ด้วยเหตุขัดข้องหลายประการ เลื่อนคิวไปปลายปี2562 นะคะ

6 สัญญาณจากแดนไกล

ชื่อตอน : 6 สัญญาณจากแดนไกล

คำค้น : เจ้าชายหมาป่า,น้ำมนต์,เตเต้,BL,แฟนตาซี,Y

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.3k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 10 พ.ย. 2560 22:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
6 สัญญาณจากแดนไกล
แบบอักษร

2017-11-09

วิลเลียมส์

หลังจากน้ำมนต์ไปทำงานและน้าแอนมารับเตเต้กลับไปแล้ว ผมก็นั่งรวบรวมสมาธิอยู่หน้าทีวีจนสัมผัสได้ถึงพลังอ่อนจางสายหนึ่ง ผมบังคับกระแสพลังให้หมุนวนจนได้ลูกแก้วเล็กๆลูกหนึ่งแต่พอจะเอื้อมมือคว้าไว้มันก็สลายไป

ผมพยายามอยู่เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ลืมทุกสิ่งทุกอย่างแต่ไม่ว่าจะพยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ จนได้ยินเสียงน้ำมนต์

"วิลลี่อยู่ไหน ทำไมไม่เปิดไฟ ชอบอยู่มืดๆเหรอ" 

แสงสว่างวาบจนข้าที่เพิ่งเปิดตาขึ้นต้องหยีตาลงครู่หนึ่ง

"วิลลี่ทำอะไรอยู่" น้ำมนต์ทรุดตัวนั่งลงที่เก้าอี้ยาวอย่างหมดสภาพ

"ผมพยายามรวบรวมพลังเวทย์อยู่ วันนี้น้ำมนต์กลับเร็วจัง"

"ฉันก็กลับเวลาเดียวกับเมื่อวานนั่นแหละ นายต่างหากที่มัวแต่รวมพลังอะไรของนายจนลืมเวลา นี่คงไม่ได้ทานข้าวสินะ ฉันซื้อมาแล้วนายเอาไปใส่จานให้หน่อย ขอฉันไปอาบน้ำแป๊บเดียว" น้ำมนต์ชี้ไปที่ถุงบนโต๊ะก่อนจะเดินเพลียไปขึ้นชั้นบนไป

ผมนำอาหารมาจัดใส่จานระหว่างรอน้ำมนต์อาบน้ำ อาหารยังอุ่นอยู่คงไม่ต้องอุ่นอีกครั้ง รอจนน้ำมนต์ลงมาทานข้าวด้วยกัน เก็บล้างเสร็จแล้วก็นอนเล่นกันอยู่หน้าทีวีนั่นเอง

"ขอโทษนะที่ผมช่วยอะไรน้ำมนต์ไม่ได้มาก" ผมประคองหัวทุยมาหนุนตักตัวเองแล้วนวดศีรษะให้เบาๆ

"ไม่เป็นไร มีนายอยู่บ้านก็ดี การกลับบ้านแล้วเจอใครสักคนรออยู่ก็ไม่เลว" น้ำมนต์พูดทั้งหลับตาซักพักก็หลับคาตักผมไป

"ผมอุ้มขึ้นไปนอนข้างบนกันนะ" ผมประคองน้ำมนต์ลงนอนก่อนจะไปเช็คประตูหน้าต่างว่าปิดเรียบร้อยตามที่น้ำมนต์สอน แล้วกลับมาอุ้มน้ำมนต์เดินขึ้นชั้นบน

ขณะที่ผมพยายามเปิดประตูห้องนั้นผมก็ได้ยินเสียงเรียกชื่อผมแผ่วเบามาจากไกลๆ

"วิล.... ........ เลี่ยมส์...วิล...." 

ผมเงี่ยหูฟัง เสียงนั้นขาดๆหายๆแต่พอฟังออกว่าเรียกชื่อผมแน่นอน

"อาจารย์ อาจารย์ปาแปงได้ยินเสียงข้าหรือเปล่า"

"วิลเลี่ยมส์ รอ....รอคืนวันพระจันทร์เต็มดวง ข้าจะดึงเจ้ากลับมา พระจันทร์เต็มดวง" 

"อาจารย์ อาจารย์ อาจารย์!" เสียงของท่านอาจารย์เบาลงจนผมไม่ได้ยินอีกแม้จะพยายามเรียกเท่าไรก็ตาม​

ผมถอนหายใจ อย่างน้อยก็รู้ว่าจะได้กลับบ้าน ผมวางน้ำมนต์ลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม ห่มผ้าให้แล้วกดจูบที่ปากสวย จากนั้นเปิดประตูระเบียงออกไปด้านนอกมองดวงจันทร์แต่เมืองของน้ำมนต์สว่างด้วยแสงไฟจนมองไม่เห็นดวงดาวและดวงจันทร์ พรุ่งนี้ลองถามน้ำมนต์ดูแล้วกันว่าวันพระจันทร์เต็มดวงครั้งต่อไปคือเมื่อไหร่

ผมกลับมาที่เตียงสอดตัวเข้าในผ้าห่มดึงน้ำมนต์มากอด ผมจะเอาน้ำมนต์กลับไปด้วย ไม่มีทางที่ผมจะปล่อยให้น้ำมนต์อยู่ในเมืองที่แห้งแล้งและอ้างว้างแบบนี้แน่!



น้ำมนต์สอนให้ผมดูปฏิทิน มันเป็นกระดาษสามเหลี่ยมตั้งโต๊ะนับตามสุริยคติ แต่มีรูปดวงจันทร์กำกับ 

"วันนี้วันที่ห้าอีกแปดวันก็จะถึงวันพระจันทร์เต็มดวง ดีใจไหมจะได้กลับบ้านแล้ว" รอยยิ้มที่แฝงความเหงาในแววตา ทำเอาผมดึงน้ำมนต์เข้ามากอด

"น้ำมนต์ไปกับผมเถอะนะ ผมอยากให้น้ำมนต์ไปด้วย กลับบ้านของเรากันนะ"

"ฉันก็อยากไปนะวิลลี่ แต่ฉันเป็นคนของโลกนี้ฉันไปกับนายไม่ได้หรอก"

"ขอเพียงน้ำมนต์บอกผมว่าอยากไปผมจะทำทุกอย่าง ผมรักน้ำมนต์" 

ตาสวยเบิกกว้างเมื่อผมพูดจบ ปากสีเชอรี่อ้าๆหุบๆทั้งตลกทั้งน่าเอ็นดูจนผมอดไม่ได้ที่จะดึงน้ำมนต์เข้ามาประกบจูบลงไป ด้วยความตกใจน้ำมนต์เผยอปากให้ผมส่งลิ้นเข้าไปทักทายลิ้นเล็กที่พยายามหลบหลีก แต่ถูกผมไล่ต้อนจนยอมจำนนในที่สุด ผมขยับนิดหน่อยให้เราแนบชิดกันมากยิ่งขึ้นทำตามอารมณ์เรียกร้องจนน้ำมนต์ตัวอ่อนต้องคล้องคอผมพยุงตัวเองไว้

ผมอุ้มคนน่ารักขึ้นมานั่งตักแต่กลับถูกทุบรัวๆจนต้องถอนปากออกอย่างเสียดาย

"ทุบผมทำไม" 

"ฉันหายใจไม่ออก" น้ำมนต์ในแก้มแดงปลั่งปากบวมดวงตามีน้ำฉ่ำทำเอาผมดึงคนน่ารักมาทำตามใจตัวเองอีกครั้งและอีกครั้ง จนน้ำมนต์เบนหน้าหนีซบลงที่ซอกคอผม ลมหายใจแผ่วๆทำเอาเจ้าชายน้อยแข็งดังเหล็กกล้าอยากออกมาทักทายน้ำมนต์จะแย่

"วิลลี่ ฉันไม่ไหวแล้วรู้สึกจะขาดใจ" น้ำมนต์พูดงึมงำไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมา

ผมยิ้มกว้างแบบนี้แสดงว่าน้ำมนต์ก็มีใจให้ผมเหมือนกันใช่ไหม

"ไม่เป็นไร ทำบ่อยๆเดี๋ยวก็ชิน" ผมจูบกลุ่มผมสลวย น้ำมนต์ยิ่งซุกเข้ากับอกผมเข้าไปอีก ก้นกลมกลึงเสียดสีกับเจ้าชายน้อยจนผมอยากจะเข้าหอกับน้ำมนต์เสียตรงนี้เลย

ตึ๊งตะด่าดี๊...ตึ๊งตะด่าดี๊

เสียงก้อนดำๆของน้ำมนต์ดังขึ้นขัดอารมณ์หวามไหว น้ำมนต์ตะกายออกจากตัวผมไปคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาคุย ผมได้ยินแต่คำว่าครับๆเท่านั้น คุยจบน้ำมนต์ก็หันมาบอก

"วิลลี่ ฉันต้องออกไปทำงานแทนเพื่อนยาวเลย นายอยู่บ้านคนเดียวได้ไหม"

"ทำไมต้องทำงานแทนเพื่อนด้วยล่ะ แล้วน้ำมนต์ต้องทำกี่วัน"

"เพื่อนร่วมงานฉันประสบอุบัติเหตุ ฉันต้องออกไปเข้าเวรแทนอย่างน้อยสองวัน คงจะนอนที่โรงพยาบาลเลย อาหารฉันจะสั่งออนไลน์ให้มาส่งนะ ถ้ามีอาหารมาส่งนายก็แค่รับไว้ก็พอฉันไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน"  น้ำมนต์วิ่งขึ้นชั้นบนไปแล้วเหลือผมกับเจ้าชายน้อยที่ห่อเหี่ยว


น้ำมนต์สะพายเป้ใบเล็กออกไปทำงานได้สองวันแล้ว สิ่งเดียวที่บอกว่าเขายังไม่ลืมผมคือมีอาหารมาส่งที่บ้านวันละสองรอบ ผมไม่อยากฟุ้งซ่านก็ได้แต่ฝึกร่างกายกับรวบรวมพลังเวทย์รอคืนพระจันทร์เต็มดวง


น้ำมนต์กลับมาถึงบ้านในวันที่ห้าที่เขาจากไปมาถึงก็โยนกระเป๋าไปส่งๆแล้วล้มตัวลงนอนบนโซฟาหลับไปเลย ผมอุ้มเขาขึ้นไปนอนชั้นบนเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้จนเสร็จน้ำมนต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่น ผมจึงปล่อยให้เขานอนต่อไปตัวเองก็นั่งรวบรวมพลังเวทย์อยู่ในห้องนั่นเอง

ครั้งนี้ผมสามารถรวบรวมพลังขุมหนึ่งขึ้นมาได้ ผมอัดพลังลงเป็นลูกกลมคราวนี้ทำได้อย่างง่ายดายจึงเพิ่มพลังลงไปขยายลูกแก้วแล้วบีบลงทำสลับซ้ำไปซ้ำมาจนได้ลูกแก้วขนาดเท่ากำปั้นมีเปลือกใสด้านในเป็นเปลวเพลิงสีฟ้าโบกสะบัดดุจมีชีวิต ผมบีบมันเข้าจนเหลือขนาดเท่าไข่มุกแล้วเก็บไว้ ตั้งใจจะให้น้ำมนต์พกไว้ป้องกันตัว เวทย์นี้คือน้ำแข็งเพลิงศักดิ์สิทธิ์สามารถแช่แข็งศัตรูได้ โดยคนที่ถูกแช่จะเหมือนถูกไฟเผาสลับกับหนาวเย็น จุดอ่อนคือต้องใช้เวลาในการร่ายเวทย์นานเมื่อครั้งที่ผมสู้ประชิดตัวกับพวกกบฏจึงไม่สามารถร่ายเวทย์ได้ทัน

ผมเปลี่ยนมาฝึกความยืดหยุ่นของร่างกาย ตอนนี้รู้สึกร่างกายแข็งแรงเต็มร้อย กลับไปพร้อมรบกับพวกกบฏเต็มที่ แต่คงจะต้องรวบรวมกำลังคนและวางแผนให้รัดกุมก่อนจะลงมือ


จนความมืดมาเยือนผมจึงปลุกน้ำมนต์ขึ้นมากินข้าวโดยอุ่นอาหารแช่แข็งกินกัน 

"ผมป้อนข้าวให้ดีไหม" ผมมองน้ำมนต์ที่ถือช้อนตาปรือแทบจะหัวทิ่มลงจานข้าว

"ไม่ต้อง เดี๋ยวฉันรีบกินรีบนอน ฉันได้หยุดชดเชยอีกสามวันนอนยาวๆได้" น้ำมนต์เคี้ยวข้าวหงุบหงับจากนั้นก็เข้านอนทันที ผมได้แต่ห่มผ้าให้แล้วนอนเป็นเพื่อนในใจนึกอยากติดต่อท่านอาจารย์อีกครั้ง ผมอยากถามว่าถ้าจะพาน้ำมนต์ไปด้วยต้องทำอย่างไร

ผมรวบรวมสมาธินึกถึงอาจารย์ปาแปง ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนก็ได้ยินเสียงอาจารย์ตอบกลับมา

"วิลเลี่ยมส์ มีอันใดรึ" 

"อาจารย์ ข้าติดต่อท่านได้จริงๆด้วย ข้ามีเรื่​องอยากถามอาจารย์ขอรับ"

"เรื่องอันใด" 

"ข้าเจอมนุษย์ผู้หนึ่งที่นี่ ข้าอยากพาเขากลับไปด้วย"

"เขาไม่ใช่คนของโลกนี้ ถ้ามิใช่ผู้ควบคุมมิติย่อมไม่สามารถเดินทางได้"

"โลกนี้ไม่มีเวทมนต์ แต่ข้ารักเขาอยากพาเขาไปด้วยอาจารย์ช่วยข้าได้ไหม"

"ตัดใจเสียเถอะ หยุดฟุ้งซ่านและรวบรวมพลังไว้ การเดินทางข้ามมิติจำต้องใช้พลังงานมากนัก วันพระจันทร์เต็มดวงอีกสามวันนับจากนี้ จงรอเวลาพระจันทร์ตรงกลางศีรษะ"

อาจารย์ตัดการติดต่อไป เหลือผมที่นอนก่ายหน้าผาก แค่คิดว่าจะไม่ได้เจอน้ำมนต์อีกก็ปวดใจนัก 


ผมผล็อยหลับไปเมื่อไหร่ไม่รู้มารู้สึกตัวตอนน้ำมนต์เขย่าตัวปลุก

"ตื่นได้แล้ววิลลี่ จะเที่ยงแล้วลุกไปอาบน้ำฉันจะพาออกไปกินของอร่อย" น้ำมนต์ยืนยิ้มอยู่ข้างเตียงใบหน้าสดใสอยู่ในชุดน่ารัก

"เอ้า จ้องอยู่ได้ เมาขี้ตาหรือไงไปอาบน้ำเร็วเข้าฉันหิวแล้ว ถ้าไม่ลุกจะทิ้งไว้บ้านนะ" 

สิ้นเสียงน้ำมนต์ผมเด้งตัวขึ้นจากที่นอนวิ่งเข้าห้องน้ำทันที ใครจะอยากถูกทิ้งไว้บ้านล่ะ ผมไม่ได้เจอน้ำมนต์มาตั้งหลายวันคิดถึงจะแย่


น้ำมนต์พาผมออกไปกินข้าวที่ห้าง ซื้ออาหารและของใช้นิดหน่อยแล้วก็กลับบ้าน กลับมาได้ไม่นานก็มีเสียงออดดังจากหน้าบ้าน

"เดี๋ยวฉันออกไปดูเอง นายเก็บของเข้าตู้ไป" น้ำมนต์สั่ง ลุกเดินออกไปหน้าบ้าน ผมชะโงกดูเห็นเป็นน้าแอนบ้านข้างๆเลยไม่สนใจหันมาเก็บของสดที่ซื้อมาเข้าตู้เย็นต่อ

"พี่ชาย.." เสียงเตเต้นำมาก่อนตัวขาสั้นยังอุตส่าห์วิ่งแซงน้ำมนต์มาอีก

"อ้าวเจ้าหมาน้อย มาได้ยังไง" ผมก้มดูหมาขาสั้นพุงย้อยแทบติดพื้น ไม่เห็นแค่ไม่กี่วันอ้วนขึ้นมากเลย

"แม่บ้านของน้าแอนเขาลากลับต่างจังหวัดแล้วแกต้องไปดูงานที่สิงคโปร์กะทันหัน เลยต้องเอาเตเต้มาฝากไว้ อย่าทะเลาะกันล่ะ" น้ำมนต์หัวเราะคิกคัก ถือของมาเต็มอ้อมแขน ผมรีบวางของในมือไปรับของในมือน้ำมนต์

"ผมไม่ทะเลาะกับพี่ชายหรอก" เตเต้วิ่งไปเกาะขาน้ำมนต์กระดิกหางรัวๆ เจ้าตัวจึงก้มมาลูบหัวอย่างเอ็นดู

"นายเอาอาหารเตเต้ไว้ในครัวแล้วเอาที่นอนไปไว้ในห้องนั่งเล่น ฉันจะไปต่อเกมส์"

ผมเข้าใจที่น้ำมนต์พูดแค่ครึ่งเดียวแต่ก็ทำตามที่สั่งจนเสร็จ เห็นน้ำมนต์ก้มๆเงยๆกับทีวีพอเห็นผมก็ยิ้ม

"วิลลี่มานั่งนี่ ฉันจะสอนให้นายเล่นเกมส์" น้ำมนต์ตบพื้นข้างตัวแปะๆ มีเจ้าหมาน้อยนอนพุงป่องอยู่ข้างๆ

น้ำมนต์สอนผมเล่นเกมส์ ซึ่งผมคิดว่าผมทำได้ดีเลยนะ ถ้าไม่นับที่น้ำมนต์โวยวายว่าผมชนะเขาทุกตาล่ะก็

" นายจะเก่งเกินไปแล้วนะวิลลี่เพิ่งเล่นแท้ๆทำไมชนะฉันทุกตาเลยล่ะ"

ผมได้แต่ยิ้มไม่กล้าตอบอะไรเพราะตะกี้โดนน้ำมนต์ทุบไปแล้วทีหนึ่ง เราผ่านวันเวลาด้วยกันไปแบบนั้นเล่นเกม ดูทีวี กินแล้วก็นอนจนถึงวันพระจันทร์เต็มดวง

" วิลลี่ฉันดูมาแล้วคืนนี้พระจันทร์จะขึ้นตรงหัว เวลา 5 ทุ่มเห็นจะได้เดี๋ยวพอใกล้เวลาเราออกไปในสวนข้างบ้านกันนะแล้วนายเก็บของเรียบร้อยหรือยัง"

" ผมไม่มีอะไรต้องเก็บ นอกจากอยากให้น้ำมนต์ไปด้วยได้โปรดไปกับผมเถอะ"

"ไม่ได้หรอกวิลลี่ เราอยู่กันคนละโลกฉันจะไปโลกของนายได้อย่างไร เหมือนที่นายก็คงไม่มีความสุขถ้าต้องตกค้างอยู่ที่โลกนี้"

" แต่ผมไม่อยากให้น้ำมนต์เหงาอยู่คนเดียวที่นี่" ผมเห็นแววตาเหงาเศร้าของน้ำมนต์ แม้ว่าตลอดทั้ง 3 วันน้ำมนต์จะชวนผมเล่นเกมส์ แกล้งทำเป็นว่าสนุกแต่ก็ไม่สามารถปิดบังผมได้

" พี่ชายจะไปไหนเหรอ" เสียงเล็กๆของเตเต้ถามขึ้น

"ฉันไม่ใช่คนของโลกนี้ ได้เวลากลับโลกของฉันแล้ว"


แสงจันทร์ส่องกระจ่างไปทั่วสวนไร้เมฆหมอกบดบัง ผมยืนหลับตาทำสมาธิรอการติดต่อจากอาจารย์ มีน้ำมนต์ยืนกอดเตเต้อยู่ใกล้ๆ สายตามองผมอย่างเป็นห่วง

ทันใดนั้นเหมือนอากาศหยุดนิ่งไร้ซึ่งเสียงแมลงตอนกลางคืน ผมรู้สึกว่ามีบางสิ่งแปลกไปคล้ายว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังดึงผมไปในความว่างเปล่า แรงดึงนั้นดึงแรงขึ้นแทบจะเรียกได้ว่ากระชากกันเลย เมื่อเห็นหน้าน้ำมนต์ผมก็ตัดสินใจได้ 

ผมพุ่งตัวไปกอดน้ำมนต์ไว้แน่นเป็นจังหวะเดียวกับที่แรงดึงลึกลับนั้นดึงผมผ่านห้วงมิติกลับไปยังโลกเดิม ไปยังอาณาจักรบาลิแวน


แหมๆๆหายไปนานจนยังจะมีใครอ่านอยู่มั้ย ต่อไปนี้จะพยายามต่อให้เร็วขึ้นค่ะ

ความคิดเห็น