email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ep15 = วิธีย้ายวิญญาณ กับ ความสับสนของซาสึเกะ=

ชื่อตอน : Ep15 = วิธีย้ายวิญญาณ กับ ความสับสนของซาสึเกะ=

คำค้น : 15

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 476

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2560 19:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ep15 = วิธีย้ายวิญญาณ กับ ความสับสนของซาสึเกะ=
แบบอักษร

    เวลาล่วงเลยมาจนถึงวันที่4 ที่นารุโตะอยู่ในร่างซาสึเกะ  และซาสึเกะอยู่ในร่างนารุโตะ  เด็กหนุ่มทั้งสองได้ฟันฝ่าจุดวิกฤตต่างๆของชีวิตมามากพอควร  ตั้งแต่คอยพูดแก้ต่างเมื่อมีคนสงสัย  ลองเปลี่ยนนิสัยเป็นอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องยากมาก  คอยเตือนเมื่อเห็นว่าใครคนหนึ่งเริ่มเผยธาตุแท้  โดยเฉพาะนารุโตะ ที่มักจะเอาร่างของซาสึเกะไปทำซุ่มซ่าม ทำเปิ่นจนเกือบหน้าแตกหลายครั้ง  ยังดีที่ซาสึเกะคอยกู้หน้าให้กับร่างของเขาได้ทุกครั้ง  ส่วนนารุโตะเองก็ฝึกให้ซาสึเกะหัดยิ้มแบบอื่น  นอกจากแสยะยิ้ม 

    บางคราวเกือบโดนซากุระจับได้  แต่ด้วยความร่วมมือของทั้งสอง  บวกกับคารมณ์ของนารุโตะในร่างซาสึเกะ  ซากุระจึงหายสงสัย

บริเวณทางเดินในบ้านโฮคาเงะ  หลังจากรายงานผลภารกิจล่าสุด ซึนาเดะก็มอบหมายให้ซากุระ ไปดูแลงานที่โรงพยาบาล  ดังนั้นในห้องทำงานจึงเหลือ ซึนาเดะ  ชิสึเนะ  คาคาชิ  ซาสึเกะ  และนารุโตะ

“ ฉันกับชิสึเนะช่วยกันค้นวิธีย้ายร่างคืน  ให้กับพวกเธอแล้วนะ  คาคาชิ...ตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องอยู่ฟังก็ได้  กลับไปเขียนรายงานได้แล้ว” โฮคาเงะยังสาวเอ่ยกับโจนินหนุ่ม

“ แต่ทั้งสองคนเป็นลูกทีมของผมนะครับ  และท่านก็บอกเองว่า ให้ผมดูแลสองคนนี้” ดูแล้วอาจเป็นคำพูดของผู้ที่สมเป็นหัวหน้าหน่วย  แต่ใจจริงคืออยากรู้เรื่องวิธีแก้นั้นด้วยมากกว่า

“ ตอนนี้  ฉันอยากคุยกับนารุโตะ  และซาสึเกะเท่านั้น เป็นเรื่องที่คนอื่น นอกจากฉัน กับชิสึเนะ จะรู้ไม่ได้...เข้าใจนะคาคาชิ ต้องขอบใจที่ช่วยเหลือมาตลอด  ถ้าหากว่าสองคนนี้มีปัญหากับเรื่องที่ฉันกำลังจะบอก  คงไปปรึกษาเธอเอง”

“ เข้าใจแล้วครับ...” คาคาชิกล่าวก่อนจะเดินไปที่ประตู

“ และฉันขอความกรุณา  อย่าแอบฟังอีกล่ะ”

“ ครับ...ไม่แอบฟังแน่นอนครับ”  โจนินหนุ่มหันมายิ้มแห้งๆให้กับโฮคาเงะก่อนออกจากห้องไป ส่วนท่านโฮคาเงะก็กลับมาสนใจแผ่นกระดาษในมือ

เวลาผ่านไปสักพัก  ซึนาเดะจึงเงยหน้าขึ้นมามองเด็กหนุ่มหลังจาก อ่านข้อความในกระดาษแผ่นเก่าๆใบหนึ่ง 

“ นี่เป็นใบที่บันทึกเกี่ยวกับการย้ายวิญญาณคืนร่าง  จากการสลับร่างที่มีสาเหตุมาจากด้ายแดง  เครื่องรางเก่าแก่  ที่ใช้ในการผูกชะตาคู่รักให้ครองคู่จวบจนสิ้นลมหายใจ  เท่าที่ฉันอ่านมา การคืนร่างไม่มีผลข้างเคียงอะไร  ก็ถือว่าโชคดีไป...แต่ว่า  การจะทำวิธีคืนร่างก็อยู่ที่ความสมัครใจของเธอสองคนด้วย  ซาสึเกะเธอลองเอาไปอ่านก่อน”  ผู้นำหญิงว่าพลางยื่นเอกสารมาทางร่างนารุโตะ  ซึ่งมือหนาก็รับไว้

“ ทำไมต้องให้ซาสึเกะอ่านก่อนอะป้า  ไม่ยุติธรรมเลย”  เด็กหนุ่มร่างอุจิฮะว่าพลางกอดอก  ทำหน้ามุ่ยขัดใจ

“ ถึงให้เธออ่านก่อน  เธอก็ไม่เข้าใจความหมายหรอก” ซึนาเดะกล่าวตามตรง

“ ว่าไงนะป้า!  ป้าหาว่าผมโง่เหรอ!  ผมก็เคยเรียนมาก่อนนะ  ภาษาคนผมก็อ่านออก  ผมไม่ใช่เด็กๆที่จะอ่านหนังสือไม่ออกซักหน่อย!!”

แต่ทันทีที่เด็กหนุ่มโวยเสร็จ  กระดาษเก่าๆก็ถูกยื่นมาทางเด็กหนุ่มจากคนที่อยู่ในร่างเดิมของเขา  แต่แปลกที่คนที่ส่งกระดาษมาให้ไม่กล้าสบตาเขา  ถึงจะเป็นปฏิกิริยาชั่วขณะ  แต่เด็กหนุ่มก็ดูออกว่าดูผิดจากซาสึเกะก่อนหน้านี้  เขาจึงรีบรับกระดาษมาอ่านข้อความทันที  ‘ วิธีคืนร่างนี่  มันต้องมีอะไรน่าสงสัย...’

นารุโตะอ่านบันทึกอย่างตั้งใจ  โดยค่อยๆไล่สายตาไปที่ละคำ ซึ่งเนื้อหาที่เขียนนั้นบอกถึงคุณสมบัติของด้ายแดง  การนำไปใช้  ผลกระทบเมื่อพยายามทำให้ด้ายขาด  มีตั้งแต่คนใดคนหนึ่งเป็นใบ้ ตาบอด แขนหรือขาเป็นอัมพาต  เกิดโชคร้ายกับทั้งคู่  และวิญญาณสลับร่างกัน   ซึ่งพออ่านจบบรรทัดนี้เด็กหนุ่มก็ถึงกับเช็ดเหงื่อที่ไหลลงมาจรดคาง *‘ ดีนะ...ที่แค่สลับร่าง  ถ้าเป็นข้ออื่นล่ะก็....’*  นารุโตะกลืนน้ำลายอึกใหญ่  ก่อนที่จะไล่สายตามาอ่านตรงการแก้คำสาป

ในกรณีที่ คนใดคนหนึ่งเป็นใบ้  ตาบอด  แขนหรือขาเป็นอัมพาต  ให้คู่ของชายหรือหญิงนั้นคอยเป็นอวัยวะที่ใช้การไม่ได้แทน  คอยดูแล  มอบรักแท้รักษา  เมื่อใจรักและผูกพันกันจริงแล้ว คำสาปก็จะคลาย

เวลาที่ใช้  ขึ้นอยู่กับหัวใจของทั้งคู่ว่าจะผูกพันกันเร็วหรือช้า

เมื่ออ่านจบข้อนี้ นารุโตะก็ถึงกับเบ้หน้า อยากอาเจียนกับความเลี่ยนของข้อความ  ก่อนลูบบริเวณแขนที่กำลังรู้สึกขนลุก  ก่อนจะอ่านข้อต่อไป

ในกรณีที่เกิดโชคร้าย  ให้ทั้งคู่คอยปลอบประโลม  และฝ่าฟันอุปสรรคไปด้วยกัน  เมื่อความรักของทั้งคู่มั่นคงแล้วคำสาปก็จะคลาย

ในกรณีที่วิญญาณสลับร่างกัน  ให้ทั้งคู่แลกวิญญาณผ่านทางลมหายใจ  เป็นการสื่อความรู้สึกที่มีต่ออีกฝ่าย  โดยการแลกเปลี่ยนสัมผัส ไออุ่นผ่านทางช่องลมหายใจนั้น

แต่มีข้อแม้ที่ว่า  จะต้องทำวิธีนี้ในคืนวันเพ็ญ  เวลาเที่ยงคืนตรงเท่านั้น

ระยะเวลาในการแลกเปลี่ยนดวงวิญญาณ  ขึ้นอยู่กับการเปิดใจรับ ความรู้สึกของอีกฝ่าย.

พออ่านข้อสุดท้ายจบนารุโตะถึงกับขมวดคิ้ว  ด้วยความที่ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของวิธีแก้คำสาป  *‘ มันแปลว่าอะไร?...แค่พ่นลมหายใจใส่กัน  ก็คืนร่างได้แล้วเหรอ...ง่ายจังแหะ’*  ข้อความในบันทึกสิ้นสุดเท่านี้  เมื่อไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว  เด็กหนุ่มจึงยื่นกระดาษคืนให้บนโต๊ะของโฮคาเงะ  และชิสึเนะก็มาเก็บไป

“...เธอเข้าใจว่าไงเหรอ  นารุโตะ” ซึนาเดะถามขึ้น  เมื่อเห็นใบหน้ายิ้มแย้มของเด็กหนุ่มในร่างอุจิฮะ

“ ไม่นึกว่ามันจะง่ายขนาดนี้เลยนะ ป้าซึนาเดะ  ก็แค่พ่นลมหายใจใส่กันแค่นั้น  วิญญาณก็กลับสู่ร่างเดิมแล้ว~~ ” เด็กหนุ่มยิ้มร่า  พลางเอามือประสานท้ายทอย

พอได้ยินสิ่งที่นารุโตะเข้าใจชิสึเนะถึงกับหัวเราะ  อย่างนึกเอ็นดูในความเดียงสาของเด็กหนุ่ม  ส่วนซึนาเดะเองก็ถอนหายใจก่อนยิ้มมุมปาก

“ ฉันว่าเธอคงเข้าใจความหมายดีนะ  ซาสึเกะ...อยู่ที่ว่าจะกล้าทำรึเปล่าแค่นั้น” ผู้นำหญิงเหล่ตามองเด็กหนุ่มในร่างนารุโตะ  ที่ถึงแม้จะทำหน้าเรียบเฉย แต่ก็ไม่กล้าสบตากับผู้สูงวัย

“ ก็...ไม่มีวิธีอื่นแล้วหนิ” ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็สามารถเก็บอารมณ์ดี  ด้วยน้ำเสียงที่ตอบไปนั้นยังเย็นชาเหมือนเป็นปกติ

นารุโตะในร่างซาสึเกะ  มองการกระทำและฟังบทสนทนาของซึนาเดะกับซาสึเกะ  ที่ทำให้รู้สึกแปลกๆ ฟังดูทะแม่งๆ เหมือนกับว่าที่เขาเข้าใจนั้นมันผิด  แต่เด็กหนุ่มก็ไม่ได้ใส่ใจ  เพราะมั่นใจว่าที่เขาเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว

    เมื่อเด็กหนุ่มทั้งสองพูดคุยถึงเรื่องการแก้คำสาปด้ายแดงกับโฮคาเงะเรียบร้อย  พวกเขาก็เดินทางกลับบ้านตระกูลอุจิฮะ  อันเป็นที่ตั้งหลักปักฐานของเขาทั้งสอง  และระหว่างผ่านร้านไอศกรีม เด็กหนุ่มในร่างอุจิฮะก็หยุดเดิน

    “ ซาสึเกะ...รอนี่แปปนะ  ฉันอยากกินอะไรดับร้อนหน่อย” กล่าวจบเด็กหนุ่มก็ก้าวไปทางร้านไอศกรีมทันที  แต่ก็ถูกมือของอีกคนขว้าไว้ก่อน

    “ เดี๋ยวฉันไปซื้อให้  ขืนเอาร่างฉันไปซื้อกลายเป็นจุดเด่นแน่”

    “ อะไรฟะ  กะอีแค่นายจะกินไอติม คนเขามองขนาดนั้นเลยเหรอ?”

    “ก็ไม่รู้ว่ามีคนรู้จักเราอยู่แถวนี้รึเปล่า”

    “ งั้น...เอาไอติมถั่วแดง  แบบแท่งเดียว” นารุโตะในร่างซาสึเกะพูดพร้อมยิ้มร่า  ลืมอำพรางหน้าตาไปซะสนิท  ทั้งๆที่ซาสึเกะก็เพิ่งบอกไปว่าอาจจะมีพวกเพื่อนๆของเขาอยู่แถวนี้ก็ได้

     ซาสึเกะส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ  ที่เตือนไปกี่ครั้งเจ้าเพื่อนบ้านี่ก็ไม่จำใส่สมอง  ก่อนจะเดินไปซื้อไอติมแท่งมาให้ 

    สักพักไอติมถั่วแดงก็ถูกยื่นมาตรงหน้าเด็กหนุ่มคราบอุจิฮะ

    “ รีบๆกินให้หมดล่ะ...ฉันขี้เกียจแก้ต่างให้นายอีก” ซาสึเกะว่า ก่อนเดินนำหน้าไป

    “รู้แล้วน่า” เด็กหนุ่มรับไอติมมากินอย่างสุขขี  ก่อนที่จะเดินตามเพื่อนของเขาไปไม่ห่าง

    แต่ขณะที่ทั้งคู่ได้เดินมุ่งหน้ากลับบ้านนั้น  ก็มีเด็กหนุ่มร่างโปร่ง ผิวสีซีดกระโดดมายืนขวางทางไว้  จึงทำให้เด็กหนุ่มทั้งสองชะงักมอง  และโดยเฉพาะนารุโตะในร่างซาสึเกะ  ที่เผลอทำหน้าเหวอไปชั่วขณะ ก็จะไม่ให้เขาตกใจได้อย่างไร  ในเมื่อไอ้หมอนี่เล่นโผล่มาจากไหนไม่รู้  และที่สำคัญตอนนี้เขาก็ยังคาบไม้ไอติมคาปากอยู่เลย  จะคายทิ้งตอนนี้คงดูน่าเกลียด

    ส่วนซาสึเกะในร่างนารุโตะก็มองผู้ที่ยืนขวางทางด้วยสีหน้าเรียบเฉย

    “ นารุโตะ...ฉันขอคุยอะไรด้วยได้มั้ย?” เด็กหนุ่มผิวสีซีดเอ่ยถามเด็กหนุ่มผมทอง

    “ มีอะไรก็ว่ามา...” เด็กหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชากว่าปกติ

    “ ขอคุยเป็นการส่วนตัว...”  เจ้าของผิวซีดกล่าว  ก่อนมองมาทางเด็กหนุ่มคราบอุจิฮะ  ที่เอาไม้ไอติมเขวี้ยงทิ้งไปก่อนหน้านี้แล้ว

    “ งั้นฉันจะรอตรงทางแยก ตรงนั้นก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มพยายามกล่าวเสียงเรียบก่อนเดินสวนไป

    เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มคราบอุจิฮะไปไกลพอควรแล้ว  เด็กหนุ่มผิวซีดจึงหันมาทางเด็กหนุ่มผมทอง

    “ ฉันมีบางเรื่องจะถามนาย  นายช่วยตอบฉันตามตรงนะ”

    “ ก็ถามมาซิ”  ไม่รู้ทำไม  เวลาเขาเห็นหน้าหมอนี่แล้วรู้สึกหมั่นไส้ยังไงบอกไม่ถูก

    “ นาย...กับซาสึเกะคบกันอยู่ใช่มั้ย?  คนในหน่วยลับเขาลือกัน”

    “ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย”

    “ ฉันก็แค่...อยากรู้  ความจริง”

    “ รู้ไป แล้วได้อะไร...”

    “ นายดูห่างเหินมากเลยนะวันนี้  ทำไม...ทำไมล่ะนารุโตะ  นายบอกฉันว่านายชอบซากุระไม่ใช่เหรอ?  แล้วทำไมนายถึงไปคบกับซาสึเกะได้ล่ะ?  ซาสึเกะเป็นผู้ชายนะ  นายไม่คิดว่ามันผิดเหรอ....” ใบหน้าที่เคยดูไร้อารมณ์  บัดนี้กลับดูเศร้าลงอย่างเห็นได้ชัด

    “ ก็แล้วไง...แล้วนายมีสิทธิ์อะไรที่จะรู้ล่ะ”

    “ ....นายเปลี่ยนไปนะ  ไม่พอใจอะไรฉันรึเปล่า?  บอกตรงๆก็ได้ เราเพื่อนกันอยู่แล้ว”

    “ หึ เพื่อน...นั่นซินะ  ก็แค่เพื่อน...นายมีเรื่องจะพูดแค่นี้ใช่มั้ย? ฉันขอตัว” พูดจบเด็กหนุ่มก็เดินชนไหล่เด็กหนุ่มผิวซีดไปทันที  ทิ้งให้เขาคนนั้นมองตามด้วยความปวดใจ  ‘ ทำไมนายถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ได้...นารุโตะ  แล้วทำไมฉันถึงรู้สึกเจ็บปวดในอกแบบนี้...รู้สึกเจ็บในใจ  อาการแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรกันนะ’

    เมื่อซาสึเกะในร่างนารุโตะได้เดินมาถึงตรงที่เด็กหนุ่มคราบอุจิฮะยืนรออยู่  เขาก็เดินนำไปจนนารุโตะในร่างซาสึเกะต้องรีบเดินตาม

    “ ซาอิพูดอะไรกับนายเหรอ?”

    “ อยากรู้ก็ไปถามเองซิ” ซาสึเกะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาปนหงุดหงิด

    “ นี่ฉันถามนายดีๆนะ...อารมณ์เสียอะไรมา”  นารุโตะว่าพลางยื่นหน้ามามองหน้าเพื่อนของเขา

    “ ....เรื่องของฉัน” เด็กหนุ่มว่าก่อนจะกระโดดตัวหนีไปทันที

    “ อะไรจะโมโหขนาดนั้น เฮ้อ~” เด็กหนุ่มคราบอุจิฮะว่า ก่อนกระโดดตัวตามไป

    ทำไมนะ ทำไมเขาถึงหงุดหงิด  ก็หมอนั่นเป็นแค่เพื่อน เป็นแค่เพื่อนของนารุโตะเท่านั้น  เป็นเพื่อนใหม่ที่เคยเข้ามาแทนเขาตอนที่เขาไม่อยู่  ‘ ตัวแทนงั้นเหรอ....หมอนั่นคงมาแทนที่ฉันซินะ? นารุโตะคงสนิทกับหมอนั่นตอนที่เราไม่อยู่......แล้วเราคิดบ้าอะไรอยู่วะ? ’

    “ ซาสึเกะ...ซาสึเกะ”

    เขาก็เป็นเพื่อนนารุโตะเหมือนกันนี่  จะไปหงุดหงิดไอ้หมอนั่นทำไม...ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจตัวเอง  แล้วเมื่อกี้คงทำให้หมอนั่นเข้าใจผิดไปแล้ว  ‘ ถึงจะอธิบาย ก็กลบข่าวที่ลือในหน่วยลับไม่ได้หรอก....หึ เข้าใจแบบนี้แหละดีแล้ว’

    “ ซาสึเกะ!!!!”

    เสียงตะโกนดังกรอกหูขวา  เรียกให้เด็กหนุ่มตื่นจากภวังค์ ก่อนหันมาทางคนที่กล้าตะโกนกรอกหูเขา

    “ มีอะไร...ทำอย่างกับฉันหูหนวก เจ้าบ้า”

    “ ก็ถ้านายยังไม่รู้สึกตัวอีก  ฉันก็ว่านายหูหนวกแน่ล่ะ...ฉันจะถามว่ามื้อเย็นจะทำอะไรกิน” นารุโตะว่าพลางนั่งลงข้างๆซาสึเกะ

    “ หม้อไฟมั้ย?”

    “ ใครเค้ากินหม้อไฟตอนหน้าร้อนฟะ”

    “ แล้วนายอยากกินอะไร?”

    “ ไม่เห็นต้องถาม  ชาชูชามโตที่อิจิราคุราเม็ง~~” เด็กหนุ่มพูดด้วยท่าทางกระดี๊กระด๊าสุดๆ

    “ ทั้งปี  กินอะไรที่มันสร้างสรรค์กว่านี้ไม่ได้เหรอ?” เด็กหนุ่มในร่างนารุโตะท้วง พลางทำสีหน้าหน่าย

    “ ราเม็งนี่แหละ  สร้างสรรค์สุดๆแล้ว!!” นารุโตะค้านด้วยสีหน้าจริงจังสุดๆ

    “ เออๆ ราเม็งก็ราเม็ง  แต่สั่งมากินที่นี้นะ”

    “ ทำไมล่ะ!? กินที่ร้านได้บรรยากาศกว่าเยอะ” นารุโตะเริ่มโวย

    “ ช่วงนี้ต้องเลี่ยงที่คนเยอะๆไว้ก่อน  ฉันไม่อยากให้ใครสงสัยอะไร  ขี้เกียจเจอเรื่องวุ่นวาย” ซาสึเกะตอบเสียงเรียบ  ทำเอาคนที่ทำท่าจะดื้อเบ้ปากเชิงขัดใจ

    “ เอางั้นก็ได้...แต่นายจ่าย!” เด็กหนุ่มยื่นเงื่อนไขก่อนยิ้มร่า

    “ เออ! ฉันจ่ายก็ได้ นายก็โทรสั่งแล้วกัน” เด็กหนุ่มอุจิฮะตัวจริงถอนหายใจอย่างระอา  ก่อนแจงหน้าที่ในการจัดมื้อเย็นครั้งนี้

    “ เย้!! รักนายจริงๆว่ะ ซาสึเกะ~” เด็กหนุ่มพูดพลางคว้าคอเพื่อนมากอดหมับ  ทำเอาเพื่อนของเขาตั้งตัวแทบไม่ทัน

    “ พูดอะไรชวนขนลุก  ปล่อยได้แล้ว หายใจไม่สะดวก” ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่น้ำเสียงกลับแปรเปลี่ยนเป็นฟังดูอ่อนโยน  จากที่เคยเรียบเฉย

    นารุโตะในร่างซาสึเกะรัดคอเพื่อนแรงๆทีหนึ่งด้วยความหมั่นไส้  ก่อนลันล้าลุกขึ้นไปกดโทรศัพท์บ้านสั่งราเม็ง  ส่วนซาสึเกะในร่างนารุโตะก็มองตามเจ้าเพื่อนอารมณ์ดีนั่น ทุกอิริยาบถ

    *‘ รัก...หมอนี่แค่พูดเล่นทำไมต้องใจสั่นด้วยวะ’*  ตั้งแต่ได้ใกล้ชิดกับเพื่อนคนนี้  ความรู้สึกสับสนก็เริ่มประดังเข้ามา  ตอนอยู่คนเดียวจะกินอะไรก็ไม่มีใครถาม  เวลานอน ก็นอนสบายไม่ต้องมีใครมาเบียด นั่งอยู่เงียบๆอย่างสงบได้ ไม่มีใครมากวน  แต่พอหมอนี่เข้ามา แต่ละมื้อก็จะคอยตามถาม  เวลานอนหมอนี่ก็นอนกินที่บ้าง นอนดิ้นเอาขา เอาแขนมาก่ายเขาบ้าง  พอเขาตื่นนอนมา ก็จะต้องคอยมองหน้าตอนหมอนี่หลับ  ทั้งๆที่หน้าที่เห็นก็เป็นหน้าของเขาเอง  แต่กลับละสายตาไม่ได้ทุกที  และเวลาจะอยู่เงียบๆก็อยู่ไม่ค่อยได้ ต้องมีไอ้หมอนี่มาชวนคุย ชวนไปฝึกวิชา  ถึงจะดูวุ่นวาย แต่ก็ไม่รู้สึกรำคาญ กลับรู้สึกอบอุ่นใจด้วยซ้ำ... อยากอยู่แบบนี้ไปนานๆ...

    ‘ เฮ้ย! คิดอะไรบ้าๆ ’ เด็กหนุ่มสะบัดหัวเบาๆไล่ความคิดฟุ่งซ่าน 

    “ เป็นอะไรซาสึเกะ...กลัวเสียเงินเยอะถึงกับส่ายหัวเลยรึไง”

    “ ฉันไม่ได้งกเหมือนนายซะหน่อย...ว่าแต่ นายสั่งมากี่ชาม?”

    “ เจ็ดชาม~~ ไว้มาแบ่งกับนายทีหลัง”

    “ รู้ว่าฉันเลี้ยง ก็กินระห่ำเลยนะนาย”

    “ นี่ถือว่าฉันยังเกรงใจนายอยู่นะเนี่ย  ตามจริงแล้วน่าจะสั่งซักสิบ หรือมากกว่านั้น”  เด็กหนุ่มว่าพลาง นับนิ้วประกอบ

    “ นารุโตะ...”

เด็กหนุ่มเจ้าของชื่อชะงักปาก  ก่อนมองมาทางคนที่เรียกเขา

    “นายอยู่กับฉันแล้วอึดอัดรึเปล่า? รู้สึกรำคาญ ที่ต้องมีฉันตามติดตลอดเวลามั้ย?” ซาสึเกะพูดพลางหันหน้ามาทางนารุโตะ  ทำเอาเด็กหนุ่มที่ถูกถามแปลกใจ  กับคำพูดและท่าทางที่อ่อนโยนของเด็กหนุ่มอุจิฮะ  เหมือนได้เห็นซาสึเกะ สมัยที่ยังอยู่ทีมเจ็ดด้วยกัน ก่อนที่ซาสึเกะจะไปหาโอโรจิมารู

    “ ถามอะไรแปลกๆ.... ตอนแรกๆก็อึดอัด แล้วก็รำคาญที่จะต้องคอยแสดงเป็นนาย  แต่ว่า...พอรู้ว่านายก็ต้องมาเป็นเหมือนกัน  มันก็ไม่ได้รู้สึกน่ารำคาญ น่าอึดอัดอะไรแล้ว  กลับสนุกด้วยซ้ำ  อย่างน้อย...ฉันก็ไม่ได้อยู่คนเดียว  เพราะมีนายอยู่ข้างฉันเสมอ” นารุโตะกล่าวก่อนยิ้มกว้าง  ทำเอาซาสึเกะรีบหันหน้าหนีทันที

    ‘ เอาอีกแล้ว...จะหวั่นไหวอะไรกับคำพูด ของหมอนี่นักหนานะ ’

“ แล้วนายอยากได้ร่างคืนใช่มั้ย?” เด็กหนุ่มเก็บอาการสับสนในใจไว้  ก่อนกล่าวถามถึงประเด็นที่เขาอยากรู้

    “ ก็แหงซิ! แต่น่าแปลกนะ  แค่พ่นลมหายใจใส่กันก็คืนร่างได้แล้ว  มันง่ายเกินมั้ยซาสึเกะ”

    ซาสึเกะกระตุกยิ้มมุมปาก  เพราะนึกสงสารในความซื่อหรือความบื้อของเพื่อนเขา

“ ใช่...ที่นายคิดมันง่ายไป  แต่ที่ฉันคิดมันยากมาก  ได้ยินนายพูดแบบนี้  ฉันค่อยกล้าทำวิธีแก้คำสาปนั่นขึ้นมาหน่อย”

    “ วันนี้นายมาแปลกว่ะ...”  เด็กหนุ่มคราบอุจิฮะขมวดคิ้ว มองหน้าคนที่ดูแปลกๆไป

    “ ราเม็งมาส่งแล้วครับบบบ~~!!!” ยังไม่ได้ถามให้หายสงสัย  เสียงของลุงเจ้าของร้านอิจิราคุก็ดังขึ้น  เรียกให้นารุโตะรีบลุกจากที่ดิ่งไปที่ประตูทันที

    “ คร้าบบบ~~~ จะไปเปิดประตูเดี๋ยวนี้แหละคร้าบบบ”

    “ นารุโตะ! นายอยู่ในร่างฉันนะ  หัดเก็บอาการซะบ้าง” 

    “เข้าใจแล้วน่า!!”

    ปากก็บอกว่าเข้าใจหรอกไอ้หมอนี่  *‘ ไว้ถึงวันพระจันทร์เต็มดวง นายก็จะรู้เองว่าจริงๆแล้ว เขาแก้คำสาปกันยังไง...’*  รอยยิ้มปรากฏขึ้นตรงมุมปากของเด็กหนุ่มในร่างนารุโตะ


ความคิดเห็น