ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 19 จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 19 จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 686

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ค. 2560 23:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19 จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย
แบบอักษร

ตอนที่ 19 จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย

ทุกอย่างรอบตัวดำเนินไปอย่างปกติสุขตลอดวัน กระทั่งถึงช่วงเวลาเลิกงานของนิรดาในตอนหัวค่ำ หญิงสาวออกจากห้องชันสูตรด้วยความหวังลมๆ แล้งๆ ว่า ภูผาจะยังคงรอคอยเธออยู่ หรืออย่างน้อยก็ขอให้เธอสามารถโทรศัพท์ติดต่อหาเขาได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยไม่ต้องรอคอยการมาของเขานานนัก ท่ามกลางความมืดมิดที่รายล้อม และแสงสว่างจากหลอดไฟ ซึ่งไม่ช่วยให้สังเกตเห็นผู้ประสงค์ร้ายสักเท่าไหร่

“งานเรียบร้อยแล้วหรือครับ?”

เสียงทุ้มๆ ที่ดังขึ้นต้อนรับการมาของนิรดา ทำให้หญิงสาวยิ้มออกมาได้ เมื่อพบว่าภูผายังคงรอคอยเธออยู่ ณ จุดนัดพบ ดังเช่นที่เขาบอกกับเธอ ก่อนที่เธอจะแยกตัวออกมาทำหน้าที่ของตัวเองในช่วงเช้า

“ค่ะ ขอโทษที่ทำให้ผู้กองต้องรอนานนะคะ” เธอยิ้มขอบคุณชายหนุ่มตรงหน้า ผู้เป็นราวกับวีรบุรุษในชีวิตของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

“รอแค่นี้สบายมากอยู่แล้วครับ คุณนิอย่ากังวลไปเลย มีผมรอเป็นเพื่อนอยู่ทั้งคน”

เสียงคุ้นหูของใครอีกคนดังขึ้นแทน พร้อมการปรากฏตัวของเจ้าของเสียง ซึ่งยังคงอยู่ในชุดตำรวจเต็มยศ อันอาจจะเป็น 1 ในกลยุทธ์ป้องกันการถูกฝูงยุงกระหายเลือดรุมกัด

“ผู้กองเอกพลก็อยู่ด้วยหรือคะ ขอบคุณนะคะ” นิรดาหันไปยิ้มให้เอกพล ขณะที่ชายหนุ่มเองก็รีบฉีกยิ้มกว้างตอบเธอ ท่าทางคล้ายกำลังเป็นโรคหัวใจพองโตคับอก

“นายกลับบ้านพักผ่อนเถอะ อุตส่าห์มาอยู่เป็นเพื่อนฉันตั้งนาน เดี๋ยวฉันก็จะไปส่งคุณนิเหมือนกัน” ภูผายิ้มขอบคุณเพื่อนสนิทอย่างเอกพลเช่นกัน

“ไม่เป็นไรๆ เรื่องแค่นี้ ถ้างั้นฉันไปก่อนแล้วกัน ขับรถดีๆ ล่ะ ผมไปก่อนนะครับคุณนิ”

สองชายหนุ่มกับหนึ่งหญิงสาวต่างแยกย้ายกันเป็นสองทาง ภูผาเดินเคียงคู่ไปกับนิรดา ส่วนเอกพลหันหลังเดินออกไปเพียงคนเดียว และไม่ได้หันกลับมามองคนทั้งคู่ ใบหน้าภายใต้เงามืดยามราตรีดูเคร่งเครียด ผิดจากเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง

1 ชั่วโมงต่อมา ภูผาก็ขับรถมาจอดเทียบที่หน้าประตูรั้วเหล็กดัดของบ้านเดี่ยวสองชั้นย่านชานเมือง ตั้งแต่บิดาเสียชีวิตไป นิรดาก็อาศัยอยู่ที่นี่เพียงคนเดียว ถึงอย่างนั้นความคุ้นเคยกับเพื่อนบ้านละแวกใกล้เคียง ก็พอจะช่วยให้เธอไม่รู้สึกโดดเดี่ยวเท่าใดนัก

“ขอบคุณผู้กองมากๆ นะคะ ขอบคุณจริงๆ ค่ะ” เธอยิ้มขอบคุณภูผา ซึ่งลงจากรถมาส่งเธอถึงหน้าประตูบ้านด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เป็นไรครับ พรุ่งนี้เช้าผมจะมารับเหมือนเดิมนะครับ แต่ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้ตลอด 24 ชั่วโมง” เขาบอกย้ำกับเธออีกครั้ง และรอจนเธอเปิดประตูเข้าไปในบ้านแล้ว จึงค่อยขึ้นรถขับออกไป

หากแต่...

กริ๊งงงงง!! กริ๊งงงงง!!

เสียงโทรศัพท์มือถือของภูผาดังขึ้นต่อเนื่อง จนชายหนุ่มต้องรีบจอดรถริมฟุตบาท เพื่อรับสายของบุคคลผู้ติดต่อมาในยามที่ควรจะเป็นเวลาสำหรับการพักผ่อน

“คุณนิอย่างนั้นเหรอ?” เขาขมวดคิ้ว เมื่อมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แล้วพบชื่อของบุคคลปลายสายที่ปรากฏอยู่ และเขาก็ไม่รอช้าที่จะรับฟังเรื่องราวจากเธอ “คุณนิมีอะไรหรือครับ?”

“ผู้กองคะ มีใครก็ไม่รู้มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าบ้านดิฉันน่ะค่ะ” นิรดากรอกเสียงสั่นๆ ตอบกลับมาอย่างเร็ว พลางชำเลืองมองเงาตะคุ่มๆ ของชายร่างสูงที่เดินวนไปเวียนมาอยู่บริเวณหน้าบ้านหลังเล็กของเธอมากว่า 10 นาทีแล้ว

“ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้ คุณนิล็อคบ้านให้ดีๆ อย่าพึ่งออกไปไหนนะครับ”

คำตอบของภูผาทำให้หญิงสาวพอจะใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง ถึงแม้ชายแปลกหน้าปริศนาคนเดิมจะยังคงวนเวียนอยู่ด้านหน้ารั้วเหล็กดัด ซึ่งมีระดับความสูงเพียงแค่บ่าของคนคนนั้น และนิรดาก็มั่นใจว่าเขาไม่ใช่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงที่เธอรู้จัก

เอี๊ยดดด!!

15 นาทีผ่านไป รถยนต์คันเก่งของภูผาก็แล่นกลับมาจอดเทียบที่หน้ารั้วบ้านของนิรดาอีกครั้ง โชคดีที่เขายังไม่ได้ขับรถออกไปไกลนัก เนื่องจากสภาพการจราจรอันติดขัด ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ไม่พบแม้เงาของบุคคลปริศนาที่ว่าเสียแล้ว

“สงสัยจะไหวตัวทัน เผ่นหนีไปแล้วล่ะครับ” ภูผาบอกนิรดาซึ่งเดินออกมาเปิดประตูรั้วให้เขา ระหว่างที่ยังคงกวาดตามองหาสิ่งต้องสงสัย ท่ามกลางความมืดที่รายล้อม กับแสงสว่างจากไฟส่องทางภายในหมู่บ้าน

“ดิฉันมั่นใจว่าไม่ใช่คนแถวนี้นะคะ มาเดินไปเดินมาอยู่แต่หน้าบ้านของดิฉันหลังเดียว ถ้าเป็นคนรู้จักจะมาคุยด้วยก็คงต้องเรียกแล้ว แต่นี่เป็นใครก็ไม่รู้” นิรดาเสียงสั่น ตัวสั่นด้วยความกลัว เธอเริ่มหวาดระแวงผู้คนแปลกหน้ารอบตัวมาตั้งแต่รถยนต์ถูกตัดสายเบรก และยิ่งต้องมากับเจอเหตุการณ์ในคืนนี้ เธอก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยมากขึ้น

“คุณนิอยากให้ผมอยู่เป็นเพื่อนไหมครับ เดี๋ยวผมจะขับรถเข้ามาจอดในรั้วบ้าน แล้วนอนในรถเฝ้าหน้าบ้านไว้ให้ หน้าต่างบ้านคุณมีเหล็กดัดแน่นหนาทุกบาน ประตูบ้านก็มีแค่บานเดียว ถ้ามันจะเข้าไปมันก็ต้องเข้าทางประตูนี้เท่านั้นนั่นแหละครับ” ภูผาเสนอตัวช่วยเหลือ ด้วยวิธีที่น่าจะเป็นการป้องกันการเสื่อมเสียชื่อเสียงของเธอได้บ้าง

“ผู้กอง... นอนข้างในบ้านชั้นล่างได้ไหมคะ ดิฉัน... กลัวจนไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ”

ความหวาดกลัวในระดับขั้นขึ้นสมองของนิรดา ทำให้หญิงสาวมองข้ามเรื่องที่ภูผากังวลไป เวลานี้เธอต้องการความปลอดภัยในชีวิตที่แขวนอยู่บนเส้นด้าย และไม่รู้ว่าจะต้องประสบพบเจออะไรอีก เธอจึงเลือกที่จะฝากชีวิตไว้กับเขาด้วยความเชื่อมั่นว่า คนอย่างเขาจะไม่มีวันทำร้ายเธอ

ขณะเดียวกัน บนถนนใจกลางกรุงเทพมหานครอันแน่นขนัดไปด้วยรถรา ผู้คนสองฟากฝั่งฟุตบาท มลพิษนานาชนิด รวมไปถึงใครบางคนที่อาจซ่อนตัวอยู่ในแสงสียามราตรี

“พร้อมใจกันไม่รับโทรศัพท์ แถมยังพร้อมใจกันมาอยู่แถวนี้อีก นัดกันหรือไง!” เอกพลนั่งบ่นงึมงำอยู่ภายในรถยนต์ของตัวเอง ซึ่งจอดติดไฟแดงอยู่ในย่านสยามสแควร์

...อันที่จริงเวลานี้เขาควรจะกลับไปพักผ่อนที่บ้านแล้ว หากแต่การที่ไม่สามารถติดต่อทั้งธนูและพงศ์ได้ ก็ทำให้ชายหนุ่มเคร่งเครียดเสียจนต้องค้นหาตัวทั้งคู่ ด้วยแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ นั่นเองที่เป็นสาเหตุให้เขายังคงโลดแล่นอยู่บนถนนย่านธุรกิจการค้าแห่งนี้ ทั้งที่มันไม่ใช่วิสัยของเขาเลย

แต่แล้วตอนนั้นเอง...

“นั่นมัน!!” เอกพลไม่คาดคิดว่าการมาวนเวียนอยู่ท่ามกลางความพลุกพล่านของถนนสายนี้ จะทำให้เขาได้พบกับบุคคลอันเป็นเป้าหมายสูงสุด นอกเหนือจากธนูและพงศ์ เขาจำได้แม่นยำว่ารถยุโรปสีดำที่พึ่งเลี้ยวเข้าไปในลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าดัง เป็นรถยนต์ของหลี่ เหวิน  จากป้ายทะเบียนที่สังเกตเห็นได้ถนัดตา เพราะการจราจรที่ติดขัดและแสงไฟสว่างไสวรอบด้าน

...แน่นอน! เอกพลไม่มีวันปล่อยให้โอกาสทองเช่นนี้หลุดมือไปเด็ดขาด

ชายหนุ่มรีบบังคับพวงมาลัยเลี้ยวตามเข้าไปในลานจอดรถ แล้วคอยจับตามองอยู่ห่างๆ กระทั่งอีกฝ่ายลงมาจากรถหรู พร้อมกับนายแพทย์ประจำตัว และหญิงสาวในชุดนักศึกษามหาวิทยาลัยคนหนึ่ง ซึ่งเอกพลจดจำได้ดีแม้จะมองเห็นเธอเพียงเศษ 1 ส่วน 5 ของใบหน้า ว่านั่นคืออริศรา!!

“บ้าเอ๊ย! หมอนั่นพาอ้อมาทำอะไรที่นี่กันแน่ ไอ้เจ้าพงศ์ทำไมไม่รับโทรศัพท์ฟะ” เอกพลหงุดหงิดหัวเสีย ทั้งกลัดกลุ้มกับหลายสิ่งหลายอย่างที่ประเดประดังกันเข้ามา และในที่สุดก็ตัดสินใจสะกดรอยตามพวกหลี่เหวินไปด้วยตัวเอง โดยไม่ลืมหยิบเสื้อแจ็คเก็ตในรถมาสวมทับไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ทั้งหลายมองเห็นชุดตำรวจและปืนพกซึ่งเหน็บอยู่ที่เอวได้ชัดเจนนัก

เวลาเดียวกัน ธนูก็กำลังรอคอยการมาของลิชลอยู่ภายในร้านอาหารญี่ปุ่นมีชื่อแห่งหนึ่ง ภายในห้างสรรพสินค้าย่านสยามสแควร์ ด้วยอาการร้อนรนกระวนกระวายจนแทบนั่งไม่ติดที่ สร้างความรำคาญระคนประหลาดใจให้กับชวินเป็นอย่างมาก

“หมอนั่นนัดไว้ 2 ทุ่มครึ่งไม่ใช่หรือไง ทำยังไม่มาอีกล่ะ!?” ธนูตั้งคำถามเดิมเป็นรอบที่เท่าไหร่ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังจำไม่ได้

“นั่นมันเวลาโดยประมาณ แล้วนายก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าแถวนี้รถมันติดขนาดไหน ชลมันไม่เบี้ยวนัดหรอก เลิกถามคำถามซ้ำซากสักที นายถามแบบนี้แทบจะทุกนาทีเลย ไม่รู้ตัวหรือไง!” ชวินหยิบซูชิครึ่งชิ้นในจานใส่ปาก ตรงข้ามกับธนูที่ไม่ยอมแตะต้องอาหาร และยังคงเหลือบตามองนาฬิกาข้อมือเป็นระยะๆ กระทั่งพนักงานต้อนรับสาวประจำร้านเดินนำลิชลเข้ามาที่โต๊ะ บริเวณมุมอับลับหูลับตา ซึ่งสองหนุ่มกำลังรอคอยเขาอยู่

“เลือกโต๊ะแบบนี้ ไม่ไปนั่งคุยกันในห้องน้ำห้องสุดท้ายซะเลยล่ะ” หนุ่มแว่นหน้าตี๋มิวายจิกกัดเล็กๆ ระหว่างที่นั่งลงบนเก้าอี้ไม้บุนวมสีโอ๊คฝั่งตรงข้ามกับธนู

“โทษที ฉันไม่อยากให้เรื่องที่คุยกันรั่วออกไปข้างนอกน่ะ” ธนูตอบขรึมๆ และยังไม่เลิกทำท่ากระวนกระวายร้อนใจ ตลอดเวลาที่นั่งมองลิชลอ่านเมนูอาหาร

“ถ้านายยังอยากมีชีวิตอยู่จนถึงตอนที่ได้คำตอบจากหมอนั่นล่ะก็ ฉันว่านายรีบจัดการอาหารของนายก่อนดีกว่านะ” ชวินชี้มือไปที่ข้าวราดแกงกะหรี่อันเย็นชืดของธนูพร้อมคำเตือน นั่นเองที่ทำให้อดีตจอมกะล่อนจำต้องคว้าชามข้าวของตัวเองหันหนีไปทางอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการกินสิ่งที่เรียกว่า ‘ข้าว’ ต่อหน้ามนุษย์ประหลาดกินข้าวแล้วปวดท้องอย่างลิชล ซึ่งจะออกอาละวาดทันทีที่เห็นมนุษย์ปกติกินข้าวต่อหน้าตน เป็นเหตุผลเดียวกับที่ชวินรีบจัดการอาหารส่วนของตัวเองให้หมดก่อนที่หนุ่มแว่นหน้าตี๋จะมาถึง

“นายมีอะไรจะถามฉันก็ถามมา” ลิชลเป็นฝ่ายตั้งคำถามขึ้นก่อน หลังจากที่เขาสั่งอาหารกับพนักงานเสิร์ฟสาวเรียบร้อยแล้ว ยิ่งเป็นการเร่งให้ธนูต้องรีบทำลายสถิติในการกำจัดข้าวทุกเม็ดลงไปในกระเพาะ ก่อนที่อีกฝ่ายจะรู้ว่าเขากำลังกินอะไร

“นายรู้จักหมอฟันชื่อรจเลขที่อยู่ห้องข้างๆ ห้องนายหรือเปล่า?” ธนูถามตรงไปตรงมาอย่างไม่อ้อมค้อม ทันทีที่ชามข้าวแกงกะหรี่ตรงหน้าหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า และอยู่ในสภาพที่ไม่อาจคาดเดาได้ว่ามันเคยบรรจุอะไร

“ฉันไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แล้วก็ไม่รู้จักชื่อ แต่เคยเจอกันหลายครั้ง” หนุ่มแว่นตอบคำถามอย่างเป็นการเป็นงานเช่นกัน

“แล้วนายเคยเห็นผู้ชายที่มากับเธอหรือเปล่า คิดว่าน่าจะเป็นแฟนกัน?” ธนูถามต่อไปอีก

“ถ้าหมายถึงนักธุรกิจหน้าตี๋ๆ นั่นล่ะก็ เคยเห็นครั้งนึง”

คราวนี้คำตอบของลิชลทำเอาธนูถึงกับชะงัก... อย่าบอกนะว่าสิ่งที่เขากังวลกำลังจะกลายเป็นความจริง!!

“ใช่นักธุรกิจไต้หวันที่ชื่อหลี่ เหวิน หรือเปล่า!?”

คำถามข้อถัดมาของธนูทำให้ชวินพลอยชะงักไปด้วยอีกคน

“ฉันไม่รู้จักชื่อหมอนั่น แต่จำหน้าได้ แล้วก็เคยเห็นออกทีวีด้วย นายมีรูปหรือเปล่าล่ะ?” ลิชลถามกลับ แล้วนั่งกอดอกพิงพนักเก้าอี้คล้ายกำลังรอคอยคำตอบของอีกฝ่าย

“ไม่มี... นายมีรูปหมอนั่นหรือเปล่า?” ธนูส่ายหน้า และหันไปตั้งคำถามกับชวินบ้าง

“ไม่มี ลองเสิร์ชหาในอินเตอร์เน็ตดูสิ หมอนั่นดังจะตาย คงหารูปไม่ยาก” อดีตหัวหน้าแก๊งปล้นนักการเมืองออกความเห็น เป็นเวลาเดียวกับที่พนักงานเสิร์ฟสาวหน้าตาจิ้มลิ้มประจำร้าน ยกถาดบะหมี่เย็นของลิชลมาที่โต๊ะ ทุกคนจึงเงียบกันไป ปล่อยให้ธนูค้นหารูปภาพของหลี่ เหวินด้วยสมาร์ทโฟนตามที่ชวินแนะนำ ถึงอย่างนั้น...

“ไม่มีเลย มีแต่รูปเบลอ เห็นหน้าไม่ชัด มีคนบัง แล้วก็รูปคนที่ชื่อนามสกุลเดียวกัน แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันเลยสักอย่าง” ธนูนั่งกุมขมับ ทั้งจนใจและดูเหมือนจะจนปัญญาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่ถ้าไม่มีเรื่องของอริศราเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยล่ะก็ เขาคงไม่หัวสมองตีบตันถึงขนาดนี้แน่

“เหอะ! ก็ฉันบอกนายแล้วว่าหมอนั่นธรรมดาซะที่ไหน” ชวินแค่นหัวเราะ มือขวาหยิบสมาร์ทโฟนของตัวเองซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาโทรศัพท์หาใครคนหนึ่ง

“พี่วินครับ ผมขอรบกวนเวลาสักหน่อยได้ไหมครับ ยุ่งอยู่หรือเปล่า?”

จากคำพูดของชวินทำให้ธนูรู้ว่าบุคคลทางปลายสาย คือ ชีวิน พี่ชายคนโตของชวิน ซึ่งรู้จักมักจี่กับหลี่ เหวินพอสมควร ในฐานะนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงเช่นเดียวกัน

“...ขอบคุณครับ มีเรื่องอยากให้พี่วินช่วยนิดหน่อยน่ะครับ ผมจำได้ว่าพี่เคยถ่ายรูปคู่กับนักธุรกิจไต้หวันที่ชื่อหลี่ เหวินด้วย พี่ยังเก็บรูปนั้นไว้ในมือถืออยู่หรือเปล่าครับ?”

สิ่งที่ได้ยินถัดมาจากนั้นทำเอาธนูถึงกับชะงัก หัวใจอันอ่อนล้าแทบหยุดเต้นเอาดื้อๆ ตลอดเวลาที่เฝ้ารอคำตอบจากชีวิน เพราะนั่นคือความหวังเดียวที่เขามีอยู่ในเวลานี้

“ถ้าอย่างนั้นพี่ช่วยส่งรูปนั้นมาให้ผมหน่อยได้ไหมครับ ตอนนี้เลย”

ประโยคคำพูดสุดท้ายของชวินก่อนที่เขาจะวางสาย บ่งบอกถึงคำตอบของคำถามเมื่อครู่ได้เป็นอย่างดี และแม้มันจะช่วยให้ธนูใจชื้นขึ้นมาอีกเปลาะหนึ่ง หากแต่นั่นก็เป็นสิ่งที่โหมกระพือเปลวเพลิงแห่งความร้อนรุ่มกลุ้มใจของชายหนุ่มด้วยเช่นเดียวกัน ตราบใดที่ผู้ถือจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายอย่างลิชล ยังไม่ได้ชี้เป็นชี้ตายผลลัพธ์ของปริศนาข้อนั้น!?

อีกมุมหนึ่งของสยามสแควร์ ภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังของเหล่าเซเลปไฮโซ สถานที่ซึ่งเอกพลกำลังติดตามดูความเคลื่อนไหวของหลี่ เหวิน ด้วยความเป็นห่วงน้องสาวคนเดียวของตน ผู้มีเค้าว่าจะพลอยได้รับอันตราย หากว่าคนคนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพย์ติดจริง

“ไอ้เจ้าบ้าพงศ์ มันไปอยู่ที่ไหนของมันกันฟะ!” ชายหนุ่มหัวเสียหนักขึ้น เมื่อเพียรพยายามติดต่อลูกน้องคนสนิทของเพื่อน ผู้ที่ตนฝากฝังให้ช่วยดูแลความปลอดภัยของอริศรา แล้วพบว่าปลายสายใช้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ประเภทที่สัญญาณขาดๆ หายๆ เป็นกิจวัตร

“หมอนั่นเลี้ยวเข้าไปในร้านอาหารแล้ว เอาไงดีฟะเนี่ย!?”

หลังจากก้มหน้ากดโทรศัพท์มือถือ สลับกับการเงยหน้ามองทิศทางของเป้าหมายอยู่พักหนึ่ง เอกพลก็ค้นพบจุดหมายปลายทางของพวกหลี่ เหวิน ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนระดับภัตตาคารภายในห้างสรรพสินค้าหรูแห่งนี้ และมีเวลาไม่มากนักให้เขาตัดสินใจว่าจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้หรือเดินหน้าต่อ

“ไอ้... เจ้า... บ้า... พงศ์...” เอกพลมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเอง ซึ่งปรากฏคำว่า ‘สายไม่ว่าง’ แล้วตัดสินใจเดินเร็วผ่านประตูกระจกสีชาที่เปิดกว้างอยู่ของร้านอาหารตามเข้าไป เพื่อไม่ให้คลาดกับเป้าหมายที่ตนอุตส่าห์ตามติดมาตลอดระยะเวลากว่าครึ่งชั่วโมง

“ผมขอโต๊ะตรงนั้นก็แล้วกันนะครับ” เขาบอกพนักงานต้อนรับสาวสวยหน้าหมวยในชุดกี่เพ้าสีแดงกำมะหยี่ พลางชี้มือไปที่มุมหนึ่งของร้านซึ่งอยู่ตรงข้ามกันกับโต๊ะของหลี่ เหวินในมุมทแยง โดยมีลูกค้าโต๊ะอื่นๆ นั่งคั่นกลางอยู่หลายกลุ่ม แต่พอครั้นจะนั่งลงตรงที่นั่งของตัวเอง...

“ขอนั่งด้วยคนนะครับ โต๊ะอื่นมันเต็ม” ใครคนหนึ่งพุ่งเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่เอกพลหมายตาไว้ว่า เหมาะแก่การลอบสังเกตการณ์หลี่ เหวินเป็นที่สุด แน่นอนว่านั่นทำให้ชายหนุ่มโมโหหัวเสียอย่างมาก กระทั่งเมื่อเห็นอีกฝ่ายชัดเต็มตา

“พงศ์!!”

เสียงเรียกของเขาทำให้เจ้าของหุ่นมะขามข้อเดียว ซึ่งกำลังให้ความสนใจกับอย่างอื่นอยู่ หันขวับมามองผู้ชายที่ยืนค้ำหัวด้วยความตกใจ แล้วแปรเปลี่ยนเป็นความดีใจทันทีที่เห็นเขาชัดเต็มสองตาเช่นกัน

“อ้าว! ผู้กอ... เอ้ย... คุณเอกกี้ สวัสดีครับ มากินหูฉลามร้านนี้เหมือนกันหรือครับ เชิญนั่งๆ”

คำทักทายของพงศ์สร้างความงุนงงให้กับเอกพล เสียจนชายหนุ่มได้แต่ยืนค้างในท่าเดิมอยู่เป็นนาน และกลับกลายเป็นพงศ์ที่ต้องเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปรั้งแขนเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ

“แหม! ผู้กองรับมุขผมหน่อยสิครับ เดี๋ยวก็แผนแตกกันพอดี” สิบตำรวจพงศ์ป้องปากกระซิบเรียกสติ นั่นเองที่ทำให้เอกพลเริ่มเข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังทำอยู่ หมายรวมถึงชุดสูทสากลเต็มยศที่เจ้าของหุ่นมะขามข้อเดียวสวมอยู่ด้วย

“แล้วนี่เราไปเอาชุดนี้มาจากไหนเนี่ย!?” ผู้กองหนุ่มมือดีประจำกองปราบปราม อดเอ่ยถามด้วยความสงสัยไม่ได้ ในเมื่อร้อยวันพันปีที่รู้จักมักคุ้นกันมา พงศ์จะมีชุดประจำตัวเป็นเสื้อยืดกับกางเกงยีนส์เก่าๆ หลวมโครกเสมอ

“โธ่! ผู้กองครับ ผมก็ซื้อมาตั้งแต่ได้รับคำสั่งจากผู้กองให้ไปคอยดูแลคุณอ้อนั่นแหละครับ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เขาใส่สูทเข้าห้างไฮโซผมก็ต้องใส่สูทตาม หรือต่อให้เขาไปปิกนิกกันในสวนสาธารณะ ผมก็มีชุดคอสเพลย์ต้นไม้ไว้ใส่ไปยืนแบบเนียนๆ นะครับจะบอกให้” พงศ์ยืดอกคุยอย่างภาคภูมิ

“ใส่สูทขี่มอตอร์ไซค์ตามเขานี่น่ะเหรอ!?” เอกพลนิ่วหน้าถามอีก

“ทำแบบนั้นก็ถูกเขาจับได้สิครับผู้กอง แท็กซี่ครับแท็กซี่”

พัฒนาการทางความคิดและไอคิวที่เพิ่มขึ้นของพงศ์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนสะกดรอย หรือการลอบสังเกตการณ์เป้าหมาย ล้วนทำให้เอกพลรู้สึกไว้วางใจในตัวพงศ์มากขึ้น จากเดิมที่เคยจำใจเลือกเพราะไม่น่าจะมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่า

“เอ่อ... เรื่องที่ผู้กองโทรหาผม 150 สาย แล้วผมไม่ได้รับ ผมต้องขอโทษจริงๆ นะครับ พอดีผมตั้งระบบสั่นไว้ แล้วผมก็มัวแต่ตามเป้าหมายจนลืมสนใจมันน่ะครับ” พงศ์เป็นฝ่ายพูดขึ้นบ้าง ด้วยใบหน้าสลดกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ซึ่งดูคล้ายเป็นการเตรียมพร้อมรับคำตำหนิ

“ไม่เป็นไร ถูกแล้วล่ะที่ไม่รับสายในเวลาแบบนั้น ฉันเองก็ใจร้อนไปหน่อย ขอโทษที” เอกพลเองก็ยิ้มเจื่อนๆ พอกัน กับการด่วนสรุปเรื่องความเหลวไหลไร้ความรับผิดชอบของอีกฝ่าย ทั้งที่ในความเป็นจริงตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

“แต่ผมก็โทรกลับไปหาผู้กองนะครับ สงสัยผู้กองจะใช้โทรศัพท์อยู่ เพราะสัญญาณเหมือนสายไม่ว่างน่ะครับ” พงศ์ชี้แจงตัวเองต่อไปอีก ดูเหมือนคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ หากแต่เอกพลก็รู้ดีว่านั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในความเป็นจริงเช่นกัน

“ฉันโทรไปหานายนั่นแหละ สายไม่ว่างเหมือนกัน”

คำตอบของเอกพล ทำให้ทั้งคู่หัวเราะฝืดๆ ออกมาพร้อมกัน โดยไม่จำเป็นต้องนัดหมายล่วงหน้า

“ว่าแต่... ทำไมยัยอ้อถึงต้องไปไหนมาไหนกับหมอนั่นด้วย เท่าที่เรารายงานมาครั้งสุดท้าย ฉันจำได้ว่ายัยอ้อเป็นพนักงานธุรการไม่ใช่หรือไง!?” ผู้กองหนุ่มวกกลับเข้ามายังสิ่งที่ควรต้องถามถึงมากที่สุดในเวลานี้

“คือ... เลขาฯ ของคุณเขาลาผ่าตัดยาวน่ะครับ คุณเขาเลยให้คุณอ้อมาเป็นเลาขาฯ แทนชั่วคราว เพราะเห็นคล่องงาน”

ทั้งเอกพลและพงศ์ต่างลอบมองอริศราในชุดนักศึกษา ซึ่งกำลังนำเสนอเอกสารต่างๆ ให้ลูกค้าที่หลี่ เหวนนัดหมายไว้พิจารณา ท่าทางคล่องแคล่วจริงอย่างที่นายจ้างอ้างเหตุผล หากแต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้สองหนุ่มยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น เพราะถ้านักธุรกิจชาวไต้หวันคนนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดียาเสพย์ติด และขบวนการค้ายาเสพย์ติดข้ามชาติแล้วล่ะก็ อริศราคงไม่พ้นติดร่างแหไปด้วยเป็นแน่ ไม่ว่ากับฝ่ายตำรวจหรือแก๊งค้ายาก็ตามที

“ฉันฝากดูยัยอ้อด้วยนะ มีอะไรก็ติดต่อมาได้ 24 ชั่วโมง” เอกพลย้ำประโยคเดิมที่เคยพูดกับพงศ์ทุกครั้ง ในยามที่อีกฝ่ายติดต่อส่งข่าวผ่านทางโทรศัพท์ จะต่างกันก็ตรงที่วันนี้ สีหน้าและแววตาซึ่งบ่งบอกถึงความกลัดกลุ้มอย่างเด่นชัดของเอกพล คือหนึ่งในหลายสิ่งหลายอย่างที่ตอกย้ำให้พงศ์ตระหนักถึงความสำคัญของหน้าที่นี้มากยิ่งขึ้น

“ไม่ต้องห่วงครับผู้กอง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นผมจะรีบติดต่อผู้กองกับคุณธนุทันทีเลยครับ คุณธนูก็บอกผมไว้แบบนี้เหมือนกัน”

เจ้าของหุ่นมะขามข้อเดียวในชุดสูทยืนยันหนักแน่น และมิวายกล่าวถึงบุคคลที่ 3 ผู้เป็นไอดอลของตนด้วยความชื่นชมเช่นเคย นั่นเองที่ทำให้เอกพลฉุกคิดได้ว่า ธนูก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ตนไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งนึกเป็นห่วงสายสืบหนุ่มรุ่นน้องขึ้นมาทันที โดยหารู้ไม่ว่าเวลานี้ธนูได้คำตอบของคดีจากชิ้นส่วนจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายในมือลิชลเรียบร้อยแล้ว!!



จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว