ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 14 : การประลอง

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 : การประลอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 352

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ค. 2560 15:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 : การประลอง
แบบอักษร

​ตอนที่ 14 : การประลอง



ในขณะนี้ผมยืนอยู่บนสนามประลองที่เป็นพื้นแบนเรียบแผ่พลังออกมาเป็นระยะ เสียงพูดคุยและเสียงเฮดังขึ้นจากทั่วทั้งสนามประลอง เบื้องหน้าของผมห่างออกไปพอสมควรมีสตรีถือกรงจักรกำลังยืนยิ้มร่าอยู่

"เหอะ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ยอมแพ้ไปซะก่อนนะ"

อี้เหมยพูดขึ้นและยืนยิ้มมาที่ตะวัน หากเป็นการพบเจอปกติอาจทำให้จิตใจสั่นไหวได้ด้วยรอยยิ้มนั่น แต่นี่คือสนามประลอง การต่อสู้ที่เขาโหยหาเพื่อละทิ้งความเบื่อหน่าย

ตะวันดึงกระบี่ออกมาเตรียมพร้อมในมือ

"เอาล่ะครับวันนี้การประลองที่สุดแสนจะหายาก การปะทะกันระหว่างพี่เขยกับน้องสะใภ้ครับ!!"

"วันนี้ผม มาคอฟ และยังมีผู้ช่วยผู้รอบรู้ของพวกเราอีกท่านท่านท่าน"

"อู่หนี่"

ผมฟังบทสนทนาที่กระจายไปทั่วสนามประลองพร้อมกับการเอคโค่ด้วยตัวเองด้วยความคิดที่ว่า พี่เขย? น้องสะใภ้ แต่ที่ทำให้ผมแปลกใจพอสมควรคืออู่หนี่ ที่ดูเหมือนจะใหญ่โตพอสมควรจากการที่ได้รีบความเคารพจากพิธีกรที่ชื่อมาคอฟ

"เพื่อไม่เป็นการเสียเวลา ทุกท่านเชิญชมได้เลยครับพวกผมจะคอยให้ข้อมูลตลอดการประลองนี้!"

"เฮ!"

เสียงพูดคุยตามมาด้วยเสียงของสัญญาณเริ่มของขณะกรรมการเบื้องล่างเวทีทั้งสี่ทิศ


มุมหนึ่งของสนาามประลอง บริเวณที่นั่งคนดู

ปรากฏร่างสามร่างที่สวมผ้าคลุมปกปิดไว้ทั้งตัว

'น้องข้าเจ้ายังมีสติอยู่หรือไม่ที่กระจายข่าวลือว่าเจ้านั่นมันคือคู่ของข้า!'

'จะ..เจ้านั่น ตอนข้าเป็นคู่ซ้อมให้ก็บังอาจมาแต๊ะอั๋งข้า! เจ้านั่นมันคือวายร้าย น้องข้าเจ้าต้องโดนข้าทำโทษเมื่อกลับไปถึงที่พักแน่!'


กลับมายังสนามประลอง

ในตอนนี้ทุกอย่างเงียบสงบโดยสิ้นเชิง แต่อีกไม่นานพายุลูกใหญ่คงต้องพัดผ่านเป็นแน่ เมื่อเสียงสัญญาณเริ่มดังขึ้น ทุกอย่างก็ยิ่งสงบมากกว่าเดิมเพราะว่ากระบี่ของตะวันกำลังพาดอยู่บนคอของอี้เหมยจากเบื้องหลัง

"อะ อะไรกันเกิดอะไรขึ้นกันครับ!"

พิธีกรมาคอฟตั้งสติได้ไวเอ่ยออกมา ก่อนจะหันหน้าไปทางอู่หนี่

"วิหคล่องลอย"

เมื่อได้ยินคำพูดของอู่หนี่ส่งผลให้มาคอฟชะงักไปจากนั้นรีบบอกข้อมูลทันที

"วิหคล่องลอยครับ! วิชาของสำนักที่มีผู้ครอบครองไม่กี่คน!! นั่นต้องเป็นของจากศิษย์พี่ใหญ่หลานเฟยเป็นแน่!!!"

"แต่จากข้อมูลที่ได้รับเขาพึ่งเข้าสำนักเพียงเดือนเดียวเท่านั้น! สามาารถสำเร็จวิชาของสำนักขั้นสามได้!"


บนสนามประลองไม่ได้สนเสียงที่ดังขึ้นแม้แต่น้อย กระบี่ปุยเมฆาของตะวันยังพาดอยู่บนลำคอของอี้เหมย นี่คือวิธีการเอาชนะที่เร็วที่สุดที่เขาสามารถทำได้ และยิ่งจะง่ายขึ้นหากคู่ต่อสู้ประมาทเขา

อี้เหมยหลุบตาลงต่ำมองกระบี่ที่พาดคอของเธออยู่

"เธอแพ้แล้ว แพ้เพราะความประมาทยังไงหล่ะ ยอมแพ้ซะนี่คือความหวังดีสุดท้าย"

เสียงของตะวันดังขึ้นจากข้างหลังของเธอ เขาได้ใช้วิชาวิหคล่องลอยพุ่งมาพาดกระบี่บนคอของเธอ ในขณะที่เธอกำลังกระพริบตาและประมาทเขา

"อึ่ก"

เสียงกลืนน้ำลายแบบไม่ยอมรับดังขึ้น ก่อนที่กรงจักรในมือเธอปลดปล่อยความร้อนออกมาและพุ่งไปข้างหลังในเวลาไม่ถึงวินาทีอย่างรวดเร็ว

ตะวันเอี้ยวตัวหลบอย่างหวุดหวิดแต่ผ้าคลุมของเขาที่เฉี่ยวกรงจักรเริ่มไหม้ขึ้นเรื่อยๆจนหมดสิ้น ดวงตาของตะวันประกายแสงเย็นเยียบ ผ้าคลุมของเขานั้นสามารถทนไฟที่เกิดจากพลังปกติได้สบายอยู่เเล้ว แต่หากใครอยู่ไกลไม่ได้อยู่ใกล้เเบบเขานั้นจะไม่เห็นสิ่งหนึ่งที่ปรากฏและหายไปอย่างรวดเร็ว

เขาเห็นสิ่งนั้นเต็มสองตามันคือมีดสั้นที่มีสีแปลกๆ และตามข้อมูลที่เขาอ่านมานั้นมันคือพิษกัดกร่อน! ดวงหน้าที่นิ่งสงบของตะวันประกายแสงเเห่งความเย็นเยียบ หากเขาหลบไม่ทันชุดของเขาคงไม่เหลือซากแน่ ส่วนจะชนะโดยการบอกว่าโกงนั้นตัดไปได้เลย เขาหันไปมองรอบๆพบว่ากรรมการทั้งสี่ทำตัวแบบไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น ยิ่งทำให้คิ้วของเขาขมวดเเน่นและเต็มไปด้วยโทสะ

การโกงคือสิ่งที่เขาเกลียดมากที่สุด!

มองไปยังสตรีเบื้องหน้าโดยไม่สนใจเสียงพิธีกรอีกต่อไป จิตใจเขาสงบนิ่งจนน่าหวาดหวั่นกระบี่ถูกกระชับแน่นกว่าเดิม ยืนถือกระบี่ในท่าแปลกพิศดาร

เมื่อเห็นการกระทำของเขาส่งผลให้ร่างในชุดคลุมและอู่หนี่ขมวดคิ้วแน่น ถึงแม้พวกเขาทั้งสองจะไม่เห็นการโกงที่เกิดขึ้น แต่บรรยากาศรอบตัวของตะวันที่อยู่ๆเปลี่ยนไปเป็นสงบนิ่งจนน่ากลัวทำให้อู่หนี่ขมวดคิ้วแน่น ส่วนร่างในชุดคลุมเมื่อเห็นเขานิ่งและถือกระบี่ในท่าพิศดารทำให้เธอขมวดคิ้วแน่น เธอจำได้ว่ามันคืออะไร ตอนที่เป็นคู่ซ้อมให้เขาในตอนนั้นเขาบอกว่าวิชาอะไรซักอย่างปลดล็อค และเขาก็ใช้ให้นางดูมันมีพลังทำลายสูงมาก นางเลยบอกให้เขาห้ามใช้หากไม่จำเป็น

แต่มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีเพียงแค่ชุดคลุมของเขาไหม้เกรียม คงไม่สามารถทำให้เขาตัดสินใจใช้มันแน่นอน

ในตอนนี้โทสะคุกรุ่นอยู่ภายในใจของตะวัน สมาธิจดจ่ออยู่กับการต่อสู้โดยไม่สนสิ่งใดทั้งสิ้น ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายเริ่มการโกงเขาก็จะไม่ยั้งมืออีกต่อไป

อี้เหมยรู้ตัวดีว่านางโกงแต่นางไม่มีทางเลือกนางไม่ยอมรับความพ่ายแพ้เพราะตั้งแต่เกิดมาไม่มีใครชนะนางได้และไม่สามารถสร้างบาดแผลให้นางแม้แต่น้อย นางมองไปยังตะวันที่จู่ๆก็นิ่งสงบจนนางหวาดกลัวและสั่นไหวอยู่ภายในใจ

"ยอมแพ้!! ข้าขอยอมแพ้!"

นางรีบตะโกนออกมาอย่างร้อนรน แต่ตะวันไม่สนใจแม้แต่น้อยและเตรียมตัวจะโจมตีเข้ามา เขาให้โอกาสนางแล้วและการประลองนี้จะให้ยอมแพ้ได้ก็ต่อเมื่อผู้เหนือกว่าตกลง ถึงไม่สามารถสังหารกันได้แต่หากบาดเจ็บก็ยังคงมีอยู่

กรรมการทั้งสี่ที่เป็นคนของสำนักเวหาเยือกเย็น มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเห็นว่าตะวันไม่ให้ยอมแพ้แน่จึงรีบขึ้นเวทีเข้าไปขวางทั้งสี่คน

แต่ตะวันไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยสมาธิจดจ่อกับวิชาที่เขาได้รับมาตอนฝึกฝน

"พิรุณแสง...โลกา...พิ..นาศ"

เกิดเสียงแหวกอากาศอย่างรุนแรง ตะวันยังมีสติอยู่เขาเลือกใช้กระบี่ฝั่งที่ไร้คมพุ่งเข้าไปหากรรมการทั้งสี่ที่ยืนขวางเขาอยู่

เสียงระเบิดดังสนั่นเมื่อปะทะเข้ากับพลังป้องกันที่ก่อตัวขึ้นเป็นกำแพงจากกรรมการทั้งสี่คน

"อั่ก"

ความรุนแรงของมันนั้นส่งผลให้กำแพงป้องกันของกรรมการทั้งสี่แตกกระจายอย่างง่ายดายและยังทำให้กรรมการที่ยืนอยู่หลังกำแพงกระเด็นออกไปมีโลหิตไหลออกจากปากเล็กน้อย การที่ตะวันใช้ด้านไร้คมของกระบี่ทำให้พลังระเบิดกระจายออก หากเขาใช้ด้านที่มีคมกรรมการทั้งสี่อาจไม่รอดก็เป็นได้


จิตวิญญาณพิรุณแสง

ความสามารถ

มิติ

สืบทอด

วิชาอื่นๆอีกสามวิชาจะปลดล็อคเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม


วิชา สืบทอด

ความสามารถ

ใช้กระบวนท่าทั้งสี่ของจิตวิญญาณพิรุณแสง

พิรุณแสงโลกาพินาศ

อีกสามวิชาจะปลดล็อคเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม


วิชา พิรุณแสงโลกาพินาศ

ความสามารถ

รวบรวมพลังสมาธิเป็นเวลาหนึ่งนาทีจากนั้นใช้ออกไปด้วยพลังทั้งหมด ค่าสถานะทั้งหมดเพิ่มเป็นสองเท่า


เมื่อใช้ออกไปด้วยพลังทั้งหมด ทำให้ตะวันค่อยๆทรุดตัวลงไปกองกับพื้น ส่วนกรรมการทั้งสี่และอี้เหมยกำลังยืนหน้าเผือดสีอยู่




"ตื่นเถิด เด็กน้อย จงตื่นจากการหลับไหลเถิด"

ตะวันค่อยๆลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงบางอย่างดังเข้ามา เขาลืมตาขึ้นมามองไปรอบๆก็ทำให้เขาตกใจ รอบตัวเขานั้นมีทะเลสีใสเป็นอย่างมาก เหมือนแก้วผลึกก็ไม่ปานกำลังทอแสงออกมาเป็นระยะ หันซ้ายมองขวาเพื่อสำรวจว่าเขาอยู่ที่ไหน

"เด็กน้อยเจ้าตื่นเสียที ข้าอยู่ทางนี้"

ตะวันหันไปตามเสียงเรียกก็พบเข้ากับต้นเสียง สตรีนางหนึ่งเรือนร่างสูงโปร่ง ผิวขาวเป็นประกายทอแสงออกมาเป็นระยะ เส้นผมสีขาวแต่พริ้วไหวดุจสายน้ำ ใบหน้าที่งดงามราวกับอัญมณีหากสัมผัสเบาๆก็ทำให้แหลกสลายได้ เรือนร่างไร้สิ่งใดปกปิดกายกำลังยืนอยู่เหนือผิวน้ำและตัวเขาก็เช่นกัน

"เด็กน้อย ข้าคือตัวแทนจิตวิญญาณของเจ้า พิรุณแสง.."

"อะ เอ่อ ครับ"

ตะวันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสั่นเคลือ มองดูเรือนร่างที่งดงามเบื้องหน้า

"ข้าเรียกเจ้ามาที่แห่งนี้เพื่อมอบของบางอย่างที่เจ้าควรมี"

"ข้าจะมอบภาษาจิตวิญญาณให้แก่เจ้า และให้เจ้านำสิ่งนี้กลับไปเสีย มันคือของที่เจ้าควรมี"

ตะวันยื่นมือไปรับบางสิ่งมามันให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มเป็นอย่างมาก จากนั้นมันเป็นแสงหายเข้าไปในร่างของเขา และทุกอย่างก็มืดสนิท



ความคิดเห็น