ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 4k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 25 มิ.ย. 2560 22:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 22
แบบอักษร

22


แอร์เย็นแค่ไหนก็เอาความระอุตอนนี้ไม่อยู่ ผมถูกอุ้มมาที่เตียงเมื่อสามสิบนาทีก่อนด้วยร่างกายเปลือยเปล่า ทันทีที่หลังแนบเตียง ผมก็เบลอมึนเหมือนสมองหยุดการทำงานทุกอย่าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าระหว่างร้อนแรงกับดุดันมันแยกกันยังไง ที่แน่ๆ ผมควรแยกกับไอ้คนที่กำลังขยับมาซ้อนบนหลังผมอีกรอบ 

“หนัก” ผมออกแรงขยับทั้งที่ยังนอนคว่ำ 

“เมื่อกี้ไม่เห็นบ่นว่าหนัก” น้ำเสียงกับคำพูดโคตรน่าถีบ ผมหันไปแยกเขี้ยวใส่คนที่ทำให้ผมนอนนิ่งมาหลายนาที “ม่านโคตรสุดยอดอะ” 

“สุดยอดเชี่ยไร ลุกเลยกูหนัก” ผมถูกไอ้เม่นนอนทับทั้งตัว ทำให้รู้ได้ทันทีว่า อาวุธของมันพร้อมรบอีกครั้ง “เอาของของมึงออกจากก้นกูด้วย แม่ง จะคึกอะไรนักหนา” ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ ไอ้เม่นหัวเราะร่วนแถมยังใช้อาวุธร้ายๆ ของมันถูไถตามร่องก้น ผมจะขยับหนีก็ไม่ได้ในเมื่อถูกมันทับไว้ทั้งตัว “ไอ้เชี่ยเม่น” 

“ทำไมพูดไม่เพราะอ่ะ แล้วก็ นี่ก้นม่านที่ไหน ก้นเมียของเม่นต่างหาก” อยากข่วนหน้าด้วยเล็บสั้นๆ เมื่อถูกมือขยำ “ก้นเมียโคตรเด้ง” 

“ไอ้เชี่ยเม่น” ผมวาดมือไปด้านหลังเพื่อตบตีมัน แต่กลับได้ยินแค่เสียงหัวเราะ 

“อะไรนะ อยากได้อีกเหรอ เดี๋ยวเม่นจัดให้ยันเช้าเลยนะ” ผมว่ามันเริ่มบ้าแล้ว พูดเออออคนเดียว 

“ไอ้เม่น ไม่เอาแล้วโว้ย ไอ้ๆๆ” ห้ามไปคิดว่ามันจะฟังเหรอครับ ยากบอกเลย ตอนนี้ผมถูกดึงให้ขยับนอนตะแคงข้าง มีไอ้เม่นซ้อนอยู่ด้านหลัง “ทำอะไรของมึงวะ ไอ้...เชี่ย อ๊ะ” มันบ้าไปแล้ว 

“สุดยอดจริงๆ เมียไอ้เม่น” ปล่อยมันพูดไปครับ เพราะผมดึงหมอนมากัดเรียบร้อย ไม่อยากส่งเสียงกระตุกต่อมหื่นเหมือนรอบแรกที่ดุดันจนแทบจะจมเตียง “ม่านครับ” เสียงหอบกระเส่าครางอยู่ข้างหู สะโพกมันยังทำงานได้ดี แถมท่าแบบนี้ผมเคยเห็นแค่ในเว็บเท่านั้น ไอ้ท่าตะแคงข้างแบบนี้เนี่ย 

“กูเจ็บ...อือ...ช้าๆ สิวะ” พูดไปมันก็ไม่ฟังหรอกครับ ผมถูกมันรุกทั้งหน้าและหลัง ยาวนานกว่าศึกครั้งนี้จะจบลง น่วมมากบอกเลย

“อา...สุดยอดเมียกู” เสียงครางยาวดังมาจากด้านหลัง ผมไม่เห็นหน้ามันหรอก เพราะหน้าผมฝังกับหมอนที่ดึงมาปิดอยู่ “เดี๋ยวเม่นจะทำให้ม่านบ้างนะ” ยังไม่ทันที่ผมจะแย้ง ของๆ ผมก็ถูกมือร้อนกอบกุม ไอ้เม่นขยับมือจนผมถึงกับดิ้น แต่ยิ่งดิ้น ไอ้ที่ยังฝังในตัวก็เริ่มคึกอีก 

“มะ เม่น” หอบจนน้ำตาจะไหล มันเหมือนเห็นฝั่งอยู่ไม่ไกล แต่เรือที่นั่งมากลับถูกดับเครื่องซะงั้น ผมยื่นมือจะช่วยตัวเองแต่ถูกมืออีกข้างไอ้เม่นจับไว้ “เม่น...กูไม่ไหว” 

“พูดเพราะๆ สิครับ” มันแกล้งผม “ไหนพูดเพราะๆ สิครับ” 

“ชะ...เชี่ย” พอด่าไป มันกลับขยับสะโพกแกล้ง 

“พูดเพราะๆ กับผัวสิครับ” โคตรขัดใจแต่ตอนนี้ผมตกเป็นรอง 

“เม่น” ต้องผ่านตรงนี้ให้ได้ก่อน ไม่งั้นผมขาดใจตายแน่ “เม่น ช่วยม่านหน่อยครับ” เสียงหอบเครือของผมจุดรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ให้คนด้านหลัง ไอ้เม่นกัดเข้าต้นคอด้านหลังของผมพร้อมกับขยับมือที่กอบกุมของๆ ผมไว้ ไม่นานผมก็ปลดปล่อยออกมา สมองมันโล่งไปหมด เหนื่อยยิ่งกว่าวิ่งผลัดสี่คูณร้อยซะอีก 

“เหนื่อยแล้วเหรอ” ผมมองคนแกล้งอย่างเคืองๆ ไอ้เม่นหัวเราะชอบใจที่เห็นผมสิ้นฤทธิ์ “ม่านเสร็จแล้ว เม่นยังเลยนะ” 

“มึงกี่รอบแล้ว อ๊ะ” ตาโตเมื่อถูกแกล้ง 

“รอบสุดท้ายนะ ม่านทำให้เม่นรู้สึกเอง” มาโทษผมได้ไงเนี่ย แต่โวยวายไปแค่นั้น ตอนนี้ต้องรีบให้มันเสร็จๆ ไป ตาผมเหมือนจะปิดได้ทุกวินาที 

“สุดท้ายนะ” 

“ครับ สุดท้าย....สำหรับคืนนี้” 

กำลังจะอ้าปากด่าก็ไม่ทันซะแล้ว เสียงด่าของผมกลายเป็นเสียงครางกระเส่าแทน ไอ้เม่นมันโคตรเชี่ยวเรื่องบนเตียงจริงๆ ทำเอาผมอ่อนระทวย หมดเรี่ยวแรงได้ขนาดนี้ ไม่อยากนึกถึงพรุ่งนี้เลยจริงๆ 

แม้ไม่อยากนึกถึงแต่มันก็มาถึง เพียงแค่ก้าวขาลงจากเตียงก็เหมือนไร้ความรู้สึก ผมบีบนวดขาตัวเองเพื่อให้มีแรงเดิน จากที่คิดว่าจะเจ็บจนลุกไม่ขึ้นหรือนอนซม มันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้นซะทีเดียว มันรวดร้าว ตึงๆ แสบๆ ซะมากกว่า 

“ตื่นแล้วเหรอเมียจ๋า” ถ้าไม่ติดว่าเล็บสั้น ผมข่วนหน้าไอ้เม่นเละไปแล้ว 

“ห้ามเรียกเมียจ๋า” ผมสั่ง ไอ้คนเรียกไม่สนใจ มันเลื้อยตัวเอาหน้าซบหลังของผม แขนยาวๆ ก็รัดช่วงเอวของผมไว้ “ปล่อย กูจะเข้าห้องน้ำ” 

“พูดกับผัวไม่เพราะอีกละ” ผมส่งศอกใส่หน้าของไอ้เม่นจนมันกลิ้งไป “เจ็บนะเนี่ย” 

“ก็ทำให้เจ็บ อย่าพูดผัวๆ เมียๆ ได้ไหมวะ” มันโคตรไม่ชิน ทำใจไม่ได้ด้วย นี่ผมเป็นเมียจริงๆ เหรอวะ “อะไร มองทำไม” รู้สึกโดนจ้องหน้า และก็จริง 

“มองเมีย” ผมยื่นมือจะไปต่อย แต่กลับกลายว่าทำร้ายร่างกายตัวเอง แม่งปวดร้าวจนต้องนิ่วหน้า “เจ็บมากเหรอ ไหนเม่นดูหน่อย”

“ไม่ต้องมาจับ” ตีมือที่จับก้น แค่นี้ก็เคล็ดขัดยอกไปทั้งตัว แทบไม่มีแรง  

“เม่นอาบให้ไหม รับรองสะอาด ถูจนไม่มีขี้ไคลแน่นอน” 

“เสือก” 

“ด่าผัวอีกละ”

เลิกต่อล้อต่อเถียง ผมทำเมินลุกไปเข้าห้องน้ำ ตอนเดินมันขัดๆ ตึงๆ แต่ก็ยังเดินได้ ผมอาบน้ำขัดๆ ถูๆ เอาคราบที่เปรอะตัวออก แต่รอยจ้ำแดงที่แผงอกนี่มันไม่ยักจะออก วันนี้ได้ใส่เสื้อแขนยาวแน่นอน 

อาบน้ำเสร็จไอ้เม่นก็เดินผิวปากอารมณ์ดีเข้าห้องน้ำต่อ อยากยกขาเตะแต่สภาพไม่ไหวเลยได้แค่กัดฟันฝากความแค้นเอาไว้รอชำระวันหลัง แต่แล้วความเครียดบางอย่างก็พุ่ง นี่ไม่ใช่ห้องของผม ชุดศึกษาเลยไม่มี ซวยแล้วไง ชุดที่ใส่มาก็เป็นชุดธรรมดา ผมเลยเลือกจะนั่งรอเจ้าของห้องแทน นานมากกว่าคนในห้องน้ำจะออกมา ไอ้เม่นเลิกคิ้วเมื่อเห็นผมนั่งพันแค่ผ้าเช็ดตัวที่เอว

“ทำไมไม่แต่งตัวอีก หรือรอผมอยู่” ยกเท้าใส่ไอ้คนปากมาก “โหย ไม่ต้องโชว์หรอก เห็นมาทั้งคืน” 

“ไอ้เหี้ย” ด่าเน้นๆ ลืมไปว่าไม่ได้ใส่กางเกงใน “กูไม่มีชุดนักศึกษา” 

“เออใช่ งั้นพี่ใส่ของผมก่อนไหม น่าจะใส่ได้นะ” ว่าแล้วมันก็ค้นชุดของตัวเองออกมา พ่วงกางเกงในตัวใหม่ให้ด้วย ผมรีบดึงมาถือแล้วเดินไปใส่ในห้องน้ำ ทั้งที่เมื่อก่อนตอนอยู่ห้อง เสื้อผ้าผมก็แก้ต่อหน้ามัน แต่คราวนี้รู้สึกเขินแปลกๆ ทั้งที่ไม่น่าจะเขินด้วยซ้ำ  



แต่งตัวเสร็จเรียบร้อยก็ถึงเวลาไปเรียน ผมสั่งให้คนทำผิดตามเข้าตึกด้วย ไอ้เม่นเดินตามทำหน้างอไปจนถึงกลุ่มของรุ่นพี่ปีสี่ ผมยกมือไหว้รุ่นพี่ทุกคนก่อนลากไอ้เม่นมาไหว้ด้วย แม้ทุกคนจะดูไม่สนใจเพราะไม่รู้เรื่อง แต่มีอยู่คนหนึ่งที่เดินออกมาหาทันที

“พามันมาทำไมวะ” พี่อินกระชากเสียงใส่จนคนหันมามองทั่ว 

“คือผมจะพามันมาขอโทษ” ผมว่า ข้อศอกก็สะกิดให้ไอ้เม่นพูด ผมเห็นพี่อินจ้องหน้าคนของผมอยู่นานกว่าไอ้เม่นจะยอมยกมือไหว้ 

“ขอโทษครับ ผมใจร้อนไปหน่อย” ไอ้เม่นว่า 

“ไม่หน่อยหรอกไอ้ห่า” พี่เฟรนด์เพิ่งเดินมารวมกลุ่มรีบเดินเข้ามาหา “ถ้ามึงจะหวงกูกับไอ้ม่าน บอกเลยไอ้นี่ไม่ใช่สเปคกู” ผมแทบสำลักน้ำลายเมื่อได้ยิน ไอ้เม่นเม้มปากก่อนยกมือไหว้ขอโทษพี่เฟรนด์ด้วย “เออๆ ต่อไประงับสติบ้าง เกือบได้เข้าคุกยกแก๊งแล้วไหมละ”

“ขอโทษครับ”

“พี่อินหายโกรธเถอะนะ นี่น้องนะ” พี่รหัสไอ้เจยังตีหน้ายักษ์อยู่ ผมเลยต้องส่งเสียงออดอ้อน ได้ยินเสียงฮึดฮัดมาจากไอ้เม่นแต่ไม่ใช่เวลาสนใจ “พี่อิน” ลากเสียงยาวจนคนโกรธถอนหายใจ

“เออๆ ต่อไปอย่าให้มันทำอีก” พี่อินว่า

“หวงแฟนไม่ต่างกันหรอก” ผมพูดกวนเลยถูกเตะเข้าก้นมาทีหนึ่ง หากเป็นเวลาปกติคงไม่ออกอาการขนาดนี้ แต่นี่เพิ่งผ่านศึกครั้งใหญ่หลวงมาทำให้แทบทรุดเมื่อถูกเตะ “เฮ้ย” 

ทั้งพี่อินและพี่เฟรนด์ต่างตกใจที่ผมแข้งขาอ่อนลงไปนั่งที่พื้น ไอ้เม่นรีบมาประคองทันทีด้วยสีหน้าและสายตาที่เป็นห่วง 

“มึงทำน้องกูทำไมวะ” ไม่ต้องให้ไอ้เม่นออกโรง พี่เฟรนด์ก็จัดการให้แล้วครับ พี่อินที่ว่าโหดก็ต้องยอมเป็นลูกไก่เชื่องๆ ที่จะบีบก็ตาย จะคลายก็ตาย หากคนสั่งคือพี่เฟรนด์ 

ผมดึงไอ้เม่นออกมาจากกลุ่มรุ่นพี่จนมาถึงโต๊ะตัวเอง เจอไอ้เกมส์นั่งเล่นมือถืออยู่คนเดียว ผมตบบ่าเพื่อนสนิททักทาย มันแค่เงยหน้ามามองแป๊บหนึ่งก่อนก้มหน้าเล่มเกมส์ต่อ 

“ไปเถอะ เดี๋ยวเข้าเรียนสาย” ผมว่า แต่ไอ้เม่นกลับย่อตัวนั่งข้างผม “เอ๊า กลับไปดิ่”

“ยังไม่อยากไป” พูดไม่พอ ยังขยับมานั่งชิดกับผมอีก 

“นั่งงี้ไม่ขึ้นมาบนตักเลยล่ะ” 

“นั่งได้เหรอ”

“ประชด” 

“รู้หรอกน่า” รอยยิ้มกวนจนอยากตบหัว “ผมทำให้สะโพกพี่เจ็บ ขึ้นไปนั่งเดี๋ยววันนี้ต่อไม่ได้พอดี” 

“ไอ้เชี่ยเม่น!” ถลึงตาใส่ ไอ้เม่นกลับขยิบตาเจ้าเล่ห์ตอบ “จะไปไหนก็ไป เหม็นขี้หน้า” 

“ไปไม่ได้” ผมมองหน้าคนบอกไปไม่ได้ เห็นสายตามันจ้องคนที่นั่งเล่นโทรศัพท์ และดูว่า ไอ้เกมส์ก็พอจะรับรู้ถึงสายตาที่มองเหมือนกัน 

“มองกูทำไม” ไอ้เกมส์ถามออกมา ตาจ้องตา ทำเอาผมคิดดีไม่ค่อยได้ ถ้าเป็นปลาทองพวกมันคงท้องหลายรอบแล้ว 

“พี่ไม่คิดอะไรกับแฟนผมใช่ไหมครับ” คำถามที่แทบสำลักน้ำลาย ไอ้เกมส์หันหน้ามามองหน้าผมอย่างสโลว์โมชั่น สายตามันบ่งบอกถึงความไม่คาดคิดว่าจะได้ยิน 

“มึงคิดว่า กูจะพิศวาสไอ้มู่เนี่ยนะ หมาที่บ้านกูยังน่ารัก น่าหลงมากกว่าไอ้มู่เลย” โห ดูความเปรียบเทียบของไอ้เกมส์สิครับ 

“ก็ดีครับ” ยังไปพูดต่อมันอีก ผมส่ายหน้าให้กับความคิดบ้าๆ ของไอ้เม่น กับความชั่วร้ายของไอ้เกมส์ที่มีต่อผม พวกมันเห็นผมนั่งอยู่ด้วยหรือเปล่าเนี่ย 

“รีบไปมหาลัยมึงได้ละ” ออกปากไล่เพราะไม่อยากถูกทำให้รู้สึกต่ำต้อยกว่าหมา ไอ้เกมส์พูดซะผมไปไม่เป็น เพิ่งรู้นะเนี่ย   “ครับๆ ไว้พี่เลิก...”

“กูกลับเอง เวลาเลิกของกู มึงยังเรียนไม่เสร็จ” 

“แต่ว่า...”

“เอาตามนี้ รีบไปเรียนได้แล้ว บาย” 

ผมโบกมือส่งท้าย แม้ไอ้เม่นไม่อยากไปก็ต้องไป ผมเห็นมันหันหน้ามามองอยู่หลายรอบกว่าจะยอมลงจากตึก ไอ้นี่มันบ้าหนักมากจริงๆ

“มึงทำเสน่ห์ใส่หรือเปล่าวะ” คำถามชั่วร้ายดังเรียกให้ผมต้องหันกลับมามอง ไอ้เกมส์จ้องผมตาไม่กระพริบ พลางสำรวจหน้าตาของผม “หน้าตามึงก็บ้านๆ ไม่มีส่วนไหนที่ทำให้หลงใหลขนาดนี้ หรือมันเพี้ยนวะ” 

“มึงคิดว่ากูต้องทำเหรอ” ผมถามออกมา ไอ้เกมส์ถึงกับขยำกระดาษเปล่าใส่หน้า 

“ความมั่นใจมึงกูขอซื้อไปทิ้ง” ยักไหล่ไม่สนใจ ใช่ซี้ ผมไม่ใช่หมาบ้านมันนี่ถึงจะได้น่ารัก 

เดี๋ยวนะ ผมอิจฉาหมาไอ้เกมส์เหรอ 

เรียนวันนี้ก็ไม่มีอะไร นั่นเพราะผมหลับ ความเพลียจากการนอนไม่พอทำให้ผมหลับทั้งคาบ ดีที่นั่งอยู่หลังสุด เลยไม่เป็นที่สนใจ อีกอย่าง วิชานี้ก็แค่ฟังบรรยายแล้วสรุปทำรายงาน มันช่างเหมาะกับการอู้ซะจริง พอหมดคาบเรียนผมก็ตื่นแบบเบลอๆ 

“ไปอดนอนที่ไหนมาวะ” ไอ้มีนทำหน้ายุ่งถาม 

“กูก็...”

“มั่วแต่เอากับผัวล่ะสิ” 

ผมกำลังจะอ้าปากตอบ ไอ้เจกลับพูดขัดขึ้นมา แต่ก็ทำเอาผมตาโต มันรู้ได้ไงวะ 

“มึงรู้ได้ไง” นั่นไง อีแน่วยังสงสัย 

“รอยที่ต้นคอมัน ไม่ใช่แมลงกัดแน่นอน” พอไอ้เจตอบปุ๊บ เพื่อนอีกสามคนก็รุมทึ้งผมทันที พวกมันกดหน้าผมลงที่โต๊ะแล้วแย่งกันดู ผมพยายามดิ้นหนี แต่หัวเดียวหรือจะสู้สามหัว 

“โหย ท่าจะเร่าร้อน” อีแน่วยิ้มโคตรเจ้าเล่ห์ 

“ไม่ใช่เว้ย” ผมโวยวาย มือก็จัดเสื้อจัดทรงผมให้เข้าที่เหมือนเดิม “มดกัดกูต่างหาก”

“มีแถๆ คิดว่าพวกกูเป็นเด็กสามขวบหรือไง” ไอ้มีนว่า 

“ถึงว่า เมื่อเช้าไอ้เด็กนั่นติดมึงแจขนาดนี้ ที่แท้ก็ติดใจ” ไอ้เกมส์เสริมเพิ่มเติมเรียกเสียงหัวเราะแบบชั่วร้ายจากทุกคน “เพื่อนกูมีผัวเป็นตัวเป็นตนแล้วว่ะ”

“ไอ้เชี่ยเกมส์” ผมโวยวายเหมือนถูกหัวเราะเยาะ 

“โอ๋ๆ เพื่อนมู่ของกู ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ยอมรับมาเถอะ พวกกูรับได้ กะอีแค่เพื่อนมีผัว ใช่ไหมวะ” คำพูดของไอ้เจทำให้ผมตัดสินใจวิ่งไล่เตะพวกมัน แต่พวกมันตีนหมาไล่ยังไงก็ไม่ทัน อีกอย่าง เพราะสภาพร่างกายไม่อำนวยด้วย ทำให้วิ่งไม่ไหว

พวกผมพากันมาที่โรงอาหารกลาง แม้คนจะเยอะแต่ก็พอมีที่นั่ง ระหว่างมื้อแสนอร่อย อยู่ๆ แขนผมก็ถูกกอดแน่น หันไปมองก็เป็นเพื่อนสาวเพียงคนเดียวของกลุ่มนั่นแหละครับ อีแน่วมานั่งทำตาละห้อย ใช้แก้มถูแขนผมไปมา 

“อะไร” ถามอย่างระแวง ไม่รู้คิดจะแกล้งอะไรผมอีก

“กูมาอย่างเป็นมิตรน่า ไม่ทำร้ายแล้ว” น้ำเสียงไม่ค่อยน่าเชื่อถือ “มู่เพื่อนรัก ช่วยเพื่อนตาดำๆ คนนี้หน่อยสิ นะๆ” 

“ช่วยอะไรวะ” คำถามของผมคงแทนใจของเพื่อนร่วมโต๊ะที่รอฟังเช่นกัน 

“มึงช่วยไปขอเบอร์สาวให้กูหน่อย” น้ำมะนาวในปากแทบพุ่ง “นะๆ ช่วยกูหน่อย” 

“ทำไมมึงไม่ให้ไอ้เจไปขอ มันหล่อ ดีกรีเดือนอีก”      

“ขืนให้มันไปขอ สาวกูก็เทไปหาสิ ไม่เอาหรอก” เผลอหัวเราะหน้าหงิกของเพื่อนสาว พูดตามตรงแล้ว อีแน่วมันสวยมากนะครับ แต่กลับคิดว่าตัวเองหล่อมากกว่า ผมเป็นแค่เพื่อนเลยยอมตามน้ำไป เพื่อนว่ายังไงก็ตามนั้น 

หลังจากกินข้าวเสร็จ พวกเราก็แยกกัน ผมถูกควงแขนมาที่ตึกคณะอักษร ไม่รู้สาวคนนี้หน้าตายังไงถึงทำให้เพื่อนผมหลงใหลได้ขนาดนี้ คงจะสวยหยาดเยิ้มเลยทีเดียว แน่วเดินจูงผมไปใต้ตึก ม้านั่งไม้ด้านในสุดมีกลุ่มนักศึกษากลุ่มใหญ่กำลังอ่านหนังสือ แต่ถ้าดูดีๆ จะเห็นว่ามีอะไรแปลกแยก คงเพราะมีเด็กสวมชุดนักเรียนสามถึงสี่คนนั่งรวมอยู่ด้วย

“ไหนสาวสวยของมึงวะ” ตั้งแต่ขึ้นมา ผมยังถูกลากให้เดินไม่หยุด ผ่านโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ก็ไม่ยังไม่ใช่อีก 

“นั่นไง” พอจะหยุด มันกลับพาผมมายืนหลบด้านหลังเสา อะไรของมัน 

“อะไรของมึงวะ แล้วคนไหน” ทำหน้ามุ่ยไม่ค่อยเข้าใจ แต่เห็นเพื่อนสาวกระพริบตาปริบๆ ก็เลยไม่ถามมากนัก ส่วนนั่นไงของแน่วน่าจะอยู่ในกลุ่มใหญ่ๆ เท่าที่เห็นมีผู้หญิงหน้าตาสะสวยตั้งหลายคน 

“ก็นั่นไงเล่า คนน่ารักๆ ที่ใส่ชุดนักเรียน ผมเปียนั่นไง” ผมถ่างตาโตๆ เพื่อจะได้เห็นถนัดๆ แต่สิ่งที่เห็น ทำให้ผมยืนนิ่ง ตาก็ยังเบิกโตอยู่อย่างนั้น “เป็นไงล่ะ อึ้งเลยละสิ โคตรน่ารัก กูเห็นมาหลายวันแล้ว” คำชื่นชมไม่ค่อยจะเข้าหูผมสักเท่าไหร่ เพราะคนที่แน่วบอก “ไอ้มู่ เป็นอะไรวะ ทำไมอึ้งไม่หาย อย่าบอกว่าแอบหลงรักสาวที่กูเล็งนะเว้ย มึงต้องจำใส่หัวว่ามึงมีผัว...” ผมยกมือปิดปากเพื่อนสนิทที่พล่ามออกทะเล 

“มึงเงียบก่อน” ผมว่า ก่อนถอนมือออกจากปาก “กูว่า มึงควรเลิกชอบ เลิกสนใจผู้หญิงคนนั้น” 

“เป็นไรของมึง รู้จักเขาเหรอ” คำถามที่ทำให้ผมพยักหน้าลง “จริงดิ่ รู้จักได้ไงวะ ดีเลย มึงจะได้ช่วยกู”

“กูไม่ช่วยมึงเด็ดขาด กูขอบอกเลยว่า กูจะไม่ยุ่งกับผู้หญิงคนนั้น” ผมบอกเพื่อนด้วยใบหน้าจริงจัง “มึงก็ด้วย อย่าไปยุ่ง ถ้าไม่อยากปวดหัวจนเส้นเลือดแตก” 

“ไอ้มู่ เชี่ย อะไรของมึงเนี่ย” เสียงแหลมโวยวายตามหลัง แต่ผมไม่สนใจ ตอนนี้รีบเดินจ้ำอ้าวเพื่อให้พ้นจากที่นี่โดยไว ต้องรีบไปซื้อน้ำยาล้างตามาล้างก่อนที่ความน่ารักจอมปลอมจะติดตา 

ผมขึ้นรถไฟฟ้าต่อด้วยพี่วินจนมาถึงหอ ช่วงการเดินทาง ภาพเด็กผู้หญิงที่ยิ้มแย้มเป็นมิตรมันฉายซ้ำไปซ้ำมา ผมไม่ได้ปลื้มหรือหลงใหลหรอกนะครับ แต่ขนลุก ไม่รู้พวกที่นั่งอยู่ด้วยเผลอยิ้มไปด้วยได้ยังไง ภาพลวงตาชัดๆ           

ช่วงเวลาที่รอไอ้เม่น ผมปัดกวาดเช็ดถูห้องจนสะอาดเอี่ยมอ่อง พอมองไปรอบๆ แล้วก็รู้สึกเสียดาย นี่ผมต้องไปจากหอนี้จริงๆ เหรอวะ อยู่มาตั้งสามปี แม้ห้องจะไม่ได้ใหญ่โตหรือมีอะไรสะดวกสบาย แต่มันก็ผูกพัน ผมยืนนิ่งจำภาพห้องด้วยความรัก ก่อนเสียงเคาะประตูห้องจะดังขัด 

“ใคร” ที่ถามเพราะไอ้เม่นมีกุญแจ มันกลับมาก็ต้องเปิดเอง ผมเดินไปส่องที่ช่องตาแมวแต่ด้านนอกไม่มีคนอยู่ แล้วใครมาเคาะห้องวะ ผมหันหลังกลับ เสียงเคาะก็ดังอีกรอบ คราวนี้ไม่ดงไม่ดู เปิดไปเลยดีกว่า “ใครวะ เหี้ย” 

ถึงกับร้องเสียงหลง ทันทีที่เปิดประตู จู่ๆ ก็มีคนแปลกหน้ากระโดดมาตรงหน้าแล้วเปิดเสื้อคลุมสีดำออก ที่น่าตกใจคือมันโชว์ของลับแล้วส่ายเอวไปมา ผมกระพริบตาปริบๆ ตกใจปนอึ้ง มารู้สึกตัวก็ตอนไอ้คนชอบโชว์กระเด็นไปนอนที่พื้น 

“ไอ้เหี้ย” เสียงด่าดังลั่นหอ ไอ้เม่นกำลังกระทืบคนโชว์ของไม่ยั้ง เมื่อกี้มันกระโดดถีบเลยนะครับ โคตรโหด 

เมื่อสติผมมาเต็มก็รีบเข้าไปดึงร่างคนกระทืบให้หยุด พร้อมๆ กับหลายๆ ห้องเปิดประตูออกมาดู บางคนถึงกับตกใจ บ้างก็เตรียมถ่ายคลิป 

“ใจเย็นๆ สิวะ” ผมพยายามเรียกสติคนโมโห ไอ้เม่นสะบัดตัวจะพุ่งไปกระทืบต่อ “เม่น!”

“เกิดอะไรขึ้นๆ” เสียงจากด้านหลังตะโกนถาม ผมหันไปมองป้าเจ้าของหอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา คงมีคนโทรไปแจ้ง “นั่นใคร แล้วเกิดอะไรขึ้น”

“คือ...” กำลังจะตอบ กลับถูกพูดตัดหน้า

“ไอ้เหี้ยนี่มันโรคจิตโชว์ของ” พอทุกคนได้ยินถึงกับตาโต มีผู้ชายหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์พากันเข้าไปดึงคนโรคจิตขึ้นนั่ง นั่นทำให้ของลับที่โชว์ผมเมื่อกี้เปิดเผยจนทุกคนพากันร้องเสียงหลง โดยเฉพาะผู้หญิงและป้าเจ้าของหอ “ไอ้เหี้ยเอ๊ย” 

“เม่น!” ช่วงรอตำรวจ ไอ้เม่นมันพร้อมจะพุ่งไปกระทืบอยู่ตลอดเวลา ผมเลยต้องกอดมันไว้ ไม่รู้ไปบ้าเลือดที่ไหนมา หรือกินยาลืมเขย่าขวดก็ไม่รู้ 

“พี่เป็นอะไรมากไหม มันทำอะไรหรือเปล่า” ดูเหมือนคนบ้าจะเริ่มระงับอารมณ์พุ่งพล่านลงไปบ้าง ไอ้เม่นเลยหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงพร้อมสายตาที่กำลังสำรวจร่างกายของผมตั้งแต่หัวจรดเท้า 

“ไม่เป็นอะไร มันยังไม่ได้ทำอะไร” ผมตอบ ไอ้เม่นพยักหน้ารับช้าๆ “ที่กูนิ่งเพราะตกใจ”

“โชคดีที่ผมมาทัน แต่แม่งเอ๊ย” มันจะพุ่งอีกแล้วครับ 

ไอ้ม่านเหนื่อยเน้อ

กว่าเรื่องจะจบก็ตอนตำรวจมา ไอ้โรคจิตถูกจับไปโรงพักตามระเบียบ ผมก็ไม่ได้เอาเรื่องอะไรเพราะไม่ได้ถูกทำร้าย แต่เสียสายตานิดๆ ที่ต้องมาเห็นของเล็กยิ่งกว่าแหมตุ้มจิ๋ว   “มึงทำอะไร” เลิกคิ้วมองคนที่ตั้งตาตั้งตายัดเสื้อผ้าผมใส่กระเป๋าเดินทาง 

“ย้าย! ย้ายออกวันนี้เลย ไม่ต้องอยู่มันแล้ว” ไอ้เม่นหันมาตอบแล้วหันกลับไปยัดเสื้อผ้าผมอีกรอบ “เงินประกันก็ไม่ต้องเอา ถ้าพี่เสียดาย เอาเงินผมไปก็ได้”

“เดี๋ยวๆ มึงไม่ถามกูหน่อยเหรอวะ” มือที่ยัดเสื้อผมหยุด ไอ้เม่นมันเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าผม “อะไร”

“ผมห่วงพี่มากกว่าพี่ห่วงตัวเองเสียอีก ถ้าเกิดไอ้บ้านั่นมันมีมีดหรือปืน พี่ตายไปแล้วนะ” ผมถูกดึงเข้าไปกอด รับรู้ถึงความสั่นของมือที่โอบหลัง “ตอนนั้นผมกลัวมาก กลัวว่าพี่จะเป็นอะไร”

“เอาจริงๆ กูก็ตกใจนิดๆ ตอนมันกระโดดเข้ามา” ตอบเสียงอู้อี้ที่บ่า “ถ้ามันมีอาวุธจริง กูก็คงตายอย่างที่มึงว่า” พอย้อนกลับไปนึกถึงแล้วก็สยองจริงๆ ครับ 

“เห็นไหม ผมบอกแล้วว่าที่นี่ไม่ปลอดภัย” 

“เออ รู้แล้วเนี่ย” 

“ดีมาก งั้นย้ายวันนี้เลยนะ ใช่ๆ ต้องโทรหารถขนส่งเพื่อขนของ เบอร์อะไรวะเนี่ย แล้วต้องโทรบอกแม่บ้านไปทำความสะอาดห้องผมด้วย อ๋า ซื้อของสดด้วย ของใช้อีก แล้วก็ บลาๆๆ” 

ผมได้แต่ยืนเค้นเสียงหัวเราะแบบแห้งๆ มองคนรักสาละวนอยู่กับข้าวของของผม แถมยังจัดการทุกอย่างโดยที่ผมไม่ต้องยุ่งอะไรเลย 

นี่ผมต้องย้ายก่อนกำหนดเหรอ ผมยังรักห้องนี้อยู่เลยนะ แม้ภาพหนอนเมื่อกี้ยังชวนหลอน แต่ก็ยังผูกพัน ห้องที่รัก ถึงเวลาต้องจากแล้วหรือนี่ พี่ม่านจะคิดถึงเสมอ 

“มึงหยุดพูดสักนาทีได้ไหมเนี่ย กูเมื่อยปากแทน”

“รอผมจูบ พี่จะเมื่อยกว่านี่” 

“ไอ้!”

ชูนิ้วกลางใส่เมื่อขี้เกียจเถียงต่อ คุยทีไรวกเรื่องใต้เข็มขัดตลอด ชาติที่แล้วเป็นนักมวยหรือเปล่าไม่รู้ 

“พี่ครับ กางเกงในลายการ์ตูนผมทิ้งนะ”

“ไม่โว้ย”

“เห็นแล้วแม่งทำให้หมดอารมณ์”

“ก็ไม่ต้องมอง ไอ้เม่น กางเกงในแบดแมนของกู ไอ้เม่น!!!” 

...TBC

 :pig4: :pig4: :pig4:

ความคิดเห็น