facebook-icon Twitter-icon

พบกับเรื่องราวของรักต่างวัย อย่าง "ปืน" เด็กเลวอายุสิบแปดปีที่เลว และหัวรั้น แถมยังเย็นชานิ่งไม่สนใจใคร กระทั่งต้องมาปะทะกับ "บัว" สาวสวยวัยยี่สิบสี่ปี ที่อายุต่างกับเขาถึงหกปีเต็ม ที่สำคัญเธอกลับมาวุ่นวายในชีวิตของเขาที่เขาไม่ชอบสุดๆ เรื่องราวของทั้งคู่จะลงเอยยังไง? ติดตามด้วยนะคะ เป็นกำลังใจให้ไรท์ นุ้งปืนเด็กเลว กับ พี่บัวใจกล้า ด้วยนะ Sweet_Moon

ชื่อตอน : PSYCHO ROMANCE+ : INTRO

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.8k

ความคิดเห็น : 107

ปรับปรุงล่าสุด : 27 มิ.ย. 2560 16:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
PSYCHO ROMANCE+ : INTRO
แบบอักษร


PSYCHO ROMANCE+

INTRO

-PUEN TALK-

 “ไอ้ปืน นั่งสูบบุหรี่อยู่นี่เองนะมึง ตกลงไม่เข้าเรียนว่างั้น?”

“อือ”

“ตกลงเจ้ยิ้มไปไหนอะ? หรือไปเป็นแฟนกับไอ้หน้าหล่อนั่นแล้ว”

“ถ้ามึงยังอยากเป็นเพื่อนกับกูอยู่ มึงช่วยหุบปากและเลิกพูดชื่อของคนที่กูไม่อยากนึกถึงสักที!” ผมตวัดสายตามองไอ้นัทเพื่อนร่วมห้อง และเพื่อนสนิทที่นั่งกินเหล้าอยู่ มันทำหน้าเหวอไปทันทีที่ผมจับจ้องมันด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโมโหและโกรธ ปกติผมจะนิ่งอยู่แล้วไง แต่พอมันจุดประกายในสิ่งที่ผมไม่ชอบและไม่อยากได้ยินก็จะเป็นแบบนี้ล่ะนะ

ผมชื่อ ‘ปืน’ อายุสิบแปดปีเรียนอยู่ชั้นม. 6 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เป็นเวลาเข้าเรียนแล้วแต่ผมกับพวกกลับมานั่งกินเหล้าดูดบุหรี่อยู่ที่หลังโรงเรียนที่เป็นแหล่งกบดานมั่วสุมสิ่งอบายมุขต่างๆ ถึงผมจะเกเรและเลวแค่ไหน แต่สิ่งเดียวที่พวกผมไม่ยุ่งเลยคือสิ่งที่ผิดกฎหมายทุกอย่าง แต่ถ้าเป็นเหล้ากับบุหรี่อันนี้มันเป็นสิ่งที่คู่ควรกับพวกผมมานาน ผมถอนหายใจออกมาและปลดเนกไทของชุดนักเรียนออกจากคอเกือบถึงอก ฝ่ามือทั้งห้าเสยผมรองทรงสูงสีดำน้ำตาลขึ้นไปอย่างหงุดหงิด

“แล้วเจ้กันก็หนีมึงไปอยู่เกาหลี?”

“ช่างแม่งเหอะ กูไม่สนใจอะไรทั้งนั้น อยู่คนเดียวดีกว่า...”

“มึงคิดถึงเจ้ยิ้มอยู่ใช่ไหม?”

“ไอ้นัท อยากเจอหมัดหรืออยากเจอตีน!”

“โธ่ ก็พวกกูคิดถึงเจ้ยิ้มนี่หว่า มึงเปลี่ยนไปเพราะเจ้ แต่พอเจ้ไม่อยู่มึงก็กลับมาเลวจัญไรเหมือนเดิมเนี่ย” คำพูดของเพื่อนทำให้ผมฉุกขึ้นมา มันก็จริงนะ ที่ผมอยากเปลี่ยนตัวเองมันก็เป็นเพราะว่ายิ้มคอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างผมมาตลอด แต่พอผมได้รู้เรื่องราวบางอย่างที่เธอกับพี่สาวของผมทำ มันก็เลยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมเปลี่ยนก็เริ่มถอยลงๆ จนกระทั่งผมมายืนที่จุดเดิมอีกครั้ง

“ถ้าพวกมึงยังไม่จบเรื่องนี้ กูกลับบ้านก่อนแล้วกัน”

“อ้าวเฮ้ย เดี๋ยวดิ!” ผมลุกขึ้นหยิบกระเป๋าเป้มาสะพายข้าง ก่อนจะเดินออกจากประตูหลังโรงเรียนที่เป็นแหล่งกบดานของผม มือซ้ายของผมล้วงกระเป๋ากางเกงส่วนอีกข้างก็คีบบุหรี่สูบอย่างนิ่งๆ เงยหน้ามองท้องฟ้า พลันให้คิดถึงวันที่เจอกับยิ้มและไอ้เวรนั่น... แต่ก็ช่างเหอะ ผมไม่คิดจะจำหรอก ในเมื่อผมตัดสินใจแล้วว่าจะลืมทุกคนให้หมด ลืมให้หมด จนเหลือแค่ผมคนเดียวที่อยู่บนโลกใบนี้

สองเท้าของผมเดินตรงมายังสถานที่ที่เรียกว่าย่านการค้าชื่อดัง รอบกายของผมถูกสายตาของหญิงสาวจับจ้องไม่วางตา ผมรู้ดีว่าผมไม่ใช่คนที่ดูดีอะไร แต่ทว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบผู้ชายเลวๆ และผมก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ถึงผมจะเลวแค่ไหน ผมก็มีสติและคิดจะช่วยเหลือสังคมอย่างที่ผมกำลังจะทำอยู่ตอนนี้

“ยายจะยกของไปไหน?”

“เออ อูยปวดหลัง... ยายจะยกไปที่ร้านหัวมุมนี่แหละพ่อหนุ่ม”

“เหรอ งั้นผมยกให้แล้วกัน ยายเดินนำไป” ผมก้มลงยกลังของทั้งหมดสามใบก่อนจะมองยายที่ยิ้มให้กับผมและเดินนำผมไปที่หัวมุมร้านค้าขายของชำเก่าแก่

“ขอบใจนะพ่อหนุ่ม เดี๋ยวๆ เอานี่ไปกินก่อน”

“ไม่เป็นไร ผมจะกลับแล้ว”

“ไม่ได้ๆ ยายอยากให้ รับไว้นะ” ร่างของยายคนนั้นเดินหายไปในร้านและออกมาพร้อมกับถุงใส่น้ำสีเหลืองๆ เป็นการผูกถุงแบบสมัยก่อนที่ใช้ยางมัด ผมยกมือไหว้และรับมันมาดื่ม

“น้ำเก๊กฮวย ยายทำกับมือ ถ้าว่างๆ ก็มานั่งเล่นที่ร้านยายได้นะ” รสชาติของน้ำในมือมันเหมือนกับรสชาติของฝีมือแม่ผมเลย นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้กลับไปเหยียบที่บ้านหลังจากที่พ่อออกปากไล่ผมและด่ากราดว่าผมเป็นลูกที่เลว ทั้งที่ผมไม่ได้เป็นแบบนั้น แต่ในเมื่อทุกคนอยากให้ผมเป็นแบบนั้น ผมก็เลยเลือกที่จะหันหลังให้กับครอบครัวและออกมาอยู่ข้างนอกกับกัน แต่ถึงอย่างนั้นเงินเดือนทุกเดือนก็เข้าบัญชีผมไม่ขาด จิตใจของผมแข็งแค่ไหนก็คิดดูว่าผมไม่เคยกลับไปที่บ้านเลยแม้แต่วันที่เจอกับพ่อและแม่อีกครั้ง ผมเดินไปตามย่านการค้าอีกครั้ง แต่ทว่ากลับเห็นว่ามีอะไรบางอย่างกำลังวิ่งตรงเข้ามาหาผมที่ยืนอยู่บนถนนคนเดียว เพราะคนรอบๆ ข้างกลับแหวกทางและหลบหนีสิ่งที่กำลังพุ่งตรงเข้ามา

“เฮ้ยหลบไปไอ้เด็กเวร!”

“ช่วยด้วยค่ะ ไอ้บ้านั่นมันกระชากกระเป๋าฉัน!” น้ำเสียงเล็กแหลมดังขึ้นมาและด้านหลังของผู้ชายร่างสูงที่วิ่งตรงเข้ามาหาผมหรือผู้หญิงคนนั้นจะเป็นเจ้าของกระเป๋า ผมยืนนิ่งอยู่แบบนั้นเพื่อรอให้คนร้ายวิ่งตรงมาใกล้ก่อนจะ...

ผลัวะ!

“อ๊ากกกก... หน้ากู!” หมัดของผมกระแทกเข้าที่เบ้าหน้าจนมันล้มลงกับพื้น แต่ทว่าฤทธิ์มันยังไม่หมด ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นและซัดหมัดเข้าที่ใบหน้าของผมจนถุงน้ำหลุดออกจากมือ ผมยกมือเช็ดเลือดที่มุมปากออกไปและมองถุงน้ำเก๊กฮวยที่ถูกดูดไปแค่ไม่กี่ทีเป็นอันต้องตกลงสู่พื้น

“มึงทำน้ำกูหก มึงรู้ไหมว่ายายให้กูมากินฟรีๆ”

“เหอะ แล้วมึงเสือกอะไรด้วยไอ้เด็กเวร ถอยไปถ้าไม่อยากเจอตีนกู!” ผมยกยิ้มก่อนจะตรงไปกระชากหนังหัวมันและชกหน้ามันอย่างแรงจนคนแถวนั้นร้องด้วยความหวาดกลัว มันยังสามารถเอี้ยวตัวมาชกหน้าผมอีกครั้งด้วยนะ เหอะ

ตุ้บ!

“ตำรวจมา! ตำรวจมา!” เสียงรอบคอบบ่งบอกให้รู้ว่าพ่อของคนร้ายได้มาเยือนแล้ว มันผลักผมจนล้มลงไปและวิ่งหนีแหวกฝูงชน ส่วนผมก็เช็ดเลือดที่มุมปากที่ไหลอาบก่อนจะมองข้อมือตัวเองที่ถูกใส่กุญแจมือจากพ่อสองคนที่สวมชุดสีกากีอยู่

“จับผมเรื่องอะไร?”

“โจรขโมยกระเป๋า หลักฐานคามือเลยนะ เป็นเด็กเป็นเล็ก ริอาจเป็นขโมยลุกขึ้นเลย!” ผมดุนดันลิ้นในปากและตวัดสายตามองคนที่ยืนมองผมก่อนจะพากันเดินหนีไป เหอะ ไม่มีใครเป็นพยานให้เลยหรือไง? ทำดีแล้วได้ดีไหมวะเนี่ยไอ้ปืน! ผมลุกขึ้นและถูกใส่กุญแจมือไว้ด้านหลังก่อนที่จะมีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งที่วิ่งหอบหายใจมาหยุดตรงหน้าผมโดยที่ผมไม่เห็นใบหน้าของเธอ

“กระเป๋าของคุณครับ เราจับคนร้ายได้แล้ว”

“แฮ่กๆ ไหนคะ ไอ้บ้านั่นมัน...!”

ใบหน้าสวยเก๋ตามแบบฉบับผู้หญิงเกาหลีแต่ดูยังไงเธอคนนี้ก็สวยธรรมชาติ ผมสีดำน้ำตาลยาวเป็นลอนถูกมัดขึ้นไปเป็นหางม้า เธอสวมกางเกงขาสั้นผ้าเนื้อดีสีขาวกับเสื้อกล้าสีชมพูเผยให้เห็นผิวที่ขาวอมชมพู ริมฝีปากแดงนูน ดวงตาคมโตมองสบตากับผมอย่างมึนงง

“ไม่ใช่คนนี้นะ”

“เอ๋? แต่ว่าหลักฐานอยู่คามือของเด็กคนนี้นะครับ”

“ไม่ใช่ คนที่กระชากกระเป๋าฉัน ไม่ได้หน้าตาหล่อลากขนาดนี้นะ” ผมมองเธออย่างใช้ความคิดราวกับว่าเคยเจอกับเธอที่ไหนมาก่อนแต่นึกไม่ออก ไม่ต่างจากเธอที่จับจ้องมองผมราวกับใช้ความคิดเช่นกัน เธอเดินตรงมาหาผม และถึงแม้จะสวมรองเท้าส้นสูงแค่ไหนเธอก็สูงแค่ระดับคางผมแค่นั้น ความจริงผมสูง 185 ซม. เป็นความสูงที่ใครๆ ก็อิจฉา เพื่อนผมบอกเสมอว่าอยากสูงให้ได้เท่าผม และต้องหน้าตาแบบผมด้วยถึงจะมีสาวๆ กรี๊ด แต่ผมสนใจที่ไหนล่ะ

“นาย... หน้าคุ้นมาก”

“จะจับผมอีกนานไหมครับคุณตำรวจ”

“เออ ว่าไงครับคุณผู้หญิงตกลงใช่คนที่กระชากกระเป๋าคุณหรือเปล่า?”

“ก็บอกแล้วไงคะว่าไม่ใช่ คนร้ายคนนั้นไม่หล่อลากขนาดนี้หรอก...”

“งั้นเหรอครับ แสดงว่านายต่อสู้กับคนร้ายแล้วมันหนีไปได้งั้นเหรอ?”

“ครับ” และผมก็ถูกปล่อยตัวก่อนที่ตำรวจจะออกไปตามหาคนร้ายตัวจริงต่อไป ผมยกมือลูบข้อมือตัวเองที่ถูกกุญแจมือบีบรัดแน่นไปหน่อย ก่อนจะก้มลงเก็บกระเป๋าตัวเองและกระเป๋าของเธอคนนี้คืนให้

“ทีหลังก็ระวังด้วยนะ แถวนี้โจรมันเยอะ”

“...”

“มองหน้าฉันทำไม? หน้าฉันเหมือนญาติฝ่ายไหนของเธองั้นเหรอ”

“นี่เด็กบ้า! ก็แค่นายหน้าตาคุ้นๆ มากเลยอะ เราเคยเจอกันมาก่อนไหม?”

“เคย... ตอนนี้ไง” ผมปัดฝุ่นที่อยู่บนร่างกายตัวเองให้ออกไป ก่อนจะเดินสวนเธอคนนี้ที่ยังคงยืนมึนงงอยู่ ซวยจริงๆ เลยนะ น้ำเก๊กฮวยของยายคนนั้นอร่อยด้วยสิ ดูดไปไม่กี่ทีเอง จะกลับไปขอกินฟรีอีกก็ยังไงอยู่นะ โหย กลับบ้านไปนอนเล่นเกมดีกว่า

“ปืน!”

“หือ? เธอ... ว่าอะไรนะ” ร่างของผมหันไปตามเสียงเรียก ก็พบว่าหญิงสาวรุ่นพี่ ใช่เธอแก่กว่าผมแน่แต่ทว่าเธอดูเด็กมากหรืออาจจะเพราะเธอเป็นคนตัวเล็กก็เลยทำให้ดูเด็ก แต่ที่แน่ๆ เธอแก่กว่าผมไง ร่างสวยกึ่งวิ่งกึ่งเดินมาหาผมพร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส

“นายชื่อปืนใช่ไหม? จำฉันไม่ได้เหรอ ที่เราเคยเจอกันตอนไปกินจิ้มจุ่มอะ กับยิ้มไง”

“จำไม่ได้” ผมปฏิเสธไปทันทีและนึกภาพตาม ก็จำได้ลางๆ ว่าเธอคนนี้มากับไอ้ไพเรท แถมยังเป็นเพื่อนกัน และใช่เราเจอกันครั้งนั้นและเจอกันอีกครั้งตอนที่ผมเจอกับยิ้ม ผมเบ้ปากและหันหลังหนีเพราะไม่อยากจะเสวนากับคนที่ผมไม่ชอบขี้หน้า แต่เป็นเพราะว่าเธอเป็นเพื่อนกับไอ้ไพเรทไง ผมเลยไม่ชอบ!

“เดี๋ยวสิ จำฉันไม่ได้จริงๆ เหรอปืน... บัวไง ฉันชื่อบัว”

“ใครถามไม่ทราบ?”

“แต่ปืนช่วยฉันไว้นะ อย่างน้อยให้ฉันตอบแทน”

“ไม่ต้อง” บัวเหรอ? ชื่อของดอกไม้ที่อยู่ในบึง ออกดอกบานสะพรั่งทุกฤดู แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ผมสะบัดหน้าตัวเองและเดินหนีร่างสวยที่ยังคงตามผมอยู่แบบนั้น

หมับ

“เดี๋ยวสิ อย่างน้อยให้ฉันพานายไปโรงพยาบาลทำแผลหน่อยดีกว่านะ”

“ก็บอกว่าไม่ต้องไง เลิกวุ่นวายสักที!”

“เฮ้ยนั่นมันไอ้ปืนหรือเปล่าวะ?” ผมมองเลยหลังของบัวที่คว้าข้อมือของผมไว้ แต่ทว่ากลุ่มชายต่างโรงเรียนเกือบสิบคนจ้องมองผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม อันที่จริงมันคืออริต่างโรงเรียนที่ผมเคยไปมีเรื่องมานี่หว่า เอาไงดีล่ะ ความจริงผมตัวคนเดียวก็ไม่เท่าไหร่หรอกนะ แต่ดันมียัยบ้านี่ตามมาอีก อะไรมันจะซวยขนาดนี้วะ!

“วิ่ง”

“เอ๋? ให้ฉันทำอะไรนะ”

“วิ่งสิวะ!”

“เฮ้ย แม่งตามไป!” ฝ่ามือของผมคว้ามือที่นุ่มนิ่มของบัวและพาเธอวิ่งไปด้วยกัน อันที่จริงผมจะไม่สนเธอก็ได้นะ แต่เธอก็ไม่ได้ผิดอะไรนี่ แต่ถ้าหากว่าเธอถูกไอ้พวกนั้นเข้าใจผิดล่ะ? โอ๊ย! ปวดหัวเว้ย ผมไม่ได้หันกลับไปมองเธอด้วยซ้ำว่าจะวิ่งตามผมทันหรือเปล่าแต่ทว่าผมกลับวิ่งๆ วิ่ง อย่างเดียว โดยไม่คิดชีวิต เพราะถ้าเกิดมากันเป็นพวก ผมคงไม่ต้องหนีแบบนี้หรอก

“แฮ่กๆ ปะ ปืน ฉันไม่ไหวแล้วเจ็บเท้า”

“โธ่เว้ย!” ผมหันกลับไปมองใบหน้าสวยที่เต็มไปด้วยเหงื่อมากมายและฝ่าเท้าของเธอที่แดงเพราะสวมส้นสูงวิ่ง ก่อนจะพาเธอหนีไปกระทั่งมาถึงทางตัน

“ทะ ทำไงดี ทางตัน”

“แม่งเอ่ย... มานี่!” สายตาของผมเหลือบไปเห็นซอยแคบๆ ที่มีแต่ต้นไม้ที่ขึ้นรกร้างก็พาร่างบางไปแอบอยู่ในนั้น ผมยืนหันหลังพิงกับต้นไม้โดยมีร่างของบัวยืนอยู่ด้านหน้าพร้อมกับชะโงกออกไปมองพวกอริผมที่หยุดอยู่ตรงนั้น ในมือพวกมันมีอุปกรณ์ครบเลยด้วย ถ้าผ่านตรงนี้ไปได้ผ่านไปไม่กี่ซอยก็จะถึงบ้านของผม แต่ถ้าพวกมันยังอยู่ตรงนี้มีหวังผมได้จบอยู่ตรงนี้แน่ ผมหอบหายใจเหนื่อยและหันไปมองร่างบางที่หน้าซีดไปหมด บัวเงยหน้าสบตากับผมจนรับรู้ถึงลมหายใจที่รดกันไปมา ฝ่ามืออุ่นของเธอวางอยู่ที่แผงอกของผมที่เต้นรัวเพราะวิ่งมาไกล ส่วนฝ่ามือของผมก็โอบเอวบางไว้ จนกระทั่งเราทั้งคู่ผละออกจากกันเมื่อรู้สึกตัว

“โทษทีที่ต้องมาให้เจออะไรแบบนี้ เดี๋ยวฉันจะล่อมันไปอีกทาง เธอก็ออกจากตรงนี้ได้แล้ว”

“เดี๋ยวสิ ถ้านายออกไปต้องโดนยำแน่ มาด้วยกันก็ต้องออกไปพร้อมกันสิ”

“แต่เธอไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะงั้น...”

“เฮ้ย แม่งกูได้ยินเสียงคุยกันออกมาจากตรงนั้นวะ มึงไปดูดิ!” ผมหันกลับไปมองพวกมันที่ส่งคนให้เดินเข้ามาในซอยแคบๆ ซวยล่ะสิ ทางที่ผมแอบไม่สามารถหนีได้แล้วด้วย

หมับ

ร่างบางสวมกอดเอวผมแน่น พร้อมกับใบหน้าที่ซบลงกับอกของผม บัวดูตื่นตัวมากเพราะตัวเธอสั่นจนผมเม้มปากตัวเอง ฝ่ามือของผมรวบเอวบางให้แนบชิดกับร่างกายของผม ใบหน้าของผมเลื่อนเข้าไปใกล้กับใบหน้าของเธอบริเวณข้างใบหู

“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ปล่อยให้มันมาทำอะไรแน่ๆ” ใบหน้าของบัวเงยหน้าขึ้นเลยทำให้ใบหน้าของเราสองคนชนกัน ริมฝีปากเฉียดกันจนรับรู้ถึงความร้อนระอุในกาย ผมสบตากับบัวอย่างนิ่งๆ ก็พบว่าเธอหน้าแดงมาก สงสัยจะกลัว ผมเลยกระชับเอวเธอให้ใกล้กับตัวเองมากยิ่งขึ้น

“บอกแล้วไงว่าไม่ต้องกลัว หน้าแดงหมดเลยนะ”

“อะ เออ ปะ เปล่ากลัว...”

“แล้วหน้าแดงทำไมถ้าไม่ได้กลัว?” ผมมองเธอด้วยสีหน้าสงสัย บ้าหรือเปล่า? หรือเพราะมันร้อนวะ แต่ช่างเหอะ ยังไงก็จะให้คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยมาโดนลูกหลงไม่ได้หรอก ผมหันไปมองพวกมันที่กำลังเดินมาถึงเราสองคนที่แอบอยู่หลังต้นไม้

“เฮ้ย ไม่ต้องแล้ว มีคนเห็นไอ้ปืนอยู่ทางนู้น ไป!” เสียงลมหายใจของผมพ่นออกมาอย่างโล่งใจ ก่อนจะผละตัวออกจากร่างบางและเดินออกไปดูพวกมันที่วิ่งไปอีกทางแล้ว

“เวรจริง กว่าจะไปได้นะพวกมึง” ผมหันกลับไปมองบัวที่เดินออกมาด้วยท่าทางที่โซเซจนผมขมวดคิ้ว ใบหน้าของเธอยังคงแดงกร่ำจนผมเอียงคอมองเธอ

“ทำไมหน้ายังแดงอยู่ เลิกกลัวได้แล้ว มันไปหมดแล้ว”

“ระ รู้แล้วล่ะนา”

“งั้นแยกกันตรงนี้แล้วกัน โทษด้วยที่พาเธอมาเจอเรื่องซวยๆ เดินไปทางนั้นก็จะออกไปที่ย่านการค้าแล้ว” นิ้วมือผมชี้ไปที่ทางแยกที่ไม่ได้เปลี่ยวเท่าไหร่ เพราะเดินไปไม่ถึงหนึ่งนาทีก็จะทะลุไปที่ย่านการค้าแล้ว ส่วนผมก็หันหลังกลับไปอีกทางที่สามารถทะลุไปถึงปากซอยทางเข้าบ้านเหมือนกัน

ตุ้บ!

เสียงอะไรบางอย่างล้มลงทำให้ผมหันหลังกลับไปดูก็พบว่าร่างของบัวล้มฟุบกับพื้นดินที่ร้อนระอุ ผมวิ่งไปช้อนร่างบางมาดูก็พบว่าใบหน้าของเธอแดงไปหมด ตัวของเธอก็เย็นด้วย

“ลมแดดเหรอวะ? ฉิบหาย วันซวยของกูจริงๆ สินะ!” ผมโมโหตัวเองที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้ แต่ถึงแบบนั้นก็ช้อนร่างบางที่ตัวเบาหวิวมาไว้ในอ้อมแขน และพาเธอเดินกลับไปที่บ้าน โดยที่ไม่ได้หนักอะไรเลย ตัวเบาแบบนี้กินอะไรบ้างหรือเปล่าวะเนี่ย!

เมื่อมาถึงบ้านผมก็วางร่างบางลงที่โซฟาก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำไป และออกมาพร้อมกับกะละมังผ้าเช็ดตัวผืนเล็กสีฟ้า ผมนั่งลงข้างเธอและปัดปอยผมที่ผละใบหน้าสวย ผมจับจ้องใบหน้าของเธออย่างนิ่งเฉย เธอเป็นคนที่สวยมากๆ เลยนะ หุ่นดี แต่ก็นั่นแหละไม่ได้ทำให้ผมหวั่นไหวหรอก ผมเช็ดใบหน้าให้เธออย่างแผ่วเบา ไปตามลำคอขาว และแขนทั้งสองข้าง เธอเป็นคนที่แต่งตัวแบบไหนก็ดูดีไปหมดเลยสินะ เคยเห็นผู้หญิงแต่งตัวโป๊ๆ แต่งตัวน่ารักๆ แปลกๆ มาก็เยอะ แต่สำหรับบัวแล้ว ต่อให้เธอเอาผ้าม่านมาคลุมแค่ตัวเธอก็ยังดูดีในสายตาของผมนะ พูดง่ายๆ เธอเป็นคนแรกล่ะมั้งที่ดึงดูดสายตาผมเรื่องการแต่งตัว นอกนั้นก็ไม่ได้มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่

Rrr

เสียงมือถือของบัวดังขึ้นในกระเป๋า ผมตัดสินใจที่จะไม่ยุ่งกับของๆ เธอ แต่ทว่าปลายสายก็ยังคงโทรมาติดกันจนผมที่เดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินไปทำกับข้าวกิน กระทั่งมานั่งเล่นเกมอยู่ข้างเธอก็ต้องถือวิสาสะหยิบมือถือเธอออกมาดู


‘KIN UNCLE’

“อาคิน?” ผมมองปลายสายและลังเลที่จะกดรับ แต่ทว่าอาของบัวโทรมา... มันก็ดีนะ เพราะจะได้ให้เขามารับเธอ มาอยู่ที่บ้านกับเขาแบบนี้มันไม่ดีเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญเขาเองก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งในบ้านด้วยถ้าไม่สนิทกัน

“สวัสดีครับ”

(“บัวอยู่ไหน? แล้วใครพูด”) น้ำเสียงเข้มดังขึ้น ทำให้ปืนพอจะรู้เลยว่าอาคนนี้น่าจะเป็นคนที่ดุแค่ไหน

“คือบัวอยู่ที่บ้านผม เธอเป็นลมผมก็เลยช่วยเธอไว้”

(“อยู่ที่ไหน! บอกที่อยู่มา ฉันจะไปรับบัว”) ผมขมวดคิ้วและบอกปลายสายไปซึ่งเขาก็ดูรีบร้อนจนผมงงเหมือนกัน แต่ก็ช่างเถอะ รีบๆ ให้ยัยนี่ไปน่ะดีแล้ว เดี๋ยวพวกเพื่อนผมมาก็จะมาเห็นหาว่าเป็นเมียใหม่ผมอีก และผมเป็นพวกที่ไม่ชอบอธิบายด้วยสิ

“อื้อ...” ร่างบางขยับตัวไปมา จนผมผละสายตาจากจอเกมและหันไปมองเธอที่ลืมตาขึ้น บัวลุกขึ้นนั่งและกุมศีรษะของตัวเอง ก่อนจะมองสบตากับผม

“ฉันเป็นอะไรเหรอ?”

“เธอเป็นลม ฉันเลยพามาที่บ้านของฉัน... แต่เดี๋ยวจะมีคนมารับเธอแล้วล่ะ”

“ใคร?”

“ก็มีคนโทรมาหาเธอ ชื่อคิน ฉันเลยบอกที่อยู่ไปแล้ว”

“อะ อะไรนะ!” บัวเบิกตากว้างและนอนคว่ำหน้าลงกับโซฟาอีกครั้งจนผมมึนงงกับท่าทางของเธอ ใบหน้าสวยหันมามองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“อะไรของเธอ มองฉันแบบนี้ทำไม?”

“ปืนอะ ไม่น่าไปบอกเลย...” สีหน้าของเธอดูแย่มากจนผมเองก็ไม่ได้สนใจอะไร ผมเดินเข้าครัวไปเทน้ำเย็นมาให้เธอเพื่อรอให้อาของเธอมารับ บัวนั่งขัดสมาธิและรับน้ำจากมือผมไปดื่มจนหมดแก้ว เธอก็มองค้อนผมอีกครั้ง

“คนใจร้าย ทำไมต้องบอกอาคินด้วยว่าฉันอยู่ที่นี่!”

“อ้าว แล้วฉันจะไปรู้เหรอ เขาดูห่วงเธอนี่นา ที่สำคัญฉันไม่ชอบให้ใครมาอยู่ที่บ้านฉันนานๆ ด้วย”

“แต่นายก็พาฉันไปเจอเรื่องร้ายๆ นะ”

“ตอนนี้ก็โอเคแล้วปะวะ! รีบๆ ไสหัวเธอออกไปเหอะนา” ผมออกปากไล่เธอเพราะไม่ชอบที่เธอเป็นเพื่อนกับไอ้ไพเรท ร่างบางลงมานั่งข้างล่างกับผมก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างแรง

“เฮ้อออ... ว่าแต่นายอยู่คนเดียวเหรอ?”

“อืม”

“จริงสิ แผลนาย” จู่ๆ บัวก็ประคองแก้มทั้งสองข้างของผมให้หันไปมองเธอ สายตาคมมองลงมาที่ริมฝีปากของผม ซึ่งแน่นอนว่ามันบวมเพราะโดนชก เธอเม้มปากตัวเองก่อนจะใช้นิ้วโป้งลูบไล้ไปมาที่บาดแผลของผม

“เจ็บไหมอะ?”

“เจ็บ และก็นะปล่อยมือด้วย” ผมปัดมือเธอออกไป และหันไปจับจ้องเกมในจอทีวีขนาดใหญ่ต่อ เรานั่งกันอยู่แบบนั้นโดยไม่พูดอะไรกันเลยกระทั่งเสียงรถดังขึ้นบัวขยับเข้ามาใกล้ผมและเขย่าแขนผมด้วยสีหน้าที่เว้าวอน

“อาคินมาแล้วแน่เลย นายออกไปบอกเขาได้ไหมว่าฉันกลับไปแล้ว นะๆ ปืน”

“เฮ้ย! อย่ามาตลกนา ออกไปเลยไป เดี๋ยวเพื่อนฉันจะมาแล้ว!”

“ปืน ฉันขอร้องล่ะนะ”

“ไม่!” บัวถูกผมกระชากข้อมือให้เดินออกมาจากบ้าน ก่อนจะมองรถหรูที่แสนจะแพงกับร่างสูงใหญ่ของชายวัยประมาณสามสิบต้นๆ เขาดูดีและแต่งตัวด้วยชุดสูทสีน้ำเงิน ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมหรี่มองมือของผมที่จับมือบัวอยู่ ใบหน้าของเขาดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ก่อนจะถือวิสาสะเดินมาเปิดประตูบ้านผมทั้งๆ ที่ผมยังไม่ได้เปิดออกไป

หมับ

“ปล่อยมือบัวด้วย”

“...” น้ำเสียงเข้มทำให้ผมปล่อยฝ่ามือบางที่ไม่ยอมปล่อยมือผม บัวดูสั่นๆ ยังไงไม่รู้ แต่ทว่าผมก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะคิดว่าเธออาจจะกลัวอาตัวเองดุมากกว่า ผมพยายามปล่อยมือเธอแต่บัวก็บีบมือผมแน่น จนอาของเธอมองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจอย่างสุดๆ

“บัว ปล่อยมือมัน”

“บัวจะกลับเอง อาคินปล่อยมือบัวก่อน”

“อาจะไม่ให้บัวกลับเอง หรือจะให้อาเอาเรื่องที่บัวมาอยู่กับเด็กคนนี้ไปบอกพ่อบัวดีล่ะ”

“บัวโตแล้วนะอาคิน บัวอายุยี่สิบสี่แล้ว บัวโตพอที่จะมาอยู่กับใครสักคนที่บัวไว้ใจ...”

“งั้นเหรอ? ถ้างั้นก็กลับเองเลยสิ แล้วเราจะได้เห็นดีกัน บัวก็รู้ว่าอาทำจริง” ผมมองบัวที่กัดริมฝีปากของตัวเองแน่น ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยมือผมออกไป เธอถูกอาของเธอพาตัวไปแต่ไม่วายก็ยังหันมามองผมด้วยสีหน้าที่เหมือนจะงอนๆ

“นายมันใจร้ายปืน นายมันบ้า!”

“กล้าดียังไงมาว่าฉันวะ ยัยนี่” บัวชี้หน้าผมก่อนจะขึ้นรถและขับออกไป ส่วนผมก็รู้สึกตงิดๆ กับการกระทำของทั้งสองคนที่เกิดขึ้นเมื่อกี้ หรือว่าผมจะคิดไปเองวะ ช่างแม่งเหอะ ยังไงก็ไม่ได้เจอกันอีกอยู่ดีอะ!

“ไอ้ปืน พวกกูมาแล้ว”

“อ้าวมาแล้วเหรอ?”

“เออ มีใครมาด้วยนะ... มึงคงจะดีใจ หุหุ” ผมขมวดคิ้วให้กับเพื่อนตัวเองที่เดินชนผมเข้าไปในบ้านพร้อมกับสาวน้อยที่มันควงเข้าไป และผมก็เข้าใจในสิ่งที่พวกมันพูด เมื่อร่างบางเดินมาหยุดตรงหน้าผม ใบหน้าหวานน่ารัก มีผมสีดำปะบ่า ดวงตากลมโตและริมฝีปากที่กำลังยิ้มให้กับผมอยู่ ผมยกยิ้มขึ้นมา แน่นอนว่าเธอคนนี้เป็นผู้หญิงอีกคนที่ทำให้ผมรู้สึกดีเวลาที่อยู่ด้วยกันนอกจากยิ้มอะนะ

“จอย”

-PUEN TALK END-

ด้านบัวตอนนี้กำลังนั่งรถไปกับอาคินที่เป็นน้องชายของพ่อเธอ อันที่จริงคินไม่ได้เป็นอาแท้ๆ ของเธอ แต่กลับเป็นคนที่ย่าของเธอเก็บมาเลี้ยง เขาไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับครอบครัวเธอเลย แต่ทว่าเขามีศักดิ์เป็นอาของเธอเพราะทำงานให้กับพ่อเธอ ที่สำคัญเป็นคนที่ย่าของเธอรักมาก ย่าของเธอรักเขาเหมือนกับลูกชายคนหนึ่ง และพ่อของเธอก็รักเขาเหมือนกับน้องชายคนหนึ่ง ซึ่งพ่อและครอบครัวของเธอไว้ใจเขามาก แต่สำหรับเธอแล้วไม่เลยสักนิด

“บัว ไปอยู่กับไอ้เด็กนั่นได้ไง มันเป็นใคร?”

“อาจะอยากรู้ไปทำไม มันเรื่องของบัว”

“จะให้อาพูดเรื่องนี้กับพ่อเราดีไหมล่ะ?”

“อาจะใส่ไฟอะไรบัวอีกล่ะ ตั้งแต่ตอนเรทแล้ว แต่ดีนะที่ว่าพ่อเขาเชื่อบัว”

“แต่ถ้าเรื่องไอ้เด็กนั่นคงไม่... หึ” สีหน้าของเขาหันมาสบตากับเธออย่างเหนือกว่า ที่บัวต้องไปอยู่เมืองนอกเพราะนอกจากจะไปเรียนด้านดีไซน์เนอร์แล้ว เธอยังต้องการหนีไปจากผู้ชายคนนี้ที่สามารถทำทุกอย่างเพื่อให้เธออยู่กับเขา ใช่ เขาคิดกับเธอมากกว่าหลานไง ซึ่งบัวรู้ดีว่าเขาคิดยังไง และไพเรทก็รู้ถึงได้พยายามปกป้องเธอมาเสมอเวลากลับไปที่บ้าน

“บัวจะกลับคอนโด บัวไม่กลับบ้าน”

“ต้องกลับ เพราะว่าอาจะพาบัวกลับ”

“แต่...”

Rrr

เสียงมือถือของบัวดังขึ้น ทำให้คินหยุดชะงักและพยายามฟังว่าใครโทรมาหาบัว ร่างบางหยิบมือถือขึ้นมาจากที่กำลังหงุดหงิดก็ยิ้มออกมาทันทีและไม่รีรอที่จะรีบรับสาย

“พี่นับแสน”

(“ไงครับ ไปอยู่ที่นู้นลืมพี่หรือยัง?”)

“บัวไม่เคยลืมพี่แสนเลยนะ บัวคิดถึงพี่จังเลย” บัวยิ้มออกมาที่ได้ยินน้ำเสียงนุ่มลึกและอบอุ่นของรุ่นพี่ของเธอที่ชื่อว่านับแสน เขาเป็นรุ่นพี่หรือพูดง่ายๆ เลยคือเขาเป็นคนที่เธอสนิทมากที่สุดที่ไปเรียนอยู่ที่เมืองนอก นับแสนอายุยี่สิบห้าปี เขาเป็นผู้ชายที่อบอุ่น หล่อน่ารัก และเขาก็ห่วงใยเธอเหมือนกับพี่น้อง แต่ทว่าตอนที่เธอกลับมาเขาก็กำลังทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าแบรนด์ผู้ชายอยู่ ทำให้เธอไม่ได้ลาเขาและก็ไม่ได้ติดต่อเขาเลย

(“พี่ก็คิดถึงบัวนะ อืม อีกประมาณอาทิตย์กว่าๆ พี่จะบินไปหาบัวนะ”)

“จริงเหรอคะพี่แสน พี่พูดจริงๆ นะ”

(“จริงครับ พอดีพี่จะไปเปิดร้านที่นั่นด้วย บัวช่วยงานพี่ด้วยนะ”)

“ได้เลย สำหรับพี่แสนบัวให้ได้ทุกอย่าง บัวคิดถึงพี่ที่สุดเลย” ใช่ เธอคิดถึงเขา เพราะอย่างน้อยคนที่เธอไว้ใจได้นอกจากไพเรทแล้วก็มีนับแสนที่หวังดีกับเธอเสมอมา และเขาก็รู้ด้วยว่าคินคิดยังไงกับเธอ ตอนแรกที่เธอมาเขาก็ค้านและอยากจะตามมาด้วย แต่พอเธอบอกว่าไม่ต้องห่วงเพราะเพื่อนของเธอดูแลเธอได้ แต่ตอนนี้ไพเรทกับยิ้มไปยุโรป และเธอก็ให้สัญญากับไพเรทไว้ว่าจะเข้มแข็งกับเรื่องนี้ ส่วนเพื่อนเธออย่างภูผา รายนั้นไม่หวังจะพึ่งพาหรอก... ก็มีแต่นับแสนเนี่ยล่ะ

(“เอาเป็นว่าเดี๋ยวเจอกันนะครับ”) บัววางสายจากนับแสน เธอก็หันไปมองคินที่ดูไม่พอใจ ก่อนที่รถจะเลี้ยวเข้ามาจอดในบ้านที่เธอไม่อยากจะย่างกายเข้ามาเหยียบ เพราะถ้าเธอเข้ามาแล้ว เธอก็จะเหมือนลูกนกที่อยู่ในกรงของคินที่ตอนนี้กำลังโน้มตัวมาจนใบหน้าของเขาแทบจะจูบกับเธอ

“มันเป็นใคร?”

“อาจะอยากรู้ไปทำไม รู้แค่ว่าบัวคิดถึงเขามากก็แค่นั้นพอ”

“บัว! บัวคือของอานะ ใครหน้าไหนก็ห้ามแตะต้อง” ฝ่ามือร้อนจับมือของบัวไปบีบอย่างแน่น จนเธอบิดมือให้ออกไปแต่ทว่าเธอกลับสู้แรงเขาไม่ได้เลยสักนิด คินยกยิ้มที่มุมปากก่อนจะไล่จมูกไปตามลำคอที่หอมหวาน บัวใช้ฝ่ามือผลักอกแกร่งให้ออกไป แต่ทว่าเขากลับคว้าข้อมือเธอไว้ และวางไปที่หน้าขาของเธอ

“คืนนี้ปิดประตูให้ดีนะ อาจะจับบัวลงโทษแน่ๆ”

“ฝันไปเถอะ บัวจะไม่อยู่ที่นี่!”

“เหรอ? เดี๋ยวรู้กันว่าอาจะทำให้บัวนอนที่นี่ได้หรือเปล่า... บัวหนีอาไม่พ้นหรอก สักวันบัวก็ต้องเป็นเมียอา”

บัวเบือนหน้าหนีคินก่อนที่เขาจะลงจากรถไปปล่อยให้เธอนั่งกรีดร้องอยู่ในรถคนเดียว ใบหน้าสวยมองเขาด้วยสีหน้าที่คับแค้นใจ เหตุผลที่เธอไม่อยากมาที่นี่ก็เพราะเขาเนี่ยล่ะ ไม่ว่าเธอจะหนีไปที่ไหนก็ไม่เคยหนีเขาพ้นเลย เธอไม่ได้ต้องการคนอย่างเขานะ เธอเกลียดเขาที่สุด และใช่เธอก็เกลียดอีกคนด้วย

“ปืน! ไอ้เด็กบ้า เพราะนายคนเดียวเลย ฮือ”

จบแล้วนะคะ สำหรับ INTRO ตอนแรก จะรู้แล้วนะว่าใครเป็นใคร? แต่ถ้าอยากรู้กว่านี้ก็ต้องติดตามกันนะคะ

*เมนต์ ถูกใจเข้ามาให้กำลังใจกันหน่อยนะคะ

มาตามที่ลีดรอนะคะ รักนุ้งปืน ชอบพี่บัว เมนต์รอนะคะ**

ความคิดเห็น