ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ ๑ : จุดเริ่มต้นของการผจญภัย

ชื่อตอน : บทที่ ๑ : จุดเริ่มต้นของการผจญภัย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 339

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ค. 2560 09:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ ๑ : จุดเริ่มต้นของการผจญภัย
แบบอักษร

-- บทที่ ๑ --

จุดเริ่มต้นของการผจญภัย​

ก้อนเมฆสีดำทะมึนกลุ่มใหญ่ลอยล่องตามแรงลม เคลื่อนเข้าบดบังแสงอาทิตย์ร้อนแรงของยามบ่ายในฤดูร้อนอย่างไม่มีทีท่ามาก่อน ท้องฟ้าที่สว่างจ้าบัดนี้มืดมิดสลัวราวกับยามสนธยา ไอร้อนผ่าวตามผืนดินค่อย ๆ ลดน้อยลง และหดหายไปอย่างช้า ๆ ไร้ซึ่งแสงแดดที่คอยแผดเผา เฉกเช่นเดียวกันกับสายลมอันแห้งและร้อนระอุ ที่ค่อย ๆ ลดอุณหภูมิลง จนกลายเป็นสายลมที่มีแต่ความเย็นเยียบและความชุ่มฉ่ำ​

ท้องฟ้าสีหม่นในช่วงฤดูร้อนของบ่ายวันนี้ สายลมอ่อนๆพัดเอื่อยโชยมาเป็นระยะๆ บนเส้นทางปลอดภัยจุดหนึ่ง ซึ่งพื้นดินนั้นทั้งแข็งและแห้งผาก ในตอนนี้เด็กชายหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูกับหมูสีชมพูตัวใหญ่ กำลังพักดื่มน้ำกันอยู่และเด็กชายล้วงเอาแอปเปิ้ลให้หมูตัวนี้กิน อีกไม่ไกลเท่าไรนัก พวกเขาก็จะเข้าสู่ตัวเมืองเคริท เมืองแห่งการค้าอันแสนคึกคัก หลังจากเด็กชายออกเดินทาง นี่ก็ผ่านมาได้ห้าวันแล้ว ตั้งแต่เขาเดินทางออกจากเมืองเวโรธิน่า โดยการขี่หลังพิกเกอร์ หมูเจ้าลมกรด สัตว์ธาตุลมคู่ใจของลูคัสที่เด็กชายขอหยิบยืมมา ระหว่างทางพวกเขาโดนสัตว์ปีศาจโจมตีประมาณโหลครั้งได้ และสัตว์ปีศาจเหล่านั้นวิ่งตามฝีเท้าพิกเกอร์ไม่ทัน สมกับที่ลูคัสคุยไว้ไม่มีผิด

เด็กชายที่ขี่หลังพิกเกอร์มา เขาเป็นเด็กอายุ 12 หน้าตาน่ารัก ผมสีน้ำตาล ผิวพรรณสะอาดสะอ้าน และที่สำคัญดวงตาของเขาเป็นสีแดงดั่งสีเลือด ไม่เพียงเท่านี้ ตัวของเด็กชายยังเต็มไปด้วยปริศนาต่างๆทั้งเรื่องการสูญเสียความทรงจำ, สาเหตุใด เด็กชายถึงมานอนหมดสติเกยตื้นที่ชายฝั่งหลังเมืองเวโรธิน่าได้และธาตุความมืดอันแสนเลวร้าย ธาตุประจำตัวของเอเดน ไคลน์

จุดหมายที่เอเดนกำลังเดินทางไปก็คือ โรงเรียนศาสตร์แห่งธาตุ เดลดู ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงอลิเบอต้าตามคำแนะนำของเจ้าหญิงไดเอียน่า เจ้าหญิงผู้เลอโฉมแห่งเผ่าพันธุ์เงือก เผ่าพันธุ์เงือกมีพลังวิเศษอันแสนน่าทึ่งเกี่ยวกับการมองเห็นอนาคต ซึ่งเจ้าหญิงเงือกไดเอียน่าได้บอกเอเดนว่า ถ้าเขาไปที่นั่น เขาจะเข้าใกล้กับคำตอบที่ตามหา ขณะนี้พิกเกอร์วิ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง โดยมีเอเดนยึดเกาะไว้แน่น วิวทิวทัศน์ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่สองข้างทาง เลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถัดไปเบื้องหน้าตรงช่องที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกมีแสงสว่างจ้า ขณะที่ทั้งสองกำลังจะพ้นทางออก ทันใดนั้น มีมือหินอันใหญ่ตบลงมาในตำแหน่งที่พวกเขาวิ่งอยู่ แต่พิกเกอร์ก็หลบได้อย่างฉิวเฉียด และวิ่งต่อไปโดยไม่หยุด ก่อนเจ้าของมือจะโผล่พรวดออกมา ทั่วทั้งร่างเป็นหินทั้งหมด รูปร่างสูงใหญ่ มันคำรามใส่ด้วยเสียงทุ้มต่ำ มันคือโกเลม สัตว์ปีศาจธาตุดิน เอเดนหันหลังไปมองก่อนจะหันกลับมามองทางเหมือนเดิม จนกระทั่งในตอนนี้พิกเกอร์วิ่งทะลุออกจากเขตป่าได้สำเร็จ พุ่งลอยละลิ่วลงบนเนินดินซึ่งเป็นทางลาดชัน บนนี้สามารถมองทิวทัศน์เบื้องหน้าได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา เอเดนสังเกตเห็นกำแพงเมืองอยู่ไม่ไกล เลยเขตเนินหินเบื้องหน้าไป พวกเขาก็จะเดินทางถึงเมืองเคริท เมืองแห่งการค้า                 

แต่ทว่า โกเลมเป็นสิบๆตัวเดินมาขวางทางพวกเขาไว้ แต่ดูเหมือนพิกเกอร์จะไม่สนใจต่ออุปสรรคที่เห็นบนเส้นทางข้างหน้า มันกลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก วิ่งแล่นลงเนินลาดชันจนถึงพื้นผิวที่เรียบปกติ มันหลบหลีกการโจมตีของโกเลมตัวแล้วตัวเล่า ซึ่งดูไม่ยากเย็นเท่าไรนัก เพราะโกเลมเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่การโจมตีก็ค่อนข้างจะทรงพลังไม่น้อย เพราะระหว่างพิกเกอร์วิ่งหลบหลีก พลันเกิดเสียงดังกึกก้องขณะมือของโกเลมกระทบกับพื้นดินหรือเนินหินด้านข้าง ก่อนพิกเกอร์จะวิ่งผ่านพวกโกเลมเหล่านี้ไปได้ทุกตัว และในที่สุดพวกเขาก็ออกจากเนินหินมาได้ พิกเกอร์วิ่งมาได้สักพักก็ชะลอความเร็วลง เพราะผู้คนเริ่มเนืองแน่นเบียดเสียดออกันอยู่ที่หน้าประตูเมือง คนแปลกหน้ามากมายเต็มไปหมด กำลังทยอยกันเข้าไปในเมืองเคริท สองข้างทางมีผู้คนหลากหลาย บ้างกำลังร้องเพลงเปิดหมวก บ้างกำลังขายเขาสัตว์หลากหลายประเภท บ้างก็กำลังแสดงความสามารถพิเศษโดยการแสดงคู่กับสัตว์เลี้ยง และอื่นๆอีกมากมายจนลานตา

‘คึกคักจริงๆ’ เอเดนคิด ขณะที่เขากำลังให้น้ำกับแอปเปิ้ลแก่พิกเกอร์อยู่นั้น

“นี่เจ้าหนู หมูตัวนี้น่าสนใจดีนี่ ราคาเท่าไรล่ะ” เสียงชายคนหนึ่งทักขึ้น

เอเดนหันไปยังเสียงนั้น เบื้องหน้าของเขา ชายรูปร่างผอมสูงหน้าตาเจ้าเล่ห์ แสยะยิ้มให้ กับชายฉกรรจ์ตัวสูงใหญ่อีกสองคนที่ยืนขนาบข้าง

“โทษทีนะ เจ้านี่ไม่ได้มีไว้ขาย” เอเดนตอบ

“อย่าปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยแบบนั้นสิ เมืองนี้ไม่มีอะไรที่ขายไม่ได้หรอกนะ สัก 10,000 โคนีเป็นไง” ชายคนดังกล่าวพูดขึ้น

“ก็เจ้านี่ไงที่ขายไม่ได้” เอเดนตอบเรียบๆ พลางจ้องไปยังใบหน้าที่ดูเจ้าเล่ห์นั่น

“ใจกล้าไม่เบานี่เจ้าหนู” ชายฉกรรจ์ผู้ติดตามพูดขึ้น “อย่าโง่ไปหน่อยเลย ไม่ค่อยมีใครกล้าปฏิเสธพ่อค้าผู้มั่งคั่ง ท่านแกลเลียนหรอกนา”

“จะว่าไป เจ้าหนู เธอพึ่งมาที่เมืองเคริทครั้งแรกใช่ไหม ฉันไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อนเลย แล้วพ่อแม่เธอล่ะ” พ่อค้าแกลเลียนบอกพลางจ้องหน้าและมองสำรวจเด็กชาย

“ทำไมครับ คนในเมือง ลุงจะต้องเห็นหน้าหมดทุกคนเลยเหรอ” เอเดนตอบ

“ฮ่าๆๆ” ทั้งสามคนหัวเราะชอบอกชอบใจกับคำพูดของเด็กชาย

“เด็กนี่ พูดจาดีใช้ได้ ฉันชอบๆ” แกลเลียนพูดขึ้น

“ไปล่ะ” เอเดนจูงพิกเกอร์เดินออกมา ขณะที่คนของพ่อค้าแกลเลียนเข้ามาขวางไว้แล้วพูดว่า  

“ท่านแกลเลียนยังพูดกับเธอไม่จบเลยนะ เจ้าหนู”

“นี่นี่ ถ้าเธอไม่มีที่ไปล่ะก็... ไปอยู่กับฉันได้นา” แกลเลียนบอก พลางมองสำรวจเด็กชายตรงหน้าซึ่งหน้าตาน่ารัก ผิวพรรณดีมาก สีผมกับดวงตาสีน้ำตาลที่เข้ากับใบหน้าที่เล็กได้รูปนั้น เขาคิดว่าถ้านำเด็กคนนี้ไปขายให้พวกเศรษฐีที่อยากมีลูกล่ะก็ ต้องได้ราคาดีมากแน่ๆ

ตอนเอเดนออกจากเนินหิน เขาได้นำหลอดน้ำยาสีน้ำตาลที่ลูคัสมอบให้หยอดลงบนดวงตาของเขา ซึ่งบัดนี้ดวงตาสีเลือดของเอเดน ได้กลายเป็นสีน้ำตาลเรียบร้อยแล้ว นี่คือกระจกตาจำลองที่ลูคัสประดิษฐ์ให้นั่นเอง ทุกๆสามชั่วโมง เอเดนต้องคอยหยอดน้ำยานี้ ไม่งั้นถ้าคนทั่วไปเห็นดวงตาสีเลือดเข้าล่ะก็ คงไม่เป็นผลดีต่อตัวเขาสักเท่าไร

“ผมกำลังรอพ่ออยู่น่ะ เนี่ยท่านพึ่งเดินไปเดินมาแถวนี้อยู่เลย” เอเดนบอกพลันชี้มือไปอีกฝั่ง “นั่นไง พ่อ” 

เมื่อทั้งสามคนหันไปตามนิ้วที่เขาชี้ เอเดนรีบกระโดดขึ้นควบพิกเกอร์ วิ่งลิ่วออกจากตรงนั้นทันที ทิ้งให้ทั้งสามคนร้องตะโกนขึ้นอย่างหัวเสีย จนกระทั่งเอเดนขี่พิกเกอร์มาถึงประตูเมือง ค่อยๆเดินต่อคิวกระทั่งมาหยุดอยู่ที่แผงกั้นด้านหน้า จนเอเดนเจอเข้ากับยามเฝ้าหน้าประตูเมือง


✖​ ✖​ ✖

ความคิดเห็น