email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ep10 = แก้วิกฤต ตำนานด้ายแดง2 =

ชื่อตอน : Ep10 = แก้วิกฤต ตำนานด้ายแดง2 =

คำค้น : 10

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 377

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 มิ.ย. 2560 19:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ep10 = แก้วิกฤต ตำนานด้ายแดง2 =
แบบอักษร

    “ หา! หมายความว่าไงนะยาย! ไม่มีวิธีแก้อย่างอื่นเลยเหรอ?” เสียงโวยแปดหลอดที่ดังขึ้นหน้าซุ้มเครื่องราง  ทำเอาผู้ที่เดินผ่านไปมาชะงักมอง  ซึ่งเจ้าของเสียงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากนารุโตะ

    “ โอย...พ่อหนุ่มเอ้ย ยายก็เพิ่งเจอแบบนี้ครั้งแรกแหละ ดวงของพ่อหนุ่มสองคนคงจะสมพงษ์กันเป็นฟ้าลิขิตที่แปลกจริงจริ๊ง”

    ‘ ฟ้าลงโทษมากกว่ามั้ง..’ เด็กหนุ่มจอมโวยก็ใบ้กินไปชั่วขณะ

    “ อย่างที่บอกนั่นล่ะพ่อหนุ่ม...ด้ายแดงเป็นสัญลักษณ์ของคู่แท้  และคู่แท้ก็หมายถึงคนที่จะร่วมใช้ชีวิตไปจนตาย...และด้ายแดงจะแสดงถึงสายสัมพันธ์ที่เชื่อมระหว่างคนสองคนที่ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง  อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นเพศตรงข้าม  แต่คู่ของพ่อหนุ่มยายก็เพิ่งจะเคยเห็น...เพราะส่วนใหญ่มีแต่คู่หนุ่มๆสาวๆที่จะใช้ด้ายนี้เชื่อมความสัมพันธ์กัน  และวิธีแก้ยายก็รู้เพียงอย่างเดียวก็คือ...พ่อหนุ่มทั้งสองต้องรักกันให้มากกว่าก่อน ต้องดูแลเอาใจใส่ให้ใจสองใจเชื่อมเป็นใจเดียว...ถ้าใจรวมเป็นหนึ่งแล้วด้ายก็จะขาดไปเองจ้ะพ่อหนุ่ม..”

    “ เรื่องเหลือเชื่อพรรคเนี่ย ผมทำใจเชื่อไม่ลงหรอกยาย!!”

    “ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อล่ะพ่อหนุ่ม...ด้ายแดงของร้านยาย  หนุ่มสาวที่ซื้อไปและด้ายตัดไม่ขาดแบบนี้แต่งงานอยู่กินกันมีลูกเต็มบ้าน  รักกันมากๆเลยล่ะ”

    “ ยาย!!แต่ผมสองคนเป็นผู้ชายนะคร้าบบบ!! จะให้แต่งงานมีลูกอย่างที่ยายว่าได้ยังไง!อย่าเอามาเปรียบกันเซ่!!! เอาเป็นว่าผมรบกวนแค่นี้นะครับขอบคุณ..”  นารุโตะว่าพลางดึงซาสึเกะออกมาจากร้าน  เพราะขืนเขาอยู่ต่อไปอาจจะประสาทกินไปเลยก็ได้

    “ เอาไงต่อ?” เด็กหนุ่มอุจิฮะถามขึ้น

    “ ไงต่อ...ก็จนปัญญาอยู่นี่ไง  นายก็ช่วยกันหาทางแก้ด้ายประหลาดนี่ด้วยเซ่!” เด็กหนุ่มผมทองหันไปโวยใส่เพื่อนของเขา  โดยที่ฮารุนะก็ยังคงมองปฏิกิริยาของสองหนุ่ม

    “ เปล่า...ฉันหมายถึงคืนนี้ฉันจะไปพักบ้านนายหรือนายพักบ้านฉันต่างหาก”

    “ ไอ้เรื่องนั้นมันยังไงก็ได้! เฮ้ย!นี่นายหมายความว่าจะทำตามวิธีแก้ที่ยายคนนั้นบอกเหรอ!?” นารุโตะมองหน้าซาสึเกะด้วยสีหน้าตื่นตะลึง  จนเด็กหนุ่มที่ถูกมองนึกหมั่นไส้กับอาการเกินจริงของเพื่อนเขา

    “ ถ้าจนปัญญาจริงๆ...เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยเข้าปรึกษาเรื่องนี้กับท่านซึนาเดะ  เผื่อว่าเขาอาจจะมีข้อมูลอะไรที่พอจะช่วยได้บ้าง”

    เมื่อได้ฟังความเห็นที่ดูมีหลักการและน่าเชื่อถือ  เด็กหนุ่มผมทองจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับความคิดของเด็กหนุ่มเนตรวงแหวน

    “ ฮารุนะ~~!!!” เสียงหนึ่งตะโกนไล่หลังเด็กหนุ่มทั้งสอง จนพวกเขาต้องหันไปมองก็พบกับหญิงสาวที่ดูแล้วน่าจะอายุ 20กว่าๆวิ่งมาทางพวกเขา พร้อมกับชายหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกัน

    “ แม่จ๋า! พ่อจ๋า!”

    แล้วพ่อแม่ของเด็กหญิงก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่ม

    “ ทีหลังอย่าห่างแม่ไปไหนล่ะ  รู้รึเปล่าทุกคนเป็นห่วงฮารุนะมากแค่ไหน...” หญิงสาวพูดก่อนหยุดหอบหายใจ

    “ ขอโทษค่ะ...”  เด็กน้อยก้มหน้าสำนึกผิด เมื่อเห็นว่ามารดาตามหาจนเหนื่อยมากขนาดนี้

“ ต้องขอบใจพวกเธอมากเลยนะ  ที่ช่วยดูแลฮารุนะ”  ชายหนุ่มพูดพลางช่วยประคองภรรยาของตน 

“ ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร  ฮารุนะจังเป็นเด็กน่ารักนะฮะ แล้วข้อเท้าเธอก็แพลงด้วย เมื่อครู่ได้ปฐมพยาบาลไปบ้างแล้ว” นารุโตะพูด

“ ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้วค่ะ พี่ซาสึเกะช่วยอุ้ม ช่วยปฐมพยาบาลจนหายดีแล้ว~~แถมพี่นารุโตะก็เอาตุ๊กตาตัวใหญ่ให้ฮารุนะด้วยค่ะ!” เด็กน้อยกล่าวด้วยเสียงใสขณะที่ซาสึเกะส่งฮารุนะคืนอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ

“ ต้องขอบคุณพวกเธอจริงๆนะ ที่ดูแลฮารุนะดีขนาดนี้” หญิงสาวกล่าวพลางโค้งคำนับแสดงความขอบคุณทำเอานารุโตะทำตัวไม่ถูก

“ ไม่ๆๆเป็นไรครับคุณน้า เอ่อ...ตุ๊กตาของฮารุนะจังครับ” นารุโตะส่งตุ๊กตาหมาตัวใหญ่ให้ผู้เป็นแม่ของเด็กหญิง

“ เธอสองคนนี่เป็นคนดีจริงๆขอบใจมากๆเลยนะ...พวกเราขอตัวก่อนล่ะ” ชายหนุ่มโค้งให้อีกครั้งก่อนพาภรรยาและลูกกลับ

“ บายๆค่ะ~~!! พี่นารุโตะพี่ซาสึเกะ!ขอให้รักกันนานๆนะค่ะ!!” ฮารุนะโบกมือหย่อยๆพลางยิ้มกว้างอย่างใสซื่อ  ทำเอานารุโตะที่ยกมือจะโบกลาต้องแปรเป็นชูกำปั้นใส่เด็กหญิง

“ พูดอะไรอย่างนั้นเล่าฮารุนะจัง!!”

เมื่อได้คืนเด็กหญิงให้กับอ้อมอกของพ่อแม่แล้ว  เด็กหนุ่มทั้งสองจึงเดินเตร็ดเตร่ในงาน ซึ่งเวลาก็ล่วงเลยไปจนถึง 3 ทุ่ม

“ ไม่รู้ว่าซากุระกับซาอิจะเป็นไงบ้าง...” นารุโตะว่าพลางกัดลูกชิ้นปลาเข้าปากสองลูกรวด

“ ซากุระชำนาญคาถาลวงตา ฉลาดพอที่จะเอาตัวรอดได้...หมอนั่นก็ดูมีฝีมืออยู่หรอก เป็นห่วงรึไง?” ซาสึเกะดูดน้ำเย็นจากแก้วกระบอกไม้ไผ่พลางตอบคนที่เดินข้างๆ

“ ก็...ฉันว่าซากุระต้องตามหาเราทั่วงานเลยน่ะซิ” เด็กหนุ่มว่าขณะเคี้ยวลูกชิ้นสามลูกสุดท้ายของไม้แรก  ก่อนจะหยิบไม้สองจากถุงที่มือข้างซ้ายถืออยู่

“ ถึงยังไง  เราก็คงให้ซากุระเห็นสภาพนี้ไม่ได้...” เด็กหนุ่มผมสีนิลประกายน้ำเงินเอ่ยเสียงเรียบ

“ เฮ้!นารุโตะ!”

เด็กหนุ่มผมทองหันไปตามเสียงเรียกก็พบสองเพื่อนซี้  ชิกามารุ กับโจจิกำลังเดินมาทางพวกเขา

‘ ซวยบรรลัย!พวกแกจะมาเห็นอะไรตอนนี้วะ!’ เด็กหนุ่มแทบอยากใช้วิชาหายตัวไปตอนนี้เลยทันที  แต่ก็คงไม่ทันแล้วเพราะสองเพื่อนซี้ได้มาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาเป็นที่เรียบร้อย  นารุโตะพยายามเอานิ้วคีบถุงลูกชิ้นปลาให้บังด้ายแดงที่เชื่อมนิ้วก้อยของเขาและของซาสึเกะอยู่

“ อ้าว...ว่าไง! ชิกามารุ  โจจิ แล้วอิโนะล่ะ” เด็กหนุ่มรีบสวมบทบาทนักแสดงเพื่อทำตัวเป็นปกติ ให้รอดพ้นจากอัจฉริยะอย่างชิกามารุที่อาจจับพิรุจเขาได้

“ โน่นไปกับซากุระกับซาอิโน้นแล้ว...เห็นซากุระบอกว่าหลงกับพวกนายตอนเล่นวงกตผีสิง”

“ ที่แท้พวกนายก็แอบมาเดินหาของกินแถวนี้นี่เอง” เด็กหนุ่มร่างท้วมกล่าวก่อนสวาปามปลาหมึกย่างจนหมดไม้ในรวดเดียว  ก่อนมองมาทางเด็กหนุ่มอุจิฮะ

“ ซาสึเกะ...ช่วงนี้สบายดีใช่ปะ พิธีนั้นไม่ส่งผลร้ายแรงอะไรใช่มะ?”

“ ก็อย่างที่เห็น”

“ ตั้งแต่เสร็จศึกมาดาระแล้ว...ดูนายสองคนสนิทกันมากขึ้นนะ” เด็กหนุ่มจอมเซ็งโลกถามขึ้น เล่นเอานารุโตะเสียวสันหลังวาบ

“ ฮะๆ งั้นเหรอ?” นารุโตะได้เพียงแต่ยิ้มแห้งๆให้กับชิกามารุ

“ ชิกามารุ!!!โจจิ!!!” เสียงที่ตะโกนมาแต่ไกลเรียกให้ซาสึเกะและนารุโตะเริ่มรู้สึกลางไม่ดี  เพราะนั่นคงจะเป็นเสียง...

ชิกามารุและโจจิหันไปตามเสียงเรียก “ เอาอีกแล้วยัยอิโนะชอบตะโกนเรียกอยู่เรื่อย...เฮ้!นารุโตะฉันว่านายคงไม่ต้องเสียเวลาหาซา...มันหายไปตอนไหนโจจิ?” เด็กหนุ่มเซ็งโลกเอ่ยถามเพื่อนร่างท้วมที่ส่ายหน้าตอบกลับมา 

“ ฉันว่า เมื่อกี้เหมือนฉันเห็นซาสึเกะกับนารุโตะนะ” อิโนะเอ่ยถามเป็นอันดับแรกเมื่อเดินมาถึงตำแหน่งของสองเพื่อนหนุ่ม  โดยมีซากุระกับซาอิเดินมาสมทบ

“ คงมีธุระล่ะมั้ง?” ชิกามารุตอบพลางยักไหล่ ‘ สองคนนั่นต้องปิดบังอะไรแน่ๆ’

บริเวณทางออกของงานปรากฏร่างสองร่างเดินเคียงคู่กัน  ร่างหนึ่งยังคงใบหน้าเรียบเฉยส่วนอีกร่างก็หันใบหน้าชะเงื้อมองข้างหลัง  เพื่อมั่นใจว่าพวกเขาสามารถหลบหนีออกมาได้อย่างสมบูรณ์

    “ เฮ้อ~~ รอดตัวไป นี่ถ้าทุกคนรู้ละก็คงพากันวุ่นวายน่าดู” นารุโตะเอ่ยก่อนหันกลับมามองเพื่อนข้างกาย  “ แล้ว...ห้องนอนนายพอจะนอนได้สองคนรึเปล่า?”

    “ อืม”

    “ งั้นคืนนี้ไปค้างบ้านนายก็แล้วกัน” 

    เด็กหนุ่มอุจิฮะชะงักกึก  เมื่อรับรู้ถึงบางสิ่งก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยปาก

    “ มีธุระอะไรกับพวกเราเหรอ? ครูคาคาชิ”         

    “ พวกเธอนี่...ดูสนิทกันมากขึ้นนะ” โจนินโผล่มาด้านหลังพลางโอบไหล่เด็กหนุ่มทั้งสอง

“ ทีมเวิร์คคงดีขึ้นแยะ แต่...สนิทกันมากไปก็น่าเป็นห่วง”  คาคาชิกล่าวพลางสายตาก็เลื่อนต่ำลงมาที่ด้ายแดง

“ เป็นมากกว่าที่คิดแหะ  น่าสงสารสาวๆหมู่บ้านเราจัง”

    “ จู่ๆมาถึงก็พูดเรื่องอะไรเนี่ย!! ถ้าเรื่องไอ้ด้ายเฮงซวยนี่ล่ะก็ผมอธิบายได้นะ!” เด็กหนุ่มผมทองกล่าวพลางชูนิ้วก้อยข้างซ้ายของตนที่มีด้ายแดงเชื่อมไปหานิ้วก้อยข้างขวาของซาสึเกะ

    “ ฉันเข้าใจ เรื่องแบบนี้มันห้ามกันไม่ได้  เดี๋ยวนี้ความรักมันไม่จำกัดเพศอยู่แล้ว” ชายหนุ่มเอ่ยพลางตบบ่าเด็กหนุ่มผมทองเบาๆ

    “ หัดฟังกันก่อนเซ่ครูคาคาชิ!!!”นารุโตะหันโวยใส่โจนินหนุ่มจนเขาต้องเอานิ้วมาแคะหู

    “ อา..จ่ะๆว่ามา”

    นารุโตะจึงเล่าเรื่องราวตอนที่ได้พบกับฮารุนะและโดนเด็กหญิงเอาด้ายแดงมามัด และผลที่เกิดขึ้นกับพวกเขา ให้คาคาชิฟังไปพลาง  เดินไปพลาง  แต่ก็ไม่ได้เล่าเรื่องร้านขายเครื่องรางให้คาคาชิฟัง   

    “ ทำยังไงก็ไม่ขาดซินะ...” เมื่อได้ฟังเรื่องราวโจนินหนุ่มก็ถามขึ้น

    “ ใช่! ซาสึเกะก็เลยเสนอให้ไปขอคำปรึกษาจากป้าซึนาเดะวันพรุ่งนี้”

    “ ฉันมีข้อเสนอ...อยู่ที่พวกนายจะรับได้รึเปล่าเท่านั้น” เสียงกล่าวจากโจนินทำให้ซาสึเกะกับนารุโตะหยุดเดินและหันมามองหน้าผู้เป็นหัวหน้าหน่วย

    “ มีวิธีที่จะทำให้ด้ายหลุดงั้นเหรอ!?” เด็กหนุ่มผมทองว่าพลางจ้องคาคาชิด้วยความสนใจ

    “ มี...ก็เคยได้ยินมา แต่ไม่ทำให้ด้ายหลุดหรอกแต่เป็นการเพิ่มระยะห่างของด้าย ก็ได้ยินมาน่ะนะ...จะได้ผลจริงรึเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ  แต่จะบอกให้เผื่อเป็นทางเลือก”

    “ ก็รีบๆบอกมาซะทีเซ่!!”

    โจนินหนุ่มตบบ่าของเด็กหนุ่มทั้งสอง “ มีความสัมพันธ์ทางกาย...พูดง่ายๆมีอะไรกันนั้นล่ะ  ฉันไปก่อนนะ” พูดจบร่างของคาคาชิก็หายวับไปทันที  ทิ้งข้อเสนอที่สุดแสนจะสร้างความสยองให้กับเด็กหนุ่มทั้งสอง  โดยเฉพาะนารุโตะที่วิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง  นี่เขาหนีไอ้ลุงหื่นกามมาแต่ยังไม่พ้นจะต้องเสียความหนุ่มให้เพื่อนตัวเองงั้นเหรอ? ขอตายซะตรงนี้จะดีกว่า

    “ มันเป็นวิธีที่ฉันไม่คิดที่จะเลือกเด็ดขาด...นายว่างั้นมั้ยซาสึเกะ?”

    ไม่ได้รับคำตอบจากผู้เป็นเพื่อนแต่อย่างใด  ‘ อย่าบอกนะว่าแกคิด...ฮะๆไม่มั้งมันก็ผู้ชายเต็มร้อยนี่หว่า แต่...เงียบแบบนี้มันไม่น่าไว้ใจนะเฟ้ย! แกคิดอะไรอยู่ ช่วยพูดออกมาเป็นภาษาคนให้ฉันได้รู้ได้มั้ยวะ!!’ และความเงียบก็เข้าครอบคลุมเด็กหนุ่มทั้งสองผู้แบกรับชะตากรรมร่วมกัน

    “ นายจะแวะเอาของอะไรที่บ้านนายรึเปล่า?” ในที่สุดเด็กหนุ่มอุจิฮะก็เป็นผู้ทำลายความเงียบเมื่อเดินมาใกล้บริเวณทางไปบ้านนารุโตะ

    “ เออ...เอา เอาดิ” เด็กหนุ่มผมทองพยายามสลัดความคิดเพ้อเจ้อออกไปจากหัวสมอง  ก่อนหันมาตอบเด็กหนุ่มอุจิฮะ

    นารุโตะจัดเตรียมของใช้จำเป็นใส่กระเป๋าเรียบร้อย  แต่พอมือแตะผ้าในกระเป๋าก็เหมือนนึกบางอย่างได้ ‘ แล้ว...ฉันจะเปลี่ยนเสื้อยังไงฟะ? นิ้วก้อยดันมีด้ายเชื่อมกับนิ้วของไอ้ซาสึเกะ...แล้วจะใส่เสื้อยังไงล่ะทีนี่’ เมื่อเพิ่งระลึกถึงความจริงได้  เด็กหนุ่มก็ยกนิ้วก้อยข้างซ้ายของตนมาดู แต่กลับไม่พบด้ายแดงติดอยู่ที่นิ้วแล้ว!

    “ เฮ้ย! ด้ายหายไปแล้ว! ซาสึเกะด้ายไม่อยู่แล้ว!” นารุโตะพูดพลางจับๆนิ้วก้อย และเอามือฝ่าผ่านตำแหน่งที่ด้ายเคยเชื่อมระหว่างนิ้วก้อยของเขาและของซาสึเกะ  และผลก็เป็นที่พอใจของเด็กหนุ่มคือด้ายแดงนั้นได้หายไปจริงๆ

    เมื่อเห็นดังนั้นเด็กหนุ่มอุจิฮะจึงลองเอานิ้วก้อยข้างขวาที่เคยถูกมัด  ค่อยๆเลื่อนออกมาและก็เป็นไปตามที่เขาคิด  ถึงแม้จะมองไม่เห็นและจับต้องด้ายนั้นไม่ได้แต่เขาก็ยังไม่หลุดจากพันธนาการ 

    “ นารุโตะ ฉันว่า” และเรื่องนี้ก็ควรบอกให้นารุโตะได้รู้ก่อน

    “ จะว่าอะไรอีกล่ะ ด้ายหายไปแล้วเห็นมั้ยซาสึเกะ!เย้!!!ดีใจสุดๆเลยย~~!!” ตอนนี้เด็กหนุ่มจอมโวยกำลังเข้าสู่โหมดดีใจจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง จึงกระโดดโลดจนเหยียบเศษกระป๋องน้ำอัดลมที่ลืมเก็บ  ส่งผลให้ลื่นจนหงายหลังและได้ฉุดให้คนข้างๆลงตามด้วย

    ไวเท่าความคิดมือเรียวรีบสอดรับศีรษะเหลืองนั้นก่อนที่จะน็อคกับพื้น  แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงของคนที่ฉุดอย่างไร้ความคิดและไม่ได้เจตนาได้  เขาจึงถลาตามนารุโตะและอาจด้วยความสูงที่ไล่เลี่ยกันทำให้ใบหน้าอยู่ตำแหน่งเดียวกัน  ริมฝีปากบางประกบกับปากบางของอีกคนโดยไม่ได้ตั้งใจ  สัมผัสอุ่นผ่านริมฝีปากและลำตัวที่ทาบทับกับร่างของคนที่ฉุดให้ล้มนั้น  ทำเอาเด็กหนุ่มใจเต้นไม่เป็นจังหวะ

    เมื่อตั้งสติได้ก็รีบถอนปากและลุกขึ้นโดยไม่ลืมฉุดให้ร่างที่อยู่ข้างล่างลุกขึ้นตาม  ซึ่งตอนนี้คนที่เคยโวยวายก็กลับใบ้กินสนิท

    “ ...เกือบหัวแตกไปแล้วนะนาย  ที่หลังก็หัดฟังคนเค้าพูดให้จบก่อนซิ” น้ำเสียงที่ทุกครั้งฟังดูเย็นชากลับอ่อนโยนลงจนตัวเขาเองก็นึกแปลกใจ

    “ ขะขอโทษ...มะมีอะไรก็ว่ามา” คนตัวปัญหาเริ่มควบคุมน้ำเสียงสั่นๆอย่างยากลำบาก  เหมือนได้รำลึกความทรงจำสมัยเด็ก  ที่เขาเสียเฟิร์สคิสให้กับซาสึเกะ ถึงตอนนี้มันจะไม่ใช่เฟิร์สคิสแต่ความรู้สึกมันต่างกันลิบลับ  และเขาก็มั่นใจทีเดียวว่าตอนนี้หน้าของเขากำลังขึ้นสี ก็!มันอายที่ดันเหยียบกระป๋องลื่นล้มนี่ซิ...จริงๆนะ เขาเขินเรื่องนั้นจริงๆไม่ใช่เรื่องอื่นเล้ย

    “ ถึงเราจะไม่เห็นด้ายและจับต้องมันไม่ได้แล้ว  แต่ด้ายก็ไม่หลุดไปไหนยังคงมัดที่นิ้วก้อยของฉันกับนายอยู่  ลองเอานิ้วก้อยของนายขยับไปมากกว่าสองคืบดูซิ” ซาสึเกะว่าพลางยกนิ้วก้อยข้างขวาขึ้นตั้งฉาก

    เด็กหนุ่มผมทองทำตามที่เพื่อนเขาบอก  พอขยับนิ้วก้อยข้างซ้ายไปเกินสองคืบก็ทำไม่ได้เหมือนติดอะไรอยู่อย่างนั้น  “ แล้ว...ทำไมจู่ๆด้ายประหลาดนั่นถึงล่องหนแบบนี้ล่ะ?”

    “ ก็ไม่รู้เหมือนกัน...แต่แบบนี้ไม่สะดุดตาใคร”

    “ อืม ก็ยังดีกว่าเป็นด้ายแดงโผล่มาให้เห็น แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าได้สะดวกหน่อย...เมื่อกี้ยังคิดอยู่เลยว่าจะเปลี่ยนเสื้อยังไง”

    “ อย่างนายคิดเปลี่ยนเสื้อผ้ากับเขาเป็นด้วยเหรอ? นึกว่าจะใส่ยูกาตะจนถึงพรุ่งนี้เลยซะอีก” ซาสึเกะหันมาถามนารุโตะด้วยสีหน้าจริงจัง

    “ ฉันก็ไม่ได้ซกมกขนาดไม่รู้จักเปลี่ยนเสื้อนะเฟ้ย! ยิ่งหน้าร้อนแบบนี้อยากอาบน้ำก่อนนอนด้วยซ้ำ! ถ้าไม่ติดที่มีด้ายประหลาดนี่ล่ะก็...” นารุโตะว่าพลางมองไปทางนิ้วก้อยข้างซ้าย

    “ ก็อาบดิใครได้ว่าไร  ผู้ชายด้วยกันไม่เห็นต้องอาย”

    “ ใครจะกล้าฟะ!”

    “ หน้าอย่างนายอายใครเป็นด้วยเหรอ?” เด็กหนุ่มพูดพลางกระตุกยิ้มเหมือนไม่ค่อยจะเชื่อ

    “ ก็เป็นซิเว้ย! นี่คิดจะหาเรื่องกันรึไง?” นัย์ตาสีฟ้าจ้องนัยน์ตาสีรัตติกาลอย่างไม่พอใจ

    เด็กหนุ่มอุจิฮะกอดอก พลางมองตอบดวงตาเรียวนั้น “...จะไปได้ยัง? ฉันยืนรอตั้งนานแล้ว”

    “ ก็ถ้าไม่มีคนชวนทะเลาะ คงไปตั้งนานแล้ว!” เด็กหนุ่มผมทองว่าก่อนละสายตามาทางกระเป๋า และสะพายกระเป๋าขึ้นบ่า

 “ ฉันก็แค่พูดตามที่ฉันคิด คนช้ามันนายตะหาก” ซาสึเกะพูดพลางเดินนำ

    “ ก็ใครเขาให้นายต่อความยาวเล่า”  นารุโตะพูดพลางเดินตามไป

    “ก็นายอยากเถียงฉันกลับทำไมล่ะ?”

    “ ไม่ได้เถียง!แค่คัดค้าน!”

    และเด็กหนุ่มทั้งสองก็เดินไปพลาง เถียงกันไปพลาง


ความคิดเห็น