email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

Ep 4 = พันธสัญญา =

ชื่อตอน : Ep 4 = พันธสัญญา =

คำค้น : 4

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนฟิค

คนเข้าชมทั้งหมด : 512

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ค. 2560 01:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Ep 4 = พันธสัญญา =
แบบอักษร

เสียงนาฬิกาปลุกเรียกให้มือสีน้ำผึ้งควานหาเจ้าต้นเสียงที่กำลังรบกวนช่วงเวลาในการพักผ่อน ก่อนกดปิด สักพักจึงค่อยๆยันร่างให้ลุกขึ้นนั่งด้วยอาการสะลึมสะลือ ผมสีทองพันกันยุ่งเหยิง นัยน์ตาสีฟ้าปรือแทบปิดและตบท้ายด้วยการหาวปากกว้าง พลางบิดขี้เกียจก่อนลุกขึ้นไปทำธุระส่วนตัว ปล่อยที่นอนให้ยับยุ่งอยู่อย่างนั้น

    ประตูห้องน้ำปิดลงพร้อมภาพความคิดจากสิ่งที่เขาได้ทราบเมื่อวานได้เริ่มแล่นเข้ามาในหัวสมอง

    ‘ “ หา!!! อะไรนะป้า! จะให้ผมทำภรรยาใคร!อะไรกัน!หมายความว่าไง!” เสียงโวยแปดหลอดของเด็กหนุ่มผมทองทำเอากำปั้นของโฮคาเงะยังสาวพุ่งเข้ากระแทกกลางหัวของเด็กหนุ่ม สร้างรอยปูดได้สวยงาม

“ หัดฟังกันดีๆก่อนได้มั้ย*!! ขืนแหกปากอีกเธอได้ปลิวออกนอกหมู่บ้านแน่...” ซึนาเดะจ้องนารุโตะตาขวางพลางหักนิ้วดังเป็นจังหวะ ส่วนชิซึเนะก็ได้แต่หัวเราะแห้งๆให้กับสองคนนี้ที่มักจะเป็นแบบนี้ประจำ*

“ครับ” เด็กหนุ่มสงบลงอย่างว่าง่าย

“ฟังนะ นารุโตะ*! ฉันจะให้เธอทำพันธสัญญาที่จะยอมรับให้ซาสึเกะเป็นผู้คุ้มครองเธอ เพราะตอนนี้เธอได้ปลดผนึกออก และถึงแม้เธอจะสามารถควบคุมพลังของจิ้งจอกเก้าหางได้ แต่ยังประมาทไม่ได้ เพราะถ้าหากเกิดจักระของเก้าหางพยายามจะครอบงำเธอ สถานการณ์อาจเลวร้ายจนกู่ไม่กลับ แต่ว่า...จากข้อมูลที่ได้จากมาดาระทำให้เรารู้ว่าพลังเนตรวงแหวนจะสามารถหยุดยั้งจิ้งจอกเก้าหางได้ จึงจำเป็นจะต้องให้ซาสึเกะดูแลเธอในตอนนี้”* “ไม่เห็นจะต้องทำถึงขนาดนั้นเลย... ไอ้ตัวนี้ผมดูแลของผมได้น่า ไม่ต้องให้**ใครมายุ่ง” นารุโตะพูดพลางแตะที่หน้าท้องตรงที่เคยมีรอยผนึกตามความเคยชิน

“เรื่องพลังสถิต...มันก็เป็นปัญหาของผมว่าควรจะควบคุมมันยังไง ไม่จำเป็นต้องให้หมอนั่นมาควบคุมผมหรอก”

“จะว่ากันตามจริงคือ มันเป็นโทษที่ซาสึเกะต้องรับ...การเป็นกาดให้ร่างพลังสถิตก็ถือเป็นเงื่อนไขหนึ่ง”

“แต่ว่า...ผมไม่ต้องการให้ใครมาปกป้อง ผมไม่ต้องการให้ใครมาเจ็บตัวเพราะผมอีก...ซาสึเกะ ก็มีจุดมุ่งหมายในการฟื้นฟูวงศ์ตระกูลของเขาอยู่ จะมามัวยึดติดเป็นกาดให้ผมไปตลอดชีวิตน่ะ ผมว่า...คงไม่ดีหรอก และตัวผมเองก็ไม่ชอบที่จะให้ใครมาคอยปกป้องเหมือนผมมันอ่อนแอยังงั้น*!”*

“พันธสัญญานี้ก็ใช่ว่าจะเลวร้ายขนาดขาดอิสรภาพ แต่ว่าเธอในตอนนี้จะยังประมาทไม่ได้ เพราะพลังในการควบคุมจักระจิ้งจอกเก้าหางมีพื้นฐานมาจากจิตใจที่เข้มแข็งของเธอ  มันจะเกิดผลเมื่อเธอตกอยู่ในสภาวะเลวร้ายจริงๆต้องการความช่วยเหลือจริงๆ ซาสึเกะถึงจะสามารถใช่พลังช่วยเหลือเธอได้... ” ผู้นำหญิงเว้นช่วง เพื่อมองผู้ฟังที่ตอนนี้ดูตั้งใจฟังเป็นอย่างดี

“ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่เพื่อนจะช่วยเพื่อน แต่การทำพันธสัญญาจะแตกต่างตรงที่ เวลาที่เธอมีเรื่องเดือดร้อนซาสึเกะก็จะสามารถรับรู้ได้ทันที และเวลาที่ซาสึเกะตกอยู่ในอันตรายเธอก็จะสามารถรับรู้ได้ทันทีเช่นกัน พันธสัญญานี้มีชื่อเรียกจริงๆคือการทำ ‘พันธสัญญาเชื่อมจิต’ และถ้าหากเธอปฏิเสธข้อเสนอนี้ ฉันก็ต้องหาเงื่อนไขอื่นในการลงโทษซาสึเกะและอาจร้ายแรงกว่านี้ก็ได้ ที่ฉันทำแบบนี้ถือว่าฉันยังเมตตาเขาอยู่นะ กว่าจะยื่นข้อเสนอผ่านก็ลำบากใช่เล่น...ตกลงว่าไง จะปฏิเสธก็”

“ ก็ได้*! ผมรับข้อเสนอ!” ไม่รอฟังจนจบเด็กหนุ่มก็พูดแทรกขึ้นทันทีตามประสาคนใจร้อน*

รอยยิ้มความพอใจผุดขึ้นบนริมฝีปากอิ่ม แต่หมัดจากมือเรียวก็พุ่งกระแทกหัวเหลืองๆนั้นอีกครั้ง

“บอกว่าฟังให้จบก่อน*! หัดจำซะบ้างเรื่องมารยาทน่ะ!....ในเมื่อตกลงก็ให้เธอมาพบกันที่แท่นหินวีรชนวันพรุ่งนี้เช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น มาให้ตรงเวลาล่ะ”*

“ระรับทราบครับ...” เด็กหนุ่มตอบพลางค่อยๆยันกายลุกขึ้นด้วยความมึนงงจากแรงหมัดของท่านโฮคาเงะเมื่อครู่*’*

    ‘แล้วทำไม...เราต้องเข้าไปมีเอี่ยวด้วยฟะ?’ เปลือกตาปิดลง พลางเงยหน้ารับสายน้ำเย็นจากฝักบัวที่ช่วยชโลมร่างกายให้หายง่วง มือหนาเอื้อมหมุนปิดน้ำก่อนที่จะหยิบผ้าเช็ดตัวมาเช็ดพอหมาด และหยิบผ้าผืนเล็กมาเช็ดผม ขณะที่มืออีกข้างหนึ่งยังทำหน้าที่เช็ดผมไป ข้างที่เหลือก็ควานหาบางสิ่ง ‘อ่าว! ลืมหยิบ บ็อกเซอร์กับเสื้อยืดเข้ามาแหะ’ เมื่อนึกได้เขาก็เอาผ้าเช็ดตัวมาพันท่อนล่างก่อนจะออกจากห้องน้ำด้วยอารมณ์เบิกบาน

    ‘หน้าร้อนนี่อาบน้ำตอนเช้าแล้วสดชื่นชะมัด โดยเฉพาะอาบตอนตีสี่เนี่ย’ มือหนาเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนพลางฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

    “ เฮ้ย!!! นายเข้ามาได้ไงฟะ!ไม่ใช่ดิ! มาทำอะไรที่บ้านฉัน!!” อันดับแรกที่เด็กหนุ่มทำเมื่อเห็นผู้มาเยือนคือโวยวาย ขณะที่ตัวก็ถอยกรูจนติดมุมข้างประตูส่วนมือทั้งสองข้างก็จับผ้าเช็ดตัวที่พันตัวเขาไว้ เพราะเกือบหลุดไปตอนกระเด้งมาตรงมุม

    “ แค่มาดู..ว่านายจะมีปัญญาตื่นเองรึเปล่า” ผู้มาเยือนมองเจ้าบ้านที่ออกอาการตกใจจนเกินจริงด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ก็หลุดขำไปเมื่อครู่

    “ ก็ทำไมจะไม่มีเล่า! แล้วไหงนายไม่ไปรอที่แท่นวีรชนเลยล่ะ มาเสร่ออยู่ในห้องฉันทำไม?” นารุโตะว่า ก่อนจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าในตู้

    “ เรื่องของฉัน” เด็กหนุ่มอุจิฮะตอบกลับทันที ไม่มีหยุดคิด

    “ แต่มันห้องของฉันเฟ้ย! หาเรื่องรึไงซาสึเกะ!” เด็กหนุ่มเจ้าบ้านหันมาแยกเขี้ยวให้เพื่อนของเขาหลังจากสวมเสื้อยืดเรียบร้อย  “ เฮ้!ซาสึเกะ ออกไปรอข้างนอกได้มะ...ฉันจะเปลี่ยนเสื้อ” 

“ ก็เปลี่ยนไปดิ...ใครว่าไรล่ะ ฉันไม่โรคจิตดูนายเปลี่ยนเสื้อผ้าหรอก” ซาสึเกะว่าพลางนอนตะแครงหันหลังให้

“ กะอีแค่เดินไปรอข้างนอกนายจะตายรึไงฟะ!” นารุโตะชี้ด่าเพื่อนของเขาที่นอนหันหลังให้

“ ขี้เกียจ...มีไรมะ? จะเปลี่ยนก็รีบเปลี่ยนซะ เดี๋ยวไม่ทันนัดฉันจะพลอยซวยไปด้วย”

“ ก็ใครขอให้มารอมิทราบ!....เฟ้ย!เปลี่ยนก็เปลี่ยนฟะ!” เด็กหนุ่มโวยก่อนสวมบ็อกเซอร์อย่างรวดเร็ว แล้วหยิบเสื้อนอกและกางเกงมาสวม เสร็จแล้วจึงติดกระเป๋าคู่กายเสริมเข้าไป ตบท้ายด้วยคาดผ้าสัญลักษณ์นินจาโคโนฮะ

“ เอ้า!เรียบร้อยแล้ว ไปได้ยัง?”

    เมื่อได้ยินเสียงของเจ้าบ้านรับรองมาว่าเตรียมตัวเรียบร้อย ซาสึเกะก็ลุกขึ้นจากที่นอนโดยไม่ตอบคำถามแต่อย่างใด แล้วจึงหันมามองเพื่อนของเขาครู่หนึ่งก่อนรุจออกจากห้องไปทันที

    พอทั้งคู่ได้มาถึงแท่นหินวีรชนก็พบท่านโฮะคาเงะและผู้ติดตามมาเตรียมพร้อมก่อนแล้ว

    “มาเร็วดีหนิ ฉันจะถามอีกครั้งนารุโตะ...แน่ใจนะว่าจะทำพันธสัญญากับซาสึเกะ?” โฮคาเงะสาวว่าพลางยืนกอดอกมองนารุโตะ

    “ ฮึ่ย! พูดแล้วไม่คืนคำ วิถีนินจาของผม รับรอง!คำไหนคำนั้น!” เด็กหนุ่มตอบกลับพลางทำท่าเดียวกับท่านโฮคาเงะและยืดอกอย่างภาคภูมิ

    ซึนาเดะยิ้มอย่างพอใจ ก่อนหันไปทางแท่นหิน

“ เราจะให้เธอสองคนทำสัญญาต่อหน้ารายชื่อของเหล่าวีรชนที่สละชีพเพื่อปกป้องหมู่บ้าน  ให้พวกเขาร่วมเป็นสักขีพยานในการทำพันธสัญญาครั้งนี้” กล่าวจบม้วนคัมภีร์ก็ถูกส่งให้นารุโตะกับซาสึเกะคนละม้วน ทันทีที่ได้รับคัมภีร์เด็กหนุ่มทั้งสองก็รีบเปิดอ่านข้อความที่อธิบายถึงเงื่อนไขของสัญญา ที่กล่าวถึงการเป็นผู้ปกป้องและผู้อยู่ในความดูแล ในพันธสัญญาเชื่อมจิต

     โดยในสัญญาระบุไว้ว่าสัญญาจะสิ้นสุดก็ต่อเมื่อผู้ทำสัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตเท่านั้น จนมาถึงท้ายสัญญาก็มีช่องอักขระคล้ายอักขระผนึกที่จะมีช่องว่างให้ประทับตราบางอย่าง และขอบของม้วนคัมภีร์ก็ยังเป็นรูปนักษัตรปีจอ จอ ฉลู มะโรง อันเป็นสัญลักษณ์ของการประสานอินอย่างหนึ่ง

    “ เอาล่ะ! อ่านสัญญาเรียบร้อยแล้วใช่มั้ย?” เสียงห้าวเอ่ยขึ้นพลางมองเด็กหนุ่มทั้งสองที่ให้คำตอบโดยการพยักหน้า

เมื่อทุกอย่างพร้อมเธอจึงเริ่มอธิบายต่อ  “ก่อนอื่นนั่งลงซะ แล้วรวมสมาธินึกถึงชื่อ สกุล และใบหน้าของอีกฝ่ายให้ชัดเจน เมื่อจำหน้ากับชื่อของผู้ทำสัญญาได้แม่นยำแล้ว จึงค่อยป้ายเลือดของตัวเองให้ครบทั้งห้านิ้วของมือข้างซ้าย...” ทั้งซาสึเกะและนารุโตะก็ทำตามคำสั่งของซึนาเดะอย่างจริงจัง และเมื่อเธอเห็นว่าทั้งคู่ได้เริ่มป้ายเลือดบนนิ้วแล้วจึงอธิบายต่อ “ เมื่อป้ายเลือดครบทั้งห้านิ้วแล้ว ทีนี้พวกเธอก็ประกบนิ้วของพวกเธอเข้าด้วยกันให้เลือดผสมกัน แล้วจึงประทับลงไปในช่องอักขระ แล้วหลับตารวมสมาธิในการประสานอินตามรูปสัญลักษณ์ที่เห็นตรงแถบคัมภีร์” ทันทีที่เด็กหนุ่มทั้งสองประสานอินจักระของทั้งคู่ก็เข้าเชื่อมกัน ก่อนที่จะเกิดแสงสว่างสีฟ้าโอบล้อมพวกเขาทั้งสองคนไว้

    ‘อุ่นจังแหะ...รู้สึกเหมือนลอยอยู่ยังงั้นแหละ’ เมื่อเด็กหนุ่มเจ้าของนัยน์ตาสีฟ้าลืมตาขึ้น ก็พบว่ารอบตัวเขาเป็นห้องๆหนึ่ง ที่ทั้งห้องเต็มไปด้วยสีขาวโพลนจนสว่างแสบตา และรอบห้องมีรอยลวดลายคล้ายอักขระในคัมภีร์  ‘เราอยู่ในมิติกระแสจิตงั้นเหรอ?’ พลันสายตาก็เหลือบเห็นกระจกบานหนึ่งที่ดูเหมือนถูกฉาบไปด้วยสีดำทมิฬทั้งบาน เขาจึงเดินเข้าไปหยุดอยู่หน้ากระจก แต่ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่ภาพของตัวเขาแต่เป็นภาพของซาสึเกะ “ ทำไม...ภาพสะท้อนฉันเป็นนาย?” คำถามแรกจากปากของนารุโตะที่เหมือนไม่สามารถประมวลผลกับเหตุการณ์ซับซ้อนในตอนนี้ได้

“......” ซาสึเกะไม่ตอบคำถาม แต่เดินเข้ามาใกล้กระจกก่อนยกมือข้างซ้ายขึ้นแตะกระจกนั้น

เมื่อนารุโตะเห็นดังนั้นก็ทำตาม เขาเดินเข้าไปใกล้กระจกและยกมือข้างซ้ายขึ้นแตะตรงตำแหน่งเดียวกับฝ่ามือของซาสึเกะ พลันบานกระจกก็หายไป ทำให้ฝ่ามือของนารุโตะประกบกับฝ่ามือเรียวของซาสึเกะ และห้องที่พวกเขาอยู่กำลังรวมเป็นห้องเดียวกัน จากผนังห้องสีดำของห้องซาสึเกะถูกสีขาวจากห้องของนารุโตะฉาบทับ ลายสลักรูปอักขระสีขาวก็ถูกแทนที่ด้วยสีดำ ก่อนที่ภาพที่พวกเขาเห็นจะค่อยๆเลือนลางลง

เปลือกตาบางค่อยๆเปิดขึ้น ภาพที่นัยน์ตาสีฟ้าได้เห็นตอนนี้คือบุคคลที่นั่งอยู่ตรงข้ามเขา และนัยน์ตาสีรัตติกาลนั้นก็สบมามองเขาเช่นกัน แสงสีฟ้าที่เคยล้อมรอบพวกเขาก็เริ่มจางหายไป

“ เอาล่ะ ม้วนคัมภีร์เก็บได้แล้ว” สิ้นเสียงของท่านโฮคาเงะ เด็กหนุ่มทั้งสองก็ม้วนคัมภีร์พันธสัญญาส่งให้กับชิซึเนะ ที่เดินมาขอคัมภีร์นั้นไปเก็บรักษาในห้องเก็บเอกสารของโฮคาเงะ

“ การทำพันธสัญญาเสร็จเรียบร้อย เชิญพวกเธอตามสบาย” ซึนาเดะพูด

“ หา! เรียกมาซะเช้ามืดทำแค่นี้เองเหรอป้า? ดวงอาทิตย์ยังไม่โผล่เลยนะป้าซึนาเดะ!” นารุโตะโวยขึ้นทันที เพราะเขาเข้าใจว่าให้มาเช้ามืดนั้นการทำพันธสัญญาคงต้องใช้เวลานาน

“ เออเดะ! การทำพันธสัญญา...ถ้าผู้ทำสัญญาพร้อมก็ถือว่าสำเร็จไปครึ่งแล้ว มีปัญหารึไง?”

“ เปล่า แค่คิดว่ามันเร็วไปหน่อยแค่นั้น”

“ ที่การทำพันธสัญญาราบรื่นดีก็เพราะพวกเธอผูกพันกันมา ต่างฝ่ายต่างก็ยอมรับกันและเชื่อใจกันมาก่อนนั้นแหละ” จบคำกล่าวซึนาเดะก็หายตัวไปพร้อมกับชิซึเนะอย่างรวดเร็ว ทิ้งเด็กหนุ่มร่างสถิตให้มองตาม

รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบางก่อนขยายกว้างขึ้นเป็นยิ้มแฉ่ง เด็กหนุ่มร่างสถิตเอามือประสานท้ายทอยไว้ตามนิสัยเวลารู้สึกสบายใจ

“ เอาล่ะ! มื้อเช้าต้องราเม็งร้านอิจิราคุ!” นารุโตะกล่าวเสียงใสอย่างร่าเริง ก่อนหันกลับไปทางที่จะเข้าตัวหมู่บ้าน แต่ก็หยุดชะงักเมื่อนึกถึงคนที่ยืนอยู่ไม่ไกล

“ แล้วนายจะกินราเม็งรึเปล่า?”

“ ก็ราเม็งทั้งปีแหละนาย...” ถึงปากจะตอบไม่ตรงคำถาม แต่เด็กหนุ่มตระกูลอุจิฮะก็นำหน้ามาถึงร้านราเม็งก่อนคนชวนเสียด้วยซ้ำ  ซึ่งก็เดือดร้อนถึงเฒ่าแก่เจ้าของร้านที่ต้องเปิดรับลูกค้า ทั้งๆที่ยังเคี่ยวน้ำซุปอยู่


+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++Next

ความคิดเห็น