ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ที่เป็นอยู่มันคืออะไร (100%)

ชื่อตอน : ที่เป็นอยู่มันคืออะไร (100%)

คำค้น : กลรัก กลรัรกรุ่นพี่ กลรักวีมาร์ค Love Mechanics ดราม่า วาย มหาลัย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 444.4k

ความคิดเห็น : 346

ปรับปรุงล่าสุด : 24 พ.ย. 2560 02:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ที่เป็นอยู่มันคืออะไร (100%)
แบบอักษร

-****5-

ที่เป็นอยู่มันคืออะไร

**[**Vee Vivis]




          “บะ…เบา ผมเจ็บ!” คนที่เดินตามมาร้องท้วงเบาๆ มือมันก็พยายามแกะมือผมออก แต่ขอโทษครับ กูไม่ปล่อย!

          “เจ็บแล้วเสือกไม่อยู่ห้อง เจ็บแล้วเสือกวิ่งไปวิ่งมา สมควรเจ็บแล้วไหม?”  ผมทั้งเดินทั้งลากไอ้ตัวปัญหาที่มันทำให้ผมอารมณ์เสียอยู่ตอนนี้มาที่ลิฟต์ กดเปิดก่อนจะผลักมันเข้าไปแล้วหันกลับไปจ้องหน้าซีดๆ ของไอ้มาร์คที่มองผมตาขวาง

          “แล้วพี่มายุ่งอะไรด้วย” ชอบถามนักนะไอ้คำว่ามายุ่งอะไรด้วย มีสิทธิ์อะไรมาสั่งมาห้ามเนี่ย ผมตวัดสายตากลับไปมองมันดุๆ มันเลยเงยหน้ามองตอบพอดีกับที่ลิฟต์เปิด ผมเลยลากมันกลับมาที่ห้อง

          “โอ๊ย! บอกว่าเจ็บไง!” มันโวยวายตอนที่ผมลากมันมาที่หน้าห้อง

          “เปิด” ผมกดเสียงต่ำสั่งมัน พยายามคุมเสียงไม่ให้ดูดุหรือน่ากลัว แต่เพราะอารมณ์ตอนนี้มันทำให้ผมเย็นไม่ไหวแทบจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ ตรงนี้ รู้ทั้งรู้ว่าเขาอยู่ด้วยกันแล้วยังเสือกไปนั่งเสนอหน้าอยู่กับเขาอีก

          “เรื่องอะไรผมต้องเปิดให้พี่เข้าไปด้วย ห้องเมียพี่อยู่นั่น” มาร์คมันว่าแล้วชี้ไปที่ห้องข้างๆ ปากดีไปเถอะ ไอ้ที่นอนกับผมเมื่อคืนนี่ก็มันนี่แหละ

          “จะเปิดดีๆ หรือให้กูคุยกับมึงตรงนี้” ผมถามหลังจากที่สูดหายใจเข้าลึกๆ เสร็จ

          “ผมไม่มีอะไรจะคุยกับพี่”

          “เปิด!” ผมดุมันไป แล้วมันก็หันกลับมาทำหน้าไม่พอใจใส่ผม ก่อนจะหันกลับไปเปิดห้องแล้วเดินเข้าไป

          “ทำไมไม่อยู่ห้อง” ผมถามหลังจากที่เดินเข้ามา มันหยุดแล้วหันหน้ากลับมามองผม

          “แล้วผมจะไปไหนทำไมต้องรายงานพี่ด้วย”

          “มาร์ค กูพยายามจะคุยกับมึงดีๆ แล้วนะ” ผมว่าแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา มองหน้านิ่งๆ ที่เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรนั่นแล้วผมอยากกระโดดเข้าบีบคอมันแรงๆ สักที

          ผมตื่นขึ้นมาช่วงเที่ยงๆ พอดีกับที่พลอยโทรมาให้ไปรับ ผมเลยไปรับพลอยก่อนจะไปหาซื้อข้าวซื้อยามาให้ไอ้เด็กนี่กิน แต่พอเดินมาถึงห้องมันเท่านั้นแหละ ผมอยากจะขว้างถุงแกงจืดกับข้าวสวยร้อนๆ ทิ้งลงตรงหน้าห้อง มันล็อคห้องไว้ นั่นหมายความว่ามันไม่อยู่ แล้วสภาพอย่างนั้นยังเสือกจะไปไหนมาไหนอีก จริงอยู่ที่เมื่อคืนผมไม่ได้รุนแรงมาก แต่แม่งก็น่าจะเจ็บไม่ใช่เหรอวะ

          ผมเดินตามหามันไปทั่วร้านข้าวข้างล่าง แล้วพอผมคิดอะไรบางอย่างได้ ผมเลยเดินไปที่ห้องไอ้บาร์ ปรากฏว่ามันไปนั่งหน้าสลอนอยู่นั่น ไอ้ผมก็นึกว่ามันจะตัดใจ ไอ้ผมก็นึกว่ามันจะคิดได้ พอไปเห็นมันอยู่ตรงนั้นผมก็แทบระเบิดออกมาทันที

          ทั้งโมโห

          ทั้ง…เป็นห่วง

          “มาร์ค…” ผมเรียกชื่อมันย้ำอีกครั้งเมื่อมันไม่ยอมตอบ มาร์คมันเดินเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะค่อยๆ พูดออกมา

          “ผมไปหาข้าวกินมา” มันตอบเหมือนเหนื่อยใจที่จะพูดกับผมสุดๆ กินข้าวงั้นเหรอ? หึ! ห้องข้างล่างนั่นร้านขายอาหารหรือไง

          “อย่ามาตอแหล”

          “วันนี้พี่ด่าผมอย่างนี้มาสองครั้งแล้วนะ!”

          “ก็ที่กูเห็นมึงเป็นแบบนั้นไง ข้าวบ้านมึงอยู่ห้องไอ้บาร์เหรอ!” ผมตะคอกกลับทันทีเพราะมันขึ้นเสียงใส่ผม ตัวผมก็ลุกขึ้นจ้องหน้ามัน มือบ้าๆ ของผมก็เอื้อมไปกระชากแขนมันมาบีบไว้

          “ผมจะไปกินที่ไหนมันเรื่องอะไรของพี่!”

          “ไอ้มาร์ค!”

          “โอ๊ย!” เสียงแหบร้องออกมาเมื่อผมเผลอกระชากมันเข้าหาตัว ผมก็ไม่รู้ว่าทำไมผมต้องโมโหขนาดนี้กับแค่มาหามันแล้วไม่เจอมัน กับแค่ตามหามันแล้วไปเจอมันอยู่ห้องไอ้บาร์ ห้องของคนที่มันบอกว่าชอบนักชอบหนา ชอบจนจะบ้าทั้งๆ ที่รู้ว่าเขาไม่เคยมอง

          “กูบอกแล้วใช่ไหมเมื่อคืนว่าให้มึงลืม”

          “ผมก็พยายามจะลืมเรื่องเมื่อคืนอยู่นี่ไง แล้วพี่จะมาให้ผมเห็นหน้าทำไม!”

          “กูบอกให้มึงลืมไอ้บาร์ ไม่ได้บอกให้มึงลืมกู!” มันเงยหน้าขึ้นมามองผมทันทีที่ผมพูดจบ

          ‘ครางออกมาดังๆ นะมาร์ค ผ่านคืนนี้ไปแล้วก็ลืมมันซะ…ไอ้บาร์น่ะ ถ้ามันทำให้มึงเจ็บก็ลืมซะ’

          นั่นคือสิ่งที่ผมบอกมันไปเมื่อวาน แล้วแม่งก็อือๆ กับผมนะ ละเมอตอบหรือไง?

          “ละ ลืมพี่บาร์เหรอ?” มันถามแล้วมองมาที่ผม สายตาของมันมีทั้งความสับสนและความเจ็บปวด

          “เออสิ มึงคิดว่ากูบอกให้มึงลืมกูหรือไง?” ผมถามต่อ

          “ก็…ได้ยินบอกว่าให้ลืม”

          “ถ้ากูบอกให้มึงลืมกู กูจะไปซื้อข้าวมาให้มึงทำไม กูจะไปซื้อยามาให้มึงทำไม กูจะเป็นห่วงมึงอย่างนี้ทำไม” ผมว่าแล้วเอาถุงยาแก้อักเสบกับยาแก้ปวดออกจากระเป๋ากางเกง อีกมือก็ค่อยๆ คลายออกแต่ก็ยังไม่ปล่อย

          มันจ้องหน้าผมและผมก็มองหน้ามัน แต่มันไม่ได้มองตาผมเหมือนที่ผมพยายามมองตามัน ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไรแต่พอมาไม่เจอมันที่ห้องความรู้สึกแรกเลยคือกลัว กลัวว่ามันจะเป็นอะไรไหม กลัวว่ามันจะทำอะไรไม่ดีหรือเปล่า พอหามันไม่เจอก็เริ่มเป็นห่วง สภาพอย่างเมื่อคืนจะไปทำอะไรที่ไหนได้ พอมาเจอมันอยู่ห้องไอ้บาร์ผมเลยโมโห

          ผมเป็นห่วงมันแต่ทำไมมันไม่ห่วงตัวเอง

          “เป็นห่วง?” มันทวนคำผมแล้วเบือนสายตามาสบกับตาผม คิ้วข้างหนึ่งของมันเลิกขึ้นเหมือนกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ผมเพิ่งพูดออกไป

          “เออ” ผมตอบมันสั้นๆ แล้วปล่อยแขนมันให้ตกลงข้างตัว

          “คนเป็นห่วงกันเขาทำกันอย่างนี้เหรอ?”

          “…”

          “เขาตะคอกใส่ตอนเจอหน้า เขาด่าตอนคุยกัน เขาบังคับ เขาพูดกันอย่างนี้เหรอ!” มันว่าแล้วจ้องผมตาขวาง

          “ก็กู…”

          “ถ้าพี่เป็นห่วงผมพี่ต้องปลอบผมไม่ใช่เหรอ พี่ต้องปลอบผมตั้งแต่วันที่เจอกันอยู่ร้านเหล้า ไม่ใช่ทำกับผมแบบนี้!” มันตะคอกใส่ผมจนหน้าแดง ดวงตาของมันวาวไปด้วยน้ำสีใส แต่มันก็ไม่ปล่อยให้มันไหลออกมา

          “กู…” ผมยื่นมือไปจะจับแขนมันแต่มันเบี่ยงตัวหนี

          “พี่กลับไปเถอะ” มันพูดพร้อมกับหันหลังให้ “ผมไม่อยากเจอพี่อีก”

          หมับ!

          พรึ่บ!

          “อ่ะ…”

          “กูขอโทษ” ผมรวบกอดมันจากด้านหลังก่อนจะพูดกับมันทั้งอย่างนั้น ตอนมองตามัน มองหน้ามันผมไม่สามารถพูดคำนี้ออกไปได้จริงๆ ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะพูดอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อคืน พอเห็นหน้ามันเมื่อกี้คำขอโทษมันก็เหมือนจะจุกอยู่ที่คอ พอเห็นน้ำตาในดวงตามันเมื่อกี้จากที่โกรธๆ ก็กลายเป็นรู้สึกผิด

          “…”

          “มาร์ค…กูขอโทษ”

          ผมพูดกับมันอีกครั้งเมื่อมันเงียบ ดีที่มันไม่ขัดขืนหรือหันมาต่อยผมกลับ เพราะผมก็ไม่รู้ว่าพอมันไม่เมาผมจะใช้กำลังบังคับมันได้เหมือนทุกทีหรือเปล่า

          “พี่…”

          “ก็รู้ว่ากูผิด พูดไปมันก็จะเหมือนแก้ตัว แต่กูรู้แล้วว่ามึงเจ็บแค่ไหน ตอนนี้กูเข้าใจแล้ว” ผมพูดกับหลังของมันช้าๆ มือก็กระชับมันเข้ามาหาอีกเพราะกลัวมันจะปัดมือผมทิ้ง ผมเพิ่งเข้าใจว่ามันจะเจ็บแค่ไหนก็ตอนที่มันไม่ห้ามผมมื่อคืน ยังไงซะเป็นผู้ชายเรื่องแบบนี้มันก็ต้องเจ็บอยู่แล้วแต่มันกลับยอมให้ผมทำต่อ คนเราต้องเจ็บใจแค่ไหนถึงจะระบายออกด้วยร่างกายแบบนี้

          “…”

          “ที่กูบอกมึงเมื่อคืนคือกูอยากให้มึงลืมมัน ถึงจะลืมไอ้บาร์ไม่ได้แต่มึงก็ต้องลืมความเจ็บปวดแล้วจำแต่ความรู้สึกดีๆ ที่มึงมีให้มัน ไม่ใช่ทำร้ายตัวเองด้วยการกินเหล้าหรือ…ทำแบบเมื่อคืน กูไม่รู้ว่าการลืมเรื่องแบบนี้มันจะยากแค่ไหน เพราะกูก็ไม่เคยทำแต่มึงต้องพยายาม พยายามทำให้ตัวเองไม่เจ็บ ไม่ใช่พยายามทำร้ายตัวเองให้เจ็บกว่าเดิม” ผมพูดช้าๆ แล้วคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาไปด้วย ทั้งเรื่องที่เจอมันครั้งแรกที่คณะ รอยยิ้มที่สดใสของเด็กใหม่ เรื่องที่มันตามตื้อเพื่อนผมไม่เลิก เรื่องร้านเหล้าที่มันนั่งเมาเพราะอกหัก และเรื่องของผมกับมันที่ตอนนี้ผมไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงต่อ

          “แค่พี่พูดอย่างนี้กับผมตั้งแต่วันนั้น…แค่พี่พูดสักนิด มันคงไม่เป็นแบบนี้” มันว่าเสียงแหบๆ แล้วขืนตัวออกจากอ้อมกอดผม

          “กูขอโทษ ก็กูโมโห กู…” คำพูดผมหายกลับเข้าไปในลำคอเพียงแค่มันหันกลับมามองหน้า อยากจะอธิบายแต่คำอธิบายดีๆ ก็ไม่มี คิดๆ ดูแล้วผมก็ผิดทุกอย่างจริงๆ

          “ช่างมันเถอะ ผมจะตัดใจจากพี่บาร์อยู่แล้ว แต่ถ้าจะบอกให้ลืม ผมลืมเขาไม่ได้หรอกนะ เจอกันอยู่ทุกวัน” มันว่าแล้วก้มหน้ามองปลายเท้า

          “ก็…แค่มึงไม่เจ็บ”

          “พี่คิดว่ามันง่ายหรือไง” มันถามแล้วตวัดตามองผม

          “จะรู้ไหม? ก็บอกอยู่ว่ากูไม่เคยอกหัก”

          “ตอกย้ำกูจัง” มันว่าเบาๆ แต่ผมกลับได้ยิน

          “กูเคยบอกแล้วนะว่าอย่าพูดกูมึงกับกู”

          “พี่มีปัญหาอะไรนักหนาวะ!”

          “ก็กูเป็นรุ่นพี่มึงไงวะ!” ผมตอบมันกลับทันทีที่ถาม

          ไม่ใช่ผมเป็นคนดีจนฟังคำหยาบหรืออะไรไม่ได้หรอก เพราะปกติผมก็พูดกันอยู่แล้ว แต่มันเป็นรุ่นน้องแล้วกฎก็เข้มอยู่ด้วย ถ้าเกิดมันเผลอไปพูดกูมึงที่ไหนแล้วโดนพวกรุ่นพี่หมั่นไส้มันจะไม่คุ้ม ความคิดผมดีใช่ไหมครับ ผมก็เพิ่งนึกได้เมื่อกี้นี่แหละ เมื่อก่อนก็ไม่รู้ทำไมอยากให้มันพูดดีๆ ด้วย แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้พูดดีกับผมสักเท่าไหร่

          “ทำตัวให้น่าเคารพเขาก็จะเคารพเอง” มันลอยหน้าลอยตาพูดแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา หยิบรีโมตทีวีมาเปิดดูรายการอะไรสักอย่างแล้วมองมาที่ผมประมาณว่า มึงกลับไปสิ กูไม่มีอะไรจะคุยกับมึงแล้ว  เดี๋ยวก่อน…มึงยังลืมไปอีกเรื่อง

          “มึงยังไม่ตอบกูดีๆ เลยว่าไปห้องไอ้บาร์ทำไม” ผมนั่งลงข้างมันแล้วถามขึ้น

          “ผมจะไปทำไมมันเกี่ยวอะไรกับพี่ ยุ่งอะไรกับผมนักหนา เมียพี่ไม่มีให้เฝ้าหรือไง” มันหันกลับมามองผมแล้วถาม

          “แล้วที่กูนั่งพูดด้วยอยู่นี่ไม่ใช่เมียกูหรือไง?”

          “ถ้าจะได้กันแค่ครั้งสองครั้งแล้วเรียกว่าเมีย เมียผมก็มีเป็นร้อยแล้ว” กูยอมครับ ไม่แปลกที่มันจะมีคนคุยด้วยเยอะ หน้าตามันก็จัดว่าเป็นคนหน้าตาดีอยู่ระดับหนึ่ง มันมีเสน่ห์แปลกๆ ที่สามารถดึงดูดให้คนมองได้ แต่มีเมียเป็นร้อยนี่มันเวอร์ไปป่ะวะ

          “เลิกกวนกูแล้วตอบมาดีๆ” ผมปัดความคิดและความรู้สึกอะไรบางอย่างออกไปแล้วถามมันซ้ำ

          “ก็บอกแล้วว่าไปขอโทษ” มันตอบเบาๆ แล้วหันหน้าไปดูโทรทัศน์

          “แล้ว…มึงรู้สึกยังไง” นี่แหละที่ผมอยากถามจริงๆ ไปขอโทษเขาแล้วเห็นเขาอยู่ด้วยกันอย่างนั้นมันรู้สึกยังไง

          “ก็…ไม่ได้แย่เท่าไหร่ กัณฐ์มันก็ดูรักพี่บาร์ดี”

          “มันชอบมาหกปี”

          “เออ รู้แล้ว ย้ำจัง” มันว่าแล้วสะบัดหน้าไปอีกทาง ถ้าเป็นผู้หญิงนี่คงต้องนั่งง้ออีกนาน แต่นี่เหมือนมันจะแค่เคืองๆ ซึ่งผมไม่ง้อมันหรอกนะ

          “ขอโทษเขาแล้วก็ดี ต่อไปนี้ก็เริ่มใหม่ เป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน”

          “พูดก็ง่าย” มันว่า

          “เออ งั้นกูไม่พูดแล้วแม่ง ที่พูดไปก็หวังดีหรอก” ผมพูดกับมันแต่มันก็ไม่ได้หันกลับมาสนใจผม ยังนั่งดูสารคดีลิงปีนต้นไม้อยู่นั่นแหละ “แล้วยานี่กินด้วย” ผมว่าแล้ววางถุงยาไว้ที่โต๊ะ

          “ผมโตแล้ว ดูแลตัวเองได้” มันเหลือบมองถุงยาแล้วหันไปดูทีวีต่อ

          “กูก็ไม่ได้คิดจะดูแลมึงหรอก” ผมว่าแล้วลุกขึ้นยืน “กูไปนะ”

          “เออ…” มันว่าอย่างนั้นผมเลยเดินออกมา “พี่วี!”

          “อะไร” ผมหันกลับไปมองเมื่อมันเรียกผม มันเงียบไปสักพักแล้วค่อยพูดออกมาเบาๆ

          “ขอบคุณ”

          “เรื่อง?”

          “ก็…เออ ช่างผมเถอะ” ผมแอบยิ้มบางๆ แล้วเดินเข้าไปหามันที่นั่งทำหน้างออยู่โซฟา

          “กูก็ขอโทษ” ผมบอกว่าแล้ววางมือบนหัวมัน “มึงต้องสู้ๆ นะมาร์ค” ผมว่าแล้วยิ้มให้มันที่เงยหน้ามองผม

          “อะ…อือ”

          “กูไปนะ”

          “อือ”

          จุ๊บ!

          “อ่ะ…ไอ้พี่เหี้ย! มึงจูบกู!”

          “มากกว่าจูบก็เคยแล้วจะโวยวายทำไม” ผมว่ากลับยิ้มๆ แล้วหันกลับไปมองมันที่นั่งโวยวายอยู่โซฟา เหมือนมันจะอ้าปากพูดอะไรสักอย่างแต่ผมเดินออกมาก่อน

          ผมเปิดประตูออกมาแล้วยืนยิ้มอยู่หน้าห้อง ไม่รู้ว่ามันโวยวายอะไรต่อเพราะห้องมันเก็บเสียง เม้มปากลงแล้วคิดถึงเรื่องเมื่อกี้ ไอ้บ้า…กูจูบมันได้ไง จูบหน้าผากด้วยนะ ตอนนั้นมันช้อนตาขึ้นมองผมแล้วหน้ามันก็แดงกว่าเดิมนิดๆ ผมเห็นแล้วรู้สึกแปลกๆ เลยก้มลงจูบมันแป๊บเดียวเท่านั้นเอง แค่นี้ทำเป็นโวยวาย

          ผมเดินเข้าห้องของพลอยมองหาคนตัวเล็กที่ผมไปรับมาตั้งแต่เที่ยง คนตัวเล็กคงจะกำลังทำกับข้าวไม่ก็นั่งทำงานอยู่ เพราะเมื่อคืนพลอยบอกผมว่าค้างบ้านเพื่อน ดูๆ แล้วพลอยก็ไม่ได้เมามากเท่าไหร่ พลอยน่ารักและใส่ใจผม  คิดถึงผมและเป็นห่วงตัวเอง พลอยจะดูแลตัวเองให้ดีเสมอเพราะเธอรู้ว่าผมเป็นห่วงเธอมาก ไม่เหมือนอีกคนที่ผมต้องเป็นบ้าคอยตามตลอด แต่ก็นะ…ผมไม่ได้เป็นห่วงมันมากมายขนาดนั้นนี่ 

          แค่เผลอคิดถึงบ้างบางครั้งก็แค่นั้น

          “ไปไหนของเขา” ผมเดินหาพลอยทั้งในห้องทั้งในห้องน้ำแต่กลับไม่เจอสักที่ เมื่อกลางวันก็ไม่ได้บอกผมว่าจะไปไหนนี่ ทำไมถึงไม่อยู่ห้อง ผมหาโทรศัพท์แล้วโทรหาพลอย แต่คนตัวเล็กก็ไม่รับสายผม นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่น่าจะยุ่ง หรือว่าจะมีงาน

          “วี” เสียงที่ดังอยู่หน้าประตูทำให้ผมหันกลับไปมอง พลอยยืนยิ้มให้ผมจากตรงนั้นแล้วเท้าเล็กก็ก้าวเข้ามาหาผม

          “ไปไหนมา” ผมกดเสียงต่ำถาม

          “ไปหาเพื่อนมา”

          “เมื่อคืนไม่ใช่เพื่อน?” ผมเลิกคิ้วแล้วถามเสียงสูง แต่เจ้าตัวกลับยิ้มหวานส่งมาให้

          “พลอยไม่ได้มีเพื่อนแค่กลุ่มเดียวนี่นา  นี่พลอยไปดูรุ่นน้องเก็บของแล้วก็เจอเพื่อนเก่าเลยนั่งคุยกันนิดหน่อย” พลอยว่าแล้วเดินเข้ามาจับแขนผมแกว่งไปมา “อย่าโกรธน่า…ขอโทษที่ไม่ได้บอก”

          “รู้ว่าวีจะไม่โกรธถ้าพลอยอ้อนใช่ไหม? เลยอ้อนหนักขนาดนี้” ผมถามคนตัวเล็ก

          “แล้วโกรธไหม?”

          “ไม่โกรธก็ได้” ผมว่าแล้ววางมือลงบนผมนุ่มนิ่มของพลอย

          “น่ารัก” พลอยว่าพร้อมๆ กับยื่นมือมาหยิกแก้มผม “ไปกินข้าวข้างล่างกันไหม พลอยหิวแล้วอ่ะ”

          “ไปก็ไป”

          ผมเดินลงมาข้างล่างอีกครั้งทั้งๆ ที่เพิ่งจะเดินขึ้นไปยังไม่ถึงชั่วโมงดี แต่จะว่าไปการลงมาครั้งนี้กับการลงมาครั้งนั้นความรู้สึกมันแตกต่างกันมาก ครั้งนี้ผมมากับพลอยที่คุยเจื้อยแจ้วไม่หยุด เสียงหวานๆ ของพลอยมันรื่นหูกว่าเสียงแหบๆ ของใครบางคน มือเล็กๆ ที่กุมมือผมอยู่มันนุ่มนิ่มกว่ามือของใครบางคน รอยยิ้มสดใสกับดวงตาโตๆ มันชวนมองมากกว่าของใครอีกคน

          แล้วทำไมผมต้องคิดถึงใครอีกคนตอนอยู่กับพลอยด้วยล่ะ

          “กินอะไรกันดี” พลอยถามเมื่อนั่งลงที่ร้านอาหารตามสั่งเรียบร้อยแล้ว ผมมองไปที่เมนูของร้านก่อนจะหยุดอยู่ที่เมนูหนึ่ง

          “แกงจืดเต้าหู้”

          “หื้ม? วีจะกินแกงจืดเหรอ?” พลอยถาม ส่วนผมก็สะดุ้งเล็กน้อย

          “เอ่อ…เปล่า วีแค่อ่านน่ะ เอาต้มยำดีกว่า แล้วพลอยล่ะ”

          “พลอยจะกินข้าวผัด แต่จะขอกินน้ำต้มยำด้วยนะ” เสียงใสว่าแล้วยิ้มให้ผม

          “มากกว่าน้ำต้มยำวีก็ให้กินได้” ผมว่าแล้วส่งยิ้มให้พลอย

          “วีบ้า! พูดอะไร”

          “อะไร วีหมายถึงเนื้อในต้มยำ พลอยอ่ะคิดอะไร” ผมว่าล้อคนตัวเล็กที่กำลังหน้าแดง

          “ไม่รู้แหละ ก็วีอ่ะ…เอ๊ะ! น้องข้างห้องนี่” พลอยยังพูดไม่จบแต่กลับมองออกไปที่ด้านหลัง แล้วผมก็มองตามไป คนตัวสูงที่เดินมากับเพื่อนอีกสองคนมองมาที่ผมกับพลอย สายตามันแปลกๆ แต่ผมก็ไม่อยากจะหาความหมายหรอก แค่คิดถึงมันตอนอยู่กับพลอยก็แย่จะตายอยู่แล้ว

          “สวัสดีครับ” มาร์คจะเดินผ่านโต๊ะผมแต่มันกลับหยุดแล้วทักทาย เพื่อนมันสองคนทำหน้างงๆ ก่อนจะยกมือไหว้ผมด้วย

          “หวัดดีจ้ะ แล้วนี่มากินข้าวใช่ไหม มีโต๊ะนั่งหรือยังเนี่ย…คนก็เยอะ” พลอยทักกลับแล้วมองไปรอบๆ

          “เดี๋ยวก็ว่างแล้วล่ะครับ” เพื่อนมันสักคนที่ผมไม่รู้จักตอบ

          “มานั่งกับพวกพี่ดีกว่า นี่ก็เป็นน้องวีด้วยใช่ไหมล่ะ มาๆ” พลอยว่าแล้วขยับให้มาร์คนั่ง

          “มันมีสี่โต๊ะแต่พวกผมมีสามคน เดี๋ยวเบียดเปล่าๆ” มันตอบนิ่งๆ ตามแบบที่มันเป็น

          “แต่ว่าตอนนี้กูหิวมากเลยนะมาร์ค  ถ้าไม่ได้นั่งกินตอนนี้นี่กูตายได้เลยนะ” เพื่อนที่ตัวเท่าๆ มันบอก

          “นั่งนี่ก็ได้ เดี๋ยวกูกับเจมส์นั่งกับพี่คนสวย ส่วนมึงไปนั่งกับพี่มึง กูชอบความตัวเล็กของกูก็วันนี้” คนตัวเล็กเอ่ยบอกก่อนจะดันตัวไอ้คนตัวสูงที่ชื่อเจมส์ให้นั่งข้างพลอยแล้วมันก็ขอเก้าอี้ป้าเขามานั่งข้างๆ พวกมันเบียดกันแต่เว้นระยะห่างกับพลอยอยู่มาก

          “เบียดนิดหน่อยนะครับ” เจมส์หันไปพูดกับพลอยเหมือนขออนุญาต

          “ไม่เป็นไรๆ นั่งกินข้าวหลายๆ คนสนุกดี ปกติพี่มากินกับวีแค่สองคน ตาบ้านี่ก็เอาแต่กวน กินไม่อร่อยเลย” พลอยบอกเจมส์แล้วขยับให้นั่ง

          “ถ้ากินกับวีไม่อร่อยแล้วทำไมไม่ไปกินกับคนอื่นล่ะ” ผมถามพลอยแล้วแกล้งทำหน้าน้อยใจ

          “เห็นไหมๆ ชอบเป็นอย่างนี้แหละ อย่างกับเด็ก” พลอยว่ากลับมา

          “น่ารักดีนะครับ ไม่คิดว่าเด็กวิศวะฯ จะเล่นกับแฟนแบบนี้ก็เป็น อย่างไอ้มาร์คนี่…อ้าว…มึงจะยืนอีกนานไหมเพื่อน” คนตัวเล็กพูดยังไม่ทันจบก็หยุดแล้วถามเพื่อนมันที่ยังยืนอยู่ข้างๆ ผม ทุกคนมองไปที่มันแต่มันกลับมองมาที่ผมครู่หนึ่งแล้วพูดออกมา

          “ผมว่าพี่มานั่งข้างพี่วีดีกว่าครับ เดี๋ยวผมไปนั่งกับเพื่อน”

          “จะเปลี่ยนที่ให้มันยุ่งยากทำไม ก็แค่นั่งลงมันยากนักเหรอ” ผมหันไปถามคนที่ไม่ยอมนั่งลงสักที เรื่องมากอยู่นั่น แค่นั่งลงข้างผมมันจะตายหรือไง เมื่อกี้ก็ยังดูดีๆ อยู่ ขอโทษก็ขอโทษไปแล้วยังต้องให้ทำยังไงอีก แล้วที่สำคัญผมเพิ่งนึกได้ว่าก่อนจะจากกันมันบอกว่าลงมากินข้าวแล้ว แล้วนี่มันมาอีกทำไม

          “นั่งนั่นแหละมาร์ค กับข้าวพี่จะมาแล้ว  พี่ขี้เกียจย้ายอ่ะ” พลอยว่าแล้วส่งยิ้มให้มาร์ค มันไม่ตอบอะไรก่อนจะเลื่อนเก้าอี้แล้วนั่งลงข้างผมเงียบๆ

          บรรยากาศเหมือนจะดีแต่สำหรับผมมันไม่ดี คนที่นั่งข้างๆ ผมมันเงียบไม่ยอมเปิดปากพูดอะไร เวลาที่พลอยถามมันก็แค่ตอบไปสองสามคำ ขนาดเพื่อนมันนินทามันยังไม่หือไม่อือ ปล่อยให้พวกมันเล่าไปอยู่อย่างนั้นซึ่งดูเหมือนพลอยจะชอบและสนุกดี เด็กตัวเล็กนั่นชื่อวินด์ส่วนไอ้คนตัวสูงนั่นชื่อเจมส์ พวกมันมากจากกรุงเทพฯ และเรียนที่เดียวกันมาก่อน สรุปคือเป็นเพื่อนกันมานาน

          มาร์คมันชอบวิศวะฯ ขณะที่เพื่อนมันไม่คิดอะไรมาก อยากเข้าเหมือนกันแต่เพื่อนมันคะแนนไม่ถึงเลยติดคณะอื่นแทน มาร์คมันมาเรียนที่นี่เพราะมันไม่อยากอยู่บ้าน พวกมันเล่ามาอย่างนั้นแล้วผมก็นั่งฟัง เจมส์คุยสลับกับพลอยที่เล่าเรื่องมหา’ลัย หรือเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับชีวิตมหา’ลัย ให้รุ่นน้องฟัง ผมไม่รู้ว่าพลอยพูดเรื่องอะไรบ้าง เพราะที่อยู่ในหัวผมมีเรื่องของคนคนเดียวคือไอ้คนที่นั่งข้างๆ ผม

          “โอ๊ะ! แกงจืดเหรอ วีเกือบสั่งแล้วเนี่ย” พลอยทักเมื่อเห็นป้าเขาวางถ้วยแกงจืดลงตรงหน้ามาร์ค

          “ครับ” มันตอบไปคำเดียวไม่มีความคิดเห็นอะไรเพิ่มเติมก่อนจะตักแกงจืดเข้าปาก

          “อร่อยไหมมาร์ค” พลอยถาม มันก็แค่เงยหน้าขึ้นมองแล้วพยักหน้า

          “อะไรกับแกงจืดนักหนาเนี่ยพลอย” ผมถามคนตัวเล็กที่นั่งอยู่ตรงข้าม

          “อ้าว! ก็เมื่อกี้วีเกือบสั่งแกงจืดนี่ แถมตอนที่มาร์คกินวีก็มองตาม พลอยนึกว่าวีอยากกินเลยถามดู เผื่อพลอยจะทำให้กินได้” พลอยบอกผม แล้วผมก็หันไปมองหน้ามาร์คพอดีกับที่มันมองมาที่ผม มันไม่พูดอะไรแค่มองผมชั่วครู่แล้วก้มลงกินต่อ ผมมองมันเหรอ? ผมมองมาร์คกินข้าวเนี่ยนะ?

          “ไม่ได้อยากกินหรอกพลอย วีก็แค่มองน่ะ” ผมตอบคนตัวเล็ก แต่รู้สึกได้ว่าคนข้างๆ มันจะตักแกงจืดผิดจังหวะไปนิดหน่อย มันเงยหน้าขึ้นมองผมทั้งๆ ที่ช้อนยังอยู่ในถ้วยแกงจืด

          “หึ!” เสียงหัวเราะในลำคอของมันดังขึ้นเบาๆ ผมหันไปมองหน้ามันก่อนจะหันกลับมากินต้มยำตรงหน้า เหมือนพลอยกับเด็กอีกสองคงคนจะจับความผิดปกติระหว่างผมกับมันไม่ได้ มื้ออาหารเลยดำเนินไปอย่างสนุกสำหรับคนสามคน แต่ไม่ใช่ผมกับมัน ผมไม่รู้ว่ามันคิดอะไรหรือรู้สึกอย่างไร และผมก็ไม่รู้ว่าที่ผมรู้สึกอยู่ตอนนี้คืออะไร ผมรู้แค่ว่าผมไม่น่าจะรู้สึกแบบนี้ได้ ผมไม่อยากจะคิดว่ามันมีอิทธิพลกับผม แต่ผมก็อดที่จะคิดไม่ได้

          แต่ก็ช่างเถอะครับ ผมจะปล่อยความคิดบ้าๆ นี้ไปสักครั้งก็แล้วกัน






#กลรักวีมาร์ค

อยู่ระหว่างการทำเล่มและตรวจคำผิด แป้งจึงจะทยอยลงตอนที่ตรวจคำผิดแล้วเรื่อยๆ นะคะ

สามารถสั่งจองหนังสือได้ที่

เพจเฟซบุ๊ก : faddist

ทวีตเตอร์ : @pflhzt

Line ID : @hzn1709t

ความคิดเห็น