ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เลือดพล่าน ll < บทที่2 > 100%

ชื่อตอน : เลือดพล่าน ll < บทที่2 > 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 16.5k

ความคิดเห็น : 9

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 20:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เลือดพล่าน ll < บทที่2 > 100%
แบบอักษร

[2]

                ผมกลับบ้านพร้อมลูกน้องของบอสที่มาส่ง พอมาถึงผมก็หอบหิ้วลังใบใหญ่ส่งให้ลูกน้องคนนั้น (คุณหนูให้ของผมมาเยอะจริงๆครับ เชื่อเถอะ) ผมไม่รู้ว่าของที่บอสต้องการคืออะไร แต่มันคงเป็นอะไรสักอย่างที่อยู่ในนั้นแหละ ผมเก็บทุกอย่างลงลังเพราะถ้าขืนเอาออกมาคงได้คิดถึงคุณหนูเล็กมากแน่ๆ แถมของพวกนั้นมีมูลค่าเกินกว่าที่คนอย่างผมจะเอามาเป็นของตัวเองอีกด้วย

                  วันต่อมา ผมดำเนินชีวิตตามปกติคือตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันแล้วออกไปตลาดเพื่อซื้อของสดเข้าร้าน วันนี้เปิดร้านช้ากว่าปกติเพราะมัวแต่เก็บข้าวของที่พวกพี่บอดี้การ์ดรื้อซะเละ คงจะหาของที่บอสต้องการอยู่เลยเละขนาดนี้ กว่าผมจะเปิดร้านได้ก็ปาเข้าไปเก้าโมงเช้าแล้ว ร้านเงียบเป็นเป่าสาก ปกติก็ใช่ว่าคนจะเยอะอยู่แล้วแล้วยิ่งเปิดช้าขนาดนี้ลูกค้าประจำคงได้คิดว่าวันนี้ผมปิดร้านแล้วไปหาร้านอื่นกิน

                “เฮ้อ” ผมนั่งเท้าคางถอนหายใจอยู่เคาน์เตอร์ร้านอย่างเซ็งๆ ถ้าพี่พวกนั้นไม่เล่นแบบนี้วันนี้ผมคงไม่ขาดรายได้ แต่ว่า...แลกกับการได้เจอบอส...จะเรียกว่าคุ้มดีไหมนะ

                ตั้งแต่เจอเขา แม้มันจะแป๊บเดียวแต่ผมไม่ลืมหน้าเขาเลย ทั้งดวงตาสีนิลเช่นเดียวกับเส้นผมที่ดูงดงาม ความลึกล้ำของแววตาเวลาจ้องสบกันผมรู้สึกเหมือนเขามองลึกเข้าไปถึงหัวใจผมได้ แถมยังท่วงท่าสง่างามทุกครั้งที่ขยับตัวนั่นอีก ทุกครั้งที่นึกถึงหน้าเขา หัวใจผมมันเหมือนถูกไฟช็อต แบบนี้เขาเรียกกันว่า...รักแรกพบหรือเปล่า

                “ไม่สิ!” นั่นบอสเชียวนะ ถึงจะดูดีแค่ไหนผมก็ไม่เหมาะกับเขาอยู่ดี แล้วใช่ว่าเขาจะมามองคนอย่างผมด้วย

                “เค! อยู่ไหม” ระหว่างที่นั่งคิดเรื่องไร้สาระอยู่นั้น เสียงตะโกนเรียกของเจ้าของบ้านเช่าที่ผมใช้เปิดร้านอยู่นี้ก็ดังขึ้น

                “ครับพี่โจ้” ผมเดินออกไปหาพี่โจ้ ปกติเขาไม่มาหาผมก่อนถึงสิ้นเดือนเพื่อมาเก็บเงิน

                “วันนี้ร้านเงียบๆนะ” พี่โจ้มองไปรอบๆร้านอย่างพิจารณา แววตาอึดอัดเล็กน้อยแล้วหันมามองผมเครียดๆ

                “ครับพี่ เปิดร้านช้าลูกค้าเลยหาย พี่ก็รู้ว่าบ้านเราไม่ได้มีคนเยอะขนาดนั้น” ครับ หมู่บ้านนี้คนไม่เยอะ แล้ววิถีชีวิตคนแถวนี้ส่วนใหญ่ก็ทำอาหารกินเองแล้วนำไปแบ่งปันกัน จากอาหารหนึ่งอย่างก็กลายเป็นอาหารหลายอย่าง เป็นสังคมเล็กๆน่ารักที่ผมรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่เห็นภาพแบบนี้ ถึงแม้นั่นจะหมายความว่าผมจะไม่ได้เงินจากพวกเขาก็เถอะ แต่ก็มีส่วนน้อยที่เร่งรีบจะเข้าไปทำงานในเมืองเลยต้องมาสั่งร้านผมเหมือนกัน

                “งั้นก็ดีแล้ว”

                “ดียังไงล่ะพี่” ผมหัวเราะเบาๆ มองพี่โจ้ที่พูดล้อเล่นอะไรก็ไม่รู้ แต่หน้าพี่เขา...เหมือนไม่ได้ล้อเล่นแฮะ

                “เค...พี่ขอร้านคืน”

                “...”

                “...”

                “...พูดจริงดิพี่” ขอร้านคืน แล้วผมจะไปอยู่ไหนล่ะ

                “ขอโทษว่ะ ไม่ได้อยากทำแบบนี้แต่พี่จำเป็นต้องใช้ร้านจริงๆ แกรีบขนของออกไปวันนี้เลยได้ไหม”

                “พี่โจ้! อะไรกันพี่ ค่าเช่าผมจ่ายตรงเวลาอยู่นะ เกิดอะไรขึ้นทำไมอยู่ๆ...”

                “ค่าเช่าเดือนนี้พี่ไม่คิดละกัน นะเค ถือว่าคนกันเอง ช่วยๆพี่หน่อยเถอะ”

                “แต่พี่ แบบนี้ผม...” จะไปอยู่ที่ไหน...

                “ถ้าแกกังวลว่าจะหาทำเลเปิดร้านไม่ได้แกไม่ต้องห่วงนะ มีคนรู้จักพี่ที่อยู่กรุงเทพเขากำลังหาคนเช่าตึกอยู่ ทำเลดีมาก ติดหอพัก แกพักหอนั้นเลยก็ได้ ไม่ต้องเสียค่าเดินทาง สะดวกจะตาย”

                “แต่ผมอยากอยู่ที่นี่อ่ะ” ผมมองพี่โจ้หน้าเศร้า หวังว่าเขาจะเห็นใจ ถึงที่นี่จะไม่ได้เงินดีเท่าในตัวเมืองกรุงเทพ แต่ผมชอบที่มันสงบเงียบแบบนี้ ไม่งั้นผมจะหนีมาอยู่ที่นี่ทำไม

                “น่านะเค พี่ขอโทษจริงๆ นี่นามบัตร วันนี้แกเก็บของแล้วไปเลยนะ เดี๋ยวมีคนมาเอาไปก่อน ส่วนบ้านด้านหลังเดี๋ยวพี่เก็บเอง แกเอาของๆแกไปก็พอ”

                “พี่โจ้...”

                “พี่ลำบากใจนะเค ถือว่าช่วยๆกันนะ พี่ไปและ” อะไรกันน่ะ...

                พี่โจ้รีบก้าวออกจากร้านไปอย่างรวดเร็วเหมือนกลัวผมจะตื้อขออยู่ต่อ ถามว่าทำไมผมไม่ไปหาที่อื่นแถวนี้เช่าเปิดร้านต่อ ก็เพราะแถวนี้มีพี่โจ้คนเดียวที่มีที่ดินเยอะจนเปิดให้เช่าได้ คนอื่นเขามีบ้านหลังเดียวที่เหลือทำไร่ทำนาหมด

                ผมมองนามบัตรในมือ คงต้องไปจริงๆแล้วแหละ ขืนปล่อยทิ้งไว้เฉยๆรายได้คงได้ไหลออกเรื่อยๆแน่

                ชีวิต...นี่ผมต้องกลับไปอยู่กรุงเทพจริงๆใช่ไหม

40%

ผมย้ายข้าวของอันน้อยนิดของตัวเองมาอยู่ห้องเช่าที่พี่โจ้แนะนำ ตึกแถวที่ติดกันนั้นมีห้องว่างอยู่หนึ่งห้อง ทำเลดีมาก ข้างๆมีร้านสะดวกซื้อ ร้านยา ร้านน้ำปั่น ขาดแต่ร้านอาหาร ผมจองตึกนั้นแล้ววางเงินมัดจำไว้ทันที อย่างที่พี่โจ้ว่าไว้เลย ที่ตรงนี้ดีมากจริงๆ ถ้าผมมาอยู่แค่วันเดียวผมก็ขาดข้าวได้มากกว่าอยู่ที่เดิมสามวันรวมกันซะอีก ปริมาณคนพลุกพล่านกว่าแถวชนบทก็จริงแต่ไม่ได้วุ่นวายอย่างที่ผมคิด เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตการณ์มาได้สองวันคนจะเยอะแค่ช่วงเช้า เที่ยง เย็น นอกนั้นมีบ้างประปรายแบบนี้ผมชอบ สงบเงียบ และเป็นส่วนตัวดี

                “ชอบไหมครับ” เจ้าของตึกแถวถามผมอย่างนอบน้อม เขามาช่วยผมดูห้องว่าแต่งอะไรได้บ้าง จะทำร้านอาหารทั้งที ที่ดีแบบนี้ผมต้องทุ่มทุนหน่อย

                “ครับ ดีมากเลย” เจ้าของตึกเสนอว่าให้ทำประตูเป็นกระจกใส สร้างเคาน์เตอร์ไว้ตรงด้านในแล้วติดไฟโคมสีโทนอบอุ่นไว้ นออกจากขายอาหารแล้ว แต่ร้านแบบนั้นผมสามารถโคกับร้านน้ำปั่นและสั่งเบเกอร์รี่มาลงที่ร้านเพื่อเพิ่มรายได้ได้ด้วย

                “ดีครับ งั้นเดี๋ยวผมติดต่อช่างประจำที่มาทำตึกนี้ให้นะครับ” เจ้าของตึกว่า ผมยิ้มขอบคุณอย่างจริงใจ คนแถวนี้แปลกดี ใจดี มีน้ำใจ แล้วก็นอบน้อมมาก เหมือนพวกเขาเกรงใจผมอยู่ตลอดเวลาทั้งที่ผมก็ไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไร เรื่องแต่งร้านเหมือนกัน ปกติแล้วเจ้าของตึกเขาเป็นธุระจัดการให้ขนาดนี้เลยเหรอ ผมไม่รู้นะไม่เคยทำมาก่อน แต่ถ้าเป็นแบบนี้ทุกคนก็ดีเหมือนกันแฮะ ไม่ใช่แค่เจ้าของตึกที่มีท่าทางเกรงใจผม เจ้าของห้องเช่ากับเพื่อนบ้านข้างห้องเองก็ดูจะเกรงๆผมอยู่เหมือนกัน ตอนแรกผมไม่คิดอะไรแต่ตอนนี้ชักจะคิดแล้วสิ มันแปลกเกินไป...

                “เค!” เสียงร้องทักดังขึ้นเรียกความสนใจผมให้หันกลับไป เปิดโอกาสให้เจ้าของตึกหลบออกไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่อยากอยู่ใกล้ผมนาน

                “พี่นัท!” หนึ่งในรุ่นพี่บอดี้การ์ดของคุณหนูเล็กเดินยิ้มร่าเข้ามาหาผมอย่างสุขใจ

                “มาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”

                “ผมย้ายมาน่ะพี่ นี่กำลังจะแต่งร้านแล้วเปิดร้านอาหาร”

                “อ้อ แล้วนี่พักไหนน่ะ ไปพักกับพี่ไหม จะได้ประหยัดค่าเช่าบ้าน” ในบรรดารุ่นพี่บอดี้การ์ดที่ผมรู้จักแล้ว พี่นัทเป็นเหมือนพี่ชายที่แสนดีของผม เขาใจดี แล้วก็คอยดูแลผมที่เด็กสุดตลอดเวลา

                “นี่พี่ ผมพักหอด้านหลังนี่ ถูกดี ไม่รบกวนหรอก” สิ้นคำพูดผม พี่นัทก็เบิกตากว้างอึ้งๆ

                “หอนี้จริงดิ” พี่เขาท่าทางอึ้งนิดหน่อย ไม่เข้าใจน้อยๆ แต่จ้องผมนิ่งมาก

                “ใช่พี่ ทำไมเหรอ”

                “...เปล่าเว้ย จะบอกว่าหอเดียวกันเลย”

                “จริงดิพี่! แบบนี้ก็ดีเลย นึกว่าจะไม่มีเพื่อนคุยซะและ”

                “เออๆ เดี๋ยวฉันไปทำงานก่อน เพิ่มกลับมาจากต่างจังหวัดต้องไปรายงานบอส”

                “ครับๆๆ” บอดี้การ์ดของคุณหนูเล็กทุกคน เมื่อสิ้นคุณหนูแล้วจะถูกย้ายให้ไปทำงานกับบอส ยกเว้นผมที่ลาออกมาในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้


                ใช้เวลาเกือบเดือนกว่าจะตกแต่งภายในร้านให้ดูดีมีชาติตระกูลได้ แต่ไม่ถึงกับไฮโซจนคนทั่วไปไม่กล้าเข้า มันเป็นร้านอาหารเล็กๆที่เหมาะแก่การที่นักเรียนนักศึกษามานั่งทำรายงานไปด้วยกินข้าวไปด้วย แถมวันทำงานทั่วไปก็มาได้ด้วย หอที่ผมพักอยู่มีแต่คนวัยทำงานแล้วทั้งนั้น แต่หอรอบข้างมีทุกเพศทุกวัยดังนั้นร้านผมที่อยู่ตรงกลางระหว่างทุกสรรพสิ่งจะต้องรองรับลูกค้าได้ทุกรูปแบบ

                และแล้ว ร้านของผมก็เสร็จสมบูรณ์

                “เย้! ดีใจด้วยเว้ยไอ้น้องเล็ก” ผมเชิญพี่ๆบอดี้การ์ดมาเลี้ยงฉลองเปิดร้านใหม่ของผมในวันพรุ่งนี้ วันนี้เราเลยจัดปาร์ตี้เล็กๆกัน มีพี่ใหญ่ พี่นัท และพี่ๆอีกสี่ห้าคนที่สนิทๆกัน พรุ่งนี้เช้าผมต้องไปเอาปลาที่สั่งมาจากเมืองนอก กะว่าจะใช้ในงานเปิดร้านซะหน่อย ผมทุ่มทุนเต็มที่มากกับร้านใหม่นี้ ชนิดที่ว่าหมดเนื้อหมดตัวถ้าร้านเจ๊งผมก็เจ๊งตาม ไปไหนไม่รอดแล้วครับตอนนี้ต้องเดินหน้าลูกเดียว

                “ก็รู้ว่านานแล้วน่าชอบทำอาหารแต่ไม่คิดว่าจะเปิดร้านของตัวเองได้ขนาดนี้” พี่นัทชมแล้วยกแก้วให้ผม เขาไม่ได้ไปรับผมมาจากชนบทตอนที่บอสเรียกตัวดังนั้นเลยไม่รู้ว่าผมเคยมีร้านอยู่ก่อนแล้ว

                “วันหลังต้องมาฝากท้องไว้ที่นี่บ่อยๆแล้ว รู้ไหมว่าหลังจากแกลาออก พวกฉันคิดถึงกับข้าวของแกขนาดไหน” รุ่นพี่คนหนึ่งเริ่มเมาแล้วเข้ามาเกาะไหล่ผม กลิ่นเหล้างี้หึ่งเลย แถมทิ้งน้ำหนักตัวลงมาไม่ได้สนเลยว่าตัวพี่แกใหญ่อย่างกับช้าง

                “มาเหอะพี่ มาบ่อยๆเลยนะ แต่จ่ายด้วยไม่ให้กินฟรี”

                “เฮอะ! ไอ้งก” พอบอกว่าจ่าย พี่แกก็ผลักหัวผมทิ่มแล้วเดินหนีไปเลย พี่นัทกับพี่ใหญ่หัวเราะเบาๆแล้วคุยกันเงียบๆอยู่สองคน ผมคิดถึงพวกเขานะครับ แต่จะให้กลับไปคงไม่ทำ โดยเฉพาะทำงานกับบอส ถึงภาพบอสจะยังติดตาผมไม่เลือนเลยก็เถอะ แต่ผมขอเลือกชีวิตสงบสุขมากกว่าอยู่ใกล้คนหล่อแต่อันตรายแบบนั้น


                สนามบิน

                “นี่ครับ” ได้แล้วครับ เนื้อปลาที่ดีที่สุดที่ผมสั่งตรงมาจากญี่ปุ่น เอาไว้สำหรับแขกในร้าน100คนแรกเท่านั้น

                ผมประคองกล่องเก็บความเย็นไว้ราวกับลูกรัก ไม่ว่าใครก็ไม่ให้เฉียดใกล้เพราะกลัวจะชนมันหล่น

                ตุบ! โครม!

                “เฮ้ย!”

                “ไม่นะ!” ประคองราวลูกรัก แต่ไอ้บ้าสมควรตายที่ไหนไม่รู้เดินมาชนผมซะคว่ำ กล่องใส่ปลาตกน้ำแข็งกระจายออกมาเต็มพื้นพร้อมกับเจ้าปลาไถลไปตามทางเดินราวกับเล่นไอซ์สเก็ต

                “เดินยังไงวะ!”

                “คุณไบรอันเป็นอะไรไหมครับ”

                ผมได้ยินแต่เสียงพวกนั้นพูดกัน ยังไม่ได้มองหน้าเพราะมัวแต่เก็บเศษน้ำแข็งเก็บเข้ากล่องและสำรวจความเสียหายของเจ้าปลา...แต่ตกพื้นขนาดนี้ คงใช้ไม่ได้แล้วล่ะ

                เพราะพวกนี้เลย!

                ผมหันขวับไปจ้องเอาเรื่องกับคนพวกนั้น เดินยังไงไม่ดู ผมเดินอยู่ข้างหน้าแท้ๆแทนที่จะหลบไปข้างๆกลับเดินมาชนหลังผมเฉยเลย!

                แต่ทันทีที่หันไปมอง ร่างกายผมก็หยุดนิ่งชะงักราวกับถูกสะกด กลุ่มชายฉกรรจ์หลายสิบคนกำลังยืนจ้องผมอยู่ ตรงกลางของคนพวกนั้นมีชาวต่างชาติคนหนึ่งกำลังมองมาที่ผมเหมือนกัน เส้นผมสีทองอร่ามของเขาทำให้เขาดูราวกับเทพบุตร หากแต่ใบหน้าและแววตานิ่งขรึมโหดร้าย รัศมีความหน้ากลัวแผ่ออกมารอบด้านจนผมไม่กล้าขยับไปจากตรงนี้

                “เอาไงดีครับคุณไบรอัน” ชื่อไบรอัน...ชาวต่างชาติหน้าตาดุๆคนนั้นชื่อไบรอัน เสียงของหนึ่งในชายฉกรรจ์นั้นทำให้ผมได้สติ ถึงจะน่ากลัวยังไง แต่นี่ก็เป็นที่สาธารณะ แถมคนผิดคือพวกเขา

                ผมยืนขึ้นจ้องหน้าเอาเรื่องพวกนั้น ชายที่ชื่อไบรอันมองผมนิ่งๆ ริมฝีปากกระตุกยิ้มมุมปากครั้งหนึ่งอย่างเย้ยหยัน

                “ไปเถอะ ฉันไม่มีเวลาขนาดนั้น”

                พวกนั้นเดินผ่านผมไปราวกับผมไม่มีตัวตน ไม่มีแม้แต่คำขอโทษ รอบด้านถูกคนเปิดทางให้ราวกับพวกเขาเป็นมาเฟีย...มาเฟียเหรอ

                จะว่าไป ตอนทำงานให้คุณหนูเล็กเคยได้ยินเรื่องมาเฟียอังกฤษที่ชื่อไบรอันอยู่เหมือนกัน จะใช่คนเดียวกันไหมนะ กลิ่นอายของตัวเขามีส่วนคล้ายบอสอยู่เหมือนกัน แต่คนคนนี้ต่างจากบอสตรงที่บอสจะปล่อยไอเย็นออกมาเพื่อกดดันคนรอบข้าง บอสเหมือนเจ้านายที่อยู่เหนือทุกคน เพียงแค่ปลายตามองทุกคนก็ต้องสยบแทบเท้า แต่คนคนนี้ส่งกลิ่นอายอันตรายออกมารอบตัว ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าเข้าใกล้ ถ้าจะให้เทียบ...บอสเหมือนน้ำแข็ง คนคนนี้เหมือนเปลวไฟ!

                “ชิส์!” ผมสบถเบาๆ แล้วเตะน้ำแข็งที่พื้นให้ไถลไปทางพวกนั้นอย่างหัวเสีย ชายฉกรรจ์ที่เดินรั้งด้านหลังหลายคนเหยียบก้อนน้ำแข็งที่ผมเตะไปจนล้มระเนระนาด ทุกสายตาหันมาจับที่ตัวต้นเหตุอย่างผมทันที

                งานเข้า...

                ผมไม่รอมีเรื่องรีบกลับตัววิ่งหนีทันที ต่อให้เป็นบอดี้การ์ดมีฝีมือแค่ไหน แต่สู้กับชายร่างใหญ่สิบรุมหนึ่งผมก็ไม่ไหวเหมือนกัน

................................................................................................................................

ความคิดเห็น