ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 16 กลอุบายของภาพลวงตา

ชื่อตอน : ตอนที่ 16 กลอุบายของภาพลวงตา

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 642

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 พ.ค. 2560 22:19 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16 กลอุบายของภาพลวงตา
แบบอักษร

ตอนที่ 16 กลอุบายของภาพลวงตา

แสงสียามราตรีกลางกรุงเทพมหานครยังคงสว่างไสว แม้เวลาจะล่วงเลยไปค่อนคืนดึกดื่นเพียงใด ผู้คนมากมายล้วนกลับบ้านเพื่อนอนหลับพักผ่อนเอาแรง สำหรับต่อสู้กับอุปสรรคขวากหนามในวันใหม่ๆ ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา หากแต่ก็ยังมีใครต่อใครอีกหลายคนที่โลดแล่นอยู่ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ ราวกับไม่เคยมีความรู้สึกเหน็ดเหนื่อย และไม่จำเป็นต้องหลับใหล ทั้งที่แท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ผู้คนรอบข้างเข้าใจก็ได้

“ชวิน... ดึกแล้วลูกยังจะออกไปไหนอีก?” คนเป็นพ่อซึ่งเปลี่ยนมาสวมชุดนอน ประเภทที่เรียกว่าพิจามัส ตามแบบฉบับไฮโซในนิยายทั่วไป เอ่ยปากถามลูกชายคนเล็กที่ตั้งท่าจะขับรถออกไปจากบ้านยามวิกาล ไม่ผิดจากเมื่อครั้งที่ยังสวมบทหัวหน้าแก๊งโจรปล้นนักการเมืองเท่าใดนัก

“ผมขอออกไปหาชลสักหน่อยครับพ่อ หมอนี่มีเรื่องที่ต้องรู้ให้ได้คืนนี้ แล้วถ้าผมไม่ไป ได้มีคนนอนรอหน้าห้องจนถึงเช้าแน่ๆ” ชวินอ้างถึงบุคคลที่ 3 อย่างลิชล ผู้ที่บิดาของเขารู้จักดีในฐานะเพื่อนสนิทของลูกชาย อดีตเพื่อนร่วมแก๊งโจรตำแหน่งแฮกเกอร์ ส่วนหมอนี่ที่ว่าก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลที่ไหน...

“ต้องขอโทษจริงๆ นะครับ ที่มารบกวน” ธนูนกมือไหว้บิดาของชวินพลางยิ้มเจื่อนๆ เพราะไม่แน่ใจว่าจะได้รับคำตอบประเภทกองเอาไว้ตรงนั้นหรือไม่ จากสีหน้าที่บ่งบอกอาการเคร่งเครียดของอีกฝ่าย

“เอาเถอะๆ เรื่องงานใช่ไหม ขับรถระมัดระวังก็แล้วกัน ทั้งสองคนเลย” ผู้อาวุโสกว่าพยักหน้าแสดงความเข้าใจ พร้อมกับเอ่ยเตือนสองหนุ่มวัยคะนองด้วยความเป็นห่วง แม้จะพอโล่งใจไปได้เปลาะหนึ่งว่า บุตรชายนายตำรวจอย่างธนูจะไม่นำพาคนของตนไปในทางผิดๆ

ด้วยเหตุนี้ ทั้งชวินและธนูจึงจำเป็นต้องออกมาโลดแล่นอยู่ท่ามกลางแสงไฟหลากสีของเมืองฟ้าอมร โดยมีเพียงพาหนะคู่ใจเป็นผู้ร่วมเดินทาง มุ่งหน้าสู่จุดหมาย ณ คอนโดมิเนียมย่านธุรกิจ ซึ่งรอบด้านยังคงสว่างไสวอยู่ในมุมที่ไม่เคยหลับใหลเช่นกัน

“อ้าว! คุณธนู มาทำอะไรเสียดึกดื่นป่านนี้ครับเนี่ย!?” บรรดานายสิบตำรวจจบใหม่ที่ได้รับคำสั่งจากผู้กองเอกพลเจ้าของคดีให้อยู่เฝ้าสถานที่ตามหมายค้น พากันมองการมาของบุตรชายนายพลกองปราบฯ ด้วยความแปลกใจ

“ผมมาหาเพื่อนน่ะครับ” ธนูตอบเลี่ยงๆ เขาเองก็ประหลาดใจไม่น้อยที่ได้รับรู้ว่า ห้องพักของลิชลอยู่ชั้นเดียวกับห้องพักของทันตแพทย์หญิงรจเลข มิหนำซ้ำ...

ก๊อก ก๊อก...

ชวินเดินมาหยุดอยู่หน้าประตูห้องพักของลิชล ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ถัดจากห้องพักของรจเลข แล้วเคาะประตูเบาๆ 2 ครั้งเป็นสัญญาณ ไม่กี่อึดใจบานประตูที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออก เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งดำทะมึนท่ามกลางแสงโคมไฟสลัวๆ ภายในห้อง

“เข้ามาสิ” ลิชลนั่นเอง เขาบอกสองผู้มาเยือนยามวิกาลสั้นๆ ด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับ และเบี่ยงตัวให้คนทั้งคู่ก้าวเข้าไปในห้อง ก่อนที่ประตูจะปิดสนิทลงตามเดิม

“เอ้า! จะดูผังห้องก็รีบๆ เข้า ฉันมีเวลาไม่มากนักหรอกนะ” ชวินบอกธนู ระหว่างที่ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาหนังสีดำในส่วนรับแขก ซึ่งลิชลเองก็ใช้เวลาช่วงที่รอคอยคนทั้งคู่ เล่นเกมลับสมองจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คส์ของเขาอยู่ตรงนี้เช่นกัน

“แกเล่นเกมพวกนี้ตอนนี้ แล้วแกจะนอนหลับเหรอชล?” อดีตหัวหน้าแก๊งหนุ่มเอ่ยถามอดีตแฮกเกอร์มือดีประจำแก๊ง ที่เดินกลับมานั่งเล่นเกมหน้าดำคร่ำเครียด หากแต่คำตอบที่ได้กลับมามีเพียงความเงียบ พลอยให้เจ้าของคำถามจำต้องนั่งนิ่งตามไปด้วย

...เขารู้ว่าหมอนี่ไม่พอใจนักที่ถูกรบกวนเวลาพักผ่อน ถึงอย่างนั้นก็พยายามเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ ในเมื่อนี่คือขั้นตอนหนึ่งที่จำเป็นต่อการคลี่คลายคดีฆาตกรรม ซึ่ง 1 ใน 2 นายตำรวจผู้เปลี่ยนความคิดต่อต้านของพวกเขา รับหน้าที่ติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดอยู่

“โทษทีนะ” ธนูเดินเปิดผ้าม่าน เปิดไฟเพดานภายในห้องทีละดวงจนสว่างไสวไปทั่ว แล้วจึงกลับไปยืนตรงประตูทางเข้าออก เพื่อกวาดตามองสำรวจความแตกต่างของห้องพักทั้งสองห้อง

...ห้องพักของรจเลขอยู่ในโทนสีขาว ตั้งแต่พื้น ฝ้าเพดาน ไปจนถึงวอลเปเปอร์บนผนัง ต่างจากห้องพักของลิชลซึ่งมีโทนหลักของผนังและเพดานเป็นสีควันบุหรี่ ส่วนพื้นกระเบื้องก็เป็นสีน้ำตาลลายปาเก้ นั่นทำให้ลักษณะการจัดตกแต่งห้องของทั้งคู่แตกต่างกันไปด้วย โดยรจเลขจะเน้นความสวยงาม เป็นระเบียบ แม้ประกอบด้วยของกระจุกกระจิกมากหน้าหลายตา ตรงข้ามกับลิชลที่มีเพียงเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ไม่กี่ชิ้น และล้วนมีสีทึบทึมเช่นเดียวกันกับส่วนต่างๆ ของห้อง รวมไปถึงเสื้อยืดสีดำกับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลที่เจ้าของห้องสวมใส่อยู่ ณ ขณะนี้

“ฉันให้เวลาครึ่งชั่วโมง พรุ่งนี้ฉันต้องไปทำงานแต่เช้า” ลิชลโพล่งขึ้นพร้อมกำกับเหตุผล ดวงตาภายใต้กรอบแว่นยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คส์ คล้ายจะให้ความสนใจกับเกมฆ่าเวลามากกว่าสิ่งใด ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วการเคลื่อนไหวและปฏิกิริยาของธนูอยู่ในสายตาของลิชลตลอด เรื่องนี้เพื่อนสนิทอย่างชวินใช่ว่าจะไม่รู้ และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาต้องเดินทางมาคอยกำกับดูแลความสงบเรียบร้อย

...ชวินรู้ดีว่าลิชลขี้หงุดหงิดรำคาญขนาดไหน หมอนั่นไม่ชอบให้กดกริ่งห้องพัก ไม่ชอบให้ใครตะโกนเรียก ไม่ชอบให้เคาะประตูเสียงดัง และไม่ชอบให้เคาะประตูห้องเกินกว่า 2 ครั้ง นอกจากนี้ยังไม่ชอบเปิดไฟเพดาน ไม่ชอบเปิดผ้าม่าน ไม่ชอบให้ใครแวะมาเยี่ยมเยียนรบกวนเวลาส่วนตัว และจะไม่ออกไปนอกห้องพักหากไม่มีความจำเป็น กฎระเบียบในชีวิตประจำวันของลิชลมีมากกว่าพันข้อ อีกทั้งหมอนี่ก็เคร่งครัดเสียจนไม่ยอมให้ใครมาแหกกฎข้อใดข้อหนึ่งของตน แน่นอน! ชวินรู้ดีว่าหากธนูใช้เวลาเกินกว่าครึ่งชั่วโมงตามที่เจ้าของห้องกำหนดไว้ จะมีอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น

“ไม่จำเป็นแล้วล่ะ เพราะฉันรู้แล้วว่ามีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้ผังห้องที่ผิดปกติ” ธนูนิ้มอย่างมีเลศนัยพอๆ กับคำพูดของเขา แล้วจึงเดินวนรอบห้องเพื่อปิดไฟและผ้าม่าน ให้ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติที่ควรเป็น

“หมายความว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นฆาตกรในคดีนี้จริงๆ หรือไง?” ชวินอดถามไม่ได้ เพราะแม้จะเคยพบเจอกับผู้ต้องสงสัยอย่างรจเลขมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เขาก็สังเกตเห็นเพียงความอ่อนโยนและใจเย็น อันเป็นคุณสมบัติที่ไม่ควรมีอยู่ในตัวฆาตกรใจอำมหิตเลือดเย็นคนนั้น

“ก็ยังสรุปอย่างนั้นไม่ได้จนกว่าจะเจอสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นเก็บซ่อนไว้ โดยใช้ประโยชน์จากผังห้องตบตาตำรวจ” จอมกะล่อนให้คำตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ เพื่อป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากการถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท ตรงข้ามกับสีหน้าท่าทางที่หมายมั่นปั้นมือจะไล่ต้อนผู้ร้ายปากแข็งให้จนมุม ด้วยสิ่งของปริศนาที่ตนหมายความถึง!?

รุ่งเช้าแห่งการตัดสินชะตาชีวิตของใครหลายคนค่อยๆ คืบคลานมาถึงในที่สุด คนแรกที่เดินทางมายังสถานที่นัดหมาย และเป็นหนึ่งคนที่จะต้องถูกตัดสินชะตาชีวิตผ่านตำแหน่งหน้าที่การงาน คือ นายตำรวจผู้รับผิดชอบคดีอย่างเอกพล ชายหนุ่มไม่สามารถข่มตาให้หลับลงได้หลายวันแล้ว จากปัญหาหนักที่ประเดประดังกันเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้องสาวที่ดันทุรังหนีไปอยู่ใกล้ปลายจมูกของผู้ต้องสงสัยคดียาเสพย์ติด ชายวัยกลางคนผู้ยังคงนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล ซึ่งไม่รู้ว่าควรอยู่ในฐานะพยานหรือผู้ต้องหา รวมไปถึงผลลัพธ์สุดท้ายของการเข้าตรวจค้นที่พักอาศัยของผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรม

ปกติแล้ว การขอหมายค้นควรที่จะต้องดำเนินการตามที่ได้รับอนุญาต ให้เสร็จสิ้นภายใน 1 วัน ยกเว้นในบางกรณีซึ่งอาจทำการตรวจค้นต่อเนื่องในวันรุ่งขึ้นได้ โดยเอกพลพยายามประวิงเวลา ด้วยการอ้างถึงการตรวจสอบสิ่งปฏิกูล และความเป็นไปได้ที่ผู้สูญหายจะถูกชำแหละอวัยวะแต่ละส่วนออกเป็นชิ้นๆ ดังเช่นที่พบเห็นจากคดีฆาตกรรมรายอื่น แม้ว่าแท้จริงแล้วผู้กองหนุ่มแห่งกองปราบปรามจะยืดเวลาออกไป เพียงเพื่อรอการมาของข้อมูลที่ขาดหายไปเท่านั้น

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีครับ”

คำรายงานของสิบตำรวจผู้รับหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยของสถานที่ตามหมายค้น สร้างความพอใจให้กับเอกพลในระดับหนึ่ง ถึงอย่างนั้นชายหนุ่มก็ยังไม่คลายความกังวล หากบุคคลผู้ได้รับการนัดหมายอีก 2 คนยังเดินทางมาไม่ถึง

“พี่เอก รอนานไหมครับ?”

10 นาทีต่อมา ใครคนหนึ่งก็เดินเร็วมาถึงยังจุดนัดพบ บริเวณด้านหน้าห้องพักของรจเลข เช่นเคยที่เขาอยู่ในชุดปกติธรรมดาอย่างตำรวจนอกเครื่องแบบ พร้อมสวมเสื้อแจ็คเก็ตกองปราบปรามเป็นสัญลักษณ์ และดูจะมีเพียงสิ่งเดียวที่แตกต่างจากเมื่อวานนั่นก็คือ ใบหน้าที่ปราศจากผ้ากอซปิดแผล เผยให้เห็นรอยเย็บบนหางคิ้วซ้าย แม้จะมีเส้นผมปรกหน้าปรกตาบดบังอยู่บ้างในบางขณะ

“ประมาณ 10 นาทีเห็นจะได้” เอกพลตอบคำถามได้ถูกต้อง ราวกับมีเข็มนาฬิกาเดินอยู่ในสมองของเขา หากแต่นั่นเป็นเพราะเขาชำเลืองมองนาฬิกาข้อมือทุก 5 วินาทีต่างหาก

“ขอโทษที่มาช้าครับ” ธนูยิ้มเจื่อนๆ พลางหอบหายใจถี่ๆ เขารีบขึ้นลิฟต์มาที่นี่ เพราะสังเกตเห็นรถยนต์ของเอกพลซึ่งจอดอยู่ภายในลานจอดรถของคอนโดมิเนียม ทั้งที่เขาเองก็มาถึงก่อนเวลานัดหมายเกือบครึ่งชั่วโมง เรื่องนี้ใช่ว่าผู้กองหนุ่มรุ่นพี่จะไม่รู้

“ไม่หรอก! พี่มาแต่เช้าเอง อยู่บ้านไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา” อีกฝ่ายถอนหายใจหนักๆ สีหน้าและแววตาบ่งบอกถึงความกลัดกลุ้มที่อัดแน่นอยู่เต็มอก ทั้งในฐานะพี่ชายและผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

“พี่พงศ์ว่ายังไงบ้างครับเรื่องอ้อ?” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องเอ่ยถามถึง 1 ใน 2 เรื่องที่วนเวียนอยู่ในความคิดคำนึงของเขา... ตลอดเวลา

“ จากพนักงานฝึกหัดงานฝีมือ ตอนนี้ยัยอ้อถูกย้ายเข้าไปเป็นพนักงานประจำในออฟฟิศแล้ว สวัสดิการพร้อม แถมมีห้องพักฟรีให้อยู่ด้วย “

คำตอบของเอกพลทำเอาธนูพูดอะไรไม่ออกและทำอะไรไม่ถูกอยู่เป็นนาน นอกจากปล่อยให้ความห่วงกังวลแล่นไปมาระหว่างสมองและหัวใจ

“แล้วนี่ผ้าปิดแผลไปไหน ทำไมปล่อยให้ผมลงไปปรกแผลแบบนั้น เดี๋ยวก็ไม่ต้องหายกันพอดี!”

เสียงของเอกพลที่ดังทำลายความเงียบขึ้น ปลุกธนูให้ตื่นจากภวังค์ มือข้างหนึ่งถูกยกขึ้นมาแตะบริเวณที่ถูกกล่าวถึงโดยอัตโนมัติ และพบว่าไม่มีมันอยู่จริงๆ

“เอ่อ... คือเมื่อคืนผมแกะออกตอนไปหาชวิน เพราะไม่อยากให้หมอนั่นถาม แล้วก็เลยลืมปิดกลับเข้าไปอย่างเดิมน่ะครับ” ธนูหัวเราะกลบเกลื่อนความสะเพร่าของตัวเอง รวมทั้งกลบเกลื่อนใบหน้าเหยเกจากอาการปวดแผลตุบๆ ซึ่งเกิดกำเริบตั้งแต่ช่วงที่เขารีบร้อนขึ้นมายังสถานที่นัดหมาย

“เดี๋ยวพี่จะไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาให้ แล้วก็ปิดแผลให้เรียบร้อยซะล่ะ” เอกพลมองนาฬิกาข้อมือของตนอีกครั้ง แล้วผลุนผลันออกไปทันที โดยไม่รอฟังคำตอบรับหรือปฏิเสธของอีกฝ่าย ทิ้งให้ธนูยืนเก้ๆ กังๆ อยู่กับบรรดานายสิบจบใหม่ ซึ่งถูกเรียกตัวมารับหน้าที่แทนจ่าอาวุโสทั้งหลายที่ถูกพักราชการไปพร้อมกับภูผา

“ผมขอเข้าไปนั่งรอพี่เอกในห้องจะได้ไหมครับ?”

และเมื่อไม่รู้จะทำอะไร ธนูจึงบอกกล่าวกับสิบตำรวจผู้ดูแลสถานที่ ขออนุญาตเข้าไปในเขตหวงห้ามตามธรรมเนียมปฏิบัติที่ควรกระทำ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่เพียงเพื่อนั่งหายใจรอนายตำรวจหนุ่มรุ่นพี่อย่างที่อ้าง

“ได้สิครับ เชิญครับๆ”

อาจเป็นเพราะยศตำแหน่งของผู้เป็นพ่อ ที่ทำให้ธนูได้รับอภิสิทธิ์พิเศษกว่าคนทั่วไป หากแต่อีกหนึ่งเหตุผลที่อำนวยความสะดวกให้กับชายหนุ่ม นั่นก็เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่า เขาคือตัวแปรสำคัญตัวแปรหนึ่งในการคลี่คลายคดีต่างๆ และไม่มีทางที่จะสร้างปัญหา หรือก่อความยุ่งยากยุ่งเหยิงใดๆ อันจะนำความเดือดร้อนรวมทั้งหายนะมาให้

“มีดพร้อม แต่คน... ยังไม่พร้อม” ธนูล้วงมีดพับสีเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ต แล้วใช้นิ้วดันให้มันเด้งออกมาโชว์ใบมีดคมกริบ สะท้อนเปลวแดดยามเช้าที่สาดส่องเข้ามากระทบผนังห้องเบื้องหน้า

“จะลองเล่นบทฆาตกรอำมหิตดูบ้างหรือไง?”

เสียงตั้งคำถามที่ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้ธนูจำต้องเก็บมีดพับในมือ แล้วหันไปยิ้มฝืดรับคำพูดนั้น

“ ผมแค่ทำหน้าที่สายสืบ และผู้ช่วยที่ดีเท่านั้นเองครับ “

คำตอบของธนูช่วยให้เอกพลยิ้มออกมาได้ในวันอันแห้งแล้ง ชายหนุ่มส่งกล่องปฐมพยาบาลให้สายสืบรุ่นน้อง ก่อนที่ทั้งคู่จะนั่งลงคุยกันถึงข้อมูลที่ธนูได้รับมา เบื้องหน้ากระจกติดผนังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าแนวตั้ง ซึ่งรจเลขคงจะใช้สำหรับสำรวจความเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้า

เวลานัดหมายค่อยๆ ผ่านพ้นไป จาก 9 นาฬิกา ล่วงเข้าสู่ 9 นาฬิกา 10 นาที 20 นาที และ 30 นาที ตามลำดับ โดยไม่ปรากฏแม้เงาของบุคคลสุดท้ายผู้ที่สองหนุ่มเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ

“พี่เอกจัดการเถอะครับ เผื่อเจอหลักฐานที่ทำให้เราจับกุมตัวเธอได้ จะได้ออกหมายจับได้ทันที” ธนูเสนอพร้อมกับส่งมีดพับให้เอกพล เป็นเวลาเดียวกับที่เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังใกล้เข้ามาๆ กระทั่งมาหยุดอยู่บริเวณด้านหน้าห้องพัก

“นั่นพวกคุณจะทำอะไรคะ!?” รจเลขก้าวฉับๆ ผ่านประตูห้องพักที่เปิดอยู่เข้ามา นัยน์ตาคู่สวยจับจ้องไปยังสองหนุ่ม ด้วยสีหน้าที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

“คุณครับ! เข้ามาในนี้โดยพลการไม่ได้นะครับ เจ้าหน้าที่ยังทำการตรวจค้นไม่เสร็จสิ้นครับ” สิบตำรวจหนึ่งในผู้ดูแลสถานที่ตรงเข้ามาขวางหน้ารจเลข นับเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน หากแต่...

“นี่มันห้องพักของดิฉัน ทำไมดิฉันจะเข้ามาไม่ได้คะ หึ! แล้วถ้าดิฉันไม่เข้ามา ก็คงไม่รู้ว่าพวกคุณพยายามจะทำอะไรกับห้องของดิฉันจริงๆ หรอกค่ะ” ทันตแพทย์หญิงเจ้าของห้องสวนกลับเสียงแข็ง ท่าทางฉุนเฉียวยิ่งกว่าครั้งใดๆ

“ไม่เป็นไร ให้เธอเข้ามานั่นแหละดีแล้ว ผมเป็นคนนัดเธอมาเอง” ผู้กองหนุ่มเจ้าของคดีบอกผู้ใต้บังคับบัญชา สีหน้าท่าทางเคร่งขรึมผิดไปจากในยามปกติ เมื่อได้เห็นท่าทีที่แสดงออกของแขกรับเชิญ ก่อนจะหันกลับมาหาหญิงสาวอีกครั้ง

“ผมไม่ได้ทำอะไรกับห้องพักของคุณ นอกเหนือไปจากตรวจค้นตามปกตินะครับ” เอกพลชี้แจงอย่างใจเย็นที่สุด

“นั่นน่ะหรือคะ คือสิ่งที่พวกคุณใช้ในการตรวจค้นตามปกติ?” รจเลขชี้นิ้วไปที่มีดพับในมือของนายตำรวจหนุ่มประจำกองปราบปราม เสมือนว่ามันคือต้นเหตุแห่งอาการโกรธเกรี้ยวของเธอ

“คุณผู้หญิงครับ มีดไม่ได้มีไว้สำหรับใช้แล่เนื้อเถือหนัง หรือฆ่าหั่นศพเพียงอย่างเดียวนะครับ มันสามารถนำไปใช้เปิดกล่องที่เราต้องการจะรู้ว่าข้างในซ่อนอะไรไว้ได้ด้วย” ธนูโพล่งขึ้นด้วยท่าทางยียวน เวลานี้เขาคงไม่ต้องปิดบังตัวตนใดๆ อีกต่อไป ในเมื่ออีกไม่กี่นาทีข้างหน้า ความจริงบางอย่างก็จะปรากฏขึ้นแล้ว นั่นคือสิ่งที่สายสืบจอมกะล่อนเชื่อมั่น

“ห้องพักของดิฉันไม่มีกล่องที่คุณว่าหรอกนะคะ!” รจเลขหันขวับไปตอบโต้ธนู แต่กลับต้องชะงักเมื่อได้เห็นใบหน้าที่มีรอยยิ้มกวนๆ ของเขาอย่างเต็มตา ด้วยเพราะหญิงสาวจดจำได้ดีว่า เธอเคยพบเขามาแล้วถึง 3 ครั้ง!!

“ผมไม่ได้จะเปิดกล่องครับ มันเป็นแค่คำเปรียบเทียบของลูกทีมผมก็เท่านั้น”

เสียงของเอกพลปลุกรจเลขให้ตื่นขึ้นจากภวังค์ เพื่อที่จะหันกลับมาจับผิดชายหนุ่มในเรื่องเดิมๆ ที่เธอยังไม่ได้รับความกระจ่าง

“แล้วมีดนั่นคุณตำรวจเอามาใช้ทำอะไรไม่ทราบคะ ดิฉันเคยบอกไปแล้วนะคะว่า ถ้าอยู่ดีๆ มีของอะไรที่ไม่ใช่ของดิฉันมาอยู่ในห้องนี้ ดิฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด!” หญิงสาวกอดอกเชิดหน้าอย่างหยิ่งทระนงในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

“ผมเองก็นัดหมายคุณมาเพื่อจะแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบ แต่เพราะเลยเวลานัดมานานแล้ว ผมจึงสรุปว่าคุณอาจไม่มาตามนัดด้วยเหตุผลบางอย่าง และผมก็จำเป็นต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป” เอกพลพยายามชี้แจงอย่างใจเย็นอีกครั้ง

“คุณตำรวจจะโทษว่าเป็นความผิดของดิฉันหรือไงกันคะ จู่ๆ คุณก็โทรศัพท์มาบอกดิฉันว่าขอให้มาพบในอีก 2 ชั่วโมงข้างหน้า แล้วลูกค้าที่ดิฉันนัดเขาไว้ตั้งแต่ 1 เดือนที่แล้ว 2 อาทิตย์ที่แล้ว อาทิตย์ที่แล้ว หรือ 2-3 วันที่แล้ว คุณตำรวจจะให้ดิฉันปล่อยให้พวกเขามารอเก้อหรือไงกันคะ!” รจเลขอธิบายเหตุผลการมาสายของเธอด้วยอารมณ์ที่ยังคุกรุ่น และไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงง่ายๆ

“ครับๆ ผมขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เอาเป็นว่าถ้าผมกรีดวอลเปเปอร์ตรงนี้ออกมาดูแล้วไม่พบอะไร ผมจะเลิกยุ่งกับชีวิตของคุณนับตั้งแต่เวลานั้นเลยครับ” ผู้กองหนุ่มสรุปสั้นๆ ชัดเจน ตรงไปตรงมา และเขาก็ตั้งใจไว้ว่าจะทำเช่นนั้นจริงตามที่ได้พูดไว้ หากแต่...

“คะ... คุณตำรวจว่าอะไรนะคะ คุณจะกรีดวอลเปเปอร์เพื่อหาสิ่งที่คุณต้องการ ทั้งที่มันไม่ได้มีอยู่ในห้องห้องนี้น่ะหรือคะ เป็นตายร้ายดียังไง ดิฉันก็จะไม่มีทางยอมให้คุณมาทำลายข้าวของของดิฉันเด็ดขาด!”

คำพูดของเอกพลก่อให้เกิดเสียงโวยวายตามมาจากรจเลข เสมือนว่าสิ่งที่นายตำรวจหนุ่มกระทำเพื่อผดุงสันติสุขนั้น เป็นการสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้แก่เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“แต่เมื่อวานคุณเป็นคนบอกผมเองนะครับว่า เชิญผมเลาะกระเบื้องออกมาดูได้ตามสบาย” เอกพลแย้งขึ้น ด้วยสีหน้าเอือมระอาซึ่งถูกปรับให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

“นั่นดิฉันพูดประชดคุณต่างหาก!” หญิงสาวสวนกลับทันควัน ท่าทางหงุดหงิดกับความใสซื่อบริสุทธิ์ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตรงหน้า

“ก็ถ้าคุณผู้หญิงเป็นผู้บริสุทธิ์จริงจะต้องกลัวอะไรล่ะครับ ในเมื่อผู้กองเขาก็เคยบอกไปแล้วว่า หลังการตรวจค้นเขาจะรับผิดชอบดำเนินการให้ทุกอย่างกลัวสู่สภาพเดิมทั้งหมด” ธนูโพล่งขึ้นอีกครั้ง และนั่นเองที่ทำให้เขาถูกรจเลขหันขวับมาจ้องเขม็ง ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เพียงเท่านี้สายสืบจอมกะล่อนก็มั่นใจเต็มร้อยแล้วว่า อีกฝ่ายสามารถจดจำเขาได้อย่างแม่นยำ ซ้ำยังอาจจะจำฝังใจไปจนถึงชาติหน้าด้วย

“ดิฉันไม่เชื่อหรอกนะคะว่า มันจะออกมาเหมือนเดิม แล้วที่นี่มันก็ห้องของดิฉัน ดิฉันย่อมมีสิทธิ์ที่จะไม่อนุญาตให้ใครมาเหยียบย่ำสิทธิเสรีภาพของดิฉันไม่ใช่หรือคะ!” รจเลขประกาศกร้าว ขณะที่เอกพลได้แต่ลอบถอนหายใจให้กับท่าทีของหญิงสาว ชายหนุ่มพยายามคิดหาวิธีเจรจาหย่าศึก เพราะไม่ต้องการให้เกิดความบาดหมาง หากท้ายที่สุดแล้วผลลัพธ์จะกลับตาลปัตร กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดของเขากับธนูทั้งสิ้น

“ผู้กองเตรียมแจ้งข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ให้คุณหมอเธอเพิ่มอีกกระทงดีไหมครับ?” ธนูหันไปปลดกระจกบานใหญ่ออกจากผนัง โดยไม่สนใจเสียงโวยวายของรจเลข

“นี่! หยุดนะ ฉันบอกแล้วไงว่าไม่อนุญาตให้พวกคุณมาทำลายข้าวของของฉัน” หญิงสาวขึ้นเสียงอย่างเหลืออด นี่ถ้าเธอเข้าไปจิกข่วนเอาเรื่องอีกฝ่ายได้โดยไม่มีความผิดล่ะก็ เธอคงทำไปแล้ว

“คุณเองก็เคยทำไม่ใช่หรือครับ แถมยังพึ่งจะทำเร็วๆ นี้เสียด้วย เพราะทั้งที่ผนังด้านนี้เป็นส่วนที่แสงแดดส่องเข้ามากระทบเป็นประจำ แต่วอลเปเปอร์กลับยังสีสวยเท่ากับผนังด้านอื่นๆ ดูจะสดสวยกว่าด้านอื่นด้วยซ้ำ สวยเสมอกันทั้งวอลเปเปอร์ส่วนที่ไม่มีอะไรบังกับส่วนที่ถูกกระจกบังไว้”

คราวนี้คำพูดของธนูทำให้รจเลขชะงักมองเขาด้วยอาการตกตะลึง

“หรือคุณหมอจะปฏิเสธว่า เบื้องหลังวอลเปเปอร์แผ่นนี้ไม่ใช่ตู้ที่คุณใช้ใส่ของที่คุณไม่อยากให้คนอื่นเห็น” สายสืบจอมกะล่อนแห่งกองปราบปรามใช้โอกาสอันดี ตอกย้ำให้หญิงสาวไม่สามารถเอื้อนเอ่ยคำคัดค้านใดๆ ออกได้อีก ปิดท้ายด้วยการยกมือขึ้นเคาะผนังบริเวณที่ถูกเพ่งเล็งเบาๆ 3 ครั้ง

โคร้ง เคร้ง โคร้ง เคร้ง

เสียงแปลกปลอมบางอย่างดังออกมาจากด้านใน มันดังคล้ายกับเสียงของขวดแก้วหลายใบกระทบกันไปมา บ่งบอกให้รู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอมอยู่เบื้องหลังวอลเปเปอร์แผ่นนี้จริงๆ

“ขออนุญาตนะครับ” เอกพลเองก็ถือโอกาสพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของธนู ด้วยลงมือการกรีดวอลเปเปอร์สีขาวลายดอกไม้สีเหลืองเบื้องหลังกระจกเป็นทางยาว ระหว่างที่รจเลขกำลังยืนนิ่งอึ้ง อย่างไม่รู้จะค้นหาคำพูดใดมาถกเถียงสองหนุ่ม

“ใครมีมีดอีกบ้างครับ ผมอยากจะขอยืมสักหน่อย” ธนูหันไปถามเหล่านายสิบผู้รักษาการดูแลสถานที่แห่งนี้ตลอดคืน หากแต่ไม่มีใครพกพาของมีคมติดตัว ชายหนุ่มจึงจำเป็นต้องถือวิสาสะหยิบมีดคัตเตอร์ใกล้มือซึ่งเป็นของรจเลขมาใช้ และไม่ลืมที่จะสวมถุงมือ เพื่อป้องกันไม่ให้รอยนิ้วมือของตนไปปรากฏอยู่บนสิ่งของของผู้ต้องสงสัย

“ผมขอยืมใช้คัตเตอร์ของคุณหมอสักหน่อยนะครับ”

แน่นอนว่าเขาไม่ลืมที่จะบอกกล่าวเจ้าของของมันเช่นกัน ถึงอย่างนั้นอีกฝ่ายก็ดูราวกับจะไม่รับรู้เรื่องราวรอบตัวใดๆ นอกจากภาพวอลเปเปอร์บนผนังซึ่งค่อยๆ ร่วงลงบนพื้น เผยให้เห็นตู้ไม้แบบบานเลื่อนเดี่ยวภายในนั้น

ครืดดดดด...

เอกพลสวมถุงมือผ้าที่เตรียมมา แล้วเลื่อนเปิดประตูตู้ไม้สักตรงหน้าช้าๆ อย่างเบามือ กระทั่งมองเห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายในนั้น ซึ่งทำให้ทุกคนถึงกับชะงัก!?


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว