ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 16

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 5

ปรับปรุงล่าสุด : 23 พ.ค. 2560 16:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 16
แบบอักษร

16


  “โคตรน้ำเน่าว่ะ” ไอ้เจออกความคิดเห็นหลังจากผมปรึกษามันเรื่องไอ้เม่น เรียนเช้าเสร็จผมก็ติดรถมันมาที่คอนโดมัน ก่อนมาโทรบอกสารถีเรียบร้อยว่าให้มารับที่ไหน “ชีวิตแม่งโคตรละครสัดๆ”

“กูก็คิดแบบนั้น แต่พอดีกูเห็นเองกับตาไง ถ้าไม่เห็นก็คิดว่าแม่งโม้แน่นอน” ผมย่นคิ้วบอก ภาพยังติดตาอยู่เลยนะ 

“มึงนี่ก็กล้าเกินกว่าที่กูคิดอีก ตอนนั้นไม่กลัวเหรอวะ ถ้าเกิดลุงมันส่งตีนมากระทบหน้าเหี้ยๆ ของมึงน่ะ” 

“ตอนนั้นกูลืมคิดไง มาคิดได้ทีหลัง ดีที่ลุงมันตกใจที่กูเถียง” 

“บ้าบิ่นจริง ไอ้มู่เพื่อนกู” 

“เขาเรียกคนจริงเว้ย” 

“คนบ้าต่างหาก”

ผมเลือกที่จะคุยกับไอ้เจเพียงคนเดียว ไม่ใช่เพื่อนคนอื่นไม่ดี แต่เพราะเรื่องบางเรื่อง รู้น้อยมันจะดีมากกว่า อย่างที่เขาว่า คนมากก็จะมากเรื่อง 

“แล้วมันจะเอาไง จะตัดขาดตายายได้เหรอวะ” คำถามนี้โคตรยาก ไม่ใช่เพราะคิดยากนะ แต่เพราะผมไม่ใช่ไอ้เม่น จะไปรู้ความคิดมันได้ไงเล่า “ที่แน่ๆ มึงนั่นแหละ ตัวปัญหา”

“ทำไมวะ” 

“ก็มันเอามึงเข้าบ้านแล้ว หลานชอบเพศเดียวกันนะเว้ย สังคมบางที่ มันไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้น” 

ผมคิดตามคำพูดของเพื่อน สังคมของมันกับผมก็ต่างกันจริงๆ คิดแบบนั้นแล้ว นึกถึงไอ้กลอยเลยครับ สังคมของมันกับพี่โชก็โคตรต่างกัน แต่ทำไมมันบรรจบกันได้วะ 

“คิดมากปวดหัวว่ะ เลิกคิดๆ” ยีหัวตัวเองจนผมยุ่ง ขนาดเรื่องเรียนเรื่องสอบยังไม่ปวดหัวเท่านี้ “ว่าแต่ มึงจะไปแดกเหล้าป่ะ ที่ไอ้เกมส์นัดคืนนี้” 

“ไม่ว่ะ ขี้เกียจ” ไอ้เจนอนเหยียดยาวบนเตียงสีขาวของมัน สภาพเฮดว๊ากที่แต่งตัวเนี๊ยบตั้งแต่หัวจรดเท้าหายไปแล้ว เหลือแค่ไอ้คนกาก แต่งตัวโคตรโทรม ไม่รู้กางเกงมันซักบ้างหรือเปล่า

ระหว่างที่ผมกำลังเปิดหน้าหนังสือการ์ตูน เสียงข้อความก็ดังขึ้น คนส่งคือสารถีที่บอกรออยู่ด้านล่างตึกแล้ว ช่วงนี้ต้องทำตัวดีกับมันหน่อย ชีวิตมันดราม่ามากเกินไป ให้พบกับสิ่งดีๆ อย่างเช่น คนดีแบบผมบ้าง 

“เชี่ยเจ กูกลับนะ” สะกิดขายาวๆ ของมัน ไอ้เจเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะลุกขึ้น “จะไปส่งกูเหรอ”   “กูจะไปล็อกห้องตอนมึงออก” 

“ไอ้เหี้ย” เอาจริงๆ มันก็มาส่งหน้าห้องนั่นแหละครับ เพื่อนผมนิสัยดีนะ แม้ปากมันจะวอนโดนกระทืบมากไปหน่อย ไอ้เจยืนพิงกรอบประตูหลังจากผมออกมาจากห้อง กำลังจะอ้าปากบอกลา แต่คนที่เดินตรงมาหากลับทำให้ผมต้องขมวดคิ้วและส่งเสียงทักแบบเบาๆ ไป “ไอ้อัธ” 

“อ่าว มึงมาทำไมไอ้ม่าน” เพื่อนสนิทตั้งแต่มัธยมเอ่ยทัก หน้าตามันดูเบลอๆ สงสัยจะเพิ่งสอบมา มือมันถือถุงกระป๋องน้ำมึนเมามีฟอง ร้ายนะเนี่ย แอบกินคนเดียวไม่แบ่งเพื่อน 

“กูมาห้องไอ้เจ แล้วมึงล่ะ” ผมชี้ไอ้เจที่ยังยืนพิงประตู 

“นี่ห้องกู” คำตอบกับนิ้วที่ชี้ไปด้านข้างยิ่งทำให้ต้องขมวดคิ้วหนัก 

“ห้องมึง? ตรงข้ามห้องไอ้เจเนี่ยนะ? มึงย้ายคอนโดตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมกูไม่เห็นรู้เรื่อง”

“เป็นเมียกูหรือไงถึงต้องบอก” ปากคอเราะร้ายจริงๆ “กูเห็นเด็กมึงรออยู่ข้างล่าง” 

“เออ กูก็กำลังจะลงไป แต่มึงย้ายคอนโดไม่บอกเพื่อนเลยนะ กูแม่งน้อยใจ เชี่ย” ถูกไอ้เจตบหัวซะหน้าคว่ำ 

“รีบๆ ลงไป เดี๋ยวเด็กมึงงอแงหรอกไอ้ห่ามู่” ตวัดมองไอ้เจอย่างขุ่นเคือง ทำไมผมมีแต่เพื่อนปากร้ายวะ 

“ไล่กูจัง หรือพวกมึงมีซัมติงกันไม่บอกกู อย่าให้กูรู้นะมึง” ผมหรี่ตามองเพื่อนสองคนสลับกันไปมา เลยถูกฝ่ามือสองขนาดตบหน้าคว่ำ แม่งเอ้ย สมองไหลหมด “ตีนหนักโคตร” ว่าแล้วก็วิ่งครับ ไม่วิ่งก็ถูกกระทืบน่ะสิ เห็นขาไอ้อัธยกแล้วด้วย 


เรด้าเรื่องรักๆ ใคร่ๆ นี้ผมไม่มีอย่างไอ้กลอยหรอก ขนาดเรื่องไอ้เม่นผมยังเอ๋อๆ เด๋อๆ อยู่เลย 


ผมลงลิฟต์มาก็เจอไอ้เม่นยืนพิงกำแพงรออยู่ พอเห็นผมมันก็ยิ้มโบกมือทักทาย มันคงไม่คิดว่าผมจะเห็นหน้าตาบึ้งตึงของมันเมื่อกี้ ไม่รู้มีอะไรในใจหรือเปล่า ดูเครียดพิกล

“เป็นไร ทำควิซไม่ได้เหรอ” ถามขณะเดินตามหลังมันไปที่รถ ไอ้เม่นส่ายหัวเบาๆ “แล้วเป็นไร” 

“พี่เป็นห่วงเม่นเหรอ” ยังมีหน้ามาย้อนถาม

“เออ” กระแทกเสียงใส่ ไอ้เม่นเลยขำออกมา มันยื่นมือมาขยี้หัวซะผมของผมฟู “กูรุ่นพี่มึงนะ” ด่ามัน หลังปัดมือมันออก 

“จะรุ่นพี่หรือแฟนก็คนๆ เดียวกันนั่นแหละ เม่นไม่ถือ” เออ เอากับมันสิ “เม่นนอนคิดมาทั้งคืน เรียนก็คิด ยืนรอเมื่อกี้ก็คิด” อยู่ๆ มันก็พูดออกมา ผมก็ทำหน้ามึนงง ไม่รู้มันจะสื่ออะไร “เม่นตัดสินใจแล้ว ว่าจะไปคุยกับยายตรงๆ” 

“ก็ดีนะ จะได้เคลียร์” 

“เคลียร์ที่เป็นวงดนตรีเหรอ” 

“ไม่ใช่เว้ย ยี่ห้อแชมพูต่างหาก ถุย ไอ้ห่า กูอุตส่าห์จริงจัง” 

“เม่นไม่อยากให้พี่ม่านเครียดไง”

เลิกเถียงเพื่อสนใจเส้นทางถนน ถนนรถที่วิ่งนี่เหมือนไม่ใช่ทางกลับหอผมนะ “จะไปไหน...อย่าบอกว่าจะพากูไปหายายมึง” 

“ครับ”

“อ่อ เชี่ย ไม่ไปแล้วโว้ย ไปส่งกูก่อน ไม่ก็จอด กูจะขึ้นรถกลับเอง” โวยวายสิครับ ใครจะอยากไปเจอแบบนั้นอีก แค่ครั้งเดียวก็ไม่ไหวแล้ว ไม่รู้พวกนั้นอยู่ไปได้ยังไง บ้านหลังใหญ่แต่มีตัวอิจฉายั้วเยี้ยเต็มไปหมด 

“ครับ” ว่าง่ายเฉย ไอ้เม่นตบไฟเลี้ยวแล้วเข้าจอดเทียบฟุตบาท ผมกำลังจะเปิดประตูลงไป แต่ภาพตอนมันถูกต่อยแวบเข้ามาทำให้ชักประตูกลับ “พี่ไม่ลงล่ะ” มันคงเห็นผมนั่งเฉย 

“เปลี่ยนใจละ จะไปด้วย” บอกหน้าตาย 

“อ่าว” 

“เออน่า รีบๆ ไป”

แม้ไอ้เม่นจะดูงงๆ แต่ก็ขับรถต่อ ผมชวนคนขับรถคุยเรื่องไร้สาระ ไม่อยากให้มันคิดมาก กลัวหน้าแก่ก่อนวัยอันควร แต่พอถึงหน้าประตูรั้วกลับกลายเป็นผมที่ต้องย่นหน้าเครียดแทน ไม่รู้เข้าไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง  

“ไม่ต้องกลัว ผมไม่ให้ใครทำอะไรพี่หรอก” ผมมองมือที่บีบมือผมอยู่ 

“เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ” เหล่ตามองคนที่ขำ “กูรออยู่ในรถได้หรือเปล่าวะ” พอเปิดประตูแล้วใจสั่นอะ 

“ก็ได้นะ” แม้จะพูดแบบนั้น แต่ผมก็อดที่จะเดินตามมันไม่ได้ กลัวยายมันก็ใช่ แต่กลัวถูกหาว่าป๊อดมากกว่า ไอ้ม่านคนจริงสองพันสิบเจ็ดต้องไม่กลัว ไม่หวั่นแม้วันมามาก ติดปีกบินเลยทีเดียว 


ประตูเข้าหน้าบ้านที่เคยมีอดีตวันนั้น ตอนนี้ผมได้ก้าวผ่านมาแล้วครับ ขาสองข้างเหยียบพื้นหินแกรนิตอ่อนที่ใช้ปูพื้น ห้องโถงใหญ่มีระย้าห้อยจากเพดานสูง แอบหวั่นใจถ้าตกลงมาโดนหัวคงตายแน่นอน ผมละสายตาจากเพดานมามองรอบๆ ตัว มีประตูที่ถูกแบ่งเป็นห้องๆ ซึ่งไม่รู้ว่ามีห้องอะไรบ้าง แต่ก่อนจะอ้าปากถาม เจ้าที่ เอ๊ย ป้าของไอ้เม่นก็เดินตีหน้ายักษ์ออกมา 

“มาทำไมอีกยะ” ดูคำทักทายก็รู้ว่านางร้ายชัดๆ 

“มาหายาย” ไอ้เม่นว่า “นัดยายไว้แล้ว” ป้าแกคงจะอยากกันท่า แต่โดนไอ้เม่นขัดไว้เลยส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอแทน 

“แล้วทำไมไม่มาคนเดียว พาคู่ขามาด้วยทำไม เหม็นขี้หน้า” คุณป้าเบ้ปากใส่ผมพร้อมสายตาที่เหยียดมองไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า จนผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออก “ขำอะไรยะ” 

“ขำคุณป้านั่นแหละครับ” พยายามกลั้นขำแล้วแต่ไม่สำเร็จ 

“ทำไม ฉันมันทำไม” ดูเหมือนจะเริ่มโมโห ป้าแกยกแขนขึ้นกอดอก แถมมองหน้าผมแบบหาเรื่องสุดๆ 

“คุณป้าชอบดูละครหลังข่าวใช่ไหมครับ ท่าทาง คำพูด หน้าตา มันใช่เลยอะ หลุดมาจากตัวร้ายในละครเปี๊ยบเลย” พูดจบ ไอ้เม่นยังหลุดขำออกมา ส่วนป้าแกก็ทำตาโต ยืนสั่นชี้หน้าผม “ต้องกราบขอโทษที่เสียมารยาทนะครับ” ยกมือไหว้ขอโทษ “อ่อ ผมลืมสวัสดี...สวัสดีครับคุณป้า” 

“แกๆ” 

ยอมเป็นคนนิสัยไม่ดี แต่ทนเฉยไม่ได้จริงๆ แบบนี้

“เอะอะอะไรกัน เสียงดังเข้าไปถึงในห้องทำงานฉันเลย” เสียงทรงอำนาจดังขึ้น ผมกับป้าไอ้เม่นเลยพากันเงียบ ยายที่ยังสาวเดินออกมาจากประตูด้านในสุด ซึ่งคงจะเป็นห้องทำงานอย่างที่ว่าเมื่อกี้ ใบหน้านิ่ง ปรายตาดุมองมาที่ทุกคน และหยุดอยู่ที่ไอ้เม่น “มาช้านะ” 

“ขอโทษครับ” ไอ้เม่นพูดเสียงเรียบๆ แต่ถ้าเป็นผม คงจะบอกว่ามานานแล้วแต่ป้าตัวร้ายขวางไว้ 

“ตามเข้ามา” ยายไอ้เม่นกลับเข้าไปในห้องที่เพิ่งเดินออกมา ผมกะจะหันหลังกลับไปรอที่รถก็ถูกเรียกไว้ “ตามมาด้วย” 

“ยายมึงเรียกกูด้วยเหรอ” ผมถามหลานชายของบ้าน ซึ่งมันก็พยักหน้า ยายมันเรียกผมทำไมวะ หรือจะด่าย้อนหลัง 

“อย่าทำหน้ายุ่งสิ ไม่มีอะไรหรอก เม่นบอกแล้วไง ไม่ให้ใครทำอะไรพี่ม่านหรอก” รอยยิ้มของไอ้เม่นทำให้รู้สึกดีขึ้นมานิดหนึ่ง แค่นิดๆ เท่านั้นแหละครับ 

ผมเดินตามไอ้เม่นเข้ามาในห้องทำงานที่โอ่อ่ากว้างขวางมาก ทั้งห้องมีชั้นหนังสือสูงถึงฝ้าเพดานเรียงยาวทั้งสองด้าน ในชั้นมีหนังสือหลากหลายประเภทอย่างกับห้องสมุดในหนัง เหมือนหลุดเข้ามายังโลกที่มีแต่ตัวหนังสือ โลกที่ไอ้ม่านไม่อยากเข้ามา แค่ได้กลิ่นหนังสือ หนังตาก็จะปิด 

“นั่งสิ” เสียงแข็งๆ ดังฉุดสติผมให้หันกลับไปมอง เห็นไอ้เม่นนั่งที่เก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานไปแล้ว ผมรีบเดินไปนั่งข้างๆ พยายามไม่สนสายตาที่จับจ้องตลอดเวลา “เรียนที่เดียวกับเม่นหรือ” อยู่ๆ ก็โดนถาม ผมรีบหันรีหันขวาง ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจอะไรเลย 

“ครับ? ถามผมเหรอ” หน้าผมคงจะเหมือนเด็กเอ๋อไร้สติยายไอ้เม่นถึงขมวดคิ้วนิดๆ “อ๋อ ถามผมเอง ผมเรียนเกษตรครับ”

“ฉันถามว่าเรียนที่เดียวกันหรือเปล่า ไม่ใช่ถามว่าเรียนอะไร” โดนดุด้วยสายตาจนต้องก้มหน้าลง 

กดดันยิ่งกว่าตอนสอบสัมภาษณ์เข้าเรียนอีก 

“เปล่าครับ คนละที่” ผมตอบออกไปพร้อมรอยยิ้มแหยๆ ใต้โต๊ะมีมืออุ่นยื่นมาบีบให้กำลังใจเบาๆ 

“แล้วมาล่อลวงหลานฉันได้ยังไง” โห คำถามนี้อยากจะบอกเหลือเกินว่าต้องถามหลานคุณยายเอง 

“รุ่นน้องของเพื่อนครับ เลยรู้จักกัน” เลือกจะบอกอ้อมๆ ขืนบอกตามตรงว่าไอ้เม่นจู่โจมจีบผมอย่างหนักหลังจากแห้วจากไอ้กลอย ยายอาจหัวใจวายได้ 

“อืม” ดูเหมือนจะหมดคำถามสำหรับผม เพราะตอนนี้ยายมันหันไปจ้องไอ้เม่นแทน “มีเรื่องอะไรจะคุย” 

“ที่ผมอยากคุยก็เรื่องของผมกับพี่ม่าน” รีบหันไปเมื่อได้ยินชื่อตัวเอง “ผมจะบอกยายว่า ผมจะคบพี่เขา ไม่มีวันเลิก จะอยู่ด้วยกัน จะรับส่งพี่เขาทุกวัน” เดี๋ยวๆ ประโยครัวๆ ของไอ้เม่นชักแปลกๆ “ผมแค่อยากบอกยายไว้” 

“แกเบี่ยงเบนทางเพศหรือไง นี่ผู้ชายนะ” แม้น้ำเสียงจะนิ่ง แต่ตาโคตรดุ 

“ครับ” นี่ก็นิ่งพอๆ กัน มีแต่ผมนี่แหละ ที่ลุกลี้ลุกลน 

“ถ้าฉันขัดขวางล่ะ ถ้าฉันสั่งให้เลิกคบ...”

“ยายก็รู้ ว่ายายหรือใครก็สั่งผมไม่ได้” เถียงแทบจะทันทีจนยายมันนิ่งไป “ตั้งแต่เกิดเรื่องกับพ่อและแม่ ผมไม่เคยได้รับความรักจากใคร กับยายหรือตาผมก็ไม่เคยได้” 

“แกจะบอกว่า แกได้จากไอ้เด็กนี่หรือ” 

“ครับ” 

น้ำเสียงหนักแน่นกับดวงตามั่นคงยามหันมามองผม คุณเคยรู้สึกใจเต้นแรงเหมือนวิ่งมาสักสิบกิโลเมตรไหมครับ ตอนนี้ผมรู้สึกแบบนั้นเลย ทั้งที่นั่งอยู่กับที่ แต่รู้สึกหัวใจสูบฉีดอย่างหนัก แค่ถูกมืออุ่นกุมไว้กับสายตาที่นัยน์ตามีผมอยู่ในนั้น และรอยยิ้มสวยที่ฉายบนหน้าหล่อ

ใจเต้นสุดๆ 

“มึง...” พูดไม่ออก เหมือนเสียงถูกดูดวิญญาณจนเหือดแห้ง 

“พี่เม่นไม่ใช่คนเพอร์เฟค แต่ทำให้ผมยิ้มได้ทุกครั้ง อกพี่เขาไม่นุ่ม แต่ก็อุ่นจนไม่อยากห่างไปไหน มือที่กร้านจากการจับจอบเสียม แต่มันกลับน่ากุมมากกว่ามือนุ่มๆซะอีก” 

ผมควรจะพูด หรือด่า หรือทำยังไงกับตอนนี้ดี มันเหมือนจะถูกชมนิดๆ ด่าหน่อยๆ ใช่ไหม 

“แล้ว?” 

“ผมจะคบพี่ม่าน ขอแค่ยายไม่เข้ามายุ่งก็พอ” 

“แล้วฉันจะได้อะไร จากการไม่ต้องยุ่ง ในเมื่อแกเป็นหลานของฉัน ใช้เงินของฉัน”

“ผมจะย้ายไปเรียนบริหารตามที่ยายต้องการ” 

“หืม..คิดว่าเอาเรื่องเรียนมาอ้าง แล้วฉันจะยอมหรือ”

“ถ้าให้ผมเรียน คงดีกว่าสองคนนั้นเรียนมั้งครับ” 

“หึ แกมันนิสัยเหมือนแม่ ชอบต่อล้อต่อเถียงฉัน” ยายไอ้เม่นนิ่งเงียบไปหลังจากจบประโยค แม้จะไม่พูด แต่สายตายังคงทำงานได้ดี แถมกดดันผมซะเหงื่อแทบไหล บ้านนี้เขาไม่เปิดแอร์หรือไงเนี่ย “ก็ได้ แต่...ถึงแม้ฉันจะตกลง ก็ไม่ได้หมายความว่า ฉันยอมรับหรอกนะ” 

“ผมไม่ได้หวังอะไรแบบนั้นอยู่แล้ว แค่พาพี่เขามาให้รู้จัก ก็แค่นั้น” พูดจบ ไอ้เม่นก็ลุกขึ้น มือที่กุมมือผมฉุดดึงให้ผมลุกตาม “ไปนะครับ” 

“ลาครับ” ยกมือไหว้ลาแทบไม่ทัน ไอ้เม่นไม่สนใจเหลียวมองยายมันอีก เดินได้ก็จ้ำอ้าวเหมือนควายที่บ้านจะหาย ผมรู้ว่าขามันยาว แต่มันควรสงสารคนขาสั้นแบบผมที่ซอยขายิกๆ เพื่อให้ทันการลาก 

ออกมาจากห้องก็เจอป้อมตัวร้ายที่ทำหน้าอยากรู้อยากเห็นซะจนน่าขำ ไอ้เม่นไม่อยู่รอให้ถูกถาม เพราะมันเล่นเดินผ่านหน้าไปแบบไม่สนใจ ไม่สนเสียงเรียกใดๆ ทั้งสิ้น คำพูดที่ผมเตรียมมาเลยไม่ได้ใช้ โคตรเสียดายจริงๆ  



ตลอดทางกลับหอ ผมไม่พูดอะไร ไอ้เม่นก็เงียบ เหมือนเรากำลังอยู่ในหม้อคนละใบ หม้อไอ้เม่นต้มอะไรไม่รู้ แต่ของผมคงเป็นหม้อต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เส้นเริ่มสุก ก็ใส่หมู ใส่ไข่ ใส่เครื่องปรุง คิดแล้วก็หิว บ้าเหรอ.. ผมหมายถึง ผมกำลังคิดหลายๆ อย่างปนกันอยู่ในหัว 

“อยากกินอะไรไหม” ไอ้เม่นถามแหวกอากาศมา

“บะหมี่ เอ๊ย ไม่ใช่” มัวแต่นึกภาพหม้อต้มบะหมี่ ปากเลยพูดออกมาทั้งอย่างนั้น “กินอะไรก็ได้ ง่ายๆ” 

“ง่ายๆ นี่อย่างเช่นอะไรบ้าง” 

“ก๋วยเตี๋ยวอะไรแบบนี้ เอาร้านที่อร่อยๆ นะ ขำอะไรวะ” ไอ้เม่นมันหัวเราะเยาะผมอะ ไม่รู้เรื่องอะไร 

“พี่แปลกดี” 

“แปลกดีนี่คือชมหรือจะด่าวะ” โคตรกำกวม เมื่อกี้ก็ถูกมันแขวะทั้งมือกร้าน ทั้งอกแข็ง    “ชมสิ คือผมหมายถึง ถ้าถามคนอื่น คำว่าอะไรก็ได้ มันไม่ได้หมายความแบบนั้นจริงๆ” 

“ก็กูไม่ใช่คนอื่นของมึง” ว่าปุ๊บ ไอ้เม่นค่อยๆ หันมามองหน้าผมแบบอึ้งๆ “ไม่มองถนนละวะ”  

“อ๋อ ครับ” ถึงแม้มันจะหันไปดูถนน แต่สักพักก็หันมามองผมใหม่พร้อมรอยยิ้ม “นั่นสินะ พี่ก็พูดถูก เพราะพี่ไม่ใช่คนอื่น...พี่น่ะ เป็นหัวใจของผม” 

“ชะ เชี่ย ไอ้เม่น ไอ้เสี่ยว กูจะอ้วก” จากที่เครียดๆ เบลอๆ เจอมุกเสี่ยวเข้าไป ถึงกับสมองโล่งเลยทีเดียว ไอ้เม่นหัวเราะจนตาหยี คงภูมิใจกับมุกเสี่ยวๆ มันนั่นแหละ “เอ่อ มึงแน่ใจเหรอที่จะไปเรียนบริหาร ถ้าไม่ชอบ ก็ไม่ควรฝืนใจตัวเองนะเว้ย”   “ผมเรียนอะไรก็ได้” 

“แต่มึงไม่ได้ชอบไง ถ้ามึงจะใช้เรื่องเรียนขู่ยายเพื่อให้เราได้คบกัน กูไม่เห็นด้วยว่ะ” ผมไม่อยากเป็นคนที่ทำให้มันต้องฝืนใจทำอะไรในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง

“พี่คิดมากอีกแล้ว คิดมากเดี๋ยวแก่นะ แล้วก็ ผมน่ะ เรียนได้ทุกอย่างจริงๆ แบบว่า สมองดีอะไรแบบนั้น”

“โห มั่นหน้ามากนะมึง” 

“แน่นอน” ผมเบ้ปากให้คนมั่นใจในมันสมองตัวเอง “แล้วผมก็คิดแล้ว ว่าจะย้ายไปเรียนที่เดียวกับพี่ม่าน”  

“อ่าว ทำไมไม่เรียนที่เดิมวะ จะย้ายให้ยุ่งยากทำไม” แค่ต้องสอบใหม่ก็ยุ่งแล้ว นี่ยังจะมาย้ายมหาลัยอีก วุ่นวายแน่นอน   “ทุกวันนี้ผมอยู่มหาลัยพี่มากกว่ามหาลัยตัวเองอีก”

“มึงว่ากูเป็นตัวทำให้ยุ่งยากเหรอวะ”

“คิดมากอีกละ ผมแค่คิดว่า ถ้าย้ายที่เรียนจะได้สะดวก...” 

“สะดวกอะไร” 

“สะดวกรอพี่ไง ไปหาก็ง่ายด้วย กลับบ้านก็ไวไม่ต้องรอนาน” ดูความคิดของไอ้เม่นสิ  

“แล้วคิดว่าจะสอบเข้าได้เหรอวะ มหาลัยกูไม่ใช่ง่ายๆ นะเว้ย” ข้อสอบแม่งโคตรยาก แต่ที่ผมทำได้ก็เพราะผมเก่งไง ไม่อยากจะคุย เดี๋ยวหาว่าโม้ 

“จีบพี่ยากกว่าสอบอีกนะ ผมว่า” แล้วทำไมมันต้องวกกลับมาเรื่องนี้เนี่ย 

“เหรอ” ลากเสียงยาวด้วยความหมั่นไส้ “แล้วนี่กูจะได้กินไหม ก๋วยเตี๋ยว” เปลี่ยนเรื่องเมื่อเจอรอยยิ้มพิฆาตของไอ้เม่น  

“ครับๆ” ผมรีบเสหน้ามองออกนอกหน้าต่าง ทำเป็นสนใจสภาพรถติด ที่จริงอยากยิ้มครับ แต่ไม่อยากให้ไอ้เม่นเห็น มันเขินอยู่หน่อยๆ ในช่วงที่ผมแอบยิ้ม เสียงโทรศัพท์ที่วางข้างๆ ก็ดังขึ้น ของไอ้เม่นครับ “เออ” ไม่ได้ยินเสียงปลายสายหรอกว่าคุยอะไรกัน แต่ไอ้เม่นมักจะหันมามองผมบ่อยๆ จนเริ่มระแวงและสงสัย “เออๆ” 

“ใครวะ” พอมันวางปุ๊บ ผมก็รีบถาม เจอสายตาล้อเลียนนิดๆ ให้ต้องถลึงตาใส่ “มองเชี่ยไร”

“หึงผมเหรอ” น้ำเสียงมันโคตรกวนโมโห 

“ใครหึงมึ๊ง กูแค่อยากรู้” อยากตบปากตัวเองที่ขึ้นเสียงสูงเฉย มันดูมีพิรุธก็ตรงนี้แหละ 

“ไม่หึงก็ไม่หึง พอดีเพื่อนผมโทรมาชวนไปกินเหล้าคืนนี้อะ” ผมพยักหน้าให้กับคำอธิบายของมัน “พี่ไปด้วยกันป่ะ” 

“ไปเถอะ เพื่อนมึงกูไม่รู้จักสักคน ถ้าไปด้วย เดี๋ยวมึงจะหมดสนุก” ที่จริงกลัวมันไปสนุกกับเพื่อนแล้วปล่อยให้ผมอยู่เวิ้งว้างท่ามกลางคนไม่รู้จัก 

“พาไปจะได้รู้จักไง พวกมันเป็นเพื่อนสมัยมัธยมของผม ที่สำคัญ ของฟรีนะครับ” เหล่ตามองคนชวน ไอ้เม่นมันเหมือนจะรู้จุดอ่อนของผมแฮะ ก็ไอ้ประโยคห้อยท้ายนั่นแหละ ทำเอาจมูกบานเลยผม

“เออๆ ไปก็ได้ ไม่ได้เห็นแก่ของฟงของฟรีอะไรนะ...แต่ตอนนี้กูหิวแล้ว เร็วๆ รีบขับรถ”

“หึ คนเรานี่นะ” เบื่อมากคนรู้ทัน “แล้วรถติดไม่ขยับแบบนี้ คงรีบตามที่พี่บอกไม่ได้ แต่อีกไม่นานได้กินแน่นอน ร้านนี้อร่อยมาก ไอ้เม่นคนนี้คอนเฟิร์ม” 

“เออดี เลี้ยงด้วยนะ” 

“ครับๆ เลี้ยงตลอดไปยังได้” 

“กูจะกินให้มึงหมดตัวเลยไอ้เสี่ยว”

“พี่กินผมหมดตัว งั้นผมก็กินพี่ทั้งตัว แฟร์ดี”

“แฟร์บ้านมึงสิ เร็วๆ หิว”

“รถมันติดครับพี่ครับ”

“งั้นอย่าชวนกูพูด กูหิว”

“ครับพี่ครับ...แม่ง เอาแต่ใจตัวเองมากแฟนของกู”

“อย่าบ่นๆ” 

หวังว่าค่ำคืนนี้เพื่อนมันคงจะไม่สร้างปัญหาหรือก่อความวุ่นวายให้ผมหรอกนะครับ ไม่อย่างนั้น จะเจอไอ้ฤทธิ์ไอ้ม่านคนนี้ อ้อ ไม่ได้จะฆ่าจะแกงอะไรหรอกนะครับ แค่จะร้องเพลงทำลายรูโสตประสาทของพวกมันให้เซลล์มันตายห่าไปเลย


...TBC


เว้นช่วงไปอีกแล้ว ขอประทานอภัยจริงๆ ค่า เม่นม่านจากที่วางคร่าวๆ แล้ว ตอนจบน่าจะอยู่ในราวๆ ยี่สิบกว่าๆ ยังไงแล้ว ขอฝากด้วยนะคะ จะพยายามไม่หายไปนานๆ อีก ขอบคุณมากๆ ค่า  :pig4: :pig4:

ความคิดเห็น