่พวกกูพูดเรื่องไอ้บาร์ ตั้งแต่ที่มึงมองโทรศัพท์กูแล้วเห็นว่าพวกมันสวีทกันแค่ไหน มึงก็ไม่พอใจแล้วเอามาลงกับกู แล้วไง? แล้วกูก็สรุปได้ว่ามึงไม่ได้ทำตามที่พูดเลย มึงยังแคร์มัน” ผมพูดทุกคำนิ่งๆ อยากให้ทุกระโยคมันซึมเข้าไปในหัวไอ้เด็กนี่ ให้มันได้รู้ว่าไอ้ที่ปากบอกว่าตัดใจๆ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ แล้วถ้ามันยังเป็นอย่างนี้ต่อไปคนที่แย่ก็คือมัน เพราะไอ้บาร์กับไอ้กัณฐ์มันรักกันมาก จะรอให้พวกมันเลิกกันก็รอชาติหน้าเหอะ

          “ผมไม่ได้คิดอะไรกับพี่บาร์แล้ว” มาร์คพูดแล้วมองหน้าผม แววตามันที่พยายามจะทำให้นิ่งแต่มีวูบหนึ่งที่ผมเห็น ผมเห็นว่ามันสั่น

          “เหอะ! อะไรจะทำให้มึงตัดใจได้เร็วขนาดนั้น เขาว่ากันว่ามันต้องมีคนที่ทำให้สนใจมากกว่าใช่ไหม ใครล่ะ? ไอ้มา? ไอ้ชิน? หรือว่าไอ้เหนือ?” ผมรู้ว่ามาร์คมันอะไรยังไงบ้าง ผมรู้ว่าช่วงนี้มีใครเข้าหามันบ้าง ถ้าจะถามหาสายสืบก็คนใกล้ตัวมันนั่นแหละ แต่เรื่องที่ไอ้นักสืบมันไม่ได้บอกผมคือเรื่องไอ้เหนือ เรื่องที่ทำเอาผมหัวเสียทุกครั้งที่นึกถึง ไอ้เหนือมันไม่ใช่คนที่จะจริงจังกับใครง่ายๆ เดินเข้าไปหามันไม่วายได้ช้ำตายกลับมาแบบคราวไอ้บาร์อีก

          “จะเป็นใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับพี่”

          “มาร์ค!” ผมตะคอกชื่อมันแล้วกระชากแขนมันแรงๆ บีบข้อมือแข็งๆ นั่นแน่นขึ้นตามอารมณ์ของตัวเอง มองคนตรงหน้าที่ไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน ตาเรียวนั่นจ้องมาที่ผมอย่างท้าทาย จนผมอดไม่ได้ที่จะขยับหน้าเข้าไป

          “ไม่เอา” มาร์คว่านิ่งๆ ก่อนจะเบือนหน้าหนี ผมหยุดชะงักอยู่ตรงนั้นก่อนจะตวัดสายตามองมัน

          “ทำไม? ต้องให้เป็นใครมึงถึงจะเอา ไอ้บาร์หรือไอ้เหนือ”

          “ใครก็ได้ที่ไม่ใช่พี่ อื้อ~” เหมือนความอดทนที่ผมพยายามสะสมมามันหมดไปแบบดื้อๆ ทันทีที่ได้ยินคำว่าใครก็ได้ที่ไม่ใช่ผมออกจากปากมัน ผมก็กระแทกปากเข้ากับปากสวยนั่นทันที ใช้ฟันกัดริมฝีปากที่ปิดสนิทก่อนจะดูดแรงๆ เพื่อบอกว่าผมไม่พอใจ จูบร้อนๆ ที่อยากทำให้มันรู้ว่าหัวผมร้อนแค่ไหน ร้อนจนต้องระเบิดออกมาแบบนี้ไง

          เหมือนมาร์คมันจะยอมแพ้ ปากบางนั่นยอมอ้าออกให้ผมได้ขยับปากแนบเพื่อจะได้เข้าไปข้างใน จูบปลายลิ้นเรียวก่อนจะเกี่ยวเอาลิ้นมันแรงๆ แล้วขบริมฝีปากล่างก่อนจะผละออกมาก

          “…เป็นกูก็ได้นี่” ผมบอกก่อนจะยิ้มให้มันแบบที่บอกว่าผมเหนือกว่า ตาขวางที่มองกลับมานั่นทำให้ผมพอใจเพราะมันแสดงออกว่ามาร์คกำลังโกรธ

          “จูบทำไม”

          “ทำไมกูจะจูบไม่ได้ จะเก็บไว้ให้ใครจูบ”

          “ก็บอกแล้วไงว่าใครก็ได้ที่ไม่ใช่พี่!”

          “ไอ้มาร์ค!” คำตอบกับการกระทำที่ขยับมือขึ้นถูปากตัวเองแรงๆ นั่นทำให้ผมกระชากมันเข้าหาอีกครั้ง แต่มันก็แค่ตวัดสายตามามองผม

          “เก็บปากพี่ไว้ให้เมียพี่คนเดียวเถอะ!”

          “แล้วมึงไม่ใช่!...”

          Rrrr~

          ผมหยุดคำพูดที่จะพูดออกมา ทั้งๆ ที่ยังพูดได้ไม่เป็นประโยคดี ก้มลงมองโทรศัพท์แล้วค่อยๆ คลายมือออกจากแขนมาร์ค มองตามันก่อนจะกดรับแล้วขยับออกมานิดหน่อยเพื่อคุย

          “ครับพลอย”

          [วันนี้พลอยไม่กลับนะคะวี มีเลี้ยงพี่บัณฑิตอ่ะ พลอยขอโทษนะ อย่าโกรธพลอยนะคะ] เสียงหวานที่ช่วงนี้ผมไม่ค่อยได้ยินดังมาตามสาย ผมพรูลมหายใจออกยาวๆ ก่อนจะตอบพลอยกลับไป

          “ครับ ไม่โกรธครับ” ผมตอบว่าไม่โกรธแทนที่จะถามว่าทำไมช่วงนี้พลอยดูไม่ว่างเหลือเกิน กับแค่ตอบแชทหรือโทรหาผมทำไมไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมผมถึงตอบกลับไปว่าไม่โกรธ

          [งื้อ~ แสนดีอ่ะ งั้นพลอยไปแล้วนะ คิดถึงวีนะคะ]

          “ครับ…คิดถึงพลอยครับ” ผมตอบแฟนคนสวยแล้วสายก็ถูกตัดไป ถอนหายใจออกมาอีกครั้งใหญ่ๆ ก่อนจะหันกลับมาหาคู่กรณีที่เพิ่งมีเรื่องกันไปเมื่อกี้ มาร์คมันก็แค่มองมาที่ผม…

          มอง…แบบที่ผมไม่เข้าใจว่าสายตาแบบนั้นคืออะไร

          ผมถอนหายใจก่อนจะถือวิสาสะหยิบเอาบุหรี่ของเจ้าของห้องแล้วเดินออกไปจุดสูบที่นอกระเบียง หลายเรื่องเหลือเกิน มากมายจนผมไม่รู้จะจัดการยังไง ทั้งเรื่องแฟน เรื่องเพื่อน แล้วก็เรื่องไอ้เด็กคนนี้อีก พูดออกมาได้ยังไงว่าให้เก็บปากไว้ให้เมียดูด แล้วมันไม่ใช่หรือไงวะ ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าการที่พูดว่าไม่ได้เป็นอะไรกันทั้งๆ ที่นอนด้วยกันแล้วมันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ ไหม ผมไม่ค่อยเข้าใจเรื่องแบบนี้เพราะผมไม่เคยนอนกับคนที่ไม่ใช่แฟน ยกเว้นมันไว้คนหนึ่งก็ได้ ไอ้มาร์คมันเป็นเหตุฉุกเฉินที่ผมไม่สามารถเรียกใครมาช่วยได้

          ผมหันกลับเข้าไปมองคนในห้อง มันกลับไปนั่งที่โซฟา ตาเหม่อมองไปที่หน้าจอทีวี หยิบขนมกินเหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไร ทั้งๆ ที่สายตาที่มองผมเมื่อกี้มัน…มันเหมือนผมจะสัมผัสได้แต่สุดท้ายมันก็ไม่ชัดเจนพอ

          ผมก้มลงมองแชทของไอ้บาร์ที่ทักมาว่าให้เข้าไปทำโปรเจคต่อ ตอนนี้มันอยู่ที่นั่นกับทศกัณฐ์ ผมกระตุกยิ้มก่อนจะตอบกลับไปว่าให้ซื้ออะไรไปให้กินไหม มันก็ตอบกลับมาว่าผัดไทย ผมจัดการออกจากหน้าต่างแชทของเพื่อนพอดีกับที่ดูดบุหรี่เสร็จ เปิดประตูเข้ามาหามาร์ค มันก็มองมาที่ผมก่อนจะหันไปสนใจทีวีเหมือนเดิม

          “ไปกับกู” ผมพูดนิ่งๆ แล้วมันก็เงยหน้าขึ้นมองผม

          “ไปไหน”

          “ไปทำให้กูเห็นว่ามึงไม่ได้คิดอะไรกับไอ้บาร์แล้วจริงๆ”

          “แล้วทำไมผมต้องไปวะ พี่นี่พูดไม่รู้เรื่องว่ะ ก็บอกว่าไม่ได้คิดๆ จะเอาอะไรอีกวะ!” มันตะคอกกลับมาแล้วมองผมแบบไม่พอใจสุดๆ

          “ก็ไปให้กูรู้ให้ชัดๆ ไง ว่ามึงไม่ได้อะไรกับไอ้บาร์จริงๆ พอกูรู้ชัดแล้วกูจะได้แปลสายตาที่มึงมองกูเมื่อกี้ออก” ตาเรียวนั่นชะงักแล้วเบิกกว้างเล็กน้อยก่อนจะหลุบมองลงไปที่พื้น ผมยิ้มกับการตอบสนองของมันแล้วเดินเข้าไปหา วางมือบนหัวสวยนั่นแล้วพูดกับมันเบาๆ “ไปกับกูหน่อย…กูจะได้รู้ว่ากูควรทำยังไงต่อ”



#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น