ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 18 เงาสีแดงที่ตามติด

ชื่อตอน : ตอนที่ 18 เงาสีแดงที่ตามติด

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 588

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มิ.ย. 2560 00:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18 เงาสีแดงที่ตามติด
แบบอักษร

ตอนที่ 18 เงาสีแดงที่ตามติด

“ผู้กอง... วะ...ว่าอะไรนะคะ!?” หญิงสาวถามย้ำกับเขาอีกครั้งด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด

“เบรกรถมีปัญหาครับ มันใช้งานไม่ได้เลย” ภูผายืนยันสิ่งที่เคยพูดไว้ พร้อมกับพยายามใช้เท้าย้ำเบรกอยู่หลายครั้ง และแม้ว่าจะลองเหยียบมันจนสุดแรง ผลลัพธ์ก็ยังออกมาเหมือนเดิม รถยนต์ของนิรดาแล่นไปเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะยอมหยุด หรือชะลอความเร็วตามคำสั่ง

“ละ... แล้วเราจะทำยังไงกันดีคะ!?” เจ้าของรถป้ายแดงคันงามละล่ำละลักถาม เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มหน้าผาก แม้ภายในรถจะเย็นฉ่ำด้วยระบบปรับอากาศรุ่นใหม่ล่าสุด โชคดีที่เธอเชื่อคำแนะนำของสายสืบหนุ่มรุ่นน้องจากกองปราบปราม จึงไม่ต้องเผชิญชะตากรรมนี้เพียงคนเดียว หากแต่ทั้งเธอและเขาคนที่กำลังนั่งบังคับพวงมาลัยอยู่ข้างๆ นั้น จะต้องประสบโชคร้ายในวินาทีสุดท้ายหรือไม่ ใครเลยจะคาดเดาได้!?

“ไม่เป็นไรครับ ใจเย็นๆ นะครับคุณนิ ผมพอจะรู้วิธีอยู่บ้าง” ภูผาปลอบใจหญิงสาว ถึงอย่างนั้นวิธีบางอย่างที่เขาเกริ่นนำถึง ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นวิธีการของสิ่งใด มันอาจเป็นวิธีหยุดรถ วิธีสวดมนต์ภาวนาขอพรจากปวงเทพเทวดาให้ประสบผลสำเร็จภายใน 2 วินาที วิธีเลือกเส้นทางในปรโลก หรือวิธีม้วยมรณาอย่างไม่ทรมานก็ได้

“ผมไม่ปล่อยให้คุณตายหรอกครับ แล้วก็จะไม่ให้รถต้องกลับไปเข้าอู่ ในสภาพที่ต้องซ่อมอย่างอื่นนอกจากเบรกเด็ดขาด”

แม้จะไม่ได้หันมาสบตากัน เพราะต้องใช้สมาธิในการจดจ่ออยู่กับท้องถนน ซึ่งมีรถยนต์แล่นขวักไขว่ แต่น้ำเสียงบ่งบอกความจริงจังของภูผาก็ทำให้นิรดาพอจะใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง และกลายมาเป็นฝ่ายจับจ้องวิธีการเอาชีวิตรอดของเขา

...ชายหนุ่มถอนเท้าออกจากคันเร่งทันที เขาปิดสวิชต์โอเวอร์ไดรฟ์ รอจนความเร็วของรถยนต์ลดลง จึงค่อยๆ เปลี่ยนคันเกียร์มาที่เลข 2 และ L ตามลำดับ ขณะเดียวกันก็พยายามขับรถหลบหลีกรถยนต์คันหน้า เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย กระทั่งรถแล่นเลียบริมฟุตบาทด้วยความเร็วต่ำสุด จึงเปิดไฟฉุกเฉินแล้วดึงเบรกมือ

เอี๊ยด!

รถยนต์ของนิรดาจอดสนิทอยู่ริมฝีบาท โดยไม่มีชิ้นส่วนใดได้รับความเสียหาย นอกเหนือจากระบบเบรกเจ้าปัญหาที่ทำเอาเจ้าของรถและสารถีหนุ่มหัวใจแทบวาย เป็นไปตามที่ภูผาสัญญิงสัญญาไว้ก่อนหน้านี้

“น้องธนูหรือครับ ตอนนี้อยู่ตรงไหนครับ ช่วยขับรถกลับมารับพี่กับคุณนิหน่อยได้ไหม?” ภูผาโทรศัพท์กลับไปหาสายสืบหนุ่มรุ่นน้อง หลังจากที่ติดต่อไปยังอู่ซ่อมรถใกล้ๆ ซึ่งเขาเคยใช้บริการและเป็นที่แน่นอนว่าสามารถไว้วางใจได้

ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถลากจากอู่ซ่อมรถก็มาถึง เป็นเวลาเดียวกับที่รถยนต์ของภูผา ซึ่งมีธนูทำหน้าที่พลขับแล่นเข้ามาจอดเช่นกัน และจอมกะล่อนก็ไม่รอช้าที่จะลงมาซักถามถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น

“มีคนจงใจตัดสายเบรกหรือครับ!?” ธนูถามอย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมต่อหน้านิรดา ซึ่งมีทีท่าตกใจกับคำถามที่ได้ยิน ในเมื่อเธอเชื่อมาตลอดว่ามันเป็นเพราะความผิดพลาดของอู่ซ่อมรถ

“ไม่แน่ว่าจะใช่ แต่ก็มีเปอร์เซ็นต์สูงเลยล่ะครับ เพราะจุดที่เสียหายของตัวรถจากอุบัติเหตุครั้งก่อน ไม่น่าจะทำให้ช่างต้องไปยุ่มย่ามกับระบบเบรก แถมอู่นี้ก็ยังขาดการดูแลรักษาความปลอดภัยที่ดีด้วย ขนาดพี่เข้าไปแจ้งรับรถแทน เขายังไม่ซักถาม ไม่ขอดูหลักฐานอะไรเลย ทั้งๆ ที่เจ้าของรถเป็นผู้หญิงแต่พี่เป็นผู้ชายแท้ๆ” ภูผาให้สองเหตุผลชวนคล้อยตาม

“นั่นสิครับ ตรงที่เขาใช้เก็บรถลูกค้าก็เป็นเพิงพักธรรมดาๆ เข้านอกออกในสบาย” ธนูสนับสนุนด้วยเหตุผลที่สาม ตามประสาสายสืบนัยน์ตาเหยี่ยว

“ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งเป็นไปได้สูงเลย” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่กอดอกพยักหน้าขรึมๆ แล้วจึงหันไปซักถามหญิงสาวเจ้าของรถอย่างนิรดา สีหน้าเป็นการเป็นงาน “คุณนิมีศัตรูที่ไหนบ้างไหมครับ?”

“ศัตรูหรือคะ?” เธอทบทวนคำถาม แล้วนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ “คิดว่าไม่น่าจะมีนะคะ แต่คุณพ่อจะมีหรือไม่นี่ไม่ทราบเลยค่ะ เพราะท่านก็เสียไปเป็นปีแล้วด้วย”

คำตอบของนิรดาพลอยให้สองหนุ่มนิ่งคิดตาม

“เอ่อ... ขอโทษนะครับ คุณพ่อของคุณหมอเสียชีวิตด้วยสาเหตุอะไร พอจะบอกพวกเราได้ไหมครับ ขอโทษนะครับที่ต้องละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัว” ธนูเป็นฝ่ายตั้งคำถามกับนิรดาบ้าง

“ไม่เป็นไรค่ะ พี่เข้าใจ คุณพ่อของพี่เป็นเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานของกองปราบปรามน่ะค่ะ แล้วก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์รถขนศพระเบิด เมื่อตอนที่ไปตรวจสอบศพของสมาชิกแก๊งปล้นนักการเมืองค่ะ”

หญิงสาวตอบยิ้มๆ เธอยังคงเจ็บปวดกับเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับบิดาอยู่บ้าง หากแต่ก็พอเข้าใจถึงวัฏจักรความเป็นไปของมนุษย์ว่า เกิด แก่ เจ็บ และตายนั้น เป็นเรื่องธรรมดาของคนทุกคน จากการได้คลุกคลีใช้ชีวิตวนเวียนอยู่กับศพมานานหลายเดือน

“ผม... เสียใจด้วยนะครับ” ภูผาชะงักไปกับสิ่งที่ได้รับรู้ ในเมื่อวันนั้นเขาเองก็อยู่ในสถานที่เกิดเหตุด้วยเช่นกัน แต่กลับไม่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจเช่นนี้ได้

“ขอบคุณค่ะ” นิรดายิ้มบางๆ ให้เขา แล้วนิ่งเงียบไปเพื่อรอฟังความคิดเห็นใหม่ๆ ของสองหนุ่ม

“ประเด็นเรื่องการชันสูตรศพของคุณหมอ ก็ยังตัดออกไปไม่ได้นะครับ” ธนูเป็นฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นก่อน

“ยังไงคะ?” นิรดาอดสงสัยในสิ่งที่สายสืบรุ่นน้องหมายความไม่ได้

“ก็ตอนนี้คุณหมอมีทั้งคดีชันสูตรศพผู้ต้องหาคดียาเสพย์ติด ที่ทำให้ผู้กองภูผาต้องถูกสั่งพักราชการ แล้วยังต้องเตรียมส่งเรื่องไปขอความร่วมมือจากทางสหรัฐอเมริกา ในการตรวจสอบดีเอ็นเอกระดูกฟัน คดีของคุณหมอรจเลขอีกไม่ใช่หรือครับ”

คำตอบของธนูทำให้ภูผาชะงักไปอีกรอบ เมื่อ 1 ใน 2 คดีที่อาจมีส่วนทำให้นิรดาถูกมือมืดปองร้ายนั้น ก็ยังวนเวียนอยู่กับเขาอีกเช่นกัน!?

“คดีแรกอาจจะใช่ แต่คดีที่ 2 นี่ถึงกับต้องฆ่าแกงกันเลยหรือคะ ผู้หญิงด้วยกัน แถมเขาก็ยังเป็นหมอด้วย คงไม่มั้งคะ” หญิงสาวพยายามปลอบใจตัวเองด้วยการคิดบวก มองโลกในแง่ดี แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกดีขึ้นสักเท่าไหร่ เมื่อไม่เคยคาดคิดและเตรียมใจไว้ล่วงหน้าว่า ความตายจะตามไล่หลังเธอด้วยวิธีการเช่นนี้

“ไม่ใช่คุณหมอรจเลขหรอครับ แต่เป็นคนที่ร่วมมือก่อคดีด้วยกันกับเธอ เพราะลำพังตัวเธอคนเดียวคงไม่สามารถทำการฆาตกรรมคนถึง 3 คนได้ ผมหมายถึง... ถ้าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยล่ะก็นะ” ธนูบอกข้อมูลความเป็นไปได้ส่วนหนึ่งของคดีให้อีกฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่เพื่อทำให้เธอหวาดกลัวหรือหวาดระแวง แต่ต้องการให้เธอระแวดระวังอันตรายรอบด้าน อันอาจเป็นผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นจากการประกอบอาชีพแพทย์นิติเวช ผู้มีหน้าที่ชันสูตรศพ

“ไม่ต้องห่วงนะครับ ถึงผมจะถูกสั่งพักราชการ แต่ผมยังช่วยคุ้มกันคุณได้อยู่” ภูผาพูดขึ้นสีหน้าจริงจัง พอๆ กับแววตาของเขาที่จ้องมองหญิงสาว “ผมอยากให้คุณลองเชื่อมั่นในตัวผมอีกสักครั้ง”

“เอ่อ... ค่ะ ขอบคุณนะคะ ดิฉันต้องเชื่อมั่นในตัวผู้กองอยู่แล้วล่ะค่ะ เพราะได้ผู้กองช่วยไว้นี่คะ ครั้งนี้ดิฉันถึงยังรอดชีวิตมายืนอยู่ตรงนี้” นิรดายิ้มออกมาได้อีกครั้ง เธอยอมรับว่ารู้สึกดีขึ้นกว่าเดิมมาก หลังได้รับคำยืนยันจากผู้กองมือดีประจำกองปราบปราม ถึงความปลอดภัยในชีวิตแต่ละวันของเธอ

...ท่ามกลางรถราที่แล่นขวักไขว่ ไม่มีใครรู้เลยว่าพวกตนต่างกำลังถูกจับตามองจากมือมืด 1 ในตัวต้นเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“พวกมันรอดมาได้ครับ ดูเหมือนไอ้ผู้กองนั่นจะมีความรู้เรื่องเบรกดีว่าที่คิด” ชายผิวคล้ำร่างเล็กในชุดหมีสีเทาอย่างบรรดาช่างประจำอู่ซ่อมรถ โทรศัพท์รายงานผู้เป็นนาย มืออีกข้างถือกล้องส่องทางไกลสังเกตการณ์เหยื่อทั้งสองคนที่ยืนอยู่ห่างออกไปเกือบ 50 เมตร และยังไม่มีทีท่าว่าจะหันมาเห็นเขา

“อย่างนั้นเหรอ... ไม่เป็นไร ขอบใจมาก คงต้องถึงคราวฉันจัดการเอง” เจ้าของสูทสากลเต็มยศทางปลายสายตอบกลับมา ด้วยน้ำเสียงซึ่งไม่ว่าใครที่ได้ยินก็ต้องรู้สึกหนาวเยือกไปถึงไขสันหลัง

“ครับท่าน ต้องขอโทษจริงๆ ครับ เป็นความผิดของผมเอง ได้โปรดยกโทษให้ผมเถอะนะครับ ผมขอโทษจริงๆ ครับ”

และนั่นอาจเป็นผลให้ผู้กระทำการผิดพลาดอันใหญ่หลวง จำต้องรีบแสดงความสำนึกผิดและกล่าวคำขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกริ่งเกรงโทษหนักที่จะได้รับหลังบากหน้ากลับไป

“เอาล่ะๆ กลับมาได้แล้ว แค่อย่าให้พวกมันไหวตัวทันก็พอ”

คราวนี้เสียงทุ้มๆ ที่ตอบกลับมาจากปลายสาย กลับกลายเป็นเสียงของบุคคลอีกคนหนึ่ง ซึ่งคุ้นหูคนฟังไม่แพ้กัน

“ขะ... ขอบพระคุณครับคุณหมอ” ผู้อยู่ใต้บัญชาละล่ำละลักด้วยความยินดีปรีดาสุดชีวิต เพราะรู้ดีว่าหากไม่มีประโยคเช่นนี้ตอบกลับมา ชีวิตของตนจะต้องเผชิญกับอะไร!?

แต่... ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น

“อย่าให้มันกลับมาถึงที่นี่ได้ แล้วก็อย่าให้เหลือเศษเนื้อด้วย!”

เป็นคำพิพากษาสุดท้ายที่ผู้ถูกพิพากษาชีวิตไม่มีทางรู้ มิหนำซ้ำยังกลับหลงคิดว่ารถที่เพื่อนร่วมชะตากรรมขับมารับนั้น จะพาตนไปส่งยังที่หมายเดิมซึ่งเคยพักพิง เพื่อรอโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาดในครั้งต่อไป

ทั้งที่มัน... ไม่มีวันนั้น

...และคำพิพากษาก็ไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้ เพราะทันทีที่เจ้าของมือเปื้อนเลือดผู้ปลิดชีพเพื่อนตามคำสั่งของ ‘นาย’ กลับมาถึงจุดหมายปลายทาง พร้อมเบาะข้างคนขับที่ว่างเปล่า

“จัดการ เก็บหมอนิติเวชนั่นซะ ให้มันสาบสูญไปเหมือนคนอื่น ใครที่ขวางทางก็กำจัดมันไปพร้อมกัน”

น้ำเสียงที่เปล่งออกมายังคงเยือกเย็นเหมือนเคย ราวกับนั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนทั่วไป ต่างจากสีหน้าเรียบเฉย กับดวงตาวาวโรจน์ซึ่งซุกซ่อนความอำมหิตไว้ไม่มิด

“ไอ้ตำรวจกองปราบฯ นั่นด้วยหรือครับ?” คนรับคำสั่งถามย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เพราะได้ยินกิตติศัพท์ของฝ่ายตรงข้ามมาว่า เป็นนายตำรวจเดนตายประเภทกัดไม่ปล่อย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฝีมือพอตัวชนิดที่จะหันกลับมาเป็นฝ่ายเด็ดหัวมันแทนได้

“เมื่อกี๊ฉันสั่งว่าอะไร?” คนเป็นนายย้อนถามเสียงขุ่น ความเยือกเย็นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเกรี้ยวกราด จากแววตาที่จ้องมองไปยังเจ้าของคำถามโง่ๆ เมื่อครู่

“คุณหนูครับ ผมเกรงว่าถ้าจู่ๆ มีตำรวจฝีมือดีหายตัวไป... มันจะทำให้ทุกอย่างยุ่งยากขึ้น” ใครอีกคนทักท้วงด้วยสีหน้าและแววตาที่เรียบเฉย เยือกเย็นกว่า

“ก็ไม่เห็นจะเป็นไรนี่ มันจะยุ่งยากสักแค่ไหนกัน!”

ความดื้อรั้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนของชายหนุ่มผู้เป็นนาย อันเป็นผลมาจากสาเหตุหนึ่งเดียวข้อนั้น ทำให้ทุกคนพากันอ่อนใจ

“ผมไม่เห็นประโยชน์ของการกำจัดทุกคนที่เกี่ยวข้อง แค่จัดการผู้หญิงคนนั้นกับหลักฐานในมือเธอก็น่าจะเพียงพอแล้ว ถ้าเราเคลื่อนไหวมากเกินไป แรงสะท้อนกลับมามันจะมากขึ้นตามไปด้วย คุณหนูน่าจะทราบดีว่าถ้าเป็นอย่างนั้น มันคงไม่ได้เดือดร้อนกันแค่พวกเรา”

คราวนี้ผู้อาวุโสกว่าตักเตือนทักท้วง พร้อมยกเหตุผลประกอบ ซึ่งที่ผ่านมาอีกฝ่ายก็ยินยอมน้อมรับด้วยดีเสมอ หากแต่...

“คราวก่อนเราก็คิดรอบคอบแบบนี้ไม่ใช่หรือครับ แล้วพอเวลาผ่านไป เราก็พึ่งรู้ตัวว่าประเมินราคาตำรวจกองปราบฯ ต่ำเกินกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้น แทนที่จะปล่อยพวกมันไว้ สู้กำจัดไปซะแบบยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวดีกว่า”

คำตอบที่ออกมาดูจะเป็นการมองต่างมุม ซึ่งสร้างความหนักใจให้กับผู้รับฟังไม่น้อย

“คนเก่าไปก็มีคนใหม่มาแทน แน่นอนว่ามันจะต้องเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าคุณหนูกำจัดทุกตัวละครทิ้ง เกมมันก็จะโอเวอร์”

“ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็จะเริ่มเกมใหม่”

ทันทีที่คนหนึ่งกล่าวอ้างถึงเหตุผล อีกคนก็แทรกขึ้นด้วยวิถีทางของตนเช่นกัน

“แต่นี่มันไม่ใช่เกมนะครับคุณหนู”

และแม้จะพยายามใช้ความใจเย็นเข้าสยบ แต่ดูเหมือนมันจะเป็นวิธีที่ไม่ได้ผลอีกต่อไป

“มันคือเกมของผมครับ แล้วผมก็ตัดสินใจแล้วว่าผมจะลงไปเล่นมันด้วยตัวเอง!”

ดวงตาคู่นั้นวาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งความโกรธ บ่งบอกว่าการไล่ล่ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น!!

เช้าวันจันทร์แห่งการทำงานเวียนมาบรรจบครอบรอบอีกครั้ง ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครอยากเฉลิมฉลองให้กับมัน โดยเฉพาะนิรดาซึ่งยังไม่วางใจนักกับความปลอดภัยในชีวิตของตัวเอง แม้จะรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง เมื่อภูผาขับรถมารับเธอไปส่งที่สถาบันนิติเวชตามที่ชายหนุ่มได้ให้สัญญาไว้ มิหนำซ้ำทันทีที่มาถึงจุดหมายปลายทาง...

“คุณนิ! เห็นน้องธนูบอกว่ามีคนร้ายลอบเข้าไปตัดสายเบรกรถยนต์ของคุณที่อู่อย่างนั้นหรือครับ!?” เอกพลตรงดิ่งเข้ามาซักถามหญิงสาว ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยอย่างออกหน้าออกตา

“เอ่อ... ใช่ค่ะ โชคดีที่ผู้กองภูผาไปด้วย ไม่อย่างนั้นดิฉันคงไม่รอดแน่ๆ” นิรดาหันไปยิ้มขอบคุณชายหนุ่มข้างกายผู้ถูกกล่าวถึง นับเป็นภาพบาดตาบาดใจ ที่ทำให้เอกพลอยากจะลงไปชักดิ้นชักงอเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่มีหรือที่เขาจะยอมพ่ายแพ้อยู่แค่ตรงนี้

“ผมจะประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสมุทรสาคร ให้เข้าไปตรวจสอบอู่นั้นดีไหมครับ?” เขาเสนอตัวขันอาสาแข็งขัน ทั้งที่แฟ้มคดีซึ่งตนรับช่วงมาจากภูผายังกองเป็นพะเรอเกวียนเต็มโต๊ะ

“รอให้จับคนร้ายได้ก่อนดีกว่า ทำแบบนั้นพวกมันอาจจะไหวตัวทันได้” ภูผาแสดงความคิดเห็นประเภทที่ทำให้เพื่อนรักหน้าม้าน ชนิดไม่มีแพทย์ศัลยกรรมฝีมือดีที่ไหนอยากรับตัวไปซ่อมแซม

“นะ... นั่นสินะ” เอกพลแกล้งพยักหน้าเออออห่อหมกกลบเกลื่อน แล้วหันกลับไปหานิรดาอีกครั้ง “ผมจะรีบหาหลักฐานอื่นมาปิดคดีให้เร็วที่สุดครับ คุณนิไม่ต้องกังวลนะครับ”

“แหม! เรียกคุณนิ คุณนิกันใหญ่เลยนะครับ น่าอิจฉาจริง จริ๊ง”

ไม่ทันที่นิรดาจะตอบอะไร ใครคนหนึ่งก็โพล่งขึ้น เรียกให้คนทั้งสามหันไปมอง

“อ้าว! น้องธนูมาด้วยหรือคะ” แพทย์ชันสูตรสาวคนสวยเอ่ยทักเจ้าของคำพูด ซึ่งยืนจิ้มสมาร์ทโฟนอยู่ด้านหลังเอกพล พร้อมรอยยิ้มยินดี ในเมื่อธนูเองก็มีส่วนร่วมในการช่วยชีวิตเธอเช่นเดียวกัน

“ ผมมาพร้อมพี่เอกนั่นแหละครับ แต่ดูเหมือนรายนั้นจะได้ใหม่แล้วลืมเก่า” จอมกะล่อนมิวายกระเซ้าเย้าแหย่นายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่ ผู้เปิดศึกชิงนางกับเพื่อนอย่างเป็นทางการสดๆ ร้อนๆ ตามคำยุแหย่ของเขา

“ก็เราไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายอย่างคุณนิเธอนี่ แถมฉลาดเป็นกรดขนาดนี้ ต่อให้มีคนขุดหลุมดัก ก็คงไม่ต้องรอให้พี่ไปช่วยหรอกมั้ง” เอกพลให้เหตุผลด้วยอากัปกิริยาไร้พิรุธใดๆ ถึงอย่างไรเสียเขาก็ยังไม่ต้องการให้ทั้งนิรดากับภูผาล่วงรู้สิ่งที่อยู่ในสมอง หัวใจ หรือความรู้สึก

“อย่าพึ่งวางใจขนาดนั้นสิครับ ผมเองก็เคยไปนอนเดี้ยงที่โรงพยาบาลมาแล้ว หวังว่าพี่เอกคงยังไม่ลืมหรอกใช่ไหมครับ” ธนูหวนคิดถึงความผิดพลาดของตัวเอง เมื่อครั้งคดีปล้นนักการเมืองของพวกชวิน จริงอยู่ที่เขานำมันมาปรับปรุงจุดอ่อนและข้อเสียของตัวเอง แต่ก็ใช่ว่าเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยจะเกิดขึ้นไม่ได้ เรื่องนี้สายสืบหนุ่มตระหนักดีอยู่เสมอ

“ไม่มั้งน้องนู อย่าคิดมาก เราเองก็ระวังตัวซะขนาดนี้แล้ว” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่จ้องมองสีหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดของอีกฝ่าย และแม้จะพยายามสรรหาคำพูดมาปลอบใจ หากแต่เขาก็อดเป็นกังวลไม่ได้ เพราะไม่บ่อยนักที่จะได้เห็นธนูแสดงอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้ออกมาทางสีหน้า รวมไปถึงแววตาอย่างชัดเจน

“ไม่หรอกครับพี่เอก ผมพลาดไปแล้วล่ะครับ” ธนูลอบถอนหายใจหนักๆ เมื่อหวนคิดถึงเรื่องของอริศรา ซึ่งชายหนุ่มเพียรโทษตัวเองว่า มันคือความผิดพลาดที่ไม่สมควรให้อภัย และเขาจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง จนกว่าจะถึงวันที่เธอกลับมาอย่างปลอดภัย

“มันไม่ใช่ความผิดของเราหรอก อย่าโทษตัวเองแบบนั้น” เอกพลตบไหล่ธนูเป็นเชิงปลอบ เขารู้ดีว่าสิ่งที่ธนูหมายความถึงคือเรื่องอะไร และหากจะมองหาตัวคนผิดล่ะก็ ควรจะเป็นเขามากกว่า

“มีอะไรกันหรือเปล่า?” ภูผานิ่งหน้าถามสองหนุ่ม ถึงความหมายโดยนัยของเรื่องที่ทั้งคู่พูดคุยกัน ขณะที่นิรดาเองก็เฝ้ามองธนูด้วยความเป็นห่วง ในเมื่ออากัปกิริยาของเขาที่เธอเห็น ณ เวลานี้นั้น ต่างจากบุคลิกที่เธอเคยคุ้นตาราวกับเป็นคนละคน

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก” เอกพลปฏิเสธยิ้มๆ เขาไม่อยากให้เพื่อนและคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องต้องมาพลอยกลัดกลุ้มใจไปด้วย เรื่องแบบนี้ปล่อยให้สงสัยต่อไปเสียยังจะดีกว่า

“เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น...”

เสียงเพลงมาร์ชตำรวจที่ดังขึ้น ทำเอาทุกคนถึงกับชะงัก ยกเว้นธนูซึ่งรีบล้วงโทรศัพท์มือถือรุ่นธรรมดาๆ ออกมาจากกระเป๋ากางเกง

“เสียงโทรศัพท์ผมเองครับ พ่อสั่งให้ตั้งเสียงเรียกเข้าเป็นเพลงนี้” เขาไขข้อข้องใจในสิ่งที่สามรุ่นพี่กำลังสงสัย แล้วรีบกดปุ่มรับสาย ก่อนที่อีกฝ่ายจะอารมณ์เสียและพาลตัดการติดต่อ

“เห็นเลขาฯ ฉันบอกว่านายโทรมาหาฉันตอนที่ฉันประชุม มีอะไร?”

เสียงคุ้นหูทางปลายสาย วกเข้าเรื่องที่ทำให้ตนต้องโทรศัพท์มาอย่างเป็นการเป็นงานทันที คล้ายเป็นการป้องกันไม่ให้จอมกะล่อนพาทัวร์นรกกินลมชมวิวไปทั่ว ตามที่เจ้าตัวเคยปฏิบัติเป็นประจำ แต่ถึงแม้จะไม่ทำเช่นนั้น...

“ฉันอยากให้นายช่วยนัดลิชลมาเจอฉันหน่อย ฉันมีเรื่องอยากจะถามหมอนั่น” ธนูตอบตรงไปตรงมาโดยไม่อ้อมค้อม ทำเอาชวินพลอยชะงักไปอีกคน ด้วยเพราะมันไม่ใช่วิสัยและวิถีทางของธนูเลย นั่นคือสิ่งที่ทุกคนสัมผัสได้

“นายว่างเมื่อไหร่ล่ะ?” ชวินตั้งคำถามที่จำเป็นจะต้องได้คำตอบ

“นัดตามที่ลิชลสะดวกดีกว่า ฉันยังไงก็ได้” ธนูยังคงตอบคำถามอย่างเป็นการเป็นงาน จนน่าประหลาดใจ ชวนให้คิดว่าเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน อาจมีบางสิ่งบางอย่างตกกระแทกศีรษะของเขาจนฟั่นเฟือน แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาตั้งข้อสงสัย

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ติดต่อชลได้แล้วฉันจะโทรกลับมาแล้วกัน” ชวินบอกกล่าว ขณะที่ธนูกล่าวคำขอบคุณ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ต่างดำเนินชีวิตของตัวเองตามอย่างที่ควรจะเป็นต่อไป

“เอ่อ... ผมคงต้องขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ มีปัญหาอะไรหรือมีอะไรเกิดขึ้นโทรหาผมได้ตลอด ผมจะรีบมาทันที” เอกพลหันไปบอกนิรดา พร้อมรอยยิ้มที่มั่นใจว่าควรค่าแก่การกระชากใจหญิงสาว

“ค่ะ... ขอบคุณนะคะ” นิรดายิ้มบางๆ ตอบ หากแต่ไม่ทันที่เอกพลจะได้พูดอะไรต่อ

“ไม่ต้องห่วงหรอก เดี๋ยวฉันดูแลคุณนิเอง สบายใจได้” ภูผาแทรกขึ้นด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม กับคำพูดที่ทำให้เอกพลยืนตกตะลึงพรึงเพริดไปหลายวินาที

“นี่นาย... จะอยู่ที่นี่ทั้งวันเลยเหรอ?”

น้ำเสียงของเอกพลแหบแห้ง ยิ่งกว่าชายชราผู้หลงทางในทะเลทรายที่ปราศจากโอเอซิส และช่างยากเย็นยิ่งนักกว่าเขาจะสามารถพูดมันออกมาได้จนจบประโยค

“อืม! ก็ฉันไม่มีอะไรทำนี่ ตอนนี้เลยรับหน้าที่บอดี้การ์ดให้คุณนิแทน”

คำตอบของภูผายิ่งทำให้เอกพลรู้สึกราวกับดวงใจได้หลุดลอยไปจากร่าง แต่... จะปล่อยให้ทุกคนเห็นสภาพอันน่าเวทนาของเขาแบบนั้นได้อย่างไรกัน

“ยะ... อย่างนั้นเหรอ งั้นก็ฝากด้วยล่ะ มีนายอยู่วางใจได้อยู่แล้ว” ชายหนุ่มหัวเราะกลบเกลื่อน ก่อนจะเฉไฉหันไปพูดกับธนู ซึ่งยังคงจดๆ จ้องๆ จิ้มๆ สมาร์ทโฟนในมืออย่างเอาเป็นเอาตาย

“ไปได้แล้ว! นี่ติดมือถือตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย เล่นเกมแก้เครียดหรือไง?”

คำถามของเอกพลเรียกให้ธนูเงยหน้าขึ้นจากอิริยาบถเดิม อันเป็นอิริยาบถเดียวกับทั้งช่วงก่อนและหลังการติดต่อไปหาชวิน

“เปล่าครับ ผมกำลังดูภาพวีดีโอวงจรปิดที่พี่เอกโหลดมาให้ ผมว่าผมคุ้นผู้ชายที่เป็นแฟนของคุณหมอรจเลขมากเลย” ธนูชี้ไปที่หน้าจอสมาร์ทโฟน ซึ่งปรากฏภาพจากกล้องวีดีโอวงจรปิดของคอนโดมิเนียมที่รจเลขพักอาศัยอยู่ ขณะที่เอกพล ภูผา และนิรดาต่างล้อมวงกันเข้ามาดู

“ก็ รปภ.ที่นั่นเขาบอกพี่ว่า น่าจะเป็นดาราหรือไม่ก็พิธีกร เราคงคุ้นหน้าเขาจากในทีวีล่ะมั้ง” เอกพลย้ำเตือนในสิ่งที่ตนเคยบอกกับสายสืบรุ่นน้องไปแล้ว

“พี่เอกก็รู้ว่าผมไม่ชอบดูพวกละคร แล้วก็รายการบันเทิง”

คราวนี้คำพูดของธนู ทำให้ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่กลายเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง ต่างคนต่างนิ่งเงียบเพื่อคิดหาคำตอบของคำถามนั้น และแม้ว่ามันจะดูเลือนรางเต็มที หากแต่ความหวังที่จะค้นพบคำตอบของธนูก็ยังคงเต็มเปี่ยม


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว