ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เลือดพล่าน ll < บทที่4 > 100%

ชื่อตอน : เลือดพล่าน ll < บทที่4 > 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.3k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 20:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เลือดพล่าน ll < บทที่4 > 100%
แบบอักษร

[4]


                หลังถูกพลังทำลายล้างของรอยยิ้มบอสไปผมถึงกับไปไม่เป็นไปพักใหญ่ บอสเข้าไปนั่งในที่ที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้โดยมีลูกน้องบริการซะเหมือนกันเป็นร้านของตัวเอง

                “เค! ปลา” พี่คนหนึ่งกระซิบบอกผมทำให้ผมนึกขึ้นได้

                “จริงด้วย” เมนูพิเศษที่เตรียมไว้ เนื้อปลาที่บอสให้มา ผมรีบเข้าครัว สวมผ้ากันเปื้อนอย่างรวดเร็วแบบมืออาชีพจากนั้นจุดเตา ตั้งกระทะ ทาเนย และเอาวัตถุดิบออกมาละเลงอย่างชำนาญ ผมทำจนชินแล้ว อุปกรณ์ทุกอย่างในครัวเหมือนเป็นแขนขาของผม ทุกการขยับจะได้เป็นอาหารเลิศรสเหมือนในภัตตาคาร อันนี้รุ่นพี่บอกมา ว่าตอนผมทำอาหารพริ้วซะอย่างกับนางเอกเอ็มวีเพลง แถมรสชาติอาหารยังอร่อยมากจนต้องร้องขอชีวิต

                จริงๆพวกพี่ๆก็เว่อร์ไปหน่อย มันก็อาหารธรรมดาแหละแต่แกล้งยอเพราะขี้เกียจไปซื้อเองมากกว่า

                “อาหารครับบอส” ผมเสิร์ฟทุกเมนูที่ทำในวันนี้ให้บอสอย่างกล้าๆกลัวๆ กลัวว่าจะไม่ถูกปาก กลัวจะไม่ชอบ ทั้งที่ผมไม่เคยกังวลเรื่องฝีมือตัวเองเลย

                แต่ละเมนูถูกเปิดฝาออกโดยบอดี้การ์ดส่วนตัวของบอส ผมได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆดูว่าบอสจะว่ายังไง

                “นั่งสิ”

                “...”

                “ฉันบอกนายนั่นแหละเค”

                “ครับ?” ผมชี้เข้าหาตัวเองงงๆ หันไปขอความเห็นจากพี่ใหญ่รายนั้นก็พยักหน้าให้ผมรีบไป

                “บอสมี ธุระอะไรจะคุยกับผมเหรอครับ”

                “ทานอาหารกับฉันสักมื้อสิ”

                “บอส!” ผมไม่อยากจะเชื่อเลย ผมได้ทานอาหารกับบอส แบบโต๊ะเดียวกัน แต่... “ไม่เหมาะมั้งครับ”

                “นั่งเถอะ ไม่มีอะไรไม่เหมาะหรอก” บอสพูดโดยไม่ชายตามองผมแม้แต่น้อย มือใหญ่จับส้อมและมีดจิ้มเนื้อตรงหน้าเข้าปากแล้วเคี้ยวด้วยท่วงท่านิ่งเฉยเดาไม่ออกว่าพอใจหรือไม่กับอาหารที่ผมทำ ผมได้แต่นั่งตัวเกร็งมองบอสอย่างลุ้นๆ ถ้าเกิดเขาไม่ชอบ เขาจะพังร้านผมหรือเปล่า ลูกน้องเต็มร้านแบบนี้ไม่ถึงห้านาทีสิ่งที่ผมสร้างมาทั้งหมดพังพินาศแน่

                “ไม่ต้องเกร็ง ฉันไม่ทำอะไรร้านนายหรอก” เหมือนบอสจะรู้ว่าผมคิดอะไรอยู่เขาเลยพูดนิ่งๆ ตักอาหารนู่นนี่นั่นเข้าปากไม่หยุด เหมือนเขาจะชอบมันอยู่นะ ไม่งั้นเขาคงไม่ฝืนกินเข้าไปขนาดนี้หรอก

                “ชอบของขวัญที่ฉันให้ไหม” หลังกินเสร็จ บอสก็ยกผ้าขึ้นเช็ดปากแล้วหันมาถามผมนิ่งๆ ผมพยักหน้าแล้วตอบเขาไปเบาๆ

                “ชอบครับ ขอบคุณบอสจริงๆ” เขายิ้มบางๆ ยกแก้วไวน์ขึ้นจิบพร้อมมองหน้าผมตาไม่กระพริบ ดวงตาของเขาฉายแววพึงพอใจไม่ปกปิด

                “ได้ที่อยู่หรือยัง”

                “ครับ”

                “เจ้าของเป็นยังไง”

                “ดีครับ”

                “เพื่อนบ้านล่ะ”

                “ก็ดีครับ”

                “เยี่ยม...” เขาฉีกยิ้มพอใจยิ่งกว่าเก่า ผมทำตัวไม่ถูก ไม่กล้าเป็นฝ่ายชวนสนทนาเองได้แต่คอยตอบคำถามที่เหมือนการสัมภาษณ์ของเขา

                “ปิดร้านกี่โมง”

                “สองทุ่มครับ”

                “ทุกวันไหม”

                “ทุกวันครับ”

                “ดี” บอสพยักหน้ากับตัวเอง “ไว้ฉันจะมาหาอีก”

                “ครับ...ฮะ ฮะ!?”

                “ฉันบอกว่าจะมาหาอีก” 

                “บอส...” ผมเปรยเบาๆอย่างตื่นตะลึง รับหันกลับไปหาพี่ใหญ่ทันที หรือว่าบอสจะ...

                พี่ใหญ่ทำหน้าเครียดเกร็ง มองมาที่ผมอย่างเป็นกังวล

                บอส...สนใจผม...จริงๆด้วย

                “ถ้ามีปัญหาอะไรก็ติดต่อฉันหรือคนของฉันได้ นี่นามบัตร” บอสลุกขึ้นจากที่นั่ง ลูกน้องเขาเข้าไปเลื่อนเก้าอี้ออกให้พร้อมกับนำนามบัตรมาวางไว้ข้างหน้าผมที่มัวแต่ตะลึงจนตัวแข็งทื่อ

“ถึงจะอยากอยู่ต่อแต่ฉันไม่มีเวลาว่างเยอะขนาดนั้น ไว้เจอกันนะเค” สิ้นเสียงบอสที่กำลังจะเดินผ่านผมไปก็โน้มตัวลงมาประทับริมฝีปากที่ปากผมเบาๆก่อนจะหายออกจากร้านไป

โลกได้ถล่มลงมาแล้ววันนี้ วิญญาณผมหลุดลอยออกจากร่างไปหาทางกลับมาไม่ได้แล้ว

บอสสนใจผม...

เขา...

จูบผม



“ซวยหนักแล้วไหมล่ะ” หลังทุกอย่างสงบลง บอสและลูกน้องของบอสก็กลับไป ทิ้งไว้แค่ผมกับพวกพี่ๆบอดี้การ์ดที่เคยทำงานให้คุณหนูเล็ก ลูกค้าในร้านผมเพิ่งสังเกตว่าหายไปตั้งแต่ที่บอสเข้ามาได้ไม่นาน

ตอนนี้พวกพี่ๆเขากำลังนั่งถกปัญหาเคร่งเครียดเกี่ยวกับผมกันอยู่ ใจขณะที่ผม...ยังไม่ได้สติ

“ใครจะสนใจแกฉันไม่ว่าเลย แต่ทำไมต้องเป็นบอสวะ” พี่โซ่ บอดี้การ์ดอีกคนที่สนิทกับผมพูดขึ้นบ้าง ในบรรดาบอดี้การ์ดคุณหนูเล็กทั้งหมด ที่ผมสนิทด้วยจริงๆมีอยู่ไม่กี่คนคือพี่ใหญ่ พี่นัท พี่ซิ่ว แล้วก็พี่โซ่นี่แหละ ซึ่งตอนนี้ทั้งสี่คนหน้าดำคล่ำเครียดเรื่องที่ผมดันไปถูกใจบอสเข้า

“ไอ้เค! แกจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอวะ” พี่โซ่ถามขึ้นอีกครั้งตามประสาคนห่ามๆอย่างแก แต่ผมที่ตอนนี้เหมือนยังเรียกสติที่หลุดลอยไปให้กลับคืนมาไม่ได้ มือผมค่อยๆเลื่อนไปแตะที่ริมฝีปากอย่างเหม่อลอย สัมผัสนุ่มละมุนยังตราตรึงอยู่ที่ริมฝีปาก ผมห้ามหัวใจให้เต้นช้าลงไม่ได้ ห้ามความร้อนที่เห่อขึ้นบนแก้มไม่ได้ ตอนนี้ในหัวมีแต่ภาพของบอส กลิ่นของบอส สัมผัสของบอส

บอสต้องเล่นของใส่ผมแน่ๆ

“ไอ้เค!!!”

“คะ ครับพี่” ผมหันกลับไปหาพวกที่ตื่นๆ เรียกซะดังเชียวอยู่ใกล้แค่นี้

“ฉันว่าแกหนีไปให้ไกลจากนี่ดีกว่า แกหนีมาได้สองปี หนีอีกครั้งคงไม่เป็นไรใช่ไหม” พี่ซิ่วเสนอ

“ผมไม่ได้หนีนะพี่ ผมแค่ลาออกไปเปิดร้าน” ทำไมทุกคนถึงได้คิดว่าผมหนีกันเนี่ย

“นั่นแหละ แต่แกก็หลบบอสกับพวกฉันมาได้ตั้งนาน ครั้งนี้แกหายไปอีก พวกฉันจะแกล้งตามหาแกไม่เจอ แกรีบเก็บของเถอะ” พี่ใหญ่ว่าเครียดๆ

“พี่ ผมเพิ่งเปิดร้านวันเดียวเอง”

“หรือแกอยากให้บอสสนใจแกมากกว่านี้ อย่าลืมนะว่านั่นใคร ถ้าศัตรูบอสรู้เข้า คนที่จะซวยสุดๆคือแกนะไอ้เค”

“พี่ใหญ่...” ใช่ บอสเป็นมาเฟีย สิ่งที่มาเฟียไม่ควรมีเลยคือหัวใจ ห้ามมีความรัก หากรัก หมายถึงตาย ผมไม่เชื่อว่าถ้าผมถูกศัตรูเล่นงานจริงๆบอสจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาช่วยคนอย่างผม

“ไปซะเค รีบไปก่อนที่จะมีคนรู้มากกว่านี้” พวกพี่ๆเห็นพ้องต้องกันว่าผมควรไปให้ไกลจากที่นี่ ร้านผมเพิ่งเปิดได้วันเดียว คิดไม่ถึงว่าต้องปิดตัวลงแล้ว ผมไม่ได้มีเงินมากขนาดนั้นทุกอย่างทุ่มให้กับร้านนี้เต็มที่ ตอนนี้ผมจะไปได้ไกลสักแค่ไหนกันเชียว

“ฉันว่าอย่าดีกว่า” พี่นัทเห็นต่างจากคนอื่น ถึงหน้าเขาจะเครียดไม่ต่างกันแต่เหมือนจะมีสติกว่า ถ้าผมหนีบอสไปจริงๆ คิดเหรอว่าครั้งนี้จะรอด อีกอย่างผมลงทุนไปกับที่นี่จนหมดตัว ไม่มีทางไปไหนได้ไกลแน่ “ลองบอสได้สนใจแล้ว ถึงจะหนีไปได้ปีสองปีเหมือนที่เคเคยทำ ใช่ว่าหลังจากนั้นบอสจะหาไม่เจอ แล้วคิดดู ถ้าบอสมารู้ทีหลังว่าเคจงใจหนีเขาจะเกิดอะไรขึ้น”

“ก็บอกว่าครั้งนั้นผมไม่ได้จะหนีไง”

                “แบบนั้นบอสไม่ละมุนแบบนี้แน่ ถึงขั้นกังขังหน่วงเหนี่ยวหรือตัดแขนตัดขาเลยแหละ” พี่ซิ่วคิดภาพตาม

                “งั้นจะปล่อยให้เคถูกใจบอสแบบนี้ไปเรื่อยๆเหรอ คิดภาพมันเป็นคู่ขาบอสไม่ออกเลย”

                “คู่ขาบ้าอะไรล่ะพี่! พอๆๆ พวกพี่นี่ไร้สาระไปใหญ่แล้ว บอสอาจจะยังหาของที่คุณหนูเล็กฝากผมไว้ไม่เจอก็ได้เลยจะจับตาดู”

                “จับตาบ้าบออะไรขนาดนี้ ไอ้เค อย่ามาทำเป็นใสซื่อ ฉันรู้ว่าแกรู้ว่าบอสคิดอะไร”

                “พี่โซ่...มองโลกในแง่ดีหน่อยสิ”

                “แง่บ้าบอน่ะสิ โลกสวยรวยมโนล่ะไม่ว่า”

                “ปากเหรอนั่น” เราะร้ายไม่มีใครเกินจริงๆ คนยิ่งเครียดๆอยู่ ผมเลิกสนใจพี่โซ่หันไปเท้าคางทำหน้ามุ่ยอย่างน่าสงสารด้านพี่ใหญ่

                “ถ้างั้น...ในเมื่อหนีแล้วเลวร้ายกว่าเดิม แกอยู่นี่แหละ ถ้าบอสอยากทำอะไรก็ปล่อยบอสเถอะ แกก็ยอมๆไปละกัน”

                “อ้าวพี่! ยอมอีกแล้วเหรอ”

                “ในที่นี้มีใครมีปัญญาสู้ไหมล่ะ” พี่ใหญ่ว่า แต่ละคนหันหน้าหนีไม่โต้เถียง แค่จำนวนคน คนของบอสก็มากกว่าคนของคุณหนูเล็กอย่างพวกเราอยู่แล้ว อย่าได้พูดเรื่องฝีมือ พวกเสี่ยงตายแทบทุกวันอย่างนั้นสกิลสูงกว่าบอดี้การ์ดที่อยู่แต่ในบ้านอย่างพวกเราแน่ๆ

                “เออน่าไอ้เค บอสอาจจะอยากเล่นๆกับแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ยอมไปนอนครางใต้ร่างบอสหน่อยพอบอสเบื่อก็ปล่อยแกไปเองแหละ”

                “พี่โซ่!” โถ่เว้ย! ถ้าพูดดีไม่ได้ก็เงียบไปเลยดีไหม ผมอยากต่อว่านะ แต่ไม่ชอบมีเรื่องเลยได้แต่เก็บความไม่พอใจไว้ข้างใน พี่โซ่แค่พวกปากหมา จริงๆแกจิตใจดี ที่แนะนำมาแบบนี้เพราะเป็นห่วงผมนั่นแหละ แต่ถึงจะอย่างนั้นผมก็ไม่ค่อยชอบให้ใครมาพูดแบบนี้ มันเหมือนเหยียดยังไงก็ไม่รู้

                “ไอ้โซ่ อย่าไปขู่น้องมัน ดูซิหน้าซีดหมดแล้ว” พี่นัทก็ยังคงเป็นพี่ชายแสนดีเสมอ

                “ก็ตามนั้นแหละ เจอบอสก็นิ่งๆไว้อย่ากระโตกกระตาก เกิดอะไรขึ้นก็ตามมีตามเกิด อย่างที่รู้ๆกัน ยิ่งดิ้นยิ่งเจ็บหนัก” ชักจะรู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วสิ ภาพฉายขึ้นมาเป็นฉากๆเลย

                “หน้าซีดเป็นไก่ต้มเลยแฮะ”

                “ก็ไปแกล้งมัน”

                “พูดจริงนิ หน้ามันยิ่งใสๆอยู่”

                “ไอ้โซ่ ไอ้นัท พอแล้ว” พี่ใหญ่ปรามไว้ก่อนผมจะเตลิดไปไกลกว่านี้ คงไม่หรอก อย่าเพิ่งคิดไปไกล อาจจะไม่เป็นอย่างที่พวกพี่ๆว่าไว้ก็ได้ บอสใจดีออก ถึงจะดูนิ่งๆ สุขุมๆหน่อย แต่ก็อบอุ่นนะ...ใช่ไหม น้ำตาไหลแล้วเนี่ย


60%


               ร้านผมกำลังไปได้สวยสุดๆในรอบหลายวันมานี้ มีลูกค้าเข้ามาเยอะแยะ ทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ ถึงจะไม่ได้แน่นขนาดต่อคิวยาวเหยียดแต่ก็ไม่เคยว่างเลยสักวัน ผมถึงกับต้องจ้างพนักงานเสิร์ฟชายหญิงมาสองคนเพื่อช่วยไม่งั้นทำไม่ทันจริงๆ

หนูน้อยที่ผมจ้างมาชื่อเฟรม กับอลิน นักเรียนม.ปลายอายุ17ปีที่เช่าหออยู่ใกล้ๆแถวนี้ ทั้งคู่หน้าตาหน้ารัก นิสัยดี เป็นหน้าเป็นตาให้ร้านได้จนผมแทบไม่ต้องมาออกหน้าเองเลย วันทั้งวันผมได้แต่ขลุกอยู่หลังร้านทำอาหารที่มีออเดอร์เข้ามาไม่ขาดโดยไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีคนโวยวายเรื่องพนักงานไม่ดี

เพล้ง!

“กรี๊ด!”

“...” เอ่อ...ดูเหมือนผมจะชะล่าใจไปหน่อยแล้วสิ

“หยุดเถอะครับ”

“ยุ่งอะไรด้วยวะ ถอยไป!” เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาจากหน้าร้าน หนึ่งในนั้นคือเสียงของเฟรมที่ฟังดูเหมือนพยายามจะห้าม ผมปิดแก๊ส ถอดผ้ากันเปื้อนออกอย่างใจเย็น อย่างว่าแหละครับ ต่อให้ลูกค้าบ้าบอแค่ไหนแต่ผมก็เป็นบอดี้การ์ดมาก่อน อย่างมากก็ไล่ออกจากร้านถ้าไม่ยอมไปก็ต้องใช้กำลัง

“ไปตามเจ้าของร้านมา!”

“ใจเย็นๆก่อนนะครับลูกค้า” ทันทีที่เปิดประตูออกจากห้องครัว ผมก็ได้ยินเสียงโวยวายของลูกค้าชั้นเลวชัดเจน ปะปนกับเสียงร้องไห้ของอลินและเฟรมที่พยายามเกลี้ยกล่อม

“มีอะไรกันเหรอครับ” ผมเดินเข้าไปถามด้วยรอยยิ้ม เจ้าหนูสองคนที่เห็นหน้าผมฉีกยิ้มออกมาอย่างดีใจทันที เฟรมวิ่งมาหลบหลังผมแล้วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังขณะที่สายตาผมจ้องไปยังลูกค้าที่จับข้อมืออลินไว้ไม่ปล่อย

“ลูกค้าคนนี้อยู่ดีๆก็มาหาเรื่องเราครับพี่เค บอกว่าอาหารไม่อร่อยบ้างล่ะ สกปรกบ้างล่ะ พออลินจะเข้าไปพููดด้วยดีๆก็โวยวายเสียงดังไม่หยุดเลยครับ”

ผมพยักหน้าเบาๆพร้อมกับพิจารณาดูลูกค้าตรงหน้า รูปร่างหน้าตาก็พอดูได้ ลักษณะการเเต่งตัวก็ดีแต่ไม่ถึงกับไฮโซ ไม่น่าจะใช่พวกติดหรูขนาดกินอาหารธรรมดาไม่ได้

ผมหันไปหาเฟรม กวักมือให้เขาก้มลงมาเพื่อจะกระซิบบางอย่างกับเขา เฟรมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วรีบออกจากร้านไปทันที

เฟรมตัวสูงมากครับ น่าจะเกือบสองเมตร รูปร่างสูงโปร่งแบบนักกีฬา หน้าตาดี จัดว่าหล่อแบบสาวกรี๊ดตรึมเลยทีเดียว

ส่วนอลิน สาวน้อยตัวเล็ก หน้าตาจิ้มลิ้ม นิสัยก็เรียบร้อย ผมจะหยิกเป็นลอนชอบมัดเป็นแกละไว้สองข้าง มองๆแล้วก็น่ารักดีเหมือนกัน ผมว่าอยู่โรงเรียนก็คงมีคนแอบชอบไม่น้อย

แต่นี่ไม่ใช่เวลามาสาธยายรูปร่างหน้าตาเด็กในร้าน ผมต้องเคลียร์กับลูกค้าตรงหน้านี้ก่อน

“ผมเป็นเจ้าของร้านนี้ ถ้ายังไง ปล่อยตัวเด็กของผมก่อนดีกว่านะครับ แล้วเราค่อยมาคุยกัน” ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงใจเย็น ตอนนี้ลูกค้าท่านอื่นๆกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างมาก บางคนเตรียมโทรศัพท์ขึ้นถ่ายรูปแล้วด้วยซ้ำ ผมต้องไม่ทำให้ร้านตัวเองเสียชื่อเสียงโดยการทำเสียมารยาทกับแขกคนนี้

แต่ดูเหมือนว่า ผมจะเข้าใจเจตนาของการยกโทรศัพท์ขึ้นมานี้ผิดไป

“แกกกก เจ้าของร้านนนน หล่ออออออมากกกก”

“ไม่แก ฉันว่าน่ารักมากกกว่า งุ้ยยยย”

“มาร้านนี้ทุกวันเพิ่งเคยเห็น โอ๊ยยยย บุญตา”

“หล่อ เท่ห์ ทำกับข้าวเก่ง ฮื้ออออ จะเอาาาา”

เสียงเซ็งแซ่ของกลุ่มนักศึกษาที่มาทานข้าวในร้านเล่นเอาผมทำหน้าไม่ถูก ผมได้แต่หันกลับไปส่งยิ้มแห้งๆให้พวกเธอ เสียงหวีดเล็กๆดังมาจากกลุ่มนักศึกษากลุ่มนั้นก่อนผมจะหันกลับมาสนใจลูกค้าตรงหน้าต่อ

“หึ! เจ้าของร้านเหรอ” ลูกค้าคนนั้นมองผมเหยียดๆ ก่อนจะผลักร่างอลินส่งมาให้ผม

ผมรับร่างน้องไว้ แล้วใช้ตัวบังไว้ด้านหลังแสดงอาการปกป้อง

“จะรับผิดชอบยังไง อาหารที่ฉันสั่งมามีตัวอะไรไม่รู้อยู่ในถ้วย แถมได้ก็ช้า อาหารก็ไม่อร่อย ไม่เห็นเหมือนที่คุยโอ้อวดไว้เลย”

“...” ผมไปคุยอะไรกับใครตอนไหน

“เอ่อ...ถ้าอย่างนั้นก็ขออภัยด้วยนะครับ ยังไงผมจะเปลี่ยนถ้วยใหม่ให้แล้วมื้อนี้ผมไม่คิดตัง”

“ไม่เอา! ร้านทุเรศๆแบบนี้ ฉันไม่อยากกินหรอก ใช่ไหมพวกเรา!” ลูกค้าคนนั้นหันไปถามคนอื่นๆในร้านเพื่อหาพรรคพวก ลูกค้าหลายคนก็ทำหน้างง บางคนก็เขี่ยดูอาหารที่ตัวเองได้รับว่ามีตัวอะไรจริงไหม

และแล้วเสียงกระซิบก็ค่อยๆดังขึ้น

“จริงๆด้วย ของฉันก็มี”

“ของฉันมีเส้นผมด้วย”

“ฉันสั่งไว้ตั้งนาน ลูกค้าที่มาหลังฉันสองสามคนยังได้ไปก่อนเลย”

“ร้านอะไรทำงานไม่เป็นระเบียบเลย ผิดหวังชะมัด”

“พี่เค…” อลินจับแขนเสื้อผมไว้แน่นแล้วเขย่าเบาๆ น้ำตาเริ่มคลอหน่วยอีกครั้งเมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี แต่ผมคิดไว้แล้วแหละว่าเหตุการณ์ต้องเป็นแบบนี้ ดังนั้นผมเลยไม่กระโตกกระตาก

“ไม่ทราบว่าลูกค้าท่านไหนได้อาหารช้า หรืออาหารที่ได้รับมีสิ่งปนเปื้อนอยู่บ้างครับ” เมื่อกวาดตาดูในร้าน มีลูกค้าประมาณสามสี่คนที่ยกมือขึ้นจากลูกค้าทั้งหมดสิบกว่าคน

“ผมต้องขออภัยคุณลูกค้าทุกท่านด้วยนะครับ ถ้ายังไงมื้อนี้ผมเลี้ยงทั้งร้านเลยก็ได้ ขอโทษจริงๆที่ทำให้วุ่นวายครับ” ผมโค้งตัวขอโทษไปรอบๆร้าน ลูกค้าที่ไม่มีปัญหาบางคนก็มองผมอย่างเห็นใจ บางคนไม่อยากมีปัญหาก็แค่นั่งมองเฉยๆ

และไม่นาน เด็กน้อยอีกคนของผมก็กลับมา

“ว่าไงเฟรม”

“จริงอย่างที่พี่เคว่าไว้ครับ” คำตอบของน้องชายทำเอาผมยิ้มออก ผมค่อยๆแกะมืออลินออกจากแขนเสื้อแล้วส่งให้เฟรมดูแลต่อ ส่วนตัวเอง เดินไปเผชิญหน้ากับลูกค้าเจ้าปัญหาคนนั้น

“ต้องขอโทษจริงๆที่ทำให้วุ่นวายนะครับ”

“เหอะ! แล้วจะรับผิดชอบยังไง ร้านแบบนี้ ปิดๆไปเลยดีกว่ามะ...”

“ผมไม่ได้พูดกับคุณนะครับ”

“..!”

“ลูกค้าทุกท่าน ผมต้องขอโทษจริงๆที่วันนี้ร้านของเราวุ่นวาย ยังไงจะลดให้ครึ่งราคาของบิลรวมเลยนะครับ ส่วนพวกคุณลูกค้าที่พบปัญหา อ่า...ดูเหมือนจะมีแต่คนของร้านฝั่งตรงข้ามสินะครับที่เจอ นอกจากคุณลูกจ้างของร้านใบตองแล้วไม่มีใครพบปัญหาอีกใช่หรือเปล่าครับ” ผมฉีกยิ้มเย็นมองแขกสี่คนของร้านที่ทำตัวมีปัญหา เมื่อกี้ให้เฟรมไปตรวจสอบดูแล้วเพราะคิดว่าน่าจะเป็นการจัดฉาก จงใจหาเรื่องกันมากกว่า

สี่คนนี้เป็นลูกจ้างร้านตรงข้ามที่ชื่อร้านใบตองจริงๆ ร้านนั้นเมื่อก่อนก็ขายได้พอสมควร แต่ขึ้นชื่อเรื่องบริการแย่ แถมราคาแพงจนนักเรียนนักศึกษาไม่ค่อยเข้า พอผมมาเปิดร้านไว้ฝั่งตรงข้ามไม่ใกล้จากร้านแบบนี้ เลยไปแย่งลูกค้าเขาจนเจ้าของร้านไม่พอใจแล้วแกล้งมาหาเรื่องผม

นึกว่าจะมีแต่ในหนัง กลั่นแกล้งเพราะอิจฉาแบบนี้ พบเจอได้ทั่วไปจริงๆสินะ

“พูดอะไรของนาย!”

“ก็มันแปลกนี่ครับ ถ้าเป็นอย่างที่พวกคุณว่าไว้ ทำไมมีแต่พวกคุณที่โดน”

“ใส่ร้ายกันนี่ พูดแบบนี้หาว่าพวกฉันจงใจแกล้งเหรอ”

“ใช่ เราเห็นยังไงก็พูดมาอย่างนั้น จะมาใส่ร้ายกันแบบนี้ ฉันแจ้งตำรวจนะ” ลูกจ้างร้านใบตองคนที่เหลือเริ่มโวย ดูท่าจะไม่ยอมรับกันง่ายๆ คงต้องเริ่มใช้ไม้แข็ง

ผมก้าวเข้าหาเขาอีกก้าวจนตัวแทบจะชิดกัน ฉีกยิ้มหวานหยดให้พร้อมดวงตาเป็นมิตร พร้อมกระซิบเบาๆลงข้างหู

“ถ้าคิดจะหาเรื่องร้านนี้ คิดใหม่ดีกว่านะ” ลูกค้าเจ้าปัญหาคนนั้นตัวแข็งทื่อเป็นหิน หน้าซีดเผือดยิ่งกว่าเจอผี ไม่ใช่เพราะคำพูดเรียบเย็นหรือสัมผัสคุกคามของผม แต่เพราะปืนกระบอกหนึ่งที่จี้เอวอยู่ต่างหาก

“ยังไงก็ ไปคุยกันหลังร้านดีไหมครับทุกคน” ผมถือโอกาสนั้นโอบหลังลูกค้าคนนั้นไปเลย ปืนน่ะ ซ่อนอยู่ในเสื้อ ใช้ตัวลูกค้าคนนั้นบังไว้ลูกค้าคนอื่นมองไม่เห็นหรอก

คิดจะเป็นลูกน้องมาเฟีย ถ้าไม่หัดเหี้ยมก็อยู่ไม่ได้ ถึงคุณหนูเล็กจะไม่ใช่มาเฟียจริงๆแต่ก็เป็นลูกสาวและน้องสาวสุดที่รักของมาเฟีย มันก็ไม่ต่างกันมากหรอก


ลูกค้าเจ้าปัญหาถูกผมพาเดินออกมาหลังร้าน ที่เหลือให้เฟรมกับอลินไป ‘เชิญ’ มาแล้วเรียบร้อย ก็เห็นเดินตามกันมาคงคิดว่าคนมากกว่าแถมมีแต่ผู้ชายอยากจะทำอะไรก็ได้ในที่เปลี่ยวแบบนี้สินะ

แต่พวกเขาคิดผิดแล้ว เฟรมเป็นคาราเต้สายดำ อลินเรียนยูโดถึงจะยังไม่เก่งแต่ก็ปกป้องตัวเองได้พอสมควร ผมจ้างพวกเขาเพราะเรื่องนี้เป็นอย่างที่สอง เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะเกิดเรื่องขึ้นบ้างและเผื่อเดินทางตอนกลางคืนจะได้ดูแลตัวเองได้

“คิดว่าเรียกมาขู่แบบนี้พวกฉันจะกลัวเหรอวะ ไอ้หน้าอ่อน” พอมาถึงพวกนั้นก็เปิดปากว่าก่อนเลยโดยไม่สังเกตสีหน้าเพื่อนตัวเองสักนิด

“แกล้งให้ปิดร้านดีๆไม่ชอบ อยากเจ็บตัว ไม่ได้ออกมาเจอลูกค้าอยู่แล้วนี่ หน้าแหกหน่อยคงไม่เป็นไรมั้ง”

“เฮ้ย…” เพื่อนลูกค้าชั้นเลวที่ถูกผมเอาปืนขู่ร้องบอกเพื่อนเป็นนัย แต่เพื่อนนี่ก็โง้โง่ ไม่ดูหน้าเพื่อนตัวเองเลย ผมไม่รู้จะสงสารหรือสมเพชเขาเลยที่มีเพื่อนแบบนี้

“ให้แจ้งตำรวจไหมครับพี่เค” เฟรมสะกิดผมจากด้านหลัง แต่ผมส่ายหน้า ถ้าแจ้งจะเป็นเรื่องใหญ่ ร้านผมจะเป็นที่จับตามอง

“พี่ขอจัดการแบบเงียบๆดีกว่า” พอผมพูดแค่นั้นก็เป็นอันเข้าใจกัน แต่น้องๆที่น่ารักของผมไม่เคยรู้เลยว่าผมสู้ได้ ไอ้น้องเฟรมคนดีเลยออกหน้าปกป้องผมเต็มที่โดยการมายืนบังหน้าผมแล้วผลักให้ผมไปอยู่ด้านหลังกับอลิน

เฟรมคร๊าบบบ! พี่ไม่ได้หมายความว่าจะให้หนูมาเจ็บตัวลูกกก หน้าแหกไปโรงเรียนครูน้องจะว่าพี่เอานะ

“คิดว่าเท่หรือไงวะไอ้เด็กนี่” หน้าหล่อๆกับการกระทำพระเอกๆของเคเรียกความหมั่นไส้จากลูกค้าชั้นเลวพวกนั้นได้ดีจนถึงขั้นวิ่งเข้าใส่ อย่าว่าเหอะ ขนาดผมยังแอบหมั่นไส้มันเลย เด็กบ้าอะไรโคตรหล่อ นิสัยก็ดี หุ่นก็สูงชะลูด ยืนกับผมทีไรความสูงมาตรฐานชายไทยแบบผมกลายเป็นเตี้ยไปเลย

ผลัว!

ยังไม่ทันจะได้เข้าถึงตัวเฟรม หนุ่งในลูกค้าชั้นเลวก็ถูกขายาวๆนั่นตวัดขึ้นเสยคางจนหน้าหงาย ที่เหลืออีกสองคนพุ่งเข้ามาต่อทันที เหลือก็แต่คนที่ถูกผมจี้ปืนยังคงพยายามยกมือห้ามเพื่อนอยู่แต่เพื่อนไม่ฟังสักนิด

น่าสงสารเขานะครับ

แต่ถึงเฟรมจะเก่งพอสมควร แต่สู้ในสนามกับสู้แบบนักเลงข้างถนนมันไม่เหมือนกัน พวกนั้นหมาหมู่มาเฟรมไม่สามารถใช้วิชาแยกเงาได้เพราะไม่ได้เรียนมา ดังนั้นเมื่อเห็นน้องถูกถีบกลับมา ผมก็รับร่างไว้ไม่ให้ล้มแล้วพาเด็กน้อยพุ่งเข้าไปตะลุมบอลกับพวกมันต่อ

“อลิน!”

“ค่ะพี่เค” ผมร้องตะโกนเรียกเด็กน้อยอีกคน พออลินทำท่าจะเข้ามาช่วยผมเลยรีบห้ามไว้

“เราทิ้งลูกค้าไว้ เข้าไปดูหน่อย!”

“...” ผมก็ลืมว่าทั้งร้านมีกันอยู่สามคน หอบกันมาหมดแบบนี้เดี๋ยวลูกค้าชักดาบไปใครจะตาม

อลินทำหน้าเหวอหน่อยๆแล้วก็ตั้งสติได้ พยักหน้ารับเร็วๆพร้อมกับวิ่งเข้าร้านไป

ผลัก!

เพราะมัวแต่ดูสาวน้อยของตัวเอง หมัดลุ่นๆของหนึ่งในนั้นเลยกระแทกหน้าจนปวดกลามไปหมด กลิ่นคาวเลือดคลุ้งปากจนได้รสชาติฝาดเฝื่อน

“พี่เค!” เฟรมทำหน้าตื่นตะลึง ผิดกับผมที่มองคนทำตาวาวโรจน์ ถ้าพี่ใหญ่เห็นโดนดุแน่ บังอาจมาก! ผมสวนหมัดกลับไปหนักๆ ถามว่าทำไมไม่ใช้ปืน...บอกเลยว่า ลืม! ฟัดกันอยู่แบบนั้นผมสนใจแต่ต่อยฝ่ายตรงข้ามให้ได้เท่านั้น อีกอย่างคนพวกนี้ก็ไม่ใช่ผู้ร้ายหัวรุนแรงอะไร เพราะงั้น หมัดแลกหมัดก็คุ้มแล้ว

ผลัก!

หมัดสุดท้ายของผมกระแทกหน้าพวกมันล้มลงกองกับพื้น พร้อมๆกับอีกคนถูกเฟรมถีบกระเด็นมาทับมือกัน ตอนนั้นแหละที่ผมเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีปืนอยู่กับตัวถึงได้หยิบออกมาแล้วชี้ไปทางพวกนั้นทุกคน

“กลับไป แล้วอย่ามาเหยียบที่นี่อีก ถ้าเก่งจริง สู้กันแบบแฟร์ๆ ไม่ใช่ลอบกัดแบบนี้” พวกนั้นใบหน้าซีดเผือด ผมง้างนกดังกริ๊กเป็นการข่มขู่อีกรอบ พวกมันรีบพากันลุกแล้วโกยอ้าวไม่สนหน้าตาและศักดิ์ศรีอะไรทั้งนั้น

ปืนมันไม่ใช่ของเล่นครับ ยิงจริงก็ตายจริงไม่ใช่แบบในหนัง เพราะฉะนั้นอย่าเล่นกับมันดีกว่า ถ้าไม่ติดว่าผมคุ้นเคยจนมั่นใจว่าไม่ลั่นแน่ๆ ผมไม่มีวันเอาออกมาแบบนี้

“พี่! ไปเอามาจากไหน” หันมาเฟรมมองผมตาโต ผมเลยเก็บมันเพราะเดี๋ยวเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่น้องๆ

“ของปลอมน่ะ ซี๊ดด เจ็บบบอ่าา” ตอนแรกก็ไม่เจ็บนะ แต่พอพูดเท่านั้นแหละ ไอ้บ้าเอ๊ยปากแตก ทำไมไอ้เฟรมมันไม่เป็นอะไรเลยวะ ยังหน้าหล่ออยู่เหมือนเดิม

“พี่ไปใส่ยาก่อน เดี๋ยวหน้าบวม” เฟรมทำหน้าแหยงๆแล้วรีบพาผมเข้าร้าน ฮือออ เกิดมาไม่เคยถูกต่อยหน้า เพิ่งรู้ฤทธิ์กำปั้นก็วันนี้แหละ เจ็บสัดเบยยย



อีกด้านหนึ่ง

“บอสครับ”

“อะไร”

“นี่ครับ วันนี้มีคนเข้าไปหาเรื่องที่ร้านคุณเค พวกคุณเคจัดการแล้วแต่ว่า…”

“ทำไมมีแผล” ดวงตาสีนิลหรี่มองรูปภาพในมือถือของลูกน้อง ว่าที่คนของเขาถูกเด็กในร้านช่วยพยุงไป ใบหน้ามีรอยช้ำและแผลแตกที่ปากจนเลือดอาบ

“ไปหามาว่าใครทำ แล้วจัดการซะ”

“รับทราบครับบอส”

“เรียกพวกนั้นมาด้วย ฉันให้ไปเฝ้าร้านไว้ไม่ได้ให้ไปนั่งมองเฉยๆ ซ้อมพวกมันแล้วไล่ออกซะโทษฐานไม่เข้าไปช่วยเค”

“...ครับบอส” คนของเขา นอกจากเขาแล้วไม่ว่าใครก็แตะต้องไม่ได้ คนที่มีส่วนทำให้ใบหน้านั้นมีรอย ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อมมันก็ไม่สมควรได้รับการให้อภัย!

.........................................................................................

ความคิดเห็น