ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เลือดพล่าน ll < บทที่1 > 100%

ชื่อตอน : เลือดพล่าน ll < บทที่1 > 100%

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 17.9k

ความคิดเห็น : 18

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ธ.ค. 2561 20:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เลือดพล่าน ll < บทที่1 > 100%
แบบอักษร

[1]

                2 ผ่านไป

                สายลมที่เงียบสงบ ท้องถนนลูกรังเปล่าเปลี่ยว ทุกอย่างรายล้อมด้วยต้นข้าวเขียวขจี มีอะไรจะสุขใจเท่าชานเมืองแบบนี้ แต่เรียกงั้นก็ไม่ถูก แถวนี้เขาเรียกบ้านนอก! แบบนอกมากๆๆๆจนไม่มีอะไรเลยต่างหาก

                ดีที่ผมบุกเบิกร้ายอาหารใหญ่ขึ้นมาหลังจากได้เงินช่วยเหลือตอนลาออกจากการเป็นบอดี้การ์ด หมู่บ้านเงียบเหงาแถวนี้ถึงได้ครึกครื้นขึ้นหน่อย เริ่มมีร้านรวงขยับขยายจนกลายเป็นตลาดเล็กๆไปแล้ว

                ถุงผ้าลดโลกร้อนที่มีผักปลาอยู่ในนั้นถูกผมแกว่งไปมา วัย20อย่างผม จะมีสักกี่คนที่สงบสุขได้ขนาดนี้ ได้ทำงานที่รัก(เปิดร้านอาหาร) ได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติและฝูงวัวควาย

                มอออ~~

                “ไง...” ตอบได้ด้วยเฮ้ย

                มอออ~~

                นี่แหละครับความสงบสุข ถ้าเรารู้จักสิ่งนั้นแล้วเราก็จะมีความสุขได้ไม่ยาก ไม่ใช่! ไอ้นี่เดี๋ยวโดนฟ้อง เอาเป็นว่าผมรักที่นี่และคิดจะปักหลักไปอีกนานจนอาจชั่วชีวิต อยู่เมืองหลวงก็ดีอย่าง แต่ผมไม่ชอบงานบอดี้การ์ดแล้ว ลาออกจากที่โหดๆแบบนั้นมีแต่ต้องหนีมาใกล้ขนาดนี้แหละถึงจะพ้น

                เอี๊ยดดดด

                เสียงประตูเหล็กร้านผมเองถูกเลื่อนเปิดออก ร้านอาหารที่ผมภาคภูมิใจนำเสนอ แท่นแทนน....!!

                “ชิบหาย!” ถุงผักปลาถูกทิ้งอย่างไร้เยื้อไร้ใย ภาพตรงหน้าทำเอาผมแทบเข่าอ่อน ร้านเละไปหมด โต๊ะเก้าอี้กระจัดกระจาย เคาน์เตอร์เก็บเงิน ลิ้นชัก ทุกอย่างถูกรื้อออกมาหมด

                “ใครมันทำฟร้ะ!!” ผมร้องถามเสียงดังลั่น แต่เช้าขนาดนี้คงไม่มีใครตื่นมาสนใจผม ใดๆในโลกล้วนเงียบงัน ได้ยินแต่เสียงมอๆดังมาจากใกล้ๆ

                ใครมันจะหมั่นไส้ผมขนาดมาพังร้านแบบนี้ อีกอย่างประตูก็ล็อกอยู่ด้วย ถ้าคนแถวนี้จะเข้ามาต้องใช้กำลังพังเข้ามาอยู่แล้ว ไม่ใช่สะเดาะกุญแจอย่างพวกพี่ที่เป็นบอดี้กา...

                “ชิบหายอีกรอบ” ผมม้วนตัวกลับ ตั้งใจจะกลับบ้านไปตรวจดูแต่ไม่ต้องไปแล้วครับ ไอ้พวกพี่สมควรตายนั้นยืนดักทางผมไว้เต็มเลย

                “โย่!เค ไม่เจอกันนาน”

                “โย่ป้าพี่เด้! ทำอะไรเนี่ย” ถึงปากจะเก่งแต่ผมถอยครับ ไม่รู้พวกพี่มาดีมาร้ายแต่ไม่ติดต่อมาก่อนแบบนี้ แถมร้านยังเละไม่มีชิ้นดี โอกาสมาร้ายแปดสิบเปอร์เซ็นต์ชัวๆไม่มัวนิ่ม

                “บอสอยากเจอ”

                “บอสไหน ผมลาออกแล้ว สองปีแล้วพี่ยังจะอะไรกับผมอีก”

                “ไปเถอะน่า ยอมๆบอสหน่อยจะได้ไม่ถึงตาย” อีกแล้ว! ยอมๆหน่อยอีกแล้ว ยังไม่ทันที่ผมจะได้ปฏิเสธพวกนั้นก็จับผมคลุมถุงชน ไม่ใช่! คลุมถุงกระสอบแล้วหอบไปทั้งตัว

ไอ้พวกบ้า ไอ้พี่สมควรตายยย ปล่อยนะเฟ้ยยย

“ช่วยด้วยยย ใครก็ได้ช่วยด้วยยยยยย อึก!” และแล้วผมก็สลบไปทันที

30%

                ผมรู้สึกตัวมาตอนรถกำลังเคลื่อนอยู่บนถนน ต้นคอปวดตุบๆ ไอ้พี่บ้าพวกนี้ต้องมีสักคนที่ทุบต้นคอผมแน่

                เสียงครางเบาๆตอนผมหมุนคอทำให้พี่ใหญ่ที่นั่งข้างๆหันมามองน้อยๆแล้วหันกลับไปมองข้างทาง มือสองข้างผมถูกพันธนาการด้วยเชือกเส้นใหญ่รัดแน่นจนมือขึ้นสีช้ำๆ

                “พี่...”

                “อย่าขอร้องเลยเค เราทำอะไรไม่ได้หรอก บอสตามหานายมาตั้งสองปีแล้ว เราลำบากกันมากกว่าจะหานายเจอ”

                “บอสต้องการอะไรอ่ะ ทำไมต้องตามหาผม” ผมเอนหัวพิงเบาะแล้วหงายหน้ามองเพดานรถอย่างเหนื่อยอ่อน เอาจริงๆเถอะ ถ้าบอสอยากหาตัวผมต่อให้ต้องพลิกโลกผมก็เชื่อว่าเขาทำได้ มาเฟียที่มีอิทธิพลอย่างเขา ผมค่อนข้างแปลกใจด้วยซ้ำที่ใช้เวลาถึงสองปีในการตามหาตัวผมที่ไม่ได้หลบซ่อนตัวเลย (แค่บังเอิญอยู่ที่ชนบทไปหน่อยเท่านั้น)

                “ไม่มีใครรู้ เรื่องที่อยู่ๆสองปีก่อนแกลาออกหรือเปล่า” พี่ที่นั่งอยู่ข้างคนขับหันมาถาม ผมผงกหัวขึ้นมาทันควันแล้วส่ายหน้าให้เขารัวๆ

                “เกี่ยวได้ไงพี่ ผมลาออกเพราะไม่มีคุณหนูเล็กแล้วต่างหาก” สองปีก่อนหลังจากโดนมัดมือชกให้บินไปหาบอสที่ฮ่องกงเพื่อบอกข่าวร้ายของคุณหนูเล็ก ผมนึกว่าจะได้ตายอยู่ที่นั่นซะแล้ว แต่ดวงยังดีอยู่เพราะบอสกำลังติดเจรจาลูกค้าอยู่เลยส่งเลขามาแทน และผมก็รู้ข่าวมาทีหลังว่าหลังจากเลขาคนนั้นไปบอกเขาถูกบอกอาละวาดซะเละเข้าโรงพยาบาลไปเกือบครึ่งปีถึงได้ออกมาทำงานต่อได้ ยังกล้าอยู่ต่อได้ไงผมยังไม่รู้เลย

                ร่างของคุณหนูเล็กถูกส่งไปทำพิธีที่ฮ่องกงบ้านเกิดเธอ ผมไม่ได้ตามไปด้วย แม้จะรักและเคารพคุณหนูแต่พอเธอไป ผมก็เลือกจบอาชีพบอดี้การ์ดของตัวเองลงแล้วมาอยู่ที่สงบเงียบแบบนี้แหละ  นึกจนหัวจะแตกยังไงก็ยังไม่รู้เลยว่าบอสต้องการอะไรจากผม


                ตัวรถพาผมมายังร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ถูกปิดลงและมีบอดี้การ์ดในเครื่องแบบยืนอยู่เต็มร้านไปหมดอย่างกับอารักขาประธานาธิบดี ผมเดินลงรถตามพวกพี่บอดี้การ์ดอย่างว่าง่าย พวกที่อยู่หน้าร้านมองพวกผมแล้วเปิดประตูกระจกใสให้เข้าไป ผมเป็นบอดี้การ์ดของคุณหนู ดังนั้นคนที่อยู่ที่นี่ผมไม่รู้จักสักคน บางคนเหมือนคนต่างชาติด้วย ต้องเป็นคนของบอสไม่ผิดแน่

                ผมเดินตามพวกพี่ใหญ่มาจนถึงโต๊ะในสุดที่ถูกสร้างติดริมน้ำสุดโรแมนติก ตรงนั้นมีใครนั่งอยู่คนหนึ่ง หันหลังให้พวกผมมองไปทางแม่น้ำ ผมมองไม่เห็นหน้าเขา แต่แผ่นหลังกว้างนั่นทำให้เขาดูมีสง่าราศีและน่าเกรงขามมาก คนนี้แหละ บอส!

                อยู่ๆผมก็หัวใจเต้นรัวขึ้นมา รู้สึกตื่นเต้นจนคิดอะไรทำอะไรไม่ถูก

                “มาแล้วครับบอส” พี่ใหญ่ก้มหัวน้อยๆให้เจ้าของแผ่นหลังกว้าง เขาแค่พยักหน้าทั้งที่ยังหันหลังแล้วโบกมือไล่ทุกคนออกไป

                “แกเข้าไปคนเดียวนะเค จำไว้ว่าอย่าสู้” พี่ใหญ่กำชับอีกรอบก่อนจะดุนหลังผมบังคับให้เดินเข้าไป พอทุกคนออกจากห้องหมด ห้องก็เงียบเป็นเป่าสาก ลมเย็นพัดวูบมาถูกตัวผมจนขนลุกไปหมด

                “นั่ง” บอสบอกสั้นๆ ผมค่อยๆรวบรวมสติไม่ให้กระเจิงแล้วพยายามก้าวขาเดินเข้าไปหาบอสอย่างประหม่า แผ่นหลังนี้ ยิ่งเข้าใกล้ยิ่งกว้างและหนาแน่นไปด้วยมัดกล้าม

                ผมเดินผ่านบอสมาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ บอสเหลือบตามองผมเล็กน้อยแล้วยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ

                ผมนั่งอยู่ตรงข้ามบอส ระหว่างเรามีเพียงโต๊ะกลมตัวเดียวขวางกั้นอยู่ บอสยังคงนิ่งเฉยราวกับผมไม่มีตัวตน ยกกาแฟจิบด้วยท่วงท่าสง่างาม ดวงตาสีนิลหลุบต่ำมองกาแฟในแก้วอย่างใช้ความคิด เพียงแค่มองผมก็รู้เลยว่า คนตัวใหญ่ตรงหน้าผมนี้เพอร์เฟคมาก ใบหน้าและรูปร่างราวกับสวรรค์ปั้นแต่งมาอย่างประณีตบรรจง ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความสง่างามและน่าจับตามองจนแทบลืมหายใจ

                นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นเขา แต่ถ้าจะให้นิยาม ผมบอกได้คำเดียวว่าผู้ชายคนนี้ ‘สมบูรณ์แบบ’

                “ฮึ่ม...” ผมกระแอมเบาๆในลำคอเรียกความกล้าก่อนจะเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อน “บอสมีธุระอะไรกับผมเหรอครับ”

                บอสเงยหน้ามองผมอีกครั้งหนึ่งก่อนจะวางแก้วกาแฟลงช้าๆ อ่า...ชุดสูทแบบนักธุรกิจช่างเหมาะกับเขาเสียจริง

                “ไม่เจอกันสองปี โตขึ้นเยอะเลยนะ”

                “ครับ?” บอสยิ้มบางๆด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก

                “ไหนบอกสิ หลบฉันได้ยังไงตั้งสองปี”

                “ผมไม่ได้หลบนะครับ...”

                “นายจะบอกว่าฉันหานายไม่เจอเองงั้นเหรอ สองปีมานี้ ฉันไร้ความสามารถเองสินะ”

                “ปะ เปล่านะครับ ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น”

                “หึๆ” เขาหัวเราะเบาๆแล้วยกกาแฟขึ้นจิบอีกครั้ง  “เอามือขึ้นมา”

                เห? ผมงงๆ ค่อยๆยกมือที่ถูกเชือกมัดไว้ขึ้นมาบนโต๊ะ บอสวางแก้วแล้วเอื้อมมือมาค่อยๆแกะเชือกออกให้ผมช้าๆ พอหยุดพ้นพันธนาการ เหมือนเลือดผมได้รับอิสระมันแล่นพล่านทั่วฝ่ามือจนชาวาบ

                “ขอบคุณครับ”

                “พวกนั้นรุนแรง ฉันไม่ได้สั่งไว้แบบนี้”

                “ครับ พี่เขา...แค่ทำตามหน้าที่” ถึงจะโหดไปหน่อยก็เถอะ ผมแอบต่อในใจ บอสใจดีกว่าที่ผมคิดไว้นะ ทำไมใครๆถึงบอกว่าเขาน่ากลัวกัน ผมเพิ่งสังเกตได้ว่าบรรยากาศเย็นๆรอบตัวบอสมันหายไปหมดแล้ว

                “เจ็บไหม” บอสคว้าข้อมือที่ผมกำลังดึงลงไว้แล้วใช้หัวแม่มือลูบตามรอยแดงเบาๆ

                ตึกตัก ตึกตัก

                หัวใจผมเต้นรัวอย่างอดไม่ได้ ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาทันใดเมื่อถูกเจ้าของใบหน้าคมจ้อง สักพักมือหนาอบอุ่นก็ละออกไปอย่างน่าเสียดาย

                ผมยังไม่ได้บอกใช้ไหมว่าผมชอบผู้ชาย และผู้ชายตรงหน้า เป็นคนในอุดมคติของผม เขาดูดี เงียบขรึม และมีมุมร้ายกาจที่น่าค้นหา อยู่ใกล้เขาผมห้ามใจไม่ให้หวั่นไหวไม่ได้เลย ทั้งที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก...

                “น้องสาวฉัน”

                “ครับ?” คุณหนูเล็ก...

                “ได้ทิ้งอะไรไว้ให้นายก่อนจากไปไหม” พอพูดถึงคุณหนูเล็ก ผมสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่เจืออยู่ในน้ำเสียงด้วย

                “ทิ้ง? อะไรไว้ให้?” คุณหนูเล็กให้ของผมมามากมาย แต่ก่อนตายเธอไม่ได้ให้อะไรไว้เลย การตายของเธอคือการนอนหลับแล้วจากไปอย่างสงบ ไม่มีใครจะรู้ล่วงหน้าแม้เธอจะเจ็บป่วยเรื้อรังมานานแล้วก็ตาม

                “ใช่ ฉันอยากได้มัน”

                “คือ...ผมไม่รู้ว่าของที่บอสพูดถึงคืออะไร แต่ถ้าบอสอยากได้ ผมจะขนมาคืนให้ทุกอย่างละกันครับ ถึงยังไงมันก็ไม่ใช่ของของผมอยู่แล้ว”

                “ฉันอยากได้แค่ของชิ้นนั้น ถ้าไม่ใช่ฉันจะส่งคืนเอง”

                “ครับ” บทสนทนาหยุดไปพักใหญ่ บอสจิบกาแฟมองไปตามผืนน้ำเงียบๆ เขาไม่ได้บอกให้ผมไปได้ ผมก็ยังไปไม่ได้ใช่ไหม

                “ฉันจะให้พวกนั้นไปส่ง แล้วพรุ่งนี้เช้านายค่อยเอาของมาให้”

                “ของของคุณหนู ผมเก็บลงลังไว้เรียบร้อยแล้วครับ ถ้าให้คนของบอสไปส่งผม ก็ให้ขนกลับมาได้เลย”

                “เหรอ...อืม” เขาพยักหน้าน้อยๆ แล้วดีดนิ้วเรียกลูกน้องเข้ามา สั่งให้ไปส่งผมกลับบ้านโดยปลอดภัยจากนั้นก็ขนของกลับไปไว้ที่คอนโดเขา

                “ได้ครับบอส” ลูกน้องเขารับคำแล้วเดินออกไป ขากลับ ผมเดินสวนกับใครอีกคนที่ท่าทางต่างจากบอดี้การ์ดพวกนี้ เขาตัวสูงโปร่ง สวมแว่นตา มองผมด้วยหางตาขณะผ่านผมเข้าไปหาบอส


“มีอะไรให้รับใช้ครับ” หลังเคออกไป ชายสวมแว่นคนนั้นก็ถามขึ้นอย่างสุภาพ

                “จับตาดูเขาไว้อย่าให้หายไปไหนได้อีก แล้วก็...ทำยังไงก็ได้ ให้เขามาอยู่ใกล้มือฉันที่สุด ให้มาขอความช่วยเหลือจากฉันได้ยิ่งดี”

                “ครับบอส” คนเป็นนายเหยียดยิ้มพอใจ ควงแก้วกาแฟเบาๆให้เข้ากันแล้วยกขึ้นจิบสายตาเต็มไปด้วยความสุข

                “เรียกพวกนั้นเข้ามาด้วย”

                บอดี้การ์ดที่ไปรับเคมาจากชนบทถูกเรียกตัวเข้ามาทุกคน เมื่อมายืนเรียงหน้า บอสของทุกคนก็ลุกขึ้นยืน เหยียดกล้ามเนื้อผ่อนคลายก่อนจะเดินมาหยุดตรงหน้าทุกคน

                เพี๊ยะ! เพี๊ยะ!  เพี๊ยะ!   

                หลังมือสะบัดตบใบหน้าของทุกคนคนละที

                “จำไว้ คราวหลังถ้าฉันไม่สั่งห้ามรุนแรงกับเขา” เคเป็นคนที่เขาเฝ้าแอบมองมานาน เป็นของขวัญสุดท้ายที่ในที่สุดน้องสาวก็ยอมมอบให้แก่เขา

                เขาเคยเห็นเคมานานแล้ว เห็นตั้งแต่อายุสิบห้าที่เข้ามาเป็นบอดี้การ์ดใหม่ๆ ใบหน้าน่ารักแถวแววตาเรียบร้อยแต่แอบหัวแข็งนั่นทำให้เขารู้สึกถูกชะตา เคอาจไม่เคยเห็นเขาแต่เขารู้ความเคลื่อนไหวของเคตลอด เขาคงเอามาเป็นของตัวเองแล้วถ้าไม่ติดว่าน้องสาวห้ามเด็ดขาด บอกว่าถ้าอยากได้จริงๆต้องรอเคอายุยี่สิบ ตอนนี้ก็ยี่สิบแล้ว คำสัญญาที่น้องสาวให้ไว้ เขาขอทวงมันตอนนี้เลยละกัน

........................................................................................................................

ความคิดเห็น