ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 15

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 12 พ.ค. 2560 23:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 15
แบบอักษร

15


       ได้แต่ถอนหายใจอยู่เงียบๆ กับตัวเองหลังพวงมาลัยรถเพื่อรอไอ้เม่นบอกลาพ่อกับแม่ของผม ประหนึ่งมันเป็นลูกของบ้านนี้ ส่วนผมคือคนนอก พ่อกับแม่ผมนี่ก็โอ๋มันเกินไป กอดบ้าง จูบบ้าง หอมแก้มอีก ไอ้ม่านคนนี้เริ่มจะกลายเป็นหมาหัวเน่าโดยสมบูรณ์แล้วครับ

“ไอ้เม่นเร็วๆ เดี๋ยวถึงค่ำ” ผมตะโกนเรียกเป็นครั้งที่สอง “อย่าช้าๆ”

“อย่าขับเร็วนะม่าน ค่อยๆ ไป” แม่ผมกำชับ 

“ครับ” ลากเสียงยานคางเลยถูกมือยื่นเข้ามาดึงหู “ม่านไปนะครับ ไว้วันหยุดเดี๋ยวมาหาใหม่” ผมยกมือไหว้พ่อกับแม่ แต่กับไอ้เม่นมันยังยืนอยู่นอกรถทำอ้อยอิ่งไม่ขึ้นมาสักที ผมเลยสตาร์ทรถพร้อมใส่เกียร์ ไอ้เม่นได้ยินก็รีบกระโดดเข้ามานั่งด้านข้าง ในจังหวะที่เหยียบคันเร่งออกตัวอย่างช้าๆ 

“พี่จะทิ้งเม่นเลยเหรอ ใจร้าย” ไอ้เม่นขยับตัวยุกยิก ทำนั่นทำนี่จนผมเบ้ปาก 

“ก็ใครใช้ให้ช้าวะ” 

“ผมต้องบอกลาพ่อกับแม่ไง อีกนานกว่าจะได้มาอีก ไม่เหมือนพี่หรอก จะกลับก็กลับเลย” 

“อ่าว นี่กูผิดเหรอ”

“ไม่ถูก แต่ก็ไม่ผิด” 

เอากับมันครับ ขี้เกียจเถียงด้วยแล้ว เดี๋ยวไม่มีสมาธิขับรถ แม้ไอ้เม่นจะทำตัววุ่นวายวอแวว เดี๋ยวเปิดเพลง เดี๋ยวบ่นร้อน บ่นหิว 

อยากเรียกร้องความสนใจจากผมล่ะสิ...ฝันไปเถอะ   




ถนนมุ่งหน้าสู่ภาคกลางรถค่อนข้างหนาแน่น ผมสลับกับไอ้เม่นตามเดิม คราวนี้ไม่ได้กินข้าวเหนียว อีกทั้งมีมะม่วงไว้กินแก้ง่วงตลอดทาง ยาวเลยครับคราวนี้

“ไม่อยากกลับเลยเอาจริงๆ” พอเข้าใกล้เขตกรุงเทพ ไอ้เด็กงอแงก็เริ่มบ่นอีกแล้ว 

“มึงพูดแบบนี้เป็นร้อยรอบแล้ว”

“พี่ม่านอ่า ก็ผมชอบบ้านพี่จริงๆ นี่นา” 

“เออกูรู้ กูเห็น แล้วอย่าเสล่อเล่นมุกอับดุล” ว่าอย่างรู้ทันเมื่อเห็นมันอ้าปาก ไอ้เม่นส่งเสียงจิ๊จ๊ะขัดใจที่ถูกผมขัดคอ “แล้วนี่มึงจะเอามะม่วงไปให้ที่บ้านมึงป่ะ” พ่อผมเอามะม่วงใส่หลังรถมาสองลังครับ ทั้งสุกและดิบ 

“พวกเขามีเงิน ถ้าอยากกิน ก็ให้พวกเขาก็ซื้อกินเอง” พูดธรรมดาแต่เริ่มดึงหน้าตึงนิดๆ 

“มึงนี่นะ โกรธขนาดนั้นเลยเหรอ” แม้จะ (แอบ) ฟังเรื่องจากปากมันมาแล้ว แต่ผมก็ยังอดสงสัย ผมแค่คิดว่า ตากับยายจะเกลียดหลานแท้ๆ ตัวเองได้ขนาดนี้เลยเหรอวะ 

“ถ้าพี่ได้เจอ พี่ก็จะรู้เอง” หน้ามันเลยคำว่าตึงกลายเป็นบึ้งแล้วครับ “อยากเจอป่ะล่ะ เดี๋ยวผมพาเข้าบ้าน” 

“เรื่องอะไร ไม่ไปเว้ย” ส่ายหน้าเป็นพัลวัน เรื่องอะไรจะไปให้โดนด่า “ว่าแต่ พรุ่งนี้มึงมีควิซนี่ อ่านหนังสือหรือยัง” ผมเปลี่ยนเรื่องคุยเมื่อรู้สึกบรรยากาศในรถมันเริ่มเงียบๆ

“ฮึ” ไอ้เม่นปฏิเสธเสียงขึ้นจมูก “จะเอาเวลาที่ไหนอ่าน” 

“มีเวลา แต่มึงไม่อ่านเอง” 

“กลับไปค่อยอ่าน เม่นเก่งอยู่แล้ว”

“เออ ถ้าตกนะ กูจะหัวเราะให้”

“แล้วถ้าผ่าน พี่ม่านจะให้อะไรเม่น” สายตาที่เหล่มาโคตรเจ้าเล่ห์ “พี่จะให้อะไร ไหนว่ามาซิ” 

“มะเหงกนี่ไง” พูดพร้อมชูกำปั้น ไอ้เม่นส่ายหน้าขำพรืดออกมา 

ผมกับไอ้เม่น บ้างก็ทะเลาะ บ้างก็หัวเราะ เอาแน่เอานอนไม่ได้ มันเป็นแบบนั้นจนมาถึงทางเข้าหอพัก ไอ้เม่นเลี้ยวรถเข้าหน้าประตู แต่อยู่ๆ มันกลับเบรกจนผมหน้าทิ่ม พออ้าปากจะด่าก็ต้องเปลี่ยนใจเมื่อเห็นรถสีดำคันหรูวิ่งมาจอดขวางหน้าก่อนเลื่อนมาเทียบด้านข้าง กระจกด้านหลังรถคันนั้นจะเลื่อนลงเผยให้เห็นคนนั่งคอตรงด้านใน

“ใครวะ” ผมชะเง้อคอมองลอดเข้าไปเห็นแค่ถึงคางเท่านั้น ไอ้เม่นไม่ตอบ ไม่ส่งเสียงอะไรออกมาเลย 

“เม่น กลับบ้านกับยาย เดี๋ยวนี้!” คำสั่งดังออกมาจากด้านในรถ 

“ทำไมผมต้องกลับ”  

“เพราะยายสั่ง” 

“ผมเคยเชื่อยายด้วยเหรอ”

“เม่น!” ตวาดเสียงดังจนผมตกใจ “กลับบ้านตอนนี้ เดี๋ยวนี้!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดบอกส่งท้าย ก่อนรถคันนั้นจะเคลื่อนห่างออกไป 

“เม่น” ผมลองแตะแขนไอ้เม่นเบาๆ เพราะมันยังคงนิ่งไม่ขยับ “กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวเรื่องจะแย่นะเว้ย” พยายามหว่านล้อม ดูจากน้ำเสียงเมื่อกี้แล้ว ผมว่า ยายไอ้เม่นโคตรน่ากลัวและไม่น่าเข้าใกล้สักนิด 

“ครับ” เสียงรับคำของคนข้างๆ ดูจะเข้าใจในสิ่งที่ผมพูด 

“เออดี” ผมกำลังจะดึงเปิดประตู ไอ้เม่นกลับกดล็อกเฉย “ล็อกทำไมวะ” ไม่รอเสียงตอบเป็นคำพูด เพราะมันตอบโดยใช้การกระทำ รถกระบะของผมถูกถอยหลังแล้วกลับรถเพื่อตามคันดำคันนั้นไป เดี๋ยวนะ ผมว่า มันมีอะไรกำลังผิดพลาด “ไอ้เม่น เอากูลงก่อน”

“ก็ยายบอกให้กลับเดี๋ยวนี้ พี่ก็ได้ยิน” มันพูดออกมาหน้าตาย แต่ไม่มีแววขี้เล่นเหมือนทุกที

“แต่มึงควรเอากูลงก่อน” ทีงี้ละเชื่อฟัง ไอ้ห่า

“พี่อยากรู้จักยายผมไม่ใช่เหรอ งั้นก็ไปด้วยกันนี่แหละ” แล้วมันก็เงียบตลอดทาง ไม่ว่าผมจะโวยวาย จะด่า จะแหย่ยังไงมันก็นิ่ง ผมเห็นคิ้วเข้มๆ ของมันขมวดเป็นปม  แล้วอยู่ๆ มันก็พูดในสิ่งที่ทำให้ผมต้องย่นคิ้วตาม “ถ้าเกิดอะไรขึ้น พี่อย่าเข้ามาขวางนะ เม่นไม่อยากให้พี่เดือดร้อน” 

“หมายถึงอะไรวะ” 

“ก็นั่นแหละ ตามที่พูดเลย” ไอ้เม่นหันมาฉีกยิ้มให้ทีหนึ่ง ก่อนหันกลับไปสนใจท้องถนนต่อ 

มันพูดแบบนี้ ทำให้ผมเริ่มรู้สึกไม่ค่อยจะดีในการไปบ้านมันครั้งนี้เลยว่ะ 


ฝ่ารถติดอย่างหนักในยามค่ำจนรถของผมจอดหน้าบ้านหลังใหญ่ที่มีบริเวณโคตรกว้าง ประตูรั้วสูงตระหง่านค่อยๆ เปิดออกเผยให้เห็นสภาพอันน่าตกตะลึง จากประตูรั้วไปถึงตัวบ้านน่าจะเป็นกิโล คือมันไกลกันมาก ด้านซ้ายที่รถกำลังผ่าน มีบ้านหลังสีขาวตกแต่งสวยเปิดไฟสว่างจ้า ด้านขวาก็มีโรงรถแสนกว้าง มีรถหรูหลายคันที่ราคาบวกกันแล้วคงหลายสิบล้านบาท 

นี่ผมหลงเข้ามาในดงคนรวยใช่ไหมเนี่ย อะไรมันจะหรูขนาดนี้  

ไอ้เม่นขับรถเข้าไปจอดในช่องว่าง ข้างๆ รถผมคือเจ้ากระทิงดุสีแดงสดสวย ถ้าสัมผัสได้ ผมอยากกอดจูบลูบคลำสักครั้ง แต่คงได้แค่มอง เมื่อต้องเดินตามไอ้เม่น ที่จริงต้องบอกว่าถูกลากให้เดินตามมากกว่า 

“กูรออยู่ที่รถก็ได้นะ” 

“ไปด้วยกัน ผมจะแนะนำพี่ให้ทุกคนได้รู้จัก”

ฉิบหาย คำนี้ผุดมาทันที นี่ผมยังไม่พร้อมนะเว้ย 

ผมมัวแต่ตกตะลึงกับบ้านหลังใหญ่จนลืมสังเกตว่า ประตูเข้าบ้านมีคนยืนอยู่เต็มไปหมด พอเลื่อนสายตาไปเจอแทบสะดุ้งเมื่อสบสายตาสองคู่ที่จ้องมองมาทางผมกับไอ้เม่น สายตาสองคู่นั้นเต็มไปด้วยความหยามเหยียดอย่างตัวร้ายนางอิจฉาในละครมอง ไอ้เม่นดันผมให้ไปยืนซ้อนด้านหลังเมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มพวกนั้น

“มาได้แล้วเหรอ ไอ้เด็กนอกคอก” คำทักทายนี้เล่นเอาผมต้องชะโงกหน้าไปมอง คนพูดยังสวมชุดนักเรียนอยู่เลยนะ เป็นผู้หญิงแถมยังอายุน้อยกว่าแท้ๆ ทำไมปากคอเราะร้ายขนาดนี้ 

“หึ ไม่ได้มาคนเดียวด้วยนะพี่ พาคู่ขามาด้วย อี๋ น่าขยะแขยง” นี่ก็เหมือนกัน หัวยังเกรียน ความคิดก็โคตรเกรียน เดี๋ยวจะเจอเกรียนวัยมหาลัยแล้วจะหนาวไอ้น้อง 

“ยายอยู่ไหน” ไอ้เม่นไม่ตอบโต้อะไร แต่เลือกที่จะถามหายายตัวเองแทน ผมไม่รู้หรอกว่าสายตามันตอนนี้เป็นยังไง เพราะมัวแต่ส่งรังสีทางสายตาไปฆ่าพวกตัวอิจฉาอยู่ แต่จากที่ได้ยิน น้ำเสียงมันโคตรจะนิ่งเกือบเย็นเป็นน้ำแข็ง 

“ทำไม จนตรอกแล้วเหรอ ถึงจะกลับมาขออะไรยาย” 

“หึ ฉันไม่เคยขออะไร ไม่เคยประจบสอพลอเอาดีเข้าตัว โยนชั่วให้คนอื่น” ไอ้เม่นตอบกลับ จุดเสียงกรี๊ดเป็นบ้าเป็นหลัง 

เออ เป็นไบโพล่าหรือเปล่าวะ

“อย่ายอมมัน” ไอ้เด็กเกรียนข้างๆ มียุด้วยนะ ส่วนพวกที่ยืนมุงดูข้างๆ พวกนั้นคงเป็นคนใช้ของบ้าน หน้าตาแต่ละคนก็ดูเด๋อด๋า คงไม่รู้จะทำยังไงในเมื่อนั้นก็เจ้านาย นี่ก็เจ้านาย 

“ฉันไม่มีเวลามาคุยกับพวกไร้สาระ ยายอยู่ไหน” ไอ้เม่นถามโดยไม่สนเสียงกรีดร้อง หากไม่มีเสียงกระแอมดังมาจากด้านหลังหยุดเสียงกรี๊ดให้เงียบลง 

การปรากฏตัวของเจ้าของบ้าน เล่นเอาผมขนลุก คุณยายที่ยังดูสาวสวยไม่ได้แก่ผมขาวเหมือนที่คิดไว้ ท่าทางนิ่งคอตั้งวางอำนาจอย่างเต็มที่ ยายไอ้เม่นปรายตามองพวกตัวอิจฉาปุ๊บ พวกนั้นก็รีบก้มหน้าถอยหลังกรูจนน่าขำ 

“ไม่มีมารยาท” อยู่ๆ ป้าที่ยืนด้านหลังยายไอ้เม่นก็ตวาดผม คงเพราะผมขำเสียงดังมากไปหน่อย 

“ขอโทษครับ” โค้งศีรษะเชิงโทษ ก่อนขยับซ้อนหลังไอ้เม่นตามเดิม 

ทำไมต้องดุด้วยวะ

“พามาด้วยทำไม ยายไม่ได้สั่ง” ผมเบ้ปากอยู่หลังไอ้เม่นเมื่อได้ยินเสียงห้วนๆ ถามขึ้นมา นี่ถ้าชะโงกหน้าไปดู อาจโดนสายตาจิกด้วย ผมเห็นในละครบ่อย 

“ผมไม่เคยฟังคำสั่งยายอยู่แล้ว” ไอ้เม่นก็คนจริงครับ ตอบกลับอย่างไม่กลัวเหมือนพวกตัวอิจฉาเมื่อกี้ 

“ทำไมถึงย้ายไปอยู่ที่นั้น คอนโดตัวเองก็มี” ได้ยินเสียงถอนหายใจก่อนยายจะพูดออกมา “หรือเพราะอยากประชดยาย”

“ไม่มีเหตุผลว่าทำไมผมถึงจะต้องประชด แล้วที่ผมย้ายไป ก็ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนสักคน หรือยายเดือดร้อนล่ะครับ” แทบอยากเห็นหน้าไอ้เม่น ไม่ได้จะชมนะ จะด่ามันครับ นี่มันกล้าต่อปากต่อคำยายมันได้ถึงขนาดนี้เลยเหรอ 

“เมื่อไหร่จะเลิกพูดจาแบบนี้กับยายของแกฮะ” เสียงทุ้มของคนมาใหม่ ผมแอบเอนหัวออกไปดู เห็นผู้ชายผมขาวที่น่าจะเป็นคุณตา มีผู้ชายตาขวางเดินเคียงข้างมาด้วย คงเป็นญาติไอ้เม่นอีกคน “แล้วก็เลิกทำตัวเป็นเด็กมีปัญหา เลิกทำตัวแปลกแยกกับลูกหลานบ้านนี้สักที” 

“ตากับยายยังเห็นผมเป็นลูกหลานบ้านนี้อยู่หรือครับ นึกว่าเห็นเป็นอากาศซะอีก” ไอ้เม่นตอบพร้อมเสียงขำในลำคอ แต่ทำไมผมรู้สึกว่ามันเป็นเสียงหัวเราะที่น่าขื่นขมซะจริงๆ 

“ไอ้เม่น” ไม่ใช่แค่เสียงที่กระชากนะครับ แต่ลุงตาขวางนั่นพุ่งเข้ามาดึงคอเสื้อไอ้เม่นจนขาแทบลอย ผมตาโตมือก็คว้าแขนไอ้เม่นโดยอัตโนมัติ “ปล่อย!” คงเพราะเห็นผมดึงแขนไว้ เลยหันมาตะคอกให้ใส่ 

“พี่ม่าน ปล่อยผมก่อน” ไอ้เม่นเห็นผมยังยื้อไว้เลยหันมาบอกพร้อมรอยยิ้มบางๆ และพอผมปล่อยปุ๊บ ร่างมันก็ถูกเหวี่ยงลงไปกองกับพื้น 

เชี่ย!! 

“แกชักจะปากดีเหมือนพ่อเหมือนแม่แกซะจริงๆ เชื้อไม่ทิ้งแถว” เสียงนี้ดังมาจากคนที่ยืนข้างยายมันครับ สีหน้าป้านี่รู้เลย ว่าตัวอิจฉาแน่นอน 

นี่บ้านนี้มีแต่ตัวร้ายเหรอเนี่ย 

“อย่ามาว่าพ่อกับแม่ของผม ป้าควรสอนลูกตัวเองให้ดีก่อน แล้วค่อยว่าคนอื่น” บราโว่ แทบอยากปรบมือให้ แต่สถานการณ์คงยังไม่ใช่ตอนนี้ 

“แก ไอ้เด็กเหลือขอ” ป้านั่นเกือบพุ่งมาแล้ว หากไม่ติดมือของยายที่ยกมาขวางไว้ 

“ขอโทษป้าแกเดี๋ยวนี้ ไอ้เม่น” 

“งั้นลุงก็ให้เมียลุงขอโทษผมก่อนสิ เมียลุงว่าพ่อกับแม่ของผม” แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นทำเอาผมตกใจจนอ้าปากค้าง เมื่อลุงมันต่อยหน้าไอ้เม่นจนหน้าขาวหันตามแรง พอไอ้เม่นหันกลับมา สายตามันโคตรกร้าวยามจ้องหน้าคนต่อย “หึ”

“ทำไมแกนิสัยแบบนี้ฮะ พ่อกับแม่แกสั่งสอนให้เป็นแบบนี้หรือไง” ลุงมันตวาด มือก็ขย้ำคอเสื้อไอ้เม่นแล้วเขย่าจนหัวสั่น “พ่อกับแม่ฉันไปเอาแกมาเพราะเห็นแก่อนาคตของแก ไม่อย่างนั้น ตอนนี้แกคงไปนอนบ้านเช่าแคบๆ นั่นกับปู่แกไปแล้ว หัดจำใส่หัวไว้บ้าง” 

“ผมขอหรือไง ผมขอให้ตากับยายไปเอาผมมาหรือไง ผมอยู่ที่นั่นอาจจะดีกว่านี้” ไอ้เม่นหันไปมองตากับยายที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน สีหน้าและแววตามันเต็มไปด้วยความตัดพ้อ ท่าทางแบบนั้นทำเอาน้ำตาผมรื้นขึ้นมา 

“ไอ้เม่น” อีกแล้วครับ โดนต่อยอีกแล้ว ทำไมพวกเขาถึงต้องทำกับหลานตัวเองได้ ทำไมต้องใช้กำลังความรุนแรง แถมยังทำต่อหน้าเด็กอีก ผมมองซ้ายมองขวา รู้สึกอยากเข้าไปกระชากไอ้เด็กที่นอนอยู่กับพื้นให้ลุกขึ้น อยากตะโกนใส่หน้าว่ายอมให้เขาทำร้ายทั้งคำพูดและร่างกายทำไม “จ้องหน้าทำไมวะ!!” 

“พอแล้วครับ พอแล้ว” สุดท้ายผมก็ทนดูเฉยๆ ไม่ได้เลยเข้าไปผลักลุงมันออกก่อนที่หมัดนั่นจะพุ่งมาอีกรอบ พอลุงมันขยับไป ผมก็รีบพยุงไอ้เม่นให้ลุกขึ้นนั่ง เลือดกำเดามันไหลออกมาแต่เจ้าตัวดูไม่ใส่ใจ “เจ็บไหม” ผมดึงชายเสื้อตัวเองขึ้นเช็ดให้ ก่อนหันไปจ้องตำหนิทุกคน “ทำไมแบบนี้ มันไม่เกินไปหน่อยหรือไงครับ”

“คนนอกอย่ายุ่ง” เสียงแจ๋นจากเด็กผู้หญิงที่เจอครั้งแรก ผมตวัดสายตาไปมองด้วยความไม่พอใจ

“ผมเป็นแฟนมัน ทำไมจะยุ่งไม่ได้” ตะคอกอย่างเหลืออด 

“พวกประหลาด สกปรก โสโครก” 

“ถึงจะประหลาด สกปรกโสโครก แต่ไม่เคยเหยียดคนอื่น คุณคงเป็นพวกคนปกติแต่ชอบเหยียดคนอื่น โรงเรียนไม่สอนเหรอ คำว่าสมบัติผู้ดีและมารยาท” ตอบโต้อย่างไม่กลัว เด็กผู้หญิงนั่นถึงกับร้องกรี๊ดๆ 

“ปากดี ไอ้เด็กบ้า กล้าด่าลูกฉันเหรอ” หันมาอีกด้าน (เริ่มเมื่อยคอแล้วนะเว้ย) “คิดว่าตัวเองเป็นใครฮะ ไอ้เด็กบ้านนอก”

“บ้านนอกแล้วไง ไม่ได้ขอเงินป้ากินนี่ครับ” ไม่กลัวแล้วโว้ยตอนนี้ “ด้วยความเคารพนะครับ อย่าหาว่าสอนเลย ป้าควรสอนลูกตัวเองบ้าง ไม่ใช่ให้สืบสายพันธุกรรมตัวอิจฉามา”

“ไอ้ๆๆ” มาครับ ด่ามา ไอ้ม่านพร้อมด่ากลับเสมอ รู้ว่าไม่ดี แต่มันเกินไป นี่ไม่ใช่ละครที่ตัวเอกต้องยอมตัวร้ายเสมอไป “คุณแม่คะ ดูไอ้เด็กนี่สิคะ” พอหาคำด่าไม่ได้ก็เริ่มฟ้องครับ ผมเหล่ไปมองยายและตาของไอ้เม่น ดูทั้งคู่จะยืนนิ่ง ไม่ด่าหรือโวยวายอะไร “คุณแม่” 

“เลิกโวยวายสักที ฉันปวดหูจะแย่” ยายไอ้เม่นตวาด ป้านั่นถึงกับเงียบ สมน้ำหน้า ก่อนยายมันจะเดินลงมายืนข้างๆ คนที่ทำร้ายไอ้เม่น “เธอคิดว่า เธอเป็นใครถึงได้กล้ามาด่าคนของบ้านฉัน” 

“ผมไม่ได้กล้านะครับ แค่พูดตามสิ่งที่เห็น” จ้องกลับอย่างไม่กลัวสายตากดดัน “ผมไม่รู้ว่า ไอ้เม่นโตมายังไง แต่ที่อยากรู้คือ ตากับยาย เคยรักมันบ้างไหมครับ เคยเห็นมันเป็นหลานบ้างไหม เคยอยากกอดปลอบตอนมันทุกข์ใจ เคยอยากถามความรู้สึก ความคิดของมันบ้างไหม เคยถามไหมว่ามันชอบกินอะไร เกลียดสัตว์อะไรที่สุด นอนคนเดียวได้ไหม กลัวผีหรือเปล่า แค่นี้ที่อยากรู้ครับ”  

“กล้าถามฉันขนาดนี้เชียวรึ” ผมเหยียดยิ้มให้เมื่อได้ยิน

“ผมรู้ ว่าผมเป็นคนนอกไม่ควรก้าวก่าย แต่ยายไม่สงสารหลานตัวเองบ้างหรือครับ” 

“รู้ตัวว่าเป็นคนนอกแต่ก็ยังกล้ามาถามเรื่องเม่นกับฉันอีกหรือไง”

“ที่จริงก็ไม่ได้กล้า แต่เพราะผมเป็นห่วง แม้มันจะกวนตีนบ้าง เสี่ยวบ้าง แต่ผมก็ห่วง ผมห่วงความรู้สึกของมัน แล้วตากับยายเคยห่วงความรู้สึกมันเหมือนคนนอกแบบผมหรือเปล่าครับ” 

“พี่ม่าน” ผมก้มลงไปยิ้มให้ไอ้เม่นที่มันมองผมอย่างอึ้งๆ 

“เห็นกูบ้าบอแบบนั้น แต่กูก็จริงจัง เป็นคนจริงสองพันสิบเจ็ดนะเว้ย” ว่าอย่างขำๆ และไอ้เม่นก็ขำออกมาจริงๆ

“ขอบคุณครับ” แขนสองข้างมันกอดเอวผมพร้อมกับหน้าซบที่อก ผมเงยหน้ามองหน้าตากับยายของมันอีกรอบเพราะอยากรู้คำตอบ 

“กลับไปได้แล้ว” อ่าว...เฮ้ย นี่เหมือนไม่ใช่คำตอบที่ผมอยากได้นะครับ แต่ก็เท่านั้น เมื่อพวกเขาไม่อยู่ให้ถามต่อเพราะพากันเดินพาเหรดกลับเข้าไปในบ้านหมดแล้ว 

แล้วคำตอบผมละเฮ้ย เดี๋ยว!!

ผมดึงไอ้เม่นให้ลุกขึ้นยืน และเพิ่งเห็นว่าป้ากับลูกสองคนเดินย้อนกลับออกมาตั้งท่าหาเรื่อง แต่พอเจอไอ้เม่นตวัดสายตามองก็รีบวิ่งกลับเข้าบ้าน โธ่ ไม่แน่จริงนี่หว่า 

“กลับเถอะ หิวแล้วเนี่ย กี่โมงกี่ยามแล้วก็ไม่รู้” จะว่าไป มัวแต่โมโหจนลืมดูว่านาฬิกา


ผมขับรถกลับมาที่หอพัก ไอ้เม่นนั่งนิ่งไม่พูดไม่จา มันคงเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผมๆ ก็เสียใจ แถมยังน้อยใจด้วย ตายายจริงๆ หรือเปล่าวะ ไม่ห้ามเลย เห็นอยู่ว่าไอ้เม่นถูกต่อยแบบนั้น พอคิดแล้วก็โมโห 

ไอ้เด็กต่างสถาบันมันกินข้าวที่ผมเวฟเสร็จก็อาบน้ำแล้วเข้านอน นี่มันจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอวะ ก็ช่างเถอะ มันอาจต้องใช้เวลาสักหน่อย แต่ผมนี่สิ มันรู้สึกอึดอัดเหมือนกินเยอะจนลมในท้องมันตีขึ้นมาจุกอกจนอยากเรอ เอ๊ย ระบาย ผมคว้ามือถือเดินปึงปังออกไปนอกระเบียง กดสายตรงถึงคนที่คิดถึง รอสายไม่นานอีกฝ่ายก็กดรับ ผมรีบกรอกเสียงเล่าทุกอย่างให้แม่ฟัง รู้ว่ามันดึกมาก แต่ผมต้องระบาย ไม่อย่างนั้นจะนอนไม่หลับ เพราะมันเครียด

ไอ้ม่านเครียด

ระบายให้แม่ฟังเสร็จก็รู้สึกโล่งทันที ผมเดินกลับเข้ามา เจอไอ้เม่นนอนบนเตียงมองตาแป๋วจนผมต้องย่นคิ้ว 

“เมื่อกี้มึงหลับไปแล้วไม่ใช่หรือไง” ถามพร้อมกับขึ้นไปนอนบนเตียง พอหลังผมแตะเตียงปุ๊บ ไอ้เม่นก็พาแขนกับขาหนักๆ มาทับ “หนักเว้ย”

“เม่นโคตรตกใจที่เห็นพี่เถียงยาย” แรงดิ้นของผมหยุดลงเมื่อไอ้เม่นพูด “ปกติไม่ค่อยมีใครกล้าถามแบบนั้นกับยายหรอกนะครับ ถึงจะมี แต่ยายก็จะถามกลับจนอีกฝ่ายต้องถอยหนีแทบทุกครั้ง” 

“ยายมึงมีสายตาและท่าทางเย็นชาเป็นอาวุธ” ผมว่า ไอ้เม่นมันขำออกมา สงสัยจะเห็นด้วย “กูโคตรบ้าจริงๆ ตอนนั้น แต่พอเห็นมึงถูกต่อยแล้วมันทนดูเฉยๆ ไม่ได้ กูเป็นคนดีป่ะล่ะ”

“เพราะพี่ม่านรักเม่นแล้วไงถึงกล้าบ้าบิ่นขนาดนั้น” หันหน้าไปโก่งคออ้วกเมื่อได้ยิน ไอ้เม่นมันเอาแก้มถูเข้าที่ไหล่ของผมอย่างน่าหมั่นไส้ 

“กูถามจริงๆ มึงถูกทำร้ายร่างกายบ่อยหรือเปล่าวะ” ผมถามไป ไอ้เม่นก็เงียบเลยครับ “มึงรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวกูแล้ว แต่กูยังไม่รู้เรื่องของมึงนะ คนรักกันไม่ควรมีความลับต่อกันหรือเปล่าวะ” ขยับตัวนอนตะแคงเพื่อจ้องหน้ากดดัน ไอ้เม่นมันขยับไปนอนหงาย วางแขนพาดหน้าผากอย่างคนกำลังใช้ความคิด 

“เรื่องเม่นไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่หรอก” 

“แต่กูอยากฟัง” 

ไอ้เม่นหันมายิ้มให้ผม ก่อนมันจะหันกลับไปมองเพดานตามเดิม

“แม่มีผมตอนเรียนมหาลัยปีหนึ่ง ตากับยายโมโหสั่งให้ไปเอาผมออกแต่แม่ไม่ยอม” แค่เริ่มแรก ผมก็อ้าปากค้างแล้วครับ น้ำเสียงมันนิ่งมาก ขนาดคำแทนตัวเองยังไม่มีท่าทางเล่นๆ อย่างทุกที “แม่บอกพ่อว่ามีผมแต่ยายให้ทำแท้ง พ่อเลยพาแม่กลับไปที่บ้านต่างจังหวัด ตากับยายสั่งให้แม่กลับ แต่แม่ไม่ยอม จนเกิดผมออกมา ตอนนั้นผมก็เป็นแค่เด็กธรรมดาอยู่กับพ่อแม่แล้วก็ปู่ย่า ทุกอย่างน่าจะปกติหากตากับยายไม่ไปหาพวกเราอีก” 

“เม่น มึงโอเคใช่ไหม” ที่ถามเพราะน้ำเสียงมันมีร่องรอยของเสียงสะอื้นเบาๆ 

“ยายบอกกับทุกคนว่าสร้างบ้านให้กับผม และไม่ถือโทษโกรธอะไรอีก ยายยกเหตุผลเรื่องเรียนของผมมาอ้าง จนทุกคนเริ่มคล้อยตามสุดท้ายก็ยอมตกลงจะกลับ ตอนนั้นผมอยู่มอสาม พี่เข้าใจไหม ว่าเด็กต่างจังหวัดคนหนึ่ง พอรู้ว่าจะได้ไปอยู่กรุงเทพฯ มันดีใจแค่ไหน จังหวัดที่เพื่อนๆ อยากไป แต่ผมได้ไป ผมดีใจจนนอนไม่หลับ วันเดินทาง พ่อกับแม่นั่งเงียบตลอด ไม่มีใครดีใจเหมือนผม ผมมันโคตรโง่ ไม่รู้เลยว่าเพราะอนาคตของผม ทำให้พ่อกับแม่ต้องตาย” 

“เม่น” คราวนี้น้ำตามันไหลออกมาจากหางตา ผมยื่นมือไปแตะแขนมันเบาๆ “ไม่ต้องเล่าแล้วก็ได้”

“มีรถตัดหน้ารถของเรา พ่อหักหลบจนพลิกคว่ำลงข้างทาง ผมควรตายไปพร้อมพ่อกับแม่ใช่ไหม เพราะผมอยากไปกรุงเทพฯ พ่อกับแม่ถึงต้องตาย ถ้าไม่ใช่เพราะผม พ่อกับแม่ก็ไม่ต้อง...ตาย”

“เม่น ไม่ใช่ ไม่ใช่เพราะมึง” ผมลุกขึ้นนั่งพร้อมกับดึงไอ้เม่นมากอด มันซบหน้าที่บ่าจนเสื้อตรงนั้นผมชุ่มด้วยน้ำตา “อย่าโทษตัวเองสิวะ” 

“ถ้าตอนนั้นผมบอกแม่ว่าไม่อยากมา พ่อกับแม่ก็คงไม่มา” เสียงพูดปนสะอื้นอย่างเจ็บปวด “พอผมหาย ยายก็ไปรับผมและทิ้งให้ผมอยู่ในบ้านที่เขาสร้างให้ ตลอดเวลาที่อยู่บ้านหลังนั้น พวกเขาไม่เคยสนใจ พวกเขาปล่อยให้ผมอยู่คนเดียว ผมกลัว ผมนอนคนเดียว ร้องไห้คนเดียว ไม่มีพ่อกับแม่อีกแล้ว ตอนนั้นผม...” 

“ชู่ว ไม่ต้องกลัวนะ ตอนนี้มึงมีกูแล้ว เม่นมีพี่อยู่นี่ไง” ผมลูบหัวมันเบาๆ เพื่อปลอบ

“ผมนอนฝันร้ายทุกคืนที่อยู่ที่นั่น ฝันถึงแม่ ฝันถึงพ่อ เหตุการณ์วันนั้นตามหลอกหลอนผมมาตลอด พอบอกยาย พวกเขาก็ด่า ผมโดนหลานของเขาแกล้ง และพวกเขาก็เข้าข้าง ผมถูกตีทุกวัน ผม...”

“พอแล้วๆ ไม่ต้องเล่าแล้ว แค่นี้กูก็ร้องไห้แล้วเนี่ย” พยายามสร้างบรรยากาศไม่ให้เศร้าไปกว่านี้ ผมแกล้งบีบน้ำตาตัวเอง ที่จริงไม่ต้องบีบมันก็ไหล แต่เพื่อให้มันตลกดู เลยทำหน้าบูดเบี้ยว 

“พี่เป็นคนเดียวที่ปกป้องผม” นี่มันพูดให้ซึ้งใช่ไหม

“กูคนดีสองพันสิบเจ็ดไง ต่อไปน้องเม่นไม่ต้องกลัว พี่ม่านจะปกป้องเอง” ตบหลังไอ้เม่นหลังป๊าบๆ จนมันขำทั้งน้ำตา 

“เลือกคนไม่ผิดจริงๆ” ไอ้เด็กขี้แยเช็ดน้ำตาจนเหลือแต่คราบติดแก้ม 

“กูว่า ตากับยายมึงก็รักมึงเหมือนกัน แค่ไม่แสดงออก หรือไม่ก็ เป็นคนแสดงออกไม่เก่ง” ผมเริ่มออกความคิดเห็น “เขาไม่ได้เลี้ยงมึงมาตั้งแต่แรก ไม่ได้ผูกพันเหมือนหลานตัวอิจฉานั่นที่เกิดปุ๊บก็ได้อุ้มเลย อีกอย่าง มึงก็เห็นว่าพวกนั้นตอแหล เอ๊ย ฉอเลาะเก่งแค่ไหน คนแก่น่ะ ชอบลูกหลานที่เข้าหามากกว่าเสมอ แต่มึงติสไง ไม่ยอมไปหา” 

“โห พี่คิดดีมากอะ คิดบวกสุดๆ” ไอ้เม่นขำออกมา

“ต้องดีสิ ก็กูเอาประโยคจากแม่มาทั้งดุ้นเลย” ว่าแล้วก็หัวเราะ 

“นั่นไง ว่าแล้วเชียว พี่ม่านไม่น่าจะพูดมีเหตุ มีผลขนาดนี้” 

“ดูถูกกูนี่หว่า” 

“ก็ไม่เคยดูผิดสักครั้ง ไม่ใช่เหรอ”

“เออ ถูก”

ผมอมยิ้มเมื่อเห็นไอ้เม่นมีสีหน้าดีขึ้น ชีวิตคนเราไม่ได้ต้องการอะไรมากหรอกครับ เงินทองมีร้อยล้านพันล้าน ตายไปก็พกติดตัวไปด้วยไม่ได้ ความรักและความดีต่างหากที่จะติดตัวเราไป...คำคมของไอ้ม่านคนจริงสองพันสิบเจ็ด (ที่จริงเอามาจากคำพูดของแม่ครับ จุ๊ๆ)


...TBC


โอย แต่งดราม่ายากเหลือเกินค่า กินพลังชีวิตพอสมควร 

หากผิดพลาดก็ขอประทานอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่า จะพยายามพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ 

ขอบพระคุณมากๆ ค่า  >w<

ความคิดเห็น