ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 15 พยานคนสุดท้าย

ชื่อตอน : ตอนที่ 15 พยานคนสุดท้าย

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 622

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 พ.ค. 2560 22:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15 พยานคนสุดท้าย
แบบอักษร

ตอนที่ 15 พยานคนสุดท้าย

“คงไม่มั้ง คงไม่ใช่แบบนั้นหรอก” เอกพลพยายามปลอบใจตัวเอง ทั้งที่วิตกกังวลว่ามันจะเป็นเช่นนั้นมาตั้งแต่บุคคลผู้ถูกกล่าวถึงขาดการติดต่อไป “เรื่องทางคุณหมอรจเลขยังไม่จบ อย่าพึ่งมีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกเลย”

“พี่เอกจะทำยังไงกับฝ่ายนั้นต่อครับ?” ธนูเองก็หนักใจไม่แพ้กันกับคดียุ่งยากซับซ้อนที่เกิดขึ้นคราวนี้

“ขอหมายค้นห้องพักของเธอ...”

สีหน้าของเอกพลบ่งบอกถึงความหนักใจ ชายหนุ่มยังจดจำได้ดีถึงท่าทีโกรธจัดของรจเลข จากกุลสตรีงาม สง่า กลายร่างเป็นวิญญาณอาฆาตสุดสยอง ที่คอยตามราวีเหล่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ซึ่งบังอาจเฉียดกรายเข้าใกล้คนรักของเธอแม้เพียงวาจาคำพูด

“คุณตำรวจต้องการอะไรจากดิฉันกันแน่ หลักฐานที่อยู่ดิฉันก็มีครบ พยานยืนยันก็มี แล้วทำไมจะต้องดึงเขาเข้ามาเกี่ยวด้วย ทุกอย่างยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของดิฉันอีกหรือคะ ต้องใช้อะไรอีก ต้องค้นห้องพักดิฉันด้วยไหมคะ เชิญเลยนะคะ ถ้าอยากจะค้นก็เชิญเลย ดิฉันยินดีให้ความร่วมมือทุกอย่างค่ะ พอใจหรือยังคะ อ้อ! แล้วถ้าค้นห้องพักของดิฉันเรียบร้อยแล้ว ขอความกรุณาเลิกยุ่งกับดิฉันและคนของดิฉันด้วยนะคะ หวังว่าคุณตำรวจคงจะเข้าใจ”

น้ำเสียงเกรี้ยวกราด ประชดประชัน เข้ากับอาการตาขุ่นตาเขียวที่ใกล้จะเปลี่ยนเป็นตาขวางของรจเลข ก็เป็นอีกสิ่งที่เอกพลยังจดจำได้เป็นอย่างดี และไม่เคยคาดคิดว่าตนจะมีโอกาสเป็น 1 ในผู้โชคดีที่ได้พบเห็น นอกเหนือจาก รปภ.ลูกอีสานประจำคอนโดมิเนียม แม่บ้าน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลระบบกล้องวงจรปิด

“แสดงว่าเธอท้าพี่เอกก็เลย...”

เสียงพูดของธนู ปลุกให้เอกพลกลับคืนสู่ปัจจุบันอีกครั้ง

“เธอกล้าท้าพี่ก็กล้าค้นสิ ต่อให้ค้นแล้วไม่เจออะไรเลยก็เถอะ” ผู้กองหนุ่มตอบพลางถอนหายใจหนักๆ ให้กับเหตุการณ์ที่ดูจะบานปลายใหญ่โตยิ่งขึ้นไปอีก จนไม่สามารถทำให้กลับเป็นสภาพเดิมได้

...นี่ถ้าเขาค้นห้องพักของเธอแล้วไม่เจออะไร ก็คงต้องทำตามข้อเรียกร้องของเธออย่างนั้นน่ะเหรอ บ้าน่า! จนป่านนี้แล้วมันจะไปเจออะไรได้ยังไง เอกพลครุ่นคิดแล้วลอบถอนหายใจซ้ำ

“เธอคงไม่เหลือหลักฐานอะไรไว้ให้เราสืบสาวราวเรื่องหรอกครับ ถึงได้กล้าท้าทายกันซะขนาดนั้น” ธนูเองก็มีความเห็นที่ไม่ต่างไปจากสิ่งที่อยู่ในความคิดของเอกพลนัก หากแต่...

“หรือไม่ก็อาจจะเป็นแค่อารมณ์ชั่ววูบที่อยากจะปกป้องคนของตัวเอง และคิดว่ามีที่ซ่อนดีพอชนิดที่พวกเราไม่มีทางจะหาเจอ” เขาก็ไม่ลืมที่จะมองในมุมที่แตกต่างออกไปด้วย

“ไม่รู้สินะ ยังไงก็คงต้องลองกันสักตั้งล่ะ ไม่ได้อะไรก็ต้องตามดูกันถึงที่สุด” เอกพลสรุปอย่างสมฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ “ยังไงเธอก็เป็น 1 ในผู้ต้องสงสัย ถ้าทำผิดก็ต้องรับโทษ กฎหมายจะศักดิ์สิทธิ์หรือเปล่าก็เริ่มต้นจากพวกเรานี่แหละ ดังนั้น ก็อย่าทำตัวให้เป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดี เข้าใจไหมพงศ์?” ผู้กองหนุ่มมิวายหันไปอบรมนายสิบหน้าเป็นที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็รีบตะเบ๊ะรับเสียงดัง จนถูกเชิญออกจากห้องฉุกเฉินไปในที่สุด

“พี่เอกจะไปตรวจค้นห้องพักของคุณหมอเมื่อไหร่ล่ะครับ?” ธนูถามขึ้นอีก หลังจากที่พงศ์คล้อยหลังออกไป

“ก็ทันทีที่ได้หมายค้นนั่นแหละนะ ธนูก็ไปด้วยกันสิ เผื่อจะได้เป็นหูเป็นตามองหาอะไรที่มันผิดสังเกต เดี๋ยวพี่จะอุปโลกน์เข้าทีมให้เอง”

เอกพลเป็นฝ่ายเอ่ยชวนโดยไม่ต้องรอให้สายสืบหนุ่มรุ่นน้องเอ่ยปาก เขารู้ดีว่าไม่อาจรีรอให้เวลาผ่านเลยไปอย่างสูญเปล่าได้อีก เพราะรังแต่จะยิ่งทำให้แสงสว่างที่มีเลือนรางจางลงเรื่อยๆ กระทั่งหมดความหวังในการตามจับกุมตัวผู้กระทำความผิด เหมือนอย่างหลายๆ คดีที่วงการตำรวจไทยถูกบรรดาสื่อมวลชนประโคมข่าวเรื่องความผิดพลาด ล่าช้า ในการสืบสวนสอบสวน อันเป็นต้นเหตุให้หลักฐานสำคัญถูกทำลายและคดีหมดอายุความ ซึ่งมัน... ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับชีวิตราชการของเขา และเขาก็ไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด!!

กริ๊งงงง!!

เสียงโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าของเอกพลดังขัดจังหวะความคิดของชายหนุ่ม และทำให้เขาต้องรีบล้วงมันออกมาจากกระเป๋ากางเกง เพื่อไม่ให้เสียงนั้นดังรบกวนผู้คนภายในห้องฉุกเฉิน จนอาจพลอยโดนอัปเปหิออกไปด้วยอีกคน

“ครับ... ว่ายังไงนะครับ คุณสุจริตน่ะเหรอ!?”

น้ำเสียงแสดงความตกใจของเอกพล เรียกให้คนทั้งห้องหันไปจ้องหน้าเขา โดยเฉพาะธนูที่นิ่วหน้าเครียดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามที่ถูกเรียกขานอยู่ในประโยคคำพูด

“ครับๆ ขอบคุณมาก ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้”

ยิ่งผู้กองหนุ่มรุ่นพี่แสดงอาการร้อนรน ธนูก็ยิ่งรู้สึกร้อนรนตามไปด้วย

“เกิดอะไรขึ้นครับพี่เอก!?” เขาถามขึ้นหลังจากที่อีกฝ่ายตัดสายโทรศัพท์แล้ว

“พี่ขอให้จ่าเริงตามข่าวให้ เขาโทรมาบอกว่าคุณสุจริตขี่มอเตอร์ไซค์ชนเสาไฟฟ้า อาการสาหัสอยู่โรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืน”

คำตอบของเอกพลสร้างความตกตะลึงให้กับธนูเป็นอย่างมาก ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่อยากคิดว่ามันเป็นการวางแผนฆาตกรรมปิดปากหรือฆ่าตัวตายหนีความผิด

“อุบัติเหตุหรือครับ?”

“ยังไม่รู้รายละเอียด เราเจ็บอยู่พักผ่อนอยู่นี่นั่นแหละ พี่จะไปดูเอง”

พูดจบ เอกพลก็ผละออกไปโดยไม่รอให้ธนูอ้าปากทักท้วง ในเมื่อรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องทำเช่นนั้นอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้สายสืบหนุ่มรุ่นน้องจึงทำได้แค่นอนพักอยู่ที่โรงพยาบาล เพื่อรอฟังข่าวอาการล่าสุดของคุณสุจริตจากผู้กองหนุ่มรุ่นพี่เท่านั้น...

กระบวนการทางกฎหมายดำเนินไปตามขั้นตอนของมัน และให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นสิ่งที่เอกพลต้องการ ชายหนุ่มนำทีมตำรวจนอกเครื่องแบบซึ่ง 1 ในนั้นมีธนูรวมอยู่ด้วย ออกเดินทางจากกองปราบปรามไปยังคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองที่รจเลขพักอยู่แต่เช้าตรู่ พร้อมหมายค้นตามคำท้าทายของเธอ โดยไม่ให้ทันตแพทย์สาวเจ้าของห้องได้ทันตั้งตัว

“อ้อติดต่อมาหาพี่เอกบ้างหรือเปล่าครับ?” ธนูซึ่งอาสารับหน้าที่พลขับ และยังคงมีผ้าปิดแผลเด่นหราอยู่บนหางคิ้วข้างซ้าย หันไปถามเอกพลซึ่งนั่งหน้าเข้มอยู่ข้างๆ ระหว่างรอสัญญาณไฟจราจรบริเวณสี่แยก

“ไม่เลย! แค่ส่งข้อความมาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง แล้วก็ปิดเครื่องหนีหน้าซะอย่างนั้น นี่ถ้าพงศ์ปลอมตัวเข้าไปไม่สำเร็จ พี่คงสติหลุด อกแตกตายไปหลายวันแล้ว” เอกพลส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมเอาแต่ใจของน้องสาว ก่อนจะเป็นฝ่ายย้อนถามกลับบ้าง “แล้วน้องนูล่ะ ยัยอ้อโทรศัพท์หรือส่งข้อความมาบ้างหรือเปล่า?”

“ส่งแต่ข้อความขอโทษมาครับ แล้วก็ปิดเครื่องหนีเหมือนพี่เอกนั่นแหละครับ” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องตอบขรึมๆ ลึกๆ ในดวงตามีแววกังวลซ่อนอยู่ เป็นอาการผิดปกติที่ไม่ใคร่จะมีผู้เคราะห์ร้ายได้พบเห็นบ่อยนัก และไม่นานก็เลือนหายไปทันทีที่ภาพสถานที่อันเป็นจุดหมายปลายทางปรากฏขึ้นเบื้องหน้า

...เปล่าเลย ใช่ว่าธนูเล็งเห็นภาระหน้าที่สำคัญกว่าชีวิตผักปลาของผู้คนรอบข้าง หากแต่เขาจำเป็นต้องแยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว แม้ว่าหลายต่อหลายครั้ง มันจะถูกกลืนให้เป็นเรื่องเดียวกันก็ตามที

“ผมนำหมายค้นมาขอตรวจค้นห้องพักของทันตแพทย์หญิงรจเลข รัตนธนาพรชัยกุล กรุณาให้ความร่วมมือด้วยนะครับ” ผู้กองหนุ่มเจ้าของคดีแสดงบัตรตำรวจและเอกสารที่ถูกกล่าวถึงแก่เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลคอนโดมิเนียม แล้วจึงนำกำลังตำรวจในความดูแลส่วนหนึ่งขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นที่ 8 ขณะที่อีกส่วนคอยตรวจตราความเรียบร้อยด้านล่าง เพื่อป้องกันการติดต่อส่งสัญญาณหรือหลบหนี

“เชิญค่ะ อยากค้นอยากตรวจหาอะไรก็เชิญ”

นั่นคือคำตอบรับของรจเลข หลังจากที่ได้รับรู้ตัวตนของกลุ่มบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังบานประตูห้อง แน่นอน... 1 ในนั้นย่อมีธนูรวมอยู่ด้วย และนี่ก็เป็นการพบกันครั้งที่ 3 แล้วสำหรับคนทั้งคู่ เพียงแต่เธอจะจดจำเขาได้หรือเปล่า

“เห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็บอกพี่ได้เลยนะ” เอกพลย้ำใจความสำคัญของภารกิจในครั้งนี้กับธนู โดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดพิรุธใดๆ อันอาจนำไปสู่หายนะของคดีฆาตกรรม 4 ศพคดีนี้

“ครับ...” ธนูเองก็รับคำโดยไม่มองหน้าเอกพล เวลานี้ดวงตาสองข้างของสายสืบมือดีประจำกองปราบปราม มองเห็นเพียงสภาพห้องแสนสะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อยของรจเลข ซึ่งชวนให้ผู้มาเยือนทั้งหลายรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ในการที่จะรื้อค้นหรือแม้แต่เคลื่อนย้ายข้าวของสักชิ้น เพราะต้องการค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่ไม่รู้ว่าคืออะไร ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่แน่ว่าจะมีหรือไม่อีกด้วย

“ตรวจสอบให้ทั่ว ห้องน้ำ ห้องครัว ผนัง ฝ้าเพดาน ใต้เตียง ใต้โต๊ะ ใต้ตู้ ใต้พรม ทุกซอกทุกมุม”

เสียงเตือนของผู้กองหนุ่มเรียกสติให้บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชา กระวีกระวาดในการปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองมากขึ้น ต่างร่วมด้วยช่วยกันรื้อค้นข้าวของภายในห้อง เก็บตัวอย่างเส้นผม เศษเล็บ รวมไปถึงสิ่งแปลกปลอมที่มีเค้าว่าจะโยงไปสู่บทสรุปของคดี โดยไม่ปล่อยให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดหลุดรอดสายตาไปได้ ตรงข้ามกับใครคนหนึ่งที่ยังคงยืนนิ่งมาตั้งแต่เมื่อครู่

“ห้องนี้มัน...”

ใช่แล้ว! มีเพียงธนูที่ยังคงยืนนิ่งขวางประตูห้อง สายสืบมือดีประจำกองปราบปรามสัมผัสได้ถึงความผิดปกติของบางสิ่งบางอย่างที่ดูไม่เข้าพวกภายในห้อง หากแต่เขายังไม่รู้ว่ามันคืออะไรเท่านั้น

“อ้าว! คุณตำรวจท่านนั้นทำไมไม่เข้ามาช่วยกันค้นล่ะคะ เชิญเลยค่ะ เชิญค้นได้ตามที่ต้องการ ไม่ต้องเกรงใจดิฉันหรอกค่ะ” รจเลขมิวายเหน็บแนมแกมประชดประชันขึ้นมาอีก ทันทีที่หันไปเห็นธนูในคราบตำรวจนอกเครื่องแบบ ซึ่งดูคล้ายเอาแต่ยืนนิ่งหายใจทิ้งโดยไม่คิดจะทำอะไร

“เอ่อ... คือผมใช้ให้เขาเฝ้าประตูห้องไว้เองครับ” เอกพลรีบแก้ต่างให้สายสืบหนุ่มรุ่นน้อง ทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่

“ดิฉันไม่มีความจำเป็นจะต้องหนีไปไหนหรอกนะคะ ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าให้พวกคุณตำรวจมาค้นห้อง แต่ก็เข้าใจค่ะว่าพวกคุณมีหน้าที่จะต้องระแวงคนอื่นทั่วไปหมดอยู่แล้ว”

คำพูดของหญิงสาวเจ้าของห้องจิกกัดพอกันกับน้ำเสียงและดวงตาคู่งาม ทำเอานายตำรวจหนุ่มผู้บุกมาเยี่ยมเยือนแอบหันไปถอนหายใจพลางบ่นงึมงำ

“เปลี่ยนไปเป็นคนละคนอย่างกับโดนคุณไสย ผีเข้า” เขาชำเลืองมองใบหน้าบึ้งตึงของเธอเป็นระยะๆ ระหว่างที่เดินตรงเข้าไปหาธนู เพื่อถามไถ่เหตุผลที่ชายหนุ่มรุ่นน้องเอาแต่ยืนกวาดตาไปมาอยู่ตรงประตูห้อง

“จ่าเชษฐ์มาเปลี่ยนเวรกันทีครับ”

และเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยเคลือบแคลงใจ เขาจึงจำต้องสละลูกทีม 1 คนให้มาผลัดเปลี่ยนหน้าที่กับธนู ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกอุปโลกน์ขึ้นสำหรับแก้ไขเหตุการณ์เฉพาะหน้าครั้งนี้ล้วนๆ

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่เข้ามาตรวจค้นในห้องล่ะ?” เอกพลกระซิบถามธนู หลังจากดึงตัวอีกฝ่ายออกมาจากบริเวณประตูห้องแล้ว ขณะที่ธนูยังคงกวาดตามองไปรอบๆ และไม่มีทีท่าว่าจะลงมือตรวจสอบสิ่งใดๆ หากเรื่องที่ค้างคาใจยังไม่ได้รับความกระจ่าง

“ผมรู้สึกว่าในห้องนี้มีอะไรบางอย่างผิดปกติครับ แต่ยังหาไม่เจอว่าจุดไหนที่ทำให้รู้สึกแบบนั้น” สายสืบมือดีประจำกองปราบปรามกระซิบตอบเสียงเบา ตามองไปทั่วห้องคล้ายจะสังเกตสิ่งผิดปกติที่ว่า เป็นเช่นนี้อยู่พักใหญ่จนเอกพลต้องเอ่ยเตือน

“ระวังคุณรจเลขเธอจะสงสัย เดี๋ยวแทนที่จะได้เรื่อง เธอจะรู้ตัวรีบอุดช่องโหว่เสียก่อน”

คำพูดของผู้กองหนุ่มรุ่นพี่เรียกสติของธนูให้กลับคืนมา เขาเปลี่ยนเป็นหลับตานิ่งนึกวาดภาพทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้อง ตั้งแต่ผนัง เพดาน พื้น ไปจนถึงตำแหน่งข้าวของเครื่องใช้โดยสังเขป ก่อนจะลืมตาขึ้นและลอบยิ้มมุมปากอย่างพอใจที่ตนสามารถจดจำมันได้ทั้งหมด

“ ห้องครัวยังไม่มีใครเข้าไปดูใช่ไหม?”

จุดถัดมาที่ต้องสงสัย และควรค่าแก่การใช้ความละเอียดรอบคอบในการตรวจสอบมากที่สุด คือห้องเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์ซึ่งสามารถใช้เป็นอาวุธ รวมทั้งใช้อำพรางศพได้อย่างห้องครัว ส้อมทุกคัน มีดทุกเล่ม ไม่เว้นแม้แต่ช้อน ตะเกียบ ตะหลิว ทัพพี ถูกลำเลียงออกมาตรวจสอบปฏิกิริยาคราบเลือดหรือที่เรียกว่า ลูมินอล ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานใดๆ อันจะโยงไปสู่คดีฆาตกรรม

“เก็บตัวอย่างในห้องน้ำกันหรือยังครับ?” เอกพลเดินหัวยุ่งออกมาจากครัวพร้อมธนูซึ่งอยู่ในสภาพเดียวกัน และเป็นสภาพที่ไม่ต่างไปจากบรรดาจ่าๆ ทั้งหลายเท่าไรนัก

“เรียบร้อยครับผู้กอง จะเหลือก็แค่ตัวอย่างสิ่งปฏิกูล” ตัวแทนจ่าอาวุโสตอบ มือเกาหัวฟูๆ ของตัวเอง พลอยให้ยุ่งเหยิงหนักขึ้น

“อย่างนั้นหรือครับ ขอบคุณมากๆ ครับ” ผู้กองหนุ่มมือดีแห่งกองปราบปรามพยักหน้ารับ แล้วจึงใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ติดต่อไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาที่รอรับคำสั่งอยู่ชั้นล่างของคอนโดมิเนียม บริเวณลานจอดรถ

“นัมเบอร์วันเรียกนัมเบอร์ทรี พัสดุของนัมเบอร์ทู ท้องฟ้าปลอดโปร่งดีหรือไม่?”

แม้ไม่ใช่การติดต่อกันผ่านวิทยุสื่อสาร หากแต่เอกพลก็ยังคงใช้รหัสลับในการส่งข้อความถึงอีกฝ่าย เพื่อป้องกันความผิดพลาดอันอาจเกิดขึ้นจากความประมาท เลินเล่อ และชะล่าใจจนเกินไป

“ไม่ต้องใช้รหัสลับก็ได้มั้งคะ ผู้หญิงตัวคนเดียวอย่างดิฉันคงไม่มีปัญญาหลบหนีตำรวจครึ่งโรงพัก เพื่อฉกชิงพัสดุที่ข้างในมีแต่ความว่างเปล่าหรอกค่ะ” รจเลขซึ่งพึ่งถูกพาตัวกลับเข้ามาในห้อง โพล่งคำพูดประชดประชันประเภทแฝงนัยยะ พลางเชิดหน้าระหงดุจนางพญาผู้กำชัยชนะ

“มันก็ไม่แน่เสมอไปนี่ครับ สิ่งที่ผมต้องการอาจจะแอบซ่อนอยู่ตามซอกหลืบของกล่องก็ได้” เอกพลยิ้มตอบอย่างใจเย็น แม้ในใจจะเริ่มลังเลกับความสำเร็จของการบุกเข้าตรวจค้นครั้งนี้ก็ตาม

“ถ้าอย่างนั้นก็เชิญผู้กองเลาะพื้นกระเบื้องออกมาดูสิ่งที่ต้องการได้ตามสบายนะคะ แต่ขอความกรุณาซ่อมแซมให้มันกลับสภาพเดิมทุกประการด้วย ไม่อย่างนั้นล่ะก็ดิฉันคงต้องทำการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย”

คำท้าทายหลุดออกมาจากริมฝีปากบางของเจ้าของใบหน้าบึ้งตึงอีกครั้ง และแน่นอน... ชายชาติตำรวจอย่างเอกพลไม่ชอบมันเอาเสียเลย

“ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วล่ะครับ ผมถึงได้เชิญคุณหมอกลับเข้ามาเพื่อรับทราบว่า ทางเราจะทำการตรวจค้นในวันพรุ่งนี้ด้วย ต้องขออภัยในความไม่สะดวกด้วยครับ คืนนี้คุณคงต้องพักที่คลินิกเสียแล้วล่ะครับคุณรจเลข”

คราวนี้คำพูดที่ดูราวกับจะเป็นการรับคำท้าของเอกพล สร้างความเดือดดาลให้หญิงสาวเป็นอย่างมาก เธอยกมือชี้หน้าเขา ใบหน้าสวยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มด้วยอาการโกรธจัด ก่อนที่คำต่อว่าต่อขานมากมายจะพรั่งพรูออกมา

“พวกคุณมันเจ้าเล่ห์ คิดจะหาทางยัดเยียดข้อหาฆ่าคนตายให้ได้เลยใช่ไหม คอยดูนะ! ถ้าอยู่ดีๆ มีของบ้าๆ อะไรไม่รู้มาอยู่ในห้องฉันล่ะก็ ฉันจะเอาเรื่องพวกคุณให้หมดเลย อย่าคิดว่าจะมาปรักปรำกันง่ายๆ นะ ฉันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุดด้วย จะไม่ให้พวกคุณไปทำเรื่องสกปรกๆ แบบนี้ที่อื่นกับคนอื่นอีกแน่ๆ!!”

ใช่แต่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเอกพล หากแต่คำพูดของรจเลขก็ยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของธนูเช่นเดียวกัน เวลานี้สายสืบมือดีประจำกองปราบปรามปลีกวิเวกออกมาอยู่ตัวคนเดียวแล้ว และกำลังขี่มอเตอร์ไซค์คู่ใจมุ่งหน้าไปยังสถานที่อันเป็นเป้าหมาย ซึ่งอาจจะเป็น 1 ในตัวช่วยสำคัญสำหรับการคลี่คลายคดีฆาตกรรมในครั้งนี้

ใช่! แค่อาจจะเท่านั้น แม้มันจะมีเปอร์เซ็นต์ความน่าจะเป็นสูงเพียงใดก็ตาม และนั่นก็เพราะว่า...

“ชวินไปตรวจงานที่บริษัท พึ่งจะออกมาเมื่อครู่ใหญ่ๆ นี่เอง อีกเดี๋ยวคงถึงบ้าน นั่งทานของว่างแล้วก็ดูทีวีรอไปพลางๆ ก่อนนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

เจ้าของบ้านผู้เป็นบิดาของชวินบอกกับแขกผู้มาเยือนอย่างธนู ด้วยความประหลาดใจระคนโล่งใจ เพราะคาดไม่ถึงว่าอดีตคู่ปรับเก่าของลูกชายคนเล็ก จะแวะมาเยี่ยมเยียนกันถึงบ้าน เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่อคดี ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับวีรกรรมปล้นนักการเมือง ที่ชวินกับพรรคพวกเคยก่อไว้จนถูกตำรวจหมายหัว

“ขอบคุณครับ ต้องขอโทษจริงๆ นะครับที่มารบกวนเวลาพักผ่อนแบบนี้น่ะครับ” ธนูยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า แล้วจึงนั่งลงบนโซฟาหนังสีน้ำตาลอ่อนภายในห้องรับแขกของบ้าน หลังจากที่อีกฝ่ายคล้อยหลังออกไปแล้ว

...ขณะนี้เป็นเวลาทุ่มตรง ซึ่งในยามปกติเขาควรจะต้องนั่งเฝ้าหน้าจอโทรทัศน์ เพื่อรับทราบข่าวสารประจำวันอยู่ที่บ้าน และหากวันใดที่พ่อของเขาว่างเว้นจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ถาม-ตอบ ราวกับกำลังตั้งโต๊ะโต้เวที ดังตลอดช่วงเวลาข่าวภาคค่ำด้วย หากแต่ในวันนี้ชีวิตของเขาดูจะเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย เมื่อโทรทัศน์ตรงหน้ากลับกลายเป็นโทรทัศน์ของบ้านอื่น คนอื่น และครอบครัวอื่น หมายรวมไปถึงจานข้าวที่กลายสภาพเป็นจานคุกกี้สวยหรู บนโต๊ะกระจกตัวเล็กกลางห้อง นี่ถ้าไม่มีแก้วน้ำเย็นเจี๊ยบวางอยู่ข้างๆ ธนูคงอดนึกไม่ได้ว่ามันเป็นของปลอม ที่ถูกจัดวางไว้สำหรับประดับตกแต่งห้องรับแขกเท่านั้น

บรืนนนน...

เสียงรถยนต์ของบุคคลอันเป็นเป้าหมายแล่นเข้ามาจอดภายใยโรงรถของบ้าน เวลาเดียวกับที่ธนูกำลังหยิบคุกกี้ชิ้นเล็กในจานขึ้นมาทดลองลิ้มชิมรส เพื่อไม่ให้เป็นการเสียมารยาทและเสียน้ำใจ แน่นอน! ทุกอย่างคงจะดำเนินไปเพียงแค่นั้น ถ้า...

“นายเองเหรอคนที่คุณพ่อบอกว่าอุตส่าห์ดั้นด้นมา เพราะมีเรื่องจะคุยกับฉัน ทีวีที่บ้านไม่มีดูหรือไง!” ชวินเป็นฝ่ายเปิดฉากขึ้นก่อน ทันทีที่เดินเข้ามาภายในห้องรับแขกแล้วพบว่า ใครคนหนึ่งกำลังนั่งวิจัยของว่างประจำบ้านของเขาอยู่

“อืม... ทีวีมันเสียน่ะ พึ่งจะส่งซ่อมไป จะไปดูที่กองปราบฯ ก็ขี้เกียจไปแย่งรีโมทกับพวกจ่าๆ เขา” ธนูพยักหน้ารับ โดยที่ตายังคงจ้องมองคุกกี้ชิ้นแล้วชิ้นเล่าในมือ ซึ่งถูกส่งเข้าปากอย่างต่อเนื่อง ชนิดไม่มีเว้นวรรค ด้วยท่าทางราวกับกำลังแทะเมล็ดแตงโม

“ดี! งั้นฉันจะคิดค่าไฟฟ้าที่พ่อฉันต้องเสียไปนาทีละ 50 บาท แล้วก็ค่าคุกกี้ชิ้นละ 300 บาท ค่าที่แกเข้ามาทำท่าน่าเกลียดในบ้านของฉันอีก 5,000 บาท ส่วนจานนั่นฉันยกให้ แต่ช่วยซื้อจานใบใหม่มาคืนฉันด้วย เวลาซื้อมาห้ามแกะออกมาจากกล่องเด็ดขาด ฉันไม่อยากติดเชื้อบ้าเวลาเอามาใช้” ชวินแจกแจงค่าใช้จ่ายในการที่ธนูเข้ามาเหยียบบ้านของเขา พร้อมสำทับเหตุผลปิดท้าย

“จะเก็บเงินเอาไปทำนาเกลือ หรือไว้ใช้สู่ขอยัยบัวหิมะกันล่ะ ถ้าเป็นสาเหตุหลังนายคงต้องแต่งตั้งให้ฉันไปเป็นเถ้าแก่เดินนำหน้าขบวนขันหมากด้วย ส่วนค่าเดินกับค่าสิ้นเปลืองน้ำลายฉันคิดไม่แพงหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง” ธนูยียวนกลับ พลางใช้นิ้วแคะหูที่คล้ายจะเกิดอื้อขึ้นมา เพราะเสียงอันดังของอีกฝ่าย

“ถ้าแกยังไม่เลิกเรียกบัวแบบนั้น ฉันจะจับแกโยนออกข้างยอกเดี๋ยวนี้แหละ แล้วก็เลิกทำท่าบ้าๆ แบบนั้นด้วย!” ชวินโวยวาย เมื่อเห็นธนูละมือจากการปั่นหู กลับมาแทะคุกกี้ด้วยท่าแทะเมล็ดแตงโมอีกครั้ง

“นายไม่รู้หรือไงว่าการกินวิธีนี้ จะทำให้เรารับรู้ได้ถึงส่วนประกอบของอาหารว่า ใช้วัตถุดิบอะไรในอัตราส่วนเท่าไหร่ แถมยังรู้ไปถึงปริมาณโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ และไขมันของมันด้วย”

ท่าทางของธนูดูจริงจังเป็นการเป็นงาน แต่มีหรือที่ชวินจะหลงเชื่ออีก

“เชิญแกทดลองทฤษฎีบ้าบอของแกให้พอเลย แล้วก็กรุณาออกไปทำนอกบ้านฉันด้วย!” คุณหนูเล็กของบ้านชี้นิ้วขับไล่แขกไม่ได้รับเชิญของตัวเองให้รีบจรลีออกไป ก่อนที่อุณหภูมิความเดือดดาลของเขาจะสูงถึงระดับขั้นสติแตก แต่นอกจากอีกฝ่ายจะยังคงนั่งปั้นหน้าเป็นทองไม่รู้ร้อนแล้ว

“ชวิน! ทำไมพูดกับเขาแบบนั้นล่ะลูก เขาอุตส่าห์มานั่งรอเราตั้งนาน เพราะอยากให้ช่วยให้ข้อมูลเรื่องคดี อีกอย่าง... เราก็เคยเป็นต้นเหตุให้เขาเจ็บหนัก นอนโรงพยาบาลแรมเดือนไม่ใช่หรือ มีอะไรก็ค่อยๆ พูดกัน”

เสียงอบรมสั่งสอนอย่างใจเย็นของคนเป็นพ่อดังขึ้น ด้วยเพราะความบังเอิญนำพาให้เดินผ่านมา มิหนำซ้ำยังบังเอิญเสียเหลือเกินที่นิ้วชี้ของคนเป็นลูก จำเพาะเจาะจงมาอยู่ในรัศมีของบุพการีพอดิบพอดี

“เอ่อ... ครับ” ชวินจำต้องรับคำ ทั้งที่อยากส่งธนูเข้าโรงพยาบาลไปเสียอีกรอบให้รู้แล้วรู้รอด “นายมีอะไรจะถามฉันก็ว่ามา รีบถามแล้วก็รีบๆ กลับไปซะ!”

และด้วยเหตุนี้น้ำเสียงของเขาจึงยังคงแฝงอารมณ์ฉุนเฉียวไว้อย่างชัดเจน

“ก็... แค่อยากจะถามเรื่องคอนโดที่ฉันเคยเจอกับพวกนาย ตอนที่พวกนายยังออกปล้นนักการเมืองอยู่” ธนูวกเข้าเรื่องราวอันเป็นจุดประสงค์ของการมา เพราะรู้ดีเช่นกันว่าหากตนยังยึกยักโยกโย้เยิ่นเย้อต่อไป อาจได้ไปนอนยิ้มแย้มในห้องไอซียูด้วยสภาพยับเยินเกินเยียวยา

“ทำไม? คอนโดนั้นมีอะไร?” ชวินถามกลับเสียงแข็ง ไม่แน่ใจว่าธนูต้องการข้อมูลจริงๆ หรือเพียงแค่อยากแกว่งเท้าหาเสี้ยน ฟื้นฝอยหาตะเข็บ

“ผู้ต้องสงสัยคดีฆาตกรรมที่พี่เอกรับผิดชอบคดีอยู่ เอ่อ... คุณหมอรจเลขนั่นแหละ เธอพักอยู่คอนโดนั้น แล้ววันนี้พี่เอกก็ถือหมายไปขอตรวจค้น จริงอยู่ที่ไม่พบอะไร แต่ฉันมีความรู้สึกว่าผังห้องมันแปลกๆ เลยอยากจะถามนายว่ารู้จักใครที่อยู่คอนโดนั้นบ้างหรือเปล่า ฉันอยากจะลองตรวจสอบจากผังห้องอื่นดู”

รายละเอียดและเหตุผลที่ธนูแจกแจงทำให้ชวินใจเย็นลง ถึงอย่างนั้นความสงสัยบางอย่างก็ยังคงอยู่

“ทำไมนายถึงคิดว่าฉันรู้จักคนที่อยู่คอนโดนั่น?” ชวินถามต่อไปอีก โดยไม่ยอมให้คำตอบ

“เพราะพวกนายรู้ทางหนีทีไล่ดีผิดปกติ เกินกว่าที่คนนอกควรจะรู้”

เหตุผลสุดท้ายของคำถามที่ชวินต้องการคำตอบ ทำให้อดีตหัวหน้าแก๊งปล้นนักการเมืองแค่นหัวเราะออกมา

“มันเป็นคอนโดเก่าที่ชลเคยอยู่ แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้ว และฉันก็ไม่แน่ใจว่าหมอนั่นขายห้องไปหรือยัง” เขาให้คำตอบของคำถามที่ธนูต้องการ พร้อมกับ...

“จะลองโทรถามให้ก็แล้วกัน ป่านนี้หมอนั่นคงเลิกงานแล้ว”

เป็นการแสดงน้ำใจครั้งแรกของชวินต่อคู่ปรับตลอดกาลอย่างธนู แต่นั่นก็ด้วยเหตุผลที่ว่า...

“อย่าสำคัญตัวผิดไปล่ะ ฉันช่วยเพราะเห็นว่าเป็นคดีของผู้กองเอกพล ไม่ได้เกี่ยวกับการที่นายบากหน้าถ่อสังขารมาหรอกนะ”

ถึงอย่างไรเสีย ชวินเองก็ไม่เคยลืมความช่วยเหลือของเอกพลและภูผาที่เขาเคยได้รับ

แจ๊บ แจ๊บ...

ธนูพยักหน้า มือหยิบคุกกี้ที่เหลือในจานขึ้นมาเคี้ยวยั่ว จนเกือบถูกอีกฝ่ายปาข้าวของใส่

“ไอ้เจ้าบ้า!” ชวินเสียงขุ่นขึ้นมาอีก และเป็นเวลาเดียวกับที่ลิชลรับสายของเขาพอดิบพอดี

“แกโทรมาด่าฉันเรื่องอะไร โรคจิตหรือไง ฉันไปทำอะไรให้แก!”

ไม่พูดเปล่า แต่ลิชลตัดสายเพื่อนสนิททิ้งทันทีด้วยความโมโห และกว่าที่ชวินจะติดต่อกลับไปหาปลายสายได้ เวลาก็ล่วงเลยไปหลายชั่วโมง...


จบตอน



ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว