ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 21

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 21 มิ.ย. 2560 21:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 21
แบบอักษร

“พี่ให้ผมไปได้เหรอ แน่ใจนะ พี่ไม่ได้ให้ความหวังผมใช่ไหม” ไอ้เม่นถามย้ำอยู่หลายๆ รอบจนผมอยากจะยกขาถีบมันซะเหลือเกิน จะให้ผมย้ำอีกสักกี่รอบว่าไปได้ๆ

มหาลัยผมจะจัดงานครับ คนนอกสามารถเข้างานได้ คล้ายๆ กับโอเพ้นเฮ้าท์นั่นแหละ ดังนั้นผมเลยออกปากชวนไอ้เม่นไป แต่ถึงไม่ชวน ผมว่า มันก็ต้องมาหาผมอยู่ดี ดื้อไม่มีใครเกิน

“ห้ามโดดเรียนนะ เลิกแล้วค่อยไป” ผมย้ำอีกรอบ รู้ดีว่าวันนั้นมันมีเรียนตอนเช้า ขืนไม่ย้ำ ต้องมีคนโดดเรียนไปหาแน่นอน คนถูกชวนยิ้มแป้นพยักหน้า “ดีมาก”

“ไหนล่ะรางวัล” ผมทำหน้างงเมื่อถูกทวงรางวัล “ก็รางวัลที่ผมเชื่อฟังไง อย่างเช่นหอมแก้ม” แล้วไอ้เม่นก็ทำแก้มป่องยื่นมาหา

“หวังมากไปแล้วไอ้น้อง” ผมตบแก้มไอ้เม่นเบาๆ ไปหลายรอบ คนทวงของถึงกับหน้าหุบ “ขับรถดีๆ ล่ะ”

คนหน้างอสะบัดเหมือนงอนออกรถไป ผมยืนมองรถเก๋งของไอ้เม่นจนลับตา ก่อนเดินขึ้นตึก สายตาบรรดาเพื่อนพี่น้องร่วมคณะก็ดูจะเฉยชาไปแล้ว คงเห็นบ่อยจนขี้เกียจตื่นเต้นละมั้ง

เดินขึ้นห้องเรียน ภายในห้องก็ยังคงคึกคักเช่นทุกครั้ง ผมเดินมานั่งที่เก้าอี้ข้างไอ้เจ เห็นมันนั่งยิ้มไปหัวเราะไปกับอ่านการ์ตูนเล่มโปรด เอ่อ ไอ้นี่ท่าจะบ้า ว่าแต่ ขอถามเรื่องค้างคาใจหน่อยเถอะ คิดได้แบบนั้นผมก็ยื่นมือไปสะกิด รอบแรกมันสะบัดหนี พอบ่อยๆ เข้ามันก็ตีหน้ายุ่งหันมามอง

“สะกิดกูทำเชี่ยอะไร กูไม่มีอารมณ์” ตอนแรกผมก็ทำหน้างงอยู่หน่อยๆ ก่อนจะค่อยๆ เข้าใจพร้อมชูนิ้วกลางส่งคืน “กว่าจะรู้เรื่อง มิน่า มึงถึงยังซิง เด็กมึงคิดผิดที่เลือกมึง”

“พูดซะกูไม่มีดีเลยไอ้เจ” แทบลืมคำถามตัวเอง แต่สุดท้ายก็ยังจำได้ “มึงกับเพื่อนกูไปถึงไหนแล้ววะ” พอผมถามเสร็จ ไอ้เจก็เลิกคิ้วทำหน้าสงสัย “กับไอ้อัธอะ”

“ไอ้อัธ? ทำไม” ผมย่นคิ้วเมื่อไอ้เจตีหน้างง

“ก็มึงกับมันแบบว่า คบกันไรงี้” ต้องพาเข้าเรื่องก่อนออกนอกอ่าว

“กูเนี่ยนะ คบกับไอ้อัธเพื่อนมึง เอาเรื่องนี้มาจากไหน มั่วสัด” คำปฏิเสธที่ดูจริงจัง แต่ไม่จริงใจ สายตาไอ้เจมันดูมีพิรุธ “ไปๆ กูจะอ่านการ์ตูน”

“จ้องตากูไอ้เจ” ไม่มีการให้ความร่วมมือ ผมเลยต้องจับหน้ามันให้หันมาพร้อมส่งสายตากดดัน “มึงจ้องตากูแล้วพูดความจริงออกมา” คล้ายสะกดจิตนิดๆ “ไอ้เจ พูดออกมา”

“พวกมึงจะจูบกันเหรอ” ระหว่างที่ผมกดดันไอ้เจทางสายตา เสียงทักก็ดังอยู่ข้างๆ ไอ้เกมส์กระพริบตาปริบๆ มองมา ก่อนที่ผมจะสะดุ้งเมื่อเห็นว่าหน้าผมกับหน้าไอ้เจห่างไม่ถึงคืบ เราสองคนเลยรีบดีดตัวออกจากกันอย่างไว “กูตกใจ แม่ง”

“จูบเชี่ยไร กูกำลังหาความจริงในแววตามันอยู่” พูดเหมือนเพลง แต่มันคือความจริง

 “ความจริงบ้าบออะไร ไม่มีเว้ย” ไอ้เจโวยวายแล้วมันก็ก้มหน้าอ่านการ์ตูนต่อ

“เพราะมึงเลยไอ้เชี่ยเกมส์” ผมหันไปแหวคนขัด ไอ้เกมส์ส่ายหน้าระอาพร้อมกับนั่งลง ไม่นานไอ้มีนก็กอดคอแน่วเข้ามา กลุ่มผมครบทีมแล้ว การเรียนก็เริ่ม แต่สมาธิเรียนจะมีไหมนี่อีกเรื่อง

หลังจากเรียนช่วงเช้าจบ พวกผมก็หอบหิ้วกันไปกินข้าว เจอบรรดานักศึกษาที่เลิกเรียนพร้อมกันนั่งอยู่แทบล้น นี่อย่าบอกว่าพวกผมต้องเดินย้อนกลับไปกินที่โรงอาหารคณะนะ เพราะมันอย่างไกล

“เพราะมึงเลยอีแน่ว” ไอ้มีนตบหัวเพื่อนสาวคนเดียวของกลุ่ม นั่นแหละครับ เพราะอีแน่วจริงๆ มันบอกอยากมาดูสาวๆ ที่โรงอาหารกลาง แต่สุดท้ายก็ไร้ที่นั่ง เซ็ง

“ไปกินโรงอาหารนิติไหมพวกมึง” อยู่ๆ ผมก็คิดอะไรบางอย่างออก “ใกล้ๆ นะเว้ย กูว่า โต๊ะต้องว่างชัวร์”

“สาวนิติมีสวยบ้างไหมวะ” คำถามที่ทำให้เพื่อนแน่วถูกตบหัวอีกรอบ “ตบหัวกูจนจะหลุดอยู่แล้วไอ้มีน”

 “ขาดสาวสักวันมึงจะตายไหมฮะ บ้าผู้หญิง” ไอ้มีนทำหน้างอเดินนำไปแล้ว ก่อนคนที่ทำให้งอนจะรีบเดินตามไปกอดคอ กอดเอว

รู้สึกเหมือนมีดาวติดที่หางตาแบบในการ์ตูน

 “กูว่าไม่ธรรมดานะแบบนี้” ไอ้เกมส์ว่าออกมา ไม่ใช่ผมคนเดียวแล้วที่คิด

“มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอวะ” เสียงไอ้เจทำเอาผมกับไอ้เกมส์พยักหน้ารับ ก็จริง มันดีแล้ว ถ้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลง

พวกเราทั้งหมดเดินข้ามถนนไปยังโรงอาหารใต้ตึกนิติ แม้คนไม่เยอะเท่าโรงอาหารกลาง แต่ก็คึกคักพอดู ผมเดินกอดคอไอ้เจไปที่ร้านข้าวราดแกง ด้านหลังคนที่ยืนข้างหน้านี่ดูคุ้นเหลือเกิน ผมชะเง้อดูจนเขาคงรู้สึก ถึงได้หันหน้ามา

“ไอ้ดีฟ”

 “อ่าวไอ้ม่าน” ผมยิ้มแป้นให้กับเพื่อนของเพื่อน ไอ้ดีฟยิ้มทักทายเผื่อแผ่ไอ้เจด้วย “ทำไมมากินที่นี่วะ”

“หวงของกินโรงอาหารมึงหรือไง” ถามล้อเล่นไป ไอ้เพื่อนของเพื่อนเลยหัวเราะร่วน “ไอ้อัธล่ะ”

“มันไปซื้อน้ำนู้น” ผมหันไปมองตามที่ไอ้ดีฟชี้ “ไอ้เชี่ยเจ กูทักเกมส์ไปแม่งเงียบสัด”

 “กูก็ต้องอ่านหนังสือบ้าง ใครจะบ้าเล่นเกมส์เหมือนมึง” ไอ้เจตอบสีหน้านิ่งๆ ก่อนไอ้ดีฟจะหันไปสั่งข้าวเมื่อถึงคิว พอมันได้ก็ยังคงยืนรอทำเอาผมย่นคิ้วนิดๆ แต่ก็ไม่คิดจะถาม

“พวกมึงนั่งตรงไหนวะ” พอพวกผมได้ข้าว มันก็เดินตีคู่มาด้วย นี่มันรอพวกผมเหรอ เออดีว่ะ เป็นเจ้าบ้านที่ดี

“นั่งที่มันว่าง” ไอ้เจตอบกวนๆ เลยถูกขัดขาซะเกือบล้ม แล้วไอ้ดีฟก็โดนด่าไปตามระเบียบ ไอ้นี่สงสัยจะชอบโดนด่า บ้าจริง

ผมสามคนเดินมานั่งที่โต๊ะ เจอไอ้อัธที่มานั่งรออยู่ก่อนกับพวกไอ้เกมส์ ผมรีบเดินไปดันไอ้เจให้เข้าไปนั่งข้างไอ้อัธก่อนที่ผมจะนั่งประกบอีกข้าง เอาวะ เรื่องนี้ต้องช่วยตัวเองซะแล้ว

แม้จะโดนไอ้เจบ่นแต่มันก็ยอมตักข้าวกิน ผมแอบเหล่เพื่อนสองคนที่นั่งข้างกัน ไอ้อัธก็ทำตัวปกติคุยเล่นคนอื่นปกติ แต่ที่มีสิ่งที่ผิดแปลกไปคือ ไอ้เจเงียบครับ ไม่มีเสียงมันแทรกมาสักประโยค ทั้งที่ปกติเป็นพวกสอดขนาดนั้น

“วันนี้ไม่เอาปากมาเหรอวะ” ผมรีบหันไปทันทีที่ไอ้อัธถามคนนั่งข้างมัน คงเพราะคนอื่นๆ ถามความเห็น แต่ไอ้เจนั่งเงียบ ผมเห็นไอ้เจมองคนว่าให้แป๊บหนึ่ง ก่อนจะอ้าปากด่ากลับ

“เรื่องของกู”

ป๊าดติโท๊ะ ไอ้เจไม่สู้เว้ย

“ด่ากูเสือกเหรอวะ”

เฮ้ยๆ ทำไมเพื่อนชายนายอัธมันดูดุดันขนาดนี้

“ในประโยคกูด่ามึงว่าเสือกตรงไหน อย่าหาเรื่องกู”

“พอๆ พวกกูจะแดกข้าว ไอ้ห่า” ไอ้เกมส์ออกโรงขัด สงครามสองคณะเลยหยุดลง “ไอ้เชี่ยมู่ ข้าวกินทางปากไม่ใช่จมูก”

“หือ อ่าวเหรอ” ผมหัวเราะแห้งไป เพิ่งรู้ว่าผมยกช้อนทิ่มรูจมูกตัวเอง ก็ว่าทำไมกินข้าวไม่ได้สักที

“ไอ้ขี้เสือก” ถูกไอ้เจด่าอีก

เจ็บปวด

 ข้าวหมดก็แยกย้ายครับ ไอ้อัธกอดคอเพื่อนซี้ไปเรียน ส่วนพวกผมแม้ไม่มีเรียนแล้วแต่ก็ต้องไปประชุมเรื่องงาน ปีนี้พวกผมต้องรับหน้าที่คุมซุ้มขายของ ซึ่งมันโคตรดี จำได้เมื่อปีที่แล้ว ผมวิ่งวุ่นไปทั่วงานเพราะพี่รหัสโยนงานประสานงานตัวเองมาให้ผม โคตรซวย

บรรยากาศการประชุมก็มีหลายแบบ บ้างก็เคร่งเครียด บ้างก็โวยวาย บ้างก็นั่งก้มหน้าเป็นสังคมโซเชียล ส่วนผมอยู่ในส่วนหลังครับ ไอ้เม่นรัวข้อความมาตั้งแต่เที่ยง แต่ผมเพิ่งจะมีโอกาสตอบ พอตอบครั้งแรกปุ๊บ มันก็รัวมาจนไม่รู้จะตอบอันไหนก่อน

“มึงช่วยเงยหน้ามาสนคนรอบข้างบ้าง” โดนตบหัวพร้อมประโยคที่เรียกคนมองทั่วห้อง

ผมโดนไอ้เจเอาคืนแล้วครับ

 “ไอ้สัด” ด่าแบบเบาๆ แต่ไอ้เจกลับยักคิ้วเยาะเย้ยที่เล่นงานผมได้

การมอบหมายงานถูกจดลงในกระดาษ ผมขายของอย่างเดียวไม่มีงานอื่น โคตรดี พอๆ กับไอ้เจนั่นแหละครับ ที่ขายของกับผม คงเพราะพวกเราหน้าตาดี เรียกลูกค้าสาวๆ ได้ คนมันหล่ออะเนอะ

“กลับไงวะ” ขาผมถูกเท้าสะกิด พอเงยหน้าขึ้นไปมองก็เจอพี่เฟรนด์พี่รหัสยืนกอดอกจ้อง “มองหน้ากูอีก กูถามว่ามึงกลับยังไง”

“ผัวมารับ ตอบพี่เขาไปสิวะ” ผมตบหัวเพื่อนสนิทเป็นสิ่งตอบแทน “ตบหัวกูอีก”

 “ก็มึงเสือก” ด่าเพื่อนก่อนเงยหน้ายิ้มแหยๆ ให้พี่รหัส “พี่เฟรนด์มีอะไรกับผมหรือเปล่า”

“กะจะชวนไปแดกเหล้าคืนนี้ แต่มึงคงไม่ว่าง ไม่สนใจกู ใช่ซี้ กูก็แค่พี่รหัส ไม่ใช่ผัวมึงสักหน่อย”

“โหย พี่เฟรนด์ ใครจะไปสำคัญเท่าพี่รหัสสุดเลิฟของไอ้ม่านคนนี้ได้” ผมกอดแข้งพี่รหัสไว้แน่น “คืนนี้ถ้าฟรีก็ตกลง”

“ไอ้ห่า กูเคยให้มึงออกเงินเหรอ” แม้ถูกสะบัดขาให้หลุด แต่ผมก็กอดแน่น “ปล่อยสิวะ”

“ไม่เอา เดี๋ยวพี่เฟรนด์จะไม่รู้ว่าไอ้ม่านรัก” ยิ่งสะบัดยิ่งกอดแน่น

“มึงจะเกาะขาเมียกูอีกนานไหมวะ” มาแล้วครับ ผู้พิทักษ์พี่เฟรนด์ พี่อินเดินหน้าโหดเข้ามา แต่ดูก็รู้ว่าแกล้ง โด่ จะข่มขู่ไอ้ม่านไม่มีวันซะหรอก “ไอ้เจ คืนนี้มึงด้วยนะ”

“ได้ขอรับ” ไอ้เจทำท่าตะเบะแบบทหารส่งให้พี่รหัสมัน

“ดี ส่วนมึงไอ้ม่าน” ผมถูกพี่อินใช้เท้าเขี่ยอีกแล้ว “ปล่อยขาเฟรนด์ได้แล้ว ก่อนที่กูจะกระทืบมึง”

“พี่อินจะทำร้ายผมได้ลงคอเหรอ” แกล้งทำตาใสใส่ พี่อินคงรักและเอ็นดูผมมากเลยกระชากหัวเอาซะผมหน้าหงาย “เจ็บๆ พี่อินเจ็บโว้ย”

“กูเตือนมึงแล้ว” หน้างอจัดทรงผมตัวเอง ไม่รู้มีเส้นผมติดมือพี่อินไปหรือเปล่า “อย่ามาสำออย กูไม่ได้ดึงแรงเลยไอ้ม่าน”

 “นิสัยเสียเหมือนกันทั้งรุ่นพี่รุ่นน้อง” พูดเสร็จก็รีบวิ่งหนี ไม่วิ่งอาจถูกกระทืบได้

ผมวิ่งหนีออกมาใต้ตึก เจอบรรดารุ่นน้องกำลังง่วนทำซุ้มกันอย่างคึกคัก ผมเข้าไปป่วนนิดๆ หน่อยๆ ก่อนแยกไปหาคนมารับ ไอ้เม่นนั่งฟังเพลงรออยู่ในรถ พอผมขึ้นไปนั่ง มันก็หันมายิ้มหวาน

“พี่หิวป่ะ”

 “นิดหน่อย” แต่ท้องดันร้องซะงั้น ไอ้เม่นทำตาโตก่อนหัวเราะออกมาเสียงดัง “กินอะไรง่ายๆ ก็พอ ตอนค่ำต้องไปกินเหล้า” ผมว่า

 “กินเหล้า?” ไอ้เม่นหยุดขำเปลี่ยนมาตีหน้ายุ่งแทน “พี่ไม่เห็นบอกผมเลย”

“ก็บอกอยู่นี่ไง” ใช้นิ้วจิ้มๆ ไอ้เม่นที่หน้างอเป็นปลาทู “พี่รหัสกูนัดเลี้ยง”

“พี่รหัสผมก็นัด”

“ก็ไปสิ”

 “แต่ผมบอกพี่เขาว่าไม่ไป”

“อ่าว ทำไมไม่ไปวะ”

“ไม่อยากให้พี่อยู่คนเดียว ผมเป็นห่วง”

“มึงอย่าเว่อร์น่า กูผู้ชายนะเว้ย อีกอย่าง มึงไป กูก็ไป” ไอ้เม่นจ้องหน้าผมไม่ยอมหลับตา “อะไร”

“ผมจะไปกับพี่”

 “ตลกละ พี่รหัสมึงก็เลี้ยง จะไปกับกูทำไม”

 “พี่ไปกินร้านไหน”

“ทำไมวะ” เลิกคิ้วมองอย่างสงสัย พอโดนกดดันก็จำเป็นต้องบอก “เออๆ ร้านปากมอม รู้จักป่ะ” ไอ้เม่นกระพริบตาปริบๆ ก่อนกดโทรศัพท์หาใครสักคน

 “พี่ติ๊กรู้จักร้านปากมอมหรือเปล่าครับ... อ่อ ใช่ๆ ...ครับ ...ได้ครับ เจอกันครับ” วางเสร็จไอ้เม่นก็หันมายิ้มแป้น “ผมนัดพี่รหัสแล้ว ร้านเดียวกับพี่เลย เราจะได้ไปด้วยกัน”

 “มึงกำลังทำให้กูกลัว ไอ้เม่น”




 เกือบหนึ่งทุ่มที่ผมกับไอ้เม่นเดินเข้าร้าน เห็นฝั่งตัวเองยังมาไม่ครบ ส่วนฝั่งไอ้เม่นมาครบแล้ว ผมเลยรีบดันหลังให้มันรีบเดินไปหาพวก แม้มันจะอ้อยอิ่งนิดๆ แต่ก็ยอมเดินไป มองจนมันนั่งลงกับพวกรุ่นพี่ผมถึงเดินไปหาเพื่อนตัวเอง โต๊ะผมยังขาดคนชวนครับ

“พี่เฟรนด์ยังไม่มาเหรอวะ” ตบบ่าไอ้เจเบาๆ ถาม ไอ้เจกระดกเหล้าเข้าปากโดยที่คิ้วมันยักขึ้นลงเป็นคำตอบแทน “ชงให้กูดิ๊ ขอแบบไม่เข้มเพราะต้องขับรถ”

 “มาแดกเหล้ายังห่วงขับรถ กลับบ้านมึงไปเลยไป” ถูกไอ้เกมส์ไล่ครับ

ที่จริงวันนี้ที่มาก็ไม่ได้เลี้ยงสายรหัสแบบไอ้เม่น แค่รุ่นพี่อยากกินเลยชวนรุ่นน้องมาแค่นั้น ส่วนเจ้ามือก็คือคนชวนครับ พวกผมเลยลอยตัว กินเท่าไหร่ก็สบายกระเป๋า

“อย่าไปไล่มัน ผัวมันมาคุมก็ต้องเข้าใจ เมาแล้วจะเสียลุค” อยากยืดมือไปตบหัวไอ้มีน แต่มันอยู่ไกลเกินเอื้อมไปหน่อย ผมค่อนขอดในใจไม่นานพี่อินก็เดินนำหน้าพี่เฟรนด์เข้ามา รุ่นพี่สองคนแต่งตัวสบายๆ แต่เรียกสายตาสาวๆ ได้ทั้งร้าน “พวกพี่จะหล่อไปไหนเนี่ย”

“ไม่ได้ไปไหน ก็กูมาแดกเหล้าเนี่ย” ความกวนของไอ้มีนสู้ความเกรียนของพี่รหัสผมไม่ได้สักนิด “ไอ้ม่าน ไหนผัวเด็กมึงวะ” ทำหน้าเซ็งเมื่อถูกถามหาไอ้เม่น ผมพยักพเยิดหน้าไปอีกด้าน เห็นไอ้คนที่ถูกถามหาก็มองมาเหมือนกัน “ผัวมึงคงหวงกูว่า”

“พี่เฟรนด์อย่าเปิดประเด็น” ผมว่า มือก็ยกแก้วขึ้นดื่ม ผมรู้ดี เพียงแค่ผมกวักมือเรียก รับรองไอ้เม่นแทบจะวิ่งมาหา ไม่สิ แค่มองเฉยๆ ก็มีสิทธิ์ที่มันจะทิ้งพี่มหาลัยมาหาผมแทน

แล้วแบบนี้จะไม่ให้ผมกลัวมันได้ยังไง

“กูไม่เข้าใจ มึงมีดีอะไรนักหนาวะ มันถึงได้ตัวติดขนาดนี้” ไอ้เจถาม แต่ผมเลือกจะเงียบใส่

“มึงถามไม่คิดไอ้เจ ไอ้มู่ต้องลีลาเด็ดอยู่แล้ว” ผมพ่นก้อนน้ำแข็งเล็กๆ ใส่อีแน่วครับ มันก็โวยวายออกมาแต่ผมไม่สนใจ “มึงมันไอ้ตัวโสโครก”

“มึงลีลาเด็ดจริงเหรอวะ” พี่รหัสผมทำตาโตเลยครับ

“พี่เฟรนด์อย่าบ้าจี้ตามพวกมันดิ่” ผมว่า

“แต่กูได้ข่าวมาว่า พวกมึงยังไม่ได้กันนี่หว่า” คนเปิดประเด็นนี้คือไอ้เกมส์ครับ ใช่ผมเคยบอกมัน แต่ไม่คิดว่ามันจะปากโป้งแบบนี้ ไอ้เหี้ย

“โอ้ว น้องม่านมู่ลี่ของพี่เฟรนด์ มึงโคตรอ่อนเลยว่ะ” ผมถูกพี่เฟรนด์ดึงเข้าไปกอด แขนที่รัดแม่งรัดโคตรแน่นแถมยังโยกตัวผมไปมาจนเกือบล้มจากเก้าอี้ ผมกำลังจะอ้าปากโวยวาย พี่เฟรนด์กลับโวยวายขึ้นมาซะก่อน “ไอ้เหี้ย”

สิ่งที่เห็นคือไอ้เม่นมันเดินมาตอนไหนไม่รู้ ที่แน่ๆ มันล็อกตัวพี่เฟรนด์ออกจากตัวผม พี่รหัสตัวผอมบางแทบจะปลิวตอนถูกมันเหวี่ยงออก

“อะไรของมึงวะ” พี่อินเลือดร้อนทันทีที่เห็นคนรักตัวเองถูกลอบทำร้าย ผมเห็นท่าไม่ดีก็รีบไปยืนคั่นกลาง “ถอยไอ้ม่าน”

 “พี่อินถือว่าผมขอร้อง อย่ามีเรื่องเลยนะ คนในนี้เยอะ” ผมยกมือไหว้รุ่นพี่แต่พี่อินดูจะไม่ยอม “นะพี่อิน”

“มึงควรสั่งสอนคนของมึงบ้าง” ถูกชี้หน้าด่า ผมเลยได้แต่พยักหน้ารับ

“ทำไมต้องเชื่อเขาด้วย” เรื่องมันกำลังจะดี แต่ไอ้เม่นกลับโวยออกมา ผมเบิกตาโตมองคนยังจะหาเรื่อง “เป็นรุ่นพี่ไม่ใช่พ่อสักหน่อย”

“ไอ้เม่น” แหกปากลั่นพร้อมๆ กับพี่อินพุ่งหมัดเข้าหน้าจนไอ้เม่นล้ม

งานเข้าแล้ว

การตะลุมบอลเกือบเกิดขึ้น ดีที่ฝั่งผมกับฝั่งไอ้เม่นไม่ได้เลือดร้อน สองฝั่งพุ่งเข้าใส่กันเพื่อห้าม พี่อินเป็นคนแรงเยอะพอๆ ไอ้เม่นนั่นแหละครับ คนเกือบหกเจ็ดคนแทบเอาไม่อยู่

“กูว่า มึงพาเด็กมึงกลับเถอะ ก่อนที่พวกเราทั้งหมดจะต้องไปแดกข้าวแดงในคุกแทนเหล้า” พี่เฟรนด์ออกปากไล่ สองแขนก็โอบรัดพี่อินแน่น ผมพยักหน้ารับพร้อมกับออกแรงลากไอ้เม่นให้เดินตาม พวกรุ่นพี่มันก็ร่วมด้วยช่วยผมลากออกมาด้วย

“ขอบคุณครับ” โค้งศีรษะขอบคุณเพื่อนพี่น้องต่างมหาลัย ไอ้เด็กที่ผมรัดยังดิ้นพล่านจะเข้าไปด้านในอยู่ตลอด “ไอ้เชี่ยเม่น หยุดดิ้น กูเหนื่อย” หมดแรงจะต้านแล้วจริงๆ ตอนนี้

“ทำไมพี่ต้องไปยอมมันวะ” ไอ้เม่นสะบัดตัวอีกครั้งก็หลุดจากการรัดของผม หน้าตามันตอนนี้เหวี่ยงไม่แพ้น้ำเสียง “แม่งเอ๊ย”

“นั่นพี่รหัสกูนะไอ้เม่น” ผมว่า แต่ได้ตาขวางตวัดมามอง

“พี่รหัสแล้วไง ทำไมต้องให้กอดวะ” เอ๊า ไอ้นี่

“มันก็ปกติหรือเปล่าวะ พี่เขาก็กอดกูปกติ”

“นั่นมันเมื่อก่อนที่ปกติ แต่ตอนนี้พี่มีผมแล้ว มันไม่ปกติ ผมไม่ชอบ”

“มึงเริ่มพาล...”

“เออ พาลแถมโมโหมากด้วย แม่งเอ๊ย” สะดุ้งตกใจตอนไอ้เม่นหันไปเตะเสาไฟฟ้า ไม่แข้งเขียวก็ได้เลือดนะผมว่า

 ไอ้เม่นเดินดุ่มๆ ไปขึ้นรถ ผมที่มาพร้อมมันก็ต้องรีบไปขึ้นรถด้วย นั่งยังไม่ทันจะดีรถก็ถูกกระชากออกสู่ท้องถนน ผมรีบคาดเข็มขัดนิรภัยทันทีที่เห็นความเร็วด้านหน้า ไอ้เม่นทำให้ผมกลัวอีกแล้ว


นรกจ๋า อย่าเพิ่งมาพรากชีวิตไอ้ม่านคนนี้ไป


“ใจเย็นๆ ดิ่วะ ขับช้าๆ ด้วย” ไม่กล้าโวยวายกลัวสติมันแตกกระเจิงมากกว่านี้ รถเก๋งของมันขับไปดูไร้จุดหมาย กว่าอารมณ์คนขับจะเย็นลงก็ปาไปหลายชั่วโมง เอาซะผมเกือบหลับ “จอดซื้ออะไรวะ” กำลังจะเคลิ้มรถก็หยุดหน้าร้านสะดวกซื้อภายในปั๊ม ผมมองตามไอ้เม่นที่หายเข้าไปในร้าน รอไม่นานก็ออกมาพร้อมถุงใบใหญ่

ไม่มีเสียงพูดคุยหรือตอบกลับใดๆ ทั้งสิ้น ผมเลยเลือกจะเงียบตาม แม้จะแอบเหล่ๆ มันบ้างเป็นระยะ เส้นทางนี้ไม่รู้ปลายทางอยู่ตรงไหน แน่นอนว่าไม่ใช่หอผมแน่นอน จะถามก็กลัวแพ้เลยปล่อยให้มันขับไปตามใจ

รถคันสวยเข้าจอดใต้ตึกสูงลิ่ว ไม่รู้ว่าที่ไหน แน่ๆ ชื่อป้านด้านหน้าบ่งบอกได้อย่างดีว่าที่นี่มีแต่คนมีเงิน ก็มันอยู่ใจกลางเมืองซะขนาดนี้

“ถือด้วย” เสียงนิ่งสั่งผม นี่มันกล้าใช้ผมถือของเหรอวะ แต่ถามว่าถือไหม...ก็ไม่น่าจะถาม

“มาหาใครวะ” ผมหิ้วถุงหนักๆ สองมือ ขาก็ต้องรีบเดินกลัวไม่ทัน ผมมองรอบๆ ตัวอย่างตื่นๆ หลังจากเดินเข้ามาในตึก ประชาสัมพันธ์สาวสวยนั่งหน้าเต็มอยู่ที่หลังเคาน์เตอร์ พอเห็นพวกผมเดินเข้ามาก็ยิ้มให้เพียงเท่านั้น นี่เขาไม่คิดจะมีแลกบงแลกบัตรหน่อยเหรอ คนนอกเข้าตึกนะเว้ยเฮ้ย ความปลอดภัยอยู่ที่ไหน

ผมรีบสาวเท้ายาวๆ เท่าที่ขาตัวเองจะอำนวยเข้าในลิฟต์ ตู้ขนาดกลางทะยานขึ้นสู่ชั้นบนจนหูแทบอื้อ ตัวเลขดิจิตอลบอกชั้นที่สิบสี่ประตูถึงเปิดออก แม่งสูงไปไหน ส่วนไอ้เม่นก็เดินหน้าบึ้งปึงปังออกไป ไอ้นี่บ้ามาก ผีเข้าผีออกจนปวดหัว ผมเดินตาม ปากก็บ่นไป มือชาไปหมดแล้วครับ ของในถุงมีแต่กระป๋องเบียร์ ไม่รู้จะซื้อมากินหรืออาบ

ประตูห้องหนึ่งสี่สี่เก้าเปิดออก ผมชะโงกหน้าเข้าไปมองนิดๆ กลัวจะเจอเพื่อนหรือคนที่ไอ้เม่นมาหา แต่ปรากฏว่าไม่เห็นใครสักคน ขนาดเดินเข้ามายังไม่เจอใคร แม้แต่เงายังไม่มี ไอ้สิ มีเงาไอ้เม่นคนหนึ่ง

“เอาวางบนโต๊ะ” ถูกใช้อีกแล้ว ไอ้เม่นชี้นิ้วสั่งให้ผมวางถุงบนโต๊ะ

“ห้องใครวะ เพื่อนมึงเหรอ” พอวางถุงหนักแล้วผมก็รีบสะบัดมือคลายความชาของการถูกเหน็บกิน ความสอดรู้ก็สั่งให้ขาเดินไปสำรวจทั่วห้อง “โห มุมดีว่ะ” กระจกใสบานใหญ่ทำให้เห็นบรรยากาศเมืองหลวงที่คลาคล่ำไปด้วยรถราและแสงไฟของตึก มันสวยมากจริงๆ ผมวางหน้าแนบกระจกมองความสวยตรงหน้า ชักอยากได้ห้องสวยๆ วิวดีๆ แบบนี้ซะแล้วสิ

“ชอบหรือเปล่า” เสียงเบาๆ กับแรงรัดช่วงเอว ไอ้เม่นกำลังกอดผมจากด้านหลัง คางแหลมของมันวางบนบ่าของผม มิน่าเวลามันพูด ลมเบาๆ ถึงเป่ารูหูจนขนลุก

“ก็ดีนะ ห้องสวยดี” ผมตอบ พยายามทำเมินแรงกอดที่เริ่มรัดแน่น “ว่าแต่ ห้องใครวะ”

 “ห้องผมเอง ที่ผมเคยบอกพี่ไง” ย่นคิ้วหลังจากได้ยิน ไอ้เม่นบอกอะไรผมวะ “ที่จริงยายซื้อไว้ให้แม่ แต่ตอนนี้มันเป็นของผม”

“จริงดิ่ ห้องมึงโคตรสวย” ทำไมรู้สึกแปลกๆ วะ ผมย่นคอหนีความร้อนจากปากของไอ้เม่น “เฮ้ย ตรงนั้นวิวก็สวย” ผมทำท่าว่าจะเดินไปอีกมุม แต่แขนที่รัดเอวไม่ยอมปล่อย “ไอ้เชี่ยเม่น” ผมแหวออกมาเมื่อถูกงับเข้าที่คอ แม่งเป็นแวมไพร์กลับชาติมาเกิดหรือเปล่า

 ที่แน่ๆ คอผมเค็มจากขี้ไคลแน่นอน

 “ขอโทษครับ แต่พอผมได้กลิ่นพี่ทีไร ห้ามใจไม่ได้ทุกที” เสียงขำเบาๆ ชิดใบหู ไม่ทำให้หายใจโล่งท้องสักเท่าไหร่ ยิ่งไปกว่านั้น ลมเบาๆ นั่นทำให้ขนแขนผมลุกมากกว่าเดิมซะอีก

 “ปล่อยก่อน กูเหมือนจะปวดขี้” แกล้งบอกไปงั้น แต่ขนที่แขนทำให้ไอ้เม่น (เหมือนจะ) เชื่อ “ห้องน้ำอยู่ไหนวะ” ต้องตีเนียนปวดขี้จริงๆ ไอ้เม่นชี้ห้องน้ำในห้องนอน ผมก็พยักหน้าเบาๆ

ประตูห้องนอนที่เป็นแบบล้อเลื่อน ดูดีมีสไตล์ทีเดียว จากการคำนวณแล้ว แบบผมคงไม่มีปัญญาซื้อหรอก ผมทำธุระส่วนตัวอยู่นานกว่าจะออกห้องน้ำ ตอนแรกไม่ได้ปวดจริง พอไปนั่งมันกลับออกมาจริงๆ สงสัยส้มตำจะทำพิษ เพราะมันออกซะท้องโล่งเลย


“นาน” ออกจากห้องนอนมาก็เจอไอ้เม่นเปิดเบียร์ไปแล้วหลายกระป๋อง

“ก็กูขี้” ผมบอกพลางทิ้งตัวนั่งบนโซฟานุ่มหน้าทีวี ไอ้เม่นลดขาที่พาดโต๊ะเตี้ยลง มันหยิบเบียร์มาให้ผม “ขอบใจ แต่ห้องมึงสวยจริงๆ ว่ะ” ว่าห้องแฟนไอ้กลอยสวยแล้วนะ ห้องนี่ก็ไม่แพ้กันเลย มีบันไดขึ้นชั้นลอยด้วย

ผมจิบเบียร์ไป ตาก็มองสำรวจห้องไป นี่ผมอาจจะต้องมาอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอเนี่ย ดูจากความสะดวกสบายแล้วคงจะดีไม่น้อย ติดอยู่อย่างเดียว มันไกลมหาลัยผมไปหน่อย หากขับรถไปคงเปลืองน้ำมันแน่นอน

“ดีใจนะ ที่ม่านชอบ” การสำรวจหยุดลงเมื่อได้ยินชื่อโดดๆ ของตัวเองออกมาจากปากไอ้เม่น

 “เดี๋ยวจะโดน เรียกชื่อกูเฉยๆ ได้ยังไง” ผมว่า พลางกระดกเบียร์จนหมดกระป๋อง คงเพราะติดพันมาจากร้านเหล้า กะจะเมาสักหน่อย อดเลย

“ได้ดิ่ ก็เราเป็นแฟนกัน” ไอ้เม่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อย่างน่าหมั่นไส้ปนน่าถีบ

“เฮอะ” เค้นเสียงในลำคอ ไอ้เม่นดันผมให้ขยับไปนั่งริมโซฟาอย่างงงๆ ก่อนมันจะล้มตัวหนุนตัก ผมดีดหน้าผากเหม่งเบาๆ “มึงอย่าหึง อย่าบ้ามาก กูกลัว”

 “กลัวทำไม ไม่ต้องกลัวเม่นนะ” ผมจ้องหน้าคนบนตัก แววตาไอ้เม่นดูสั่นไว “ม่านไม่ต้องกลัวเม่นนะ” ผมเบี่ยงหน้าหนีฝ่ามือที่ยื่นมาจับแก้ม แต่พอเห็นท่าทางชะงักและแววตาเสียใจผมก็ยอมซบหน้าเข้าหามือที่ยังค้างอยู่

“มึงควรลดอารมณ์รุนแรงลงบ้าง ใช้สติให้มากหน่อย” พูดไปแก้มก็ถูฝ่ามืออุ่นไป รู้สึกเหมือนแมวเลยว่ะผมเนี่ย แต่มือนุ่มๆ ของไอ้เม่นมันลูบแล้วเคลิ้มดีเหมือนกันนะ มิน่าแมวถึงชอบให้ลูบหัวเกาคาง

“เม่นขอโทษ ก็เม่นหึง ไม่ชอบให้ใครมาจับม่านนี่นา” ไม่ค่อยชอบใจที่ถูกเรียกด้วยชื่อเฉยๆ ถ้าเป็นรุ่นน้องคนอื่น ผมอาจกระโดดเตะขาคู่ไปแล้ว “ม่านห้ามให้ใครมาแตะตัวสิ”

“ตัวกูไม่ใช่ทองคำที่ใครแตะแล้วจะหลุดลอก ทำไมต้องหวง” พูดตามความจริง แต่คงจะไม่ถูกใจไอ้คนหนุนตักสักเท่าไหร่ “ทำไม...” กำลังจะถามบางอย่าง มือที่ลูบแก้มก็ยืดเหนือหัวแล้วก็ถูกดันให้ก้มลงพร้อมๆ กับใบหน้าคนบนตักยื่นเข้าหา

 ...จูบแบบตกใจน้อยไปถึงปานกลาง

“ตัวม่านยิ่งกว่าทองคำอีก” ทันทีที่ผละออก ผมก็รีบโกยอากาศเข้าปอด เมื่อกี้เกือบตายแล้วไหมล่ะ

 “กดหัวกูทำเชี่ยอะไร เกือบตายแล้วเห็นป่ะ” ด่าไปหอบไป ไอ้เม่นดูไม่กลัวเอาซะเลย กลับกัน มันขำออกมาซะงั้น “ไม่ตลก”

“นี่แค่เริ่มต้นเอง เจอของจริงจะยิ่งหายใจไม่ทัน” คำพูดกำกวมนั่นได้นิ้วกลางของผมเป็นรางวัล “ของผมใหญ่กว่านี้อีก” ผมดึงมือกลับแต่ถูกรั้งไว้ ไอ้เม่นจูบนิ้วกลางของผมเบาๆ เล่นเอาหน้าร้อนผ่าวๆ

“เชี่ย” สบถคำหยาบไปแก้อาการหน้าร้อน

“ตั้งแต่พ่อแม่จากไป ม่านคือคนเดียวที่เม่นรัก” ผมปล่อยให้มันพูด มือก็ปล่อยให้มันจับๆ ลูบๆ บางครั้งมันก็ดึงมือผมไปจูบ แต่ที่ไม่เข้าใจคือมันจะเลียทำเพื่ออะไร พอจะดึงกลับก็ถูกยึดไว้อีก “ม่านอย่าทิ้งเม่นนะ ได้โปรด”

“เออน่า” แพ้สายตาวาวใสแบบนี้ของมันทุกทีสิน่า ผมเบือนหน้าหนีไม่อยากมองนิ้วตัวเองที่ถูกลิ้นร้อนไล้ตามร่องนิ้ว ตอนนี้หัวใจผมเหมือนจะเด้งออกมาด้านนอก ความแรงของมันดังทะลุออกมา ไม่แน่ ไอ้เม่นอาจจะได้ยิน “เอาเบียร์มาดิ๊”

“เขินล่ะสิ” ไม่ได้เบียร์ แถมยังถูกล้ออีก ผมตวัดสายตามองคนล้อขุ่นๆ แต่พอประสานสายตา ก็เหมือนถูกตราตรึงไม่ให้หลบหนีไปไหนอีก “ม่านครับ”

คราวนี้เป็นผมเองที่ก้มหน้าลงไปจูบ ผมจูบย้ำๆ บนริมฝีปากนุ่มหยุ่น จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าลงมานอนราบบนโซฟาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมจ้องหน้าเด็กที่เคยกล้าตะโกนบอกจีบผมใต้ตึกที่ยังใช้จมูกโด่งคลอเคลียอยู่ แววตาที่จ้องผมระยะใกล้คู่นี้มีผมอยู่ในนั้น แถมยังจ้องมองซะเหมือนจะดูดให้ผมเข้าไป และที่น่ามองอีกอย่างคือปากแดงๆ ที่ผมเพิ่งจูบไปเมื่อกี้

“กลับไหม” ผมถามเสียงเบาหวิว คนที่คร่อมผมทั้งตัวยิ้มบางๆ ไม่มีเสียงตอบกลับใดๆ นอกจากส่งปากแดงที่ผมจ้องแนบลงมาอีกรอบ

จูบคราวนี้ช่างเนิ่นนานและซาบซ่าน ความร้อนของลิ้นที่ตอนนี้ไม่รู้ของใครร้อนกว่ากันกำลังตวัดเกี่ยวไปมา ผมอาศัยช่องว่างเล็กๆ ยามถูกรุกไล้เพื่อหายใจ

“ม่าน” เสียงชิดริมฝีปากกับมืออุ่นที่ไล้ไปทั่วอกทำให้ผมเหมือนคนจะจมน้ำ จากที่โกยอากาศตอนแรก ตอนนี้กลับหายใจไม่ออก “ม่าน”

 “เชี่ย” สบถเบาๆ หลังความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นมา ผมผงกหัวมองดูคนที่กำลังหยอกล้อกับยอดอกทั้งที่เสื้อผมก็ยังอยู่ รอยเปียกเป็นวงกว้างนั้นเจอแอร์เย็นๆ ทำเอาขนลุกหนักกว่าเดิม ยิ่งลิ้นร้อนตวัดไปมาสมองผมยิ่งเบลอหนัก “อื้อ” จนเผลอหลุดเสียงครางออกมาอย่างไม่ตั้งใจ

“ม่านครับ” ผมรีบยกมือสองข้างปิดปากตัวเอง เสียงครางเมื่อกี้ใช่ของผมแน่เหรอวะ “ม่าน” นึกค่อนขอดในใจที่ถูกเรียกซ้ำๆ แค่นี้ผมก็อายจะแย่ จะเรียกชื่อทำแมวอะไรวะ

“พะ พอ เชี่ย” คำพูดโคตรกระท่อนกระแท่น ก็ว่าทำไมมันหนาว ผมถูกรูดเสื้อออกจากหัวไปแล้ว ตอนนี้ด้านบนเปลือยเปล่า และไอ้เม่นกำลังปลดกางเกงผมอยู่ “มะ เม่น พอ” พยายามรวบรวมสติเท่าที่มีบอก แต่ดูคนคร่อมตัวผมจะไม่ได้ยินเสียงสั่งอันเบาหวิว

 “ม่านโคตรน่ารัก” เกลียดน้ำเสียงอ่อนโยนที่กระซิบข้างหู เพราะมันทำให้ผมใจอ่อนทุกครั้งไป

 “กู...กลัว” แม้รู้ว่าเสียงตัวเองช่างบางเบา แต่ก็ยังอยากจะพูด คราวนี้ไอ้เม่นคงได้ยิน เพราะมันส่งยิ้มให้ผมก่อนกดจูบย้ำๆ ทั่วใบหน้าของผม

 “เม่นรักม่านนะ เชื่อใจเม่น ไม่ต้องกลัว มองหน้าเม่นเอาไว้นะ” มันจะเชื่อได้จริงหรือเปล่าวะ ผมย่นคิ้วไม่เชื่อ แต่ริมฝีปากอุ่นเมื่อกี้กลับสร้างความมึนเบลอให้ผมอีกรอบ                 นี่ผมกำลังจะถูกเขมือบใช่ไหม จะเจ็บ จะปวด จะรวดร้าวแค่ไหน ไอ้ม่านจะตายหรือเปล่า ขอเหล้าแรงๆ ย้อมใจก่อนได้ไหม ไม่อยากจะคิดถึงวันพรุ่งนี้เลยให้ตาย...ตาย...ไม่นะ โนว ต้องไม่ตาย


...TBC


มันจะเรทเบาๆ เด้อค่าเด้อ >////<

ความคิดเห็น