ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Chapter IV : บททดสอบที่สอง

ชื่อตอน : Chapter IV : บททดสอบที่สอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 185

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 มิ.ย. 2560 15:11 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter IV : บททดสอบที่สอง
แบบอักษร

ตอนที่ 4 บททดสอบที่สอง

ร่างของเครสเซน่าร่วงลงมาตามแรงโน้มถ่วงด้วยความเร็วสูงพร้อมกับเสียงกรีดร้องลั่นก่อนนัยน์ตาสีฟ้าจะเบิกกว้างเมื่อมองเห็นว่าก้นหลุมที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุดนั้นคือพื้นหินชวนให้ขวัญเสียกว่าเดิม กู่ร้องขอความช่วยเหลือเรียกหารามีเอลเป็นพัลวัน

ความซวยของเธอมันกำลังสำแดงฤทธิ์!

ตายๆๆ เธอตายแน่!!! เห็นทีต้องหล่นกระแทกพื้นตายแบบศพไม่สวยแน่ๆ!!!

ในตอนที่หลับตาปี๋รอรับชะตากรรมอันน่าสยองของตัวเองอยู่นั้นเครสเซน่าพลันรู้สึกถึงแรงต้านขึ้นมา

เด็กสาวค่อยๆ ลืมตามองด้วยความงุนงงแล้วพบว่าตัวเองกำลังกางแขนขาแยกเป็นห้าแฉกราวกับปลาดาวลอยอยู่กลางอากาศห่างจากพื้นประมาณสามฟุต

เด็กสาวกะพริบตาปริบๆ แล้วเริ่มคลี่ยิ้มออกมาอย่างโล่งอก ดีใจยังไม่ทันไรแรงต้านทั้งหมดก็หายวับ

เธอร่วงตกกระแทกพื้นนอนแผ่แบบไม่ทันตั้งตัวจนร้องออกมาดังอั่ก จุกจนเกือบขย้อนอาหารในกระเพาะออกมาจนหมด แต่แน่นอนว่าเครสเซน่าไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้น

เธอพลิกตัวหอบหายใจเพื่อเรียกขวัญตัวเอง จากนั้นนัยน์ตาสีฟ้าจึงมองเห็นเพดานอยู่ข้างบน ทั้งที่มันควรจะเป็นปากหลุมอะไรสักอย่างที่เธอตกลงมา เด็กสาวลุกขึ้นยืนเหลียวมองไปโดยรอบอย่างฉงนสงสัย บางทีเธออาจจะกำลังอยู่ในทางเดินลับใต้ดินส่วนใดส่วนหนึ่งของปราสาทลีโอบนกำแพงหินมีคบไฟติดเรียงห่างเป็นระยะไกล ๆ ชวนให้ที่แห่งนี้ดูสลัวสลางและลึกลับจนเกินไปแต่อย่างน้อยก็ยังพอทำให้เห็นว่าเธอกำลังยืนอยู่กลางทางเดินอย่างโดดเดี่ยว

ความหวาดระแวงในกายตื่นตัวเครสเซน่าเหลียวซ้ายขวารู้สึกขนลุกขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ลูบแขนของตัวเองเพื่อเพิ่มความอุ่นใจแต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก ที่สำคัญคือตอนนี้หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เพราะเธอยังกินไม่อิ่มเลย!

เด็กสาวล้วงขนมปังก้อนหนึ่งจากหลายๆ ก้อนที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าออกมา โชคดีจริงๆ ที่เก็บมาตุนไว้...

“เครสเซน่า!” กัดไปได้คำเดียวเจ้าของชื่อก็สะดุ้งเพราะเสียงรามีเอลดังมาจากข้างหลัง ขนมปังเกือบติดคอ เครสเซน่าทุบอกรัวๆ เพื่อให้มันหล่นลงไปในกระเพาะเร็วๆ รีบเก็บซ่อนอาหารของตัวเองเอาไว้ก่อนหันกลับไปหารามีเอลที่วิ่งมาถึงพร้อมเดซี่พอดี

“รามีเอล...แค่ก ๆๆๆ”

นัยน์ตาสีม่วงมองสำรวจร่างเด็กสาวอย่างเป็นห่วง ขณะที่เด็กสาวเองก็สำรวจอีกคนที่ชุดยังคงสะอาดไม่มีรอยดำเลยแม้แต่น้อย ผิดกับตัวเองที่อเนจอนาถเกินทน

“เจอซะที...เธอเป็นอะไรหรือเปล่า เจ็บตรงไหนมั้ย” เด็กหนุ่มถามเมื่อเห็นเด็กสาวไอจนหน้าแดงเพราะเศษขนมปังติดคอ

“ไม่! ไม่ๆ ฉันสบายดี เอ่อ...ว่าแต่...ที่นี่มันที่ไหนน่ะ?”

รามีเอลมองไปรอบกายและได้แต่บอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน พอตกลงมาก็พบว่ามีเพียงเขากับเดซี่เท่านั้น คาดว่าทุกคนคงถูกจับแยกกันหมด พวกเขาเดินสำรวจอยู่สองสามรอบแต่ก็ไม่เจอร่องรอยอะไรเลย จนกระทั่งอยู่ๆ

เดซี่ก็วิ่งมาทางนี้เหมือนมันได้กลิ่นของเครสเซน่า

รามีเอลคว้าคบเพลิงลงมาจากผนังแล้วเริ่มเดินสำรวจ จึงพบว่าทางข้างหน้ามีประตูลูกกรงเหล็กเรียงรายเต็มสองฟากฝั่งทางเดินอันมืดสลัว โซ่ตรวนวางระเกะระกะอยู่บนพื้นหิน กลิ่นเหม็นอับของความชื้น และกลิ่นสาปอันสกปรกโชยแตะจมูก อาวุธและเครื่องทรมานบางส่วนแขวนไว้บนผนังหินส่งเสริมให้บรรยากาศดูน่ากลัวและชวนให้หนาวเยือกไปตามไขสันหลัง

“ที่นี่มัน...คุกใต้ดิน?” เด็กหนุ่มเปรยขึ้นเบา ๆ แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าที่นี่ไม่ใช่คุกใต้ดินในปราสาทลีโอ

“อาเรสส่งเราลงมาในคุกใต้ดินทำไม!?” คำพูดของรามีเอลทำเอาคนฟังไม่มีอารมณ์จะกินอะไรต่อ เธอเก็บขนมปังใส่กระเป๋าเรียบร้อย...เดี๋ยว คงไม่ใช่จับได้ว่าเธอขโมยอาหารกลับบ้านหรอกนะ!?

ทันใดนั้นเสียงที่พวกเขาคุ้นเคยก็ดังสะท้อนไปทั่วกำแพงโดยที่ไม่อาจระบุที่มาที่ไปได้

“ยินดีต้อนรับเข้าสู่บททดสอบที่สอง ที่ท่านกำลังอยู่ตอนนี้คือวงกต เงื่อนไขของการผ่านบททดสอบนี้นั้นง่ายมาก...คือหาทางออกไปจากที่แห่งนี้ให้ได้ในเวลาสองชั่วโมง”

เครสเซน่าฟังเสียงอาเรสอธิบายแล้วเริ่มใจชื้นขึ้นเล็กน้อย ที่นี่เป็นแค่เขาวงกตเองสินะ เธอนึกว่าจะโดนส่งมาลงโทษอะไรในคุกซะแล้ว!

“ผู้ที่ออกจากที่นี่ได้สำเร็จคือผู้ที่ถูกเลือก ขอให้พวกท่านโชคดี เริ่มการทดสอบ ณ บัดนี้!”

“เอ๋! อธิบายแค่นี้เหรอ” เครสเซน่าส่งเสียงถาม

ไม่มีเสียงตอบกลับมาเป็นสัญญาณว่าอาเรสทิ้งให้พวกเขาดิ้นรนกันเอง ในเวลาที่ยังไม่มีใครทันตั้งตัว เสียงระเบิดก็ดังขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งไกลออกไป ทางเดินใต้ดินสั่นสะเทือนแม้ไม่แรงมากแต่ก็ทำให้เศษหินชิ้นเล็กชิ้นน้อยร่วงกราวลงมาจากเพดานดูน่าหวาดหวั่น รามีเอลกับเครสเซน่ามองหน้ากันโดยอัตโนมัติพร้อมความคิดว่าที่นี่อาจจะใกล้ถล่มก็เป็นได้

“หาทางออกเร็วเข้าเถอะ” รามีเอลเอ่ยปากเร่ง

คำอวยพรของลูกหลานจอมกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งโซดิแอคก็คงไม่มีผลกับเธอที่มีฉายาว่า ‘แม่สาวตัวซวยแห่งลิบรา’ ซักเท่าไหร่...ตอนแรกก็คิดอย่างนั้น แต่ท่าทางจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่

สองคนหนึ่งสุนัขเดินไปตามทางที่ทอดยาวได้ไม่ทันไรความซวยก็บังเกิด เครสเซน่าดันไปสะดุดหินก้อนหนึ่งเข้าจนเซถลาไปสะกิดกลไกอะไรสักอย่างบนกำแพงที่ใช้เป็นหลักยึด ประตูลับเปิดพร้อมธนูหลายสิบดอกยิงออกมาหมายคร่าชีวิต เคราะห์ดีที่รามีเอลจับมือเธอที่มัวแต่อ้าปากหวอวิ่งหลบได้หลบทัน รอดตายไปหวุดหวิด!

พ้นจากวินาทีเฉียดตายมาเครสเซน่าก็ได้สติ อดแปลกใจในการตอบสนองอันฉับไวของผู้ช่วยชีวิตไม่ได้ ตอนแรกเครสเซน่าคิดว่าแค่ฟลุ้ค ที่ไหนได้...พอเดินเลี้ยวโค้งกำแพงไปแล้วเจอก้อนหินขนาดมหึมากลิ้งเข้ามาด้วยความเร็วสูง หมายจะทับตัวเธอให้บี้แบน ยังไม่ทันได้หันหลังโกยแน่บ สายลมอันไม่รู้ที่มาก็พัดวูบพร้อมแสงสีขาวพุ่งผ่านเธอไป

หินมหึหาพุ่งชนบางสิ่งก่อนจะแตกสลายไปต่อหน้าต่อตา เศษละอองฝุ่นไม่กระเด็นโดนตัวเธอสักเสี้ยว

เครสเซน่าเผลอปล่อยลมหายใจที่ไม่รู้ว่ากลั้นเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ จึงพบว่าสิ่งที่ก้อนหินมหึหาพุ่งชนนั้นคือ บาเรียใสที่อยู่ตรงหน้าเธอ

“ฟู่ว...เกือบไปแล้วนะ” เสียงถอนหายใจอย่างโล่งอกดังมาจากเด็กหนุ่มผู้คุ้นเคย รามีเอลก้าวเข้ามาถามไถ่ด้วยท่าทีเป็นห่วง “เป็นอะไรไหมเครสเซน่า”

แต่คนถูกถามกลับให้ความสนใจกับหนังสือเล่มหนึ่งและคทาที่สว่างส่องแสงนวลตาในมือของอีกฝ่ายแทน

“นาย...” เธอรู้สึกพูดไม่ออก มองรามีเอลสลับกับบาเรียข้างหน้าอย่างสับสน “นาย...เมื่อกี้...”

“เมื่อกี้โชคดีนะที่เรียกบาเรียออกมาทัน” เด็กหนุ่มหน้าสวยพูดด้วยรอยยิ้มราวกับเป็นเด็ก ๆ สายตาของเครสเซน่าจดจ้องไปยังคทาที่ถือในมือถูกสูบกลับเข้าไปในหนังสือด้วยความฉงน พอเหลือบขึ้นมองใบหน้าของอีกคนก็พบว่านัยน์ตาสีลาเวนเดอร์ของเด็กหนุ่มเปล่งประกายระยับกว่าปกติ ทั้งมีชีวิตชีวาและน่ามอง ใบหน้าสวยประดับรอยยิ้มแสนสนุกอย่างปิดไม่มิด ตรงข้ามกับเธอที่หน้าซีดแล้วซีดอีกทั้งที่เป็นตัวตั้งตัวตีจะล่าเงินล้านแท้ ๆ

แต่...แค่นี้ก็รู้แล้วว่าหมอนี่มีฝีมือจริง ๆ !!! นับว่าน่ายินดีจริงๆ ที่เธอลากหมอนี่ติดมือมาด้วย

“นี่นายเรียนเวทมนตร์ด้วยเหรอ!?” เครสเซน่าเผยยิ้มอย่างดีใจ ฉวยหยิบหนังสือเล่มใหญ่ในมือของอีกฝ่ายมาสำรวจ มันเป็นหนังสือปกแข็งที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีต กรุขอบปกหนังสือด้วยโลหะสีทองเพิ่มความหรูหรามีราคา ใจกลางปกหนังสือคืออัญมณีเม็ดใหญ่...แซฟไฟร์สีม่วงงามดุจดั่งนัยน์ตาของผู้เป็นเจ้าของ ปลายนิ้วของเด็กสาวสัมผัสอัญมณีน้ำงามอย่างสนอกสนใจ เนื้อของมันถูกเจียระไนอย่างดีไร้รอยตำหนิ เฉดสีม่วงเข้มและอ่อนส่องประกายแวววาบสลับไปตามเหลี่ยมมุม เครสเซน่าไม่ได้ชื่นชอบอัญมณีหรือของมีค่าเป็นพิเศษ แต่ต้องยอมรับว่าแซฟไฟร์เม็ดนี้...

ขายได้แน่!!!! เอ้ย... หมายถึง มีมูลค่าสูงมากต่างหาก

เด็กสาวปัดความคิดอกุศลทิ้งไปถึงใจจริงอยากจะแงะมันออกจากหนังสือเอาไปขายมากก็ตาม

แต่ในฐานะที่รามีเอลเป็นผู้มีบุญคุณของเธอ ความคิดชั่วร้ายจึงต้องถูกพับเก็บ เธอไม่ใช่คนอกตัญญูหรือหักหลังใคร แถมยังต้องใช้งานเขาอีกมาก ถ้าหมอนี่เกิดไม่พอใจแล้วเสกเธอกลายเป็นกบ...ไม่ดี ๆ คิดพลางเปิดหนังสือสำรวจเนื้อในหวังจะเจอเวทมนตร์คาถาอะไรที่น่าสนใจ เผื่อเธอจะครูพักลักจำเอาไปใช้บ้าง แต่แค่หน้าแรกก็ทำเอาสาวจอมซวยงุนงง

เจ้าหญิงนิทรา... ราพันเซล... สโนวไวท์...?

“นี่มัน...หนังสือนิทานเหรอ?” เครสเซน่าหันไปถาม ส่วนเจ้าของก็รีบเก็บหนังสือตัวเองกลับไปด้วยความหวง “แต่เมื่อกี้ฉันเห็นนายเก็บคทาลงในนี้นี่นา...”

คนถูกถามทำหน้าไม่ถูกไปชั่วขณะ จะโกหกก็คงไม่ดีนักจึงอ้อมแอ้มตอบ “...ฉันก็เรียกคทาจากในนี้นั่นแหละน่า”

“จากในหนังสือนิทาน? คาถาเมื่อกี้นายหยิบมาจากนิทานเหรอ?” เครสเซน่าถามย้ำ พอรามีเอลพยักหน้า

สมองอันปราดเปรื่องของเธอเข้าใจเรื่องราวได้รวดเร็ว “เป็นเวทมนตร์ที่แปลกดีแฮะ แล้วนอกจากคทานายเรียกอย่างอื่นได้อีกหรือเปล่า?”

“ก็มีพวกของใช้ประโยชน์บ้างนิดหน่อย... อย่างรถฟักทองหรือว่าดาบ”

“รถฟักทอง? ไอ้คันที่นายพาฉันมานี่น่ะเหรอ!” เครสเซน่าถามอย่างตื่นเต้น ก่อนจะฉุกคิดได้ “เดี๋ยวสิ

รถแพงขนาดนั้นเราทิ้งไว้นอกปราสาท ต้องมีคนขโมยไปแล้วแน่ๆ!”

“ไม่หรอก ของพวกนี้นอกจากฉันแล้วไม่มีใครใช้ได้ พอถึงเวลามันก็จะสลายไปเอง”

“เห...งั้นหมายความว่ามีแต่นายเท่านั้นที่จะใช้งานหนังสือนั่นได้เหรอ?” เครสเซน่าแซะถามเข้าไปอีก

พอเด็กหนุ่มพยักหน้ารับก็รู้สึกว่าดีแล้วที่เธอล้มเลิกโครงการแงะแซฟไฟร์เม็ดนั้นไปซะก่อน

“แล้ว...จะว่าไปเรื่องที่นายกลายเป็นผู้หญิงน่ะมันเกี่ยวอะไรกับหนังสือนิทานนี่หรือเปล่า” ไหน ๆ ก็ได้โอกาสแล้วเครสเซน่าก็เลยถามสิ่งที่ติดใจเธอมานาน นัยน์ตาสีฟ้าเฝ้าสังเกตอีกฝ่าย เห็นว่ามีท่าทีลำบากใจเล็กน้อยก่อนตอบ

“ไม่เกี่ยวหรอก ฉันเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เกิดแล้วล่ะ”

“หืม..เป็นมาแต่เกิด” เด็กสาวลากเสียงอย่างใช้ความคิดก่อนจะทำสีหน้าตกใจ “หรือว่า..นายโดนคำสาปเหรอรามีเอล!! คำสาปประจำตระกูลอะไรเทือก ๆ นั้นใช่มั้ย!”

คนมีคำสาปติดตัวมองสีหน้าแสดงความเห็นใจของอีกฝ่ายแล้วได้แต่พยักหน้าหงึก ๆ ตอบแบบขอไปที “ก็อะไรประมาณนั้นแหละ”

“ไม่ลำบากแย่เหรอ นายไม่หาวิธีถอนคำสาปล่ะ อย่างฆ่าแม่มดที่สาปตระกูลนายหรือตามหารักแท้มาคลายคำสาปอะไรแบบนั้น”

“แก้ได้ก็คงดีนะ” รามีเอลเปรยเบา ๆ นึกขำกับความคิดของเจ้าหล่อน เธออาจจะอ่านนิทานเจ้าหญิงมากไป แต่คิดอีกที อย่างแม่คนนี้น่ะเหรอจะอ่านนิทานเจ้าหญิง คิดพร้อมกับเดินหน้าต่อโดยทิ้งความงงไว้ให้เครสเซน่า

จากที่เคยเดินนำด้วยความมั่นหน้ามาตลอด หลังจากรู้ว่ารามีเอลมีความสามารถซุกซ่อนอยู่เด็กสาวก็ค่อย ๆ ผ่อนฝีเท้าลงมาเล็กน้อยตั้งใจว่าจะเดินตีคู่เพื่อจะพูดคุยสักหน่อย แต่เด็กหนุ่มผมทองกลายเป็นฝ่ายเดินดุ่มนำหน้าไปตามทางอย่างไม่กลัวฟ้ากลัวดิน แถมดูท่าว่าจะตื่นเต้นสนุกสนานกว่าเธอเสียอีก และแม้ว่าเธอที่เดินอยู่ข้างหลังจะเกือบตกลงไปในหลุมกับดัก รามีเอลก็สามารถเสก ‘เส้นผมของราพันเซล’ เอามาใช้ต่างเชือกออกมาช่วยไว้ได้ทัน แลกกับการที่ต้องกลายเป็นมัมมี่เพราะเส้นผมของราพันเซลมันจำกัดความยาวไม่ได้ แต่เอาเป็นว่าชีวิตเธอไร้รอยขีดข่วนแถมฝ่ากับดักได้อย่างฉลุยอีกต่างหาก

นี่มัน...เทพีแห่งโชคชัด ๆ !!!

“ว่าแต่ทำไมต้องสร้างกับดักไว้ในคุกด้วยนะ” เครสเซน่าตั้งข้อสังเกต

“คงเพื่อไม่ให้พวกนักโทษหนีได้ง่าย ๆ ล่ะมั้ง”

“นั่นก็จริงของนาย แต่ฉันว่าพวกผู้คุมน่าจะตายก่อนนักโทษน่ะสิ”

ในความเงียบของทางเดินใต้ดิน พวกเขาได้ยินเสียงความโกลาหลจากข้างนอกชัดเจน เป็นเสียงโหวกเหวกของผู้คน เสียงพังทลายของอาคารซึ่งส่งผลสะเทือนต่อทางใต้ดินที่พวกเขาอยู่

รามีเอลเงี่ยฟังเสียงจากข้างบน “น่าจะมีคนสู้กันอยู่ข้างนอก ส่วนทางใต้ดินนี่ก็อาจจะถล่มไม่ช้า”

“งั้นก็รีบไปเถอะ!”

เครสเซน่าไม่คิดอะไรนอกจากต้องการออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุด ทางเดินในชั้นใต้ดินเลี้ยวลดคดเคี้ยวจนน่าเวียนหัว หลุดจากแยกหนึ่ง ก็จะไปเจออีกทางแยกหนึ่ง รามีเอลต้องเดาสุ่มทางไปเรื่อย ๆ เครสเซน่าเองก็คิดวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ออกเช่นเดียวกันจึงได้เดินตามกันมาอย่างไม่ปริปากบ่น ตอนนี้พวกเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองอยู่ตรงไหนแล้ว

“รามีเอล ตรงนี้มีบันไดล่ะ!” เครสเซน่ารีบร้องเรียกเมื่อเลี้ยวมาทางตามแล้วเจอบันไดทอดยาวไปสู่ชั้นบน

ทว่ามันกั้นด้วยประตูลูกกรงเหล็กหนักหลายตัน

“ต้องหาทางเปิด” เด็กหนุ่มเข้าไปสำรวจประตูดูแล้ว พบว่าไม่น่าจะเปิดด้วยกำลังมนุษย์ได้

“นายใช้ของวิเศษพังออกไปไม่ได้เหรอ” สิ้นคำถามของเครสเซน่า เสียงพังถล่มของอะไรสักอย่างก็ดังขึ้นราวกับนกรู้ แรงสั่นสะเทือนทำเอาเด็กสาวเซไปทาง เศษหินร่วงลงมาหนักกว่าเดิมจนเกิดควันฟุ้งตลบ ใช้เวลาชั่วครู่กว่าทุกอย่างจะกลับมาสงบ

เป็นอันรู้กันว่าพังออกไปไม่น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนัก

นัยน์ตาสีลาเวนเดอร์มองไปยังฝั่งตรงข้ามของบันไดที่ถูกปิดตาย ตรงนั้นเป็นทางตันอย่างเห็นได้ชัด

แต่สิ่งที่แปลกสะดุดตาก็คือลายหินบนผนังที่ถูกแบ่งเป็นชิ้น ๆ เต็มกำแพง ในบริเวณใกล้กันนั้นถูกออกแบบเป็นช่องเล็ก ๆ ล้อมรอบช่องใหญ่หนึ่งช่องซึ่งขนาดพอที่จะเอาแขนสอดเข้าไปเพื่อดึงสลักเปิดกลไก และมีโครงกระดูกนอนแห้งตายโดยที่แขนยังคาอยู่ในรูนั้นอีกด้วย

“อึ๋ย...หมอนี่ตายอยู่ในนี้มานานแค่ไหนแล้วเนี่ย” เครสเซน่าเห็นลางไม่ค่อยดีลอยมาแต่ไกล

รามีเอลไม่ได้ตอบ เขาก้มลงไปมองรูเล็ก ๆ เหล่านั้น ถึงจะมองไม่เห็นอะไรเพราะรูอาจจะลึกเกินแสงส่องถึง

แต่คาดว่าคงเป็นกับดักที่ทำให้คน ๆ นี้สิ้นลมหายใจอยู่ตรงนี้ไม่ผิดแน่ เด็กหนุ่มหันกลับไปมองแผ่นหินบนกำแพง แต่ละ แผ่นมีรอยสลักบางอย่าง ทว่าแผ่นหินเหล่านั้นถูกจัดวางได้อย่างสะเปะสะปะจนทำให้ลายที่ควรจะปรากฏเป็นรูปร่างนั้นไม่ต่อเนื่องกัน กลายเป็นเหมือนลายขีดเขียนเล่นที่ดูไม่น่าจะมีความหมาย

“มาไขปริศนากันเถอะเครสเซน่า!” รามีเอลเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เราต้องเรียงแผ่นหินพวกนี้กลับที่

ให้เกิดเป็นลายที่สมบูรณ์ถึงจะเปิดประตูได้”

“งั้นเรื่องใช้แรงให้เป็นหน้าที่ฉันเอง” เด็กสาวออกปากอย่างกระฉับกระเฉง  เพราะดูท่าแล้วแผ่นหินพวกนี้น่าจะหนักเอาเรื่องอยู่ อย่างรามีเอล...อืม เขาดูน่าทะนุถนอมและบอบบางเกินไป “นายออกไปยืนห่าง ๆ แล้วคอยบอก จะได้เห็นภาพรวมไง”

“จะดีเหรอ?” สีหน้าอีกคนปรากฏความลังเล

“ใช้ความคิดของนายให้เป็นประโยชน์เถอะน่า” เครสเซน่ารีบไล่เขาไปทำหน้าที่ ทุกเวลามีค่า อีกอย่างรามีเอลก็หัวไวกว่าเธอ แบ่งงานกันทำจะได้เสร็จไว ๆ แล้วจะได้ออกจากที่นี่ซะที!

ใช้เวลาอยู่ราวครึ่งชั่วโมง เครสเซน่าได้ออกแรงจนเมื่อยตัวไปหมดกว่าจะสลับแผ่นหินให้ถูกต้องได้

เธอปัดฝุ่นบนมือแล้วเดินออกห่างจากผนังมาดูผลงานให้ชัด ๆ ภาพที่ปรากฏขึ้นคือภาพสลักรูปงูตัวหนึ่งที่ขดลำตัวพันรอบ ไม้เท้าตลอดความยาวตั้งแต่หัวจรดปลาย หัวของมันอยู่ด้านบนไม้เท้า สองตาของอสรพิษจ้องมองมายังพวกเขาอย่างเย็นชาราวกับมีชีวิต ดูทั้งสวยงามและน่าหวาดกลัวไปพร้อมกัน สายตาของงูตัวนั้นทำให้เด็กสาวเกิดความรู้สึกบางอย่างในใจ อาจเพราะเธอไม่เคยจ้องตากับงูตัวเป็น ๆ แล้วมันก็เหมือนจริงเกินไปจนน่าขนลุก มือบางกระตุกแขนเสื้อรามีเอลเมื่อเห็นว่าเขาก็จ้องภาพนั้นอย่างไม่วางตา ราวกับถูกมันดึงดูดอย่างไรอย่างนั้น

“เปิดสลักประตูเถอะรามีเอล”

“อ่า ได้ ๆ” เด็กหนุ่มราวกับเพิ่งหลุดออกจากภวังค์ เขาฝากเดซี่ที่อุ้มไว้แนบอกกับเครสเซน่าเพื่อความปลอดภัย

“เดี๋ยว!” เด็กสาวร้องเรียกไว้ก่อน “นาย...นายแน่ใจแล้วนะว่าเราเรียงภาพถูก” เธอถามด้วยความหวาดหวั่นพร้อมส่งสายตาไปทางกองกระดูกที่นอนอยู่ตรงนั้นอย่างมีความหมาย

อีกฝ่ายมองกลับไปยังรูปสลักแผ่นหินชั่วครู่ก่อนหันมาพยักหน้าเพิ่มความมั่นใจให้เธอ ร่างสูงก้าวตรงไปยังรูขนาดใหญ่ แขนล้วงเข้าไปภายในจนสุด อกของเขาแนบติดกับผนังที่เต็มไปด้วยรูพรุนของกับดัก ไม่บอกก็รู้ว่าหากเขาแก้ปริศนาข้อนี้ผิดมันจะเป็นอย่างไร แต่ถึงกระนั้นเด็กหนุ่มก็ไม่ลังเลที่จะดึงสลักข้างในออกอย่างสุดแรง

เสียงกริ๊กของสลักดังขึ้น แล้วหลังจากนั้นกลไกก็ทำงาน เลื่อนประตูเหล็กบานยักษ์ที่ขวางทางขึ้นไปด้านบน

เครสเซน่ารีบลากรามีเอลออกจากสถานที่ขนลุกแห่งนั้นเพราะกลัวจะมีกับดักไล่หลัง เมื่อขึ้นมาข้างบนได้แล้วเสียงความวุ่นวายภายนอกก็ยิ่งดังราวกับอยู่ใกล้เพียงคืบ ทั้งสองรีบวิ่งไปตามทางเดินก่อนจะผลักประตูบานใหญ่เปิดออกแล้วก็ต้องชะงักเมื่อพบว่าพวกเขาหลุดมาในสถานที่อีกแห่งหนึ่งอันน่าฉงน

มันเป็นห้องโถงแห่งหนึ่ง เพดานสูงชะลูดราวสามเมตรจนต้องแหงนคอตั้งเพื่อมองความยิ่งใหญ่

ไม่มีเวลาให้ชื่นชมในความโอ่อ่า  เมื่อเสียงเอะอะโวยวายจากภายนอกที่ดังใกล้เข้ามาทุกขณะ เครสเซน่าได้ยินเสียงกรีดร้องของคนและสัตว์แว่วมา เสียงโลหะกระทบกันไม่หยุดหย่อนจากข้างนอกนั่นทำเอาสมองมึนงงไปชั่วขณะ ที่สำคัญ

เมื่อมองผ่านหน้าต่างออกไป ดวงตาของเธอกลับเห็นเพียงภาพสีสันของเปลวไฟที่ฉาบย้อมท้องฟ้ายามค่ำคืนให้กลายเป็นสีแดงฉาน!

“ที่นี่มันที่ไหน...” เครสเซน่าครางถาม “นี่มันไม่ใช่ลีโอนี่นา”

“ไม่ใช่...” รามีเอลกวาดตามองไปทั่วแล้วก็ได้คำตอบเดียวกัน

ฉับพลันธนูไฟห่าใหญ่ได้ถูกยิงผ่านหน้าต่างเข้ามา ทั้งสองพากันวิ่งหลบอย่างชุลมุน สะเก็ดไฟลอยลิ่วก่อกองเพลิงขนาดย่อม ๆ ขึ้นภายในตัวอาคาร เสียงไม้ซุงกระทุ้งประตูดังจนเพดานสะเทือนลั่นอยู่หลายครั้ง คล้ายว่าเหล่าคนข้างนอกนั่นพยายามจะพังประตูเข้ามาให้ได้ เสียงตะโกนกู่ร้องดังก้องกระตุกต่อมความกลัวของเด็กสาวขึ้นมาจับจิต

พร้อมการโจมตีด้วยป้อมหินจากภายนอกพุ่งเข้าใส่จนกำแพงด้านหนึ่งของของปราสาทพังลงในที่สุด

“ทำลายมันให้ราบ! สถานที่ของพวกปีศาจ!”

“เร็วเข้า! อย่าให้พวกปีศาจมันเหลือรอด”

“เพื่อความสงบสุขของอาณาจักร!!”

“นี่มันหมายความว่ายังไงน่ะ!” เครสเซน่าร้องถามรามีเอลอย่างอัดอั้นและไม่เข้าใจ พวกคนข้างนอกนั่นเป็นใคร ที่นี่ที่ไหน เกิดอะไรขึ้น แล้วเงินล้านอยู่ไหน เธอไม่เข้าใจเลยสักอย่างเดียว!

รามีเอลไม่ทันเรียกบาเรียออกมากำบังเศษหินที่ปลิวกระจาย พวกเขาจึงโดนลูกหลงไปอย่างละนิดอย่างละหน่อยเครสเซน่าแทบจุกตอนที่มันปลิวมากระแทกข้างหลัง โชคดีที่มันเป็นเพียงเศษหินเล็ก ๆ เท่านั้น  

ไม่นานประตูปราสาทก็ถูกทำลายโดยสมบูรณ์ท่ามกลางเสียงกู่ร้องยินดี ทหารสวมชุดเกราะถือธงสัญลักษณ์ของลีโอโบกสะบัดเดินนำเข้ามาอย่างฮึกเหิม รามีเอลและเครสเซน่าชะเง้อมองออกไปนอกกรอบหน้าต่างจึงพบว่า

กองทัพนั้นไม่ได้มีเพียงแค่ทหารของลีโอ แต่มีทหารของหลายเมืองปะปนอยู่ด้วย แว่วเสียงแตรแผดลั่น

ก่อนที่แต่ละหน่วยจะกระจายกำลังไปผลาญทำลายทุกสิ่งทุกอย่างในที่แห่งนี้จนไม่เหลือเค้าความสวยงามอย่างที่เคยเป็น

ทหารกลุ่มหนึ่งย่ำตรงมายังที่ที่พวกเขาหลบอยู่ ทั้งสองแทบหยุดหายใจ เพราะตั้งรับไม่ทัน เครสเซน่าทำตัวลีบแบนที่สุดเท่าที่จะทำได้  ทว่าพวกนั้นกลับมองเลยผ่านไปจุดที่กำบังตัวเธอไปคล้ายว่าไม่มีใครอยู่ตรงนี้

นัยน์ตาสองคู่สบกัน มีทั้งความสงสัยและสับสน แต่ถึงเมื่อครู่พวกนั้นเหมือนจะไม่เห็น  รามีเอลก็ยังไม่วางใจ

เขาค่อย ๆ พาเครสเซน่าออกมาทางประตูข้างหลังอีกบาน ใช้บันไดมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นบน ขณะที่พวกนั้นมัวแต่สนใจจะเปลี่ยนห้องโถงอันวิจิตรให้กลายเป็นทะเลเพลิง

เครสเซน่าวิ่งไปอย่างไม่เหลียวหลัง สัมผัสถึงความกลัวจากเบื้องลึกในจิตใจ ไม่เข้าใจว่าความบ้าคลั่งที่ได้เห็นนั่นคืออะไร ไม่รู้ว่านี่คือเหตุการณ์จริงหรือภาพลวงตากันแน่ แต่ความความรู้สึกเจ็บที่แผ่นหลังยังคงอยู่เหมือนย้ำเตือนสิ่งที่เกิด จนกระทั่งทั้งคู่วิ่งมาถึงทางเชื่อมปราสาท จากตรงนี้จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองได้ เครสเซน่าเหลือบมองความวิบัติภายนอก ตลาดกลางเมืองเต็มไปด้วยความอลหม่าน  เสียงกรีดร้องดังไม่ขาด  เธอเห็นผู้เข้าร่วมการทดสอบบางคนวิ่งกันวุ่น บางคนออกมาจากทางใต้ดินที่ซ่อนอยู่ใกล้บ่อน้ำ แล้วยังเห็นดาเรน ไฮด์ เด็กหนุ่มที่เธอจำได้วิ่งออกมาจากร้านค้าแล้วเลี้ยวหายไปตรงมุมตึก

ดวงตาสีฟ้ากระจ่างสะท้อนภาพเมือง ๆ หนึ่งที่กำลังเผชิญสงคราม สภาพบ้านเรือนถูกทำลายย่อยยับเป็นดังเชื้อเพลิงชั้นเยี่ยมที่สร้างความโชติช่วงของเปลวเพลิงให้มันย้อมสีท้องฟ้าในยามนี้อย่างไร้ความปรานี  ลามเลียไปทั่วทุกอณูของอาณาเขต  ทุกอย่างกลายเป็นสีแดงฉาน แม้แต่พื้นดินก็ราวกับเป็นทะเลเลือดที่เต็มไปด้วยศพมากมาย  แม้แต่เด็กหรือคนชราก็ไม่เว้น รังสีการฆ่าฟันปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง ภาพที่เห็นทำเอาหัวใจของเธอเต้นกระหน่ำ ไม่รู้ว่าเกิดจากความกลัวจับใจหรือความโกรธกันแน่

หินก้อนใหญ่ที่ถูกยิงมาปะทะกับปราสาทข้างหน้าทำให้เครสเซน่าหลุดออกจากภวังค์ ปีกปราสาทถล่มไล่ตามมาติดกัน  เศษกำแพงบางส่วนหล่นลงมายังทางเชื่อมที่พวกเขายืนอยู่พาให้บางส่วนพังถล่มตามลงไป รามีเอลกับเครสเซน่าเบี่ยงหลบเข้ามาในปราสาทได้ทัน ขาสองคู่วิ่งไปตามทางเรื่อย ๆ ก่อนชะงักฝีเท้า เมื่อเห็นร่างเลือดอาบของใครบางคนถูกเสาหินต้นใหญ่โค่นทับไว้ ร่างนั้นนิ่งสนิทไร้ลมหายใจ เครสเซน่าจำได้ว่าเขา คือ ชายคนหนึ่งที่เข้ามารับการทดสอบเหมือนกัน หัวสมองหวนนึกถึงสัญญาฉบับนั้นที่เธอเซ็นตอนเข้ารับการทดสอบกับลีโอ...ความกลัวแล่นวาบจนทั่วร่างชาดิก หากนี่เป็นภาพลวงตา มันก็เหมือนจริงมากเกินไป เพิ่งตระหนักได้ว่าสิ่งที่ตัวเองเลือกเป็นเรื่องบ้าบิ่นเสี่ยงอันตรายแค่ไหน

ถ้าพลาด ทุกอย่างก็จบ

นี่เธอเอาหัวตัวเองไปวางไว้บนเขียงชัด ๆ!!!

ต้องกลับออกไปให้ได้! เครสเซน่าคิดอะไรไม่ออกนอกจากประโยคนี้ขณะวิ่งหลบเศษหินที่กระจายมาสร้างความเจ็บปวดเป็นระยะ ว่าแต่...นี่จะไม่มีอะไรให้ทำนอกจากวิ่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเจอทางออกหรือไง!!! แล้วยังเจ้าเดซี่ที่เธออุ้มมันวิ่งหนีมาตลอดทางตัวสั่นงก ๆ จากอาการหวาดกลัวสุดขีดไม่พอ ยังจิกเล็บตะกุยเนื้อของเธอจนเป็นแผลอีกต่างหาก

“นี่ นายเอาหมาเก็บไว้ในหนังสือนิทานไม่ได้หรือไง” ถึงรู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาจะมาบ่นอะไรแบบนี้แต่มันก็อดไม่ได้

เพราะเธอไม่รู้เหมือนกันว่าระหว่างเดซี่ตกใจกลัวจนตายคาอก กับคอเธอถูกเล็บหมาตะกุยจนขาดอะไรจะเกิดก่อน

รามีเอลไม่มีเวลาคิดใคร่ครวญของเสนอของเด็กสาว นัยน์ตาสีลาเวนเดอร์สอดส่องมองความวินาศรอบกาย ทั้งสภาพบ้านเมืองที่กำลังจะล่มสลาย สถาปัตยกรรมที่ไม่คุ้นตา และ...

“นั่นมัน...” เสียงแรกของรามีเอลทำให้เครสเซน่าชะงัก

สายตาของเด็กสาวมองตามคนข้างตัวไปจนกระทั่งเห็นหอนาฬิกาตั้งตระหง่าน รูปลักษณ์ของมันราวกับสร้างขึ้นตามภาพสลักบนกำแพงหินในชั้นใต้ดิน หากภาพนั้นเรียกว่า งดงามน่ากลัว สถาปัตยกรรมตรงหน้าที่เป็นสิ่งจับต้องได้ก็ยิ่งใหญ่มากกว่านั้น มันเป็นภาพแกะสลักขนาดใหญ่มหึมาของงูที่เลี้ยวพันรอบหอนาฬิการาวกับมีชีวิต  หัวผงกมองต่ำลงมาราวกับงูยักษ์ที่กำลังเฝ้าดูทุกสิ่งในอาณาจักรอย่างหวงแหน และบนนั้นมีสัญลักษณ์บางอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

“มันคืออะไร?” เด็กสาวหันไปถามเพื่อนคนเดียวที่พอจะให้คำตอบแก่เธอได้  ก่อนจะพบว่าสีหน้าของเด็กหนุ่มแปลกไป ดวงตาเขาลุกวาว ดูมีความสุข ผสมทั้งความสับสนและตื่นเต้นอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ใบหน้างดงามคลี่ยิ้มกว้างราวกับเด็กได้ของเล่นทั้งที่อยู่ในสถานการณ์อันไม่น่าอภิรมย์สักนิด เห็นได้ชัดว่ารามีเอลไม่สามารถอดกลั้นไว้ได้อีกแล้ว

“สิ่งที่ฉันไม่เคยเห็น และไม่คิดว่าจะได้เห็น...”

“แล้วมันอะไรล่ะ!!” ตอบได้กำกวมจนน่าโมโห มันใช่เวลาไหมเนี่ย!

ไม่ทันที่รามีเอลจะได้อธิบายก็ปรากฏลำแสงสีเขียวพลันพุ่งไปปะทะยังหอนาฬิกาตรงหน้า เสียงดังกัมปนาทและฝุ่นฟุ้งไปทั่วบริเวณ เครสเซน่ากับรามีเอลหันมองไปยังที่มาแล้วจึงพบกับสองบุคคลยืนเบื้องล่าง

เจ้าของพลังเมื่อครู่คือ หญิงสาวในชุดสีดำยาวตลอดตัว เรือนผมสีดำรวบไว้บนศีรษะแต่งด้วยเครื่องประดับอย่างสวยงาม นัยน์ตาสีม่วงเข้มกวาดมองรอบบริเวณด้วยความเยือกเย็นดั่งเหยี่ยวที่จ้องตะครุบเหยื่อ แม้เครสเซน่าจะไม่เคยเรียนเวทมนตร์ แต่ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพลังที่ลอยวนอยู่รอบกายของเธอผู้นั้น ริมฝีปากสีแดงสดพึมพำร่างเวทย์รวบรวมไอพลังมาไว้ในฝ่ามือ เมื่อศัตรูผู้ใดหาญกล้าเข้ามาขัดจังหวะ มือสวยอีกข้างก็ซัดพลังใส่มันออกไปโดยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง

อีกหนึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวของเขาขาวซีดราวกับภูตในตำนานเก่าแก่ และมีลักษณะแปลกตาที่ทำให้เครสเซน่าจดจำได้แม้เหลือบมองเพียงครั้งเดียวคือเส้นผมสีฟ้ารับกับนัยน์ตาสีฟ้าซีด คนผู้นี้เป็นเจ้าของพลังแห่งสายน้ำ

เขาอัญเชิญภูตแห่งสายน้ำออกมาโจมตี เหล่าภูตสร้างกรงขังวารีขึ้นมากักขังศัตรูจนพากันสิ้นใจตายไปอย่างเรียบง่าย ไร้กลิ่นคาวเลือด ทว่าฝีมือร้ายกาจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ภายหลังจากที่เสียงหวีดร้องในบริเวณนั้นสงบลง ไร้ร่องรอยผู้รอดชีวิต และหลงเหลือเพียงเสียงปะทุของเปลวไฟที่แผดเผาอยู่รอบทิศ กองทหารที่ตั้งแถวอยู่พลันแหวกทางให้ใครคนหนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า แผ่นหลังในชุดเกราะของเขาตั้งตรงสูงสง่า แม้ยืนอยู่บนพื้นดินเฉกเช่นเดียวกับทุกคน แต่กลับมีเค้าความโดดเด่นกว่าใครทั้งปวง ใบหน้าคมคายราวกับสวรรค์สรรค์สร้างเคร่งขรึมแต่กลับสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนอันบางเบา  เรือนผมสีบลอนด์ซีดเสยเปิดหน้าผากปล่อยสยาย ยาวจนถึงเอว และนัยน์ตาสองสีอันประกอบด้วยดวงตาซ้ายสีแดงและดวงตาขวาสีทองที่ชวนให้รู้สึกทั้งงดงามและประหวั่นพรั่นพรึง  เป็นลักษณะที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือนได้บนโลกใบนี้ ยามที่ชายผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นกองทัพรอบกายของเขาก็พากันยอบตัวให้อย่างเคารพนอบน้อมแม้กระทั่งสองผู้โดดเด่นเมื่อครู่

สามบุคคลที่ได้เห็นทำให้แววตาของรามีเอลยิ่งเจิดจ้ามากขึ้น “ไม่ผิดแน่...”

เครสเซน่าสะกิดแขนเสื้อเด็กหนุ่มโดยสายตาไม่ละไปจากตรงนั้น “อะไร? นายคิดอะไรออกเหรอรามีเอล?”

“เครสเซน่า” เป็นเด็กหนุ่มที่บีบแขนเธอแน่น แล้วบังคับให้หันไปคุยกับเขาที่อยู่ในสภาพตื่นเต้นสุดขีด “เรากำลังอยู่ในเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของโซดิแอคยังไงล่ะ!”

ที่ไหนล่ะฟะ!? ...คนฟังทำสายตาว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัด ทำท่าเบื่อคำพูดกำกวมเต็มทนจนรามีเอลเริ่มยิ้มเฝื่อนเพราะจับสัมผัสได้ ความตื่นเต้นพลันลดฮวบ ไม่มีใครอินกับเขาเลย!!

เด็กหนุ่มผมทองเก็บเศษหน้าตัวเองกลับ ดวงตาจับจ้องมองเหล่าบุคคลเบื้องล่างแล้วยอมเฉลย

“ที่นี่แหละเครสเซน่า... เหตุการณ์ที่ถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งโซดิแอค สงครามเรดอดามาสในเมืองแห่งราศีที่สิบสาม เมื่อห้าร้อยปีก่อน!”


ติดตามตอนต่อไป......

ความคิดเห็น