ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 14

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 08 พ.ค. 2560 20:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 14
แบบอักษร

14



         “แน่ใจว่าไหว” พ่อผมถามเป็นรอบที่สิบแล้วครับ หลังจากมีคนขยันอาสาจะยกลังมะม่วงสุกให้ ไอ้เม่นมันตื่นเช้ากว่าผมเพื่อไปช่วยแม่ในครัว และตามพ่อลงสวน กว่าผมจะตามมาก็ตอนที่ถูกแม่ไปปลุก เพราะมันทำให้ผมโดนก้านมะยมตี ไม่รู้จะรีบตื่นไปไหน ฮ้าว 

“ครับ” คนรับคำดูแข็งขัน แต่พอดึงลังขึ้นจากพื้น หน้ามันก็บู้บี้ ลังนั้นไม่รู้กี่กิโล คนไม่เคย มันจะยกขึ้นได้ไง พอมันยกไม่ขึ้นก็ได้แต่หัวเราะแห้ง แต่พ่อผมกับคนงานพากันหัวเราะ 

“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวให้กอบเขายกให้ดู” พ่อเรียกคนงานมายกให้ดูเป็นคนอย่าง ไอ้เม่นก็ดูจะสนใจ มันก้มๆ เงยๆ ดูวิธียก คือต้องทำขนาดนั้นเลยเหรอ “เป็นไง พอได้ไหม” 

“น่าจะไหว...ผมคิดว่างั้นครับ” ไร้ซึ่งความมั่นใจเหมือนครั้งแรก ก่อนมันจะยก มันหันมาโบกมือให้ผม มันออกแรงยกอีกรอบ คราวนี้ขึ้นจากพื้นประมาณสามสิบเซนแล้วก็วางลงพื้นใหม่ 

“พอๆ ไม่ไหวหรอก เดี๋ยวเส้นยึดหมด” พ่อคงสงสารนั่นแหละครับ แต่ผมนั่งขำ “เอาสมุดตามคนงานไปจดดีกว่า ตรงนี้เดี๋ยวพ่อให้คนงานยกไป” 

“ครับ” ไอ้เม่นรับคำเบาๆ มือยื่นไปรับสมุดจดรายการของที่ทางลูกค้าสั่งเข้ามา ผลผลิตของสวนผมมีลูกค้าสั่งอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นมะม่วง ลำไย กล้วย หรือแม้แต่ผักหลายชนิด ทุกอย่างในสวนล้วนปลอดสารพิษหมด ไอ้ม่านรับรอง 

ผมเดินตามคนสวนคนใหม่มาที่หน้าบ้าน ตอนนี้ลังมะม่วงถูกวางเรียงรายรอคนมารับ มะม่วงสีเหลืองทองหอมหวนชวนหิว ถ้าได้ข้าวเหนียวมูลหวานๆ ทานด้วยนี่คงฟินไปชาติหน้า 

“พี่ม่านๆ” ภาพข้าวเหนียวมะม่วงลอยหายวับเมื่อถูกสะกิด ผมชักสีหน้าใส่ไอ้เม่นทันที แต่ดูมันไม่สนใจ “มะม่วงลังนี้กับลังนั้นทำไมไม่เหมือนกันอะ ลูกมันไม่เท่ากัน หรือคนละเกรด” 

“ถามถูกคนแล้วไอ้น้อง” ตบอกตัวเองโชว์ความเทพ “ลังนี้เกรดเอ ลูกโต ลังนั้นเกรดบี ลูกเล็ก” 

“มันไม่เหมือนที่เม่นพูดตรงไหน ว่ามันคนละเกรด” 

“ไม่เหมือนโว๊ย” แถครับ เพิ่งมานึกออกตอนไอ้เม่นพูด นี่แหละครับ ที่เขาว่า ฟังไม่ศัพท์ “นั่นๆ เขามารับแล้ว” 

“คนแบบนี้ก็มีว่ะ” ยกนิ้วใส่ไอ้คนที่หัวเราะเยาะ ไอ้เม่นแยกไปคุยกับคนมารับมะม่วง สักพักพ่อผมก็ตามมาคุยด้วย ผมว่า ไอ้เม่นดูกล้าพูดกับพ่อผมมากขึ้น จากครั้งแรกที่ต้องถามคำตอบคำ คราวนี้เริ่มพูดเป็นต่อยหอย 

เมื่อของหมด ทุกคนก็แยกย้าย พ่อผมกลับเข้าสวนโดยมีลูกมือคนใหม่ที่ดูกระตือรือร้นซะเหลือเกิน นี่ผมหรือมันที่เป็นลูกบ้านนี้กันแน่ เริ่มสงสัยแต่ไม่เข้าใจมากๆ ผมเดินกลับเข้าบ้านกะจะไปนอนดูทีวีกลับเจอแม่ใช้ให้ไปซื้อของ พออิดออดก็ถูกหยิก ถ้าแขนผมร้องไห้ได้ น้ำตาคงท่วมโลกไปแล้ว 

จักรยานโบราณถูกเข็นมาหน้าบ้าน สภาพยังใหม่พร้อมใช้ เพราะพ่อผมเช็ดถูทุกวัน บางทีรักกว่าผมอีก เริ่มอิจฉาจักรยานแล้วนะ 

“พี่จะไปไหน” เสียงทักดังมาจากด้านข้าง ไอ้เม่นจับเสื้อกระพือไปมาคลายความร้อน 

“ไปซื้อของ” บอกปุ๊บ คนที่ยืนห่างหลายเมตรวิ่งมาควบซ้อนท้ายเฉย นี่วิ่งหรือเหาะเอาจริงๆ “อะไรของมึงเนี่ย กูหนัก” รถถึงกับเซ

“ไปด้วย” บอกพร้อมกอดเอวแน่น เตรียมพร้อมสุดๆ 

“แต่ตัวมึงเหม็นเหงื่อ อยู่บ้านนี่แหละ” มันเหม็นจริงๆ นะครับ กอดแบบนี้กลิ่นยิ่งชัด ดีไม่มีกลิ่นเต่า 

“เหรอ” ไอ้เด็กข้างหลังดึงเสื้อแล้วก้มลงไปดม “งั้นพี่รอก่อน เม่นอาบน้ำแป๊บเดียว นะๆ อย่าเพิ่งไป” 

“เออๆ” ถูกมันกอดเอวแล้วโยกไปมาจนต้องรับปาก 

ผมจูงจักรยานกลับไปเก็บที่เดิม คราแรกคิดจะปั่นกินลมชมวิวสักหน่อย หากมีไอ้เม่นไปด้วย น่องผมคงโป่งก่อนถึงตลาดพอดี ระหว่างนั่งรอก็เล่นหมาสุดที่รักไปด้วย มันแก่มากแล้วครับ แต่ก็ยังแข็งแรงไม่มีโรคภัย คงเพราะมันกินแต่ผัก เป็นพวกมังสวิรัติ เอาหมูให้กินนี่เมินหน้าหนีเลยนะครับ หมาของผมเนี่ย 

ผ่านไปหลายนาทีกว่าคนอาบน้ำจะเดินออกมา ไอ้เม่นยิ้มแป้นมานั่งข้างผม กลิ่นสบู่นกแก้วลอยมาแตะจมูก ทั้งๆ ที่มันก็พกครีมอาบน้ำแพงๆ ของมันมา แต่กลับเลือกใช้สบู่ก้อนไม่กี่สิบบาท แต่ผมก็ชอบนะครับ หอมแบบแปลกๆ ดี โดยเฉพาะสูตรดั้งเดิม


ผมขี่มอเตอร์ไซค์มีไอ้เม่นนั่งกอดเอวอยู่ด้านหลัง คือแค่ตัวใหญ่กว่าซ้อนก็ว่าแปลกแล้ว นี่ยังมากอดเอวซะแน่นอีก ใครเห็นเข้า คงจะคิดดีไม่ได้เลยครับ ท่าทางแบบนี้ 

“มึงจะกอดทำไมเนี่ย” พูดโต้ลมที่ตีหน้าจนสั่น ไอ้เม่นยื่นคางมาวางบนบ่า เอาซะผมหันไปแล้วแก้มชนปากมัน

“ก็พี่ขี่น่ากลัว เม่นกลัวตก” น้ำเสียงโคตรกวนตีน “เฮ้ย พี่เม่น เหี้ย” 

“มึงด่ากูทำไมเนี่ย” อยู่ดีๆ มันก็ด่าผมออกมาเฉย แถมเอะอะโวยวาย ชี้มือชี้ไม้ซะมอเตอร์ไซค์เซ 

“ไม่ได้ด่าพี่ แต่นั่น ตัวเหี้ย” สายตามองตามมือที่ชี้ เอ่อ ตัวเหี้ยจริงๆ ครับ ไม่ใหญ่มาก “ทำไมมันอยู่แถวนี้อะ”

“ก็แถวนี้มีร่องสวน มันอาจชอบก็ได้” เอาจริงๆ ผมเพิ่งเคยเห็นเหมือนกัน หรือจะมีคนเอามาเลี้ยงวะ 

กว่าจะถึงตลาด น้ำลายเกือบแห้ง ไอ้เด็กอยากรู้เล่นถามมันซะทุกอย่าง ตลาดที่ผมมาเป็นตลาดสด ของทุกอย่างส่วนใหญ่ก็เป็นชาวบ้านแถวๆ นี้นำมาขาย ผมเริ่มเดินซื้อของตามที่แม่เขียนบอก ซื้อเสร็จก็มักจะมีคนแย่งไปถือ เออ ดีเหมือนกัน ไม่หนัก

“พี่ๆ อันนี้อะไรอะ” 

“แอปเปิ้ลเมือง” 

“อร่อยป่ะ อยากกินอะ ซื้อนะ” 

สรุปคือซื้อมากิโลหนึ่งครับ ไอ้เม่นดี๊ด๊าอยากจะกินตรงนั้น แต่ผมห้ามไว้ ลูกแอปเปิ้ลเมือง หรือสตาร์แอปเปิ้ล เป็นผลไม้ลูกสีเขียว กลิ่นหอม รสชาติจะหวานอร่อย 

เมื่อซื้อของครบก็กลับครับ ขากลับไอ้เม่นอาสาขี่ให้ แต่ผมก็ต้องคอยบอกทาง บางครั้งก็ต้องบอกให้มันเพิ่มความเร็วบ้าง เพราะที่มันบิดคือสี่สิบ คืนนี้ไม่รู้จะถึงบ้านผมหรือเปล่า ขี่แค่นี้ 

กว่าจะถึง กว่าจะกินข้าวมื้อเที่ยง ผมต้องคอยบ่นไอ้เด็กที่เอาแต่เม้าท์ แหม พอสนิทกับพ่อแม่ผมละคุยแตกฟองเชียวนะ เอาซะไอ้ม่านกลายเป็นธาตุอากาศ หมูที่อยู่ในแกงผักกาดจอกลายเป็นของไอ้เม่นเกือบหมด แม่ผมเริ่มลำเอียงแล้วว่ะ 

“พี่เป็นอะไร ทำไมทำหน้างอ” ผมเดินกลับมาที่บ้านหลังเล็กเพื่ออาบน้ำคลายโมโห เอ๊ย คลายร้อน แต่ดันมีปลิงเกาะตามมาด้วย ไอ้เม่นถือตะกร้าใส่ผลไม้ที่ซื้อมาจากตลาดเมื่อกี้มาด้วย 

“มึงไม่เอามีดมาด้วยวะ” เลือกที่จะถามกลับแทน ก็จะให้ผมตอบมันว่าอะไร จะบอกว่าผมงอนพ่อกับแม่ที่เอาใจไอ้เม่นเหรอ ผมไม่ใช่เด็กน้อยขนาดนั้นหรอกนะเออ 

“เอามาทำไม...แต่พี่ไม่ต้องเปลี่ยนเรื่องเลยนะ” คราวนี้ผมก้มหน้าก้มตาไม่มองหน้า มือก็ทำเป็นเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่ “อี๋ ไม่เห็นอร่อยเลยว่ะ” เสียงโวยวายด้านหลังทำให้ต้องหันไปมอง เจอไอ้เม่นทำหน้าบูดบี้ แลบลิ้นไปมา 

“เป็นอะไรวะ” เห็นหน้าตาแบบนั้นก็อยากหัวเราะ แต่ต้องรู้สาเหตุก่อน 

“ก็เนี่ย...ไหนพี่บอกมันหวาน หอม อร่อยไง แล้วทำไมมันทั้งขม ทั้งเฝื่อน ไม่อร่อยเลย หรือมันยังไม่สุก เขาต้องเอามาหลอกขายแน่ๆ” มาเป็นชุดกับสาเหตุการทำหน้ายับของมัน 

“เชี่ย กูขำ” ผมลงไปนั่งหัวเราะที่พื้น เมื่อเห็นของในมือมัน เปลือกสตาร์แอปเปิ้ลมีรอยฟันครูดเป็นทางยาว 

“โหย พี่ม่านแกล้งเม่นเหรอ มันกินได้จริงป่ะเนี่ย” ไอ้เม่นยังใช้หลังมือเช็ดลิ้นอยู่เลยครับ โคตรตลก 

“ใครเขาให้มึงกินแบบนั้นวะ เปลือกมันกินไม่ได้เว้ย” พยายามกลั้นขำ แต่ก็ทำไม่ได้ก็เลยต้องขำไปทำตัวอย่างวิธีการกินให้มันดูไป ในเมื่อไม่มีมีด ผมก็เลยบีบให้มันมีรอยแยกแล้วดึงออกจากกัน “เขากินข้างใน เนื้อขาวๆ เนี่ย ไม่มีใครเขากินเปลือกแบบมึงหรอก แม่งตลก” 

“ก็คนมันไม่รู้นี่หว่า” แอบเห็นหูแดงๆ ของคนไม่รู้ สงสัยจะเขิน “พี่บอกแอปเปิ้ลๆ ก็คิดว่ากินเหมือนกัน” มีทำปากยื่นเป็นเป็ดซะด้วย แต่พอมันลองกัดเนื้อผลไม้ดูก็ยิ้มออกมา “อร่อยอะ” 

“เออ นั่นแหละ ต่อไปก็ไม่ต้องกินเปลือกแล้วนะ แม่งขำเหี้ย” ผมขำไปด้วย เดินเข้าห้องน้ำไปด้วย ปล่อยให้มันอร่อยกับของใหม่ไปครับ 


คนเราก็ต้องลองอะไรใหม่ๆ ซะบ้าง ถึงแม้ครั้งแรกอาจจะลองแบบผิดๆ แต่เราก็จะรู้และหาวิธีที่ทำให้มันกลายเป็นเรื่องที่ถูกในครั้งต่อมา 


ผมใช้เวลาอาบน้ำไม่นานก็ออกมาด้านนอก เจอไอ้เม่นนั่งกินผลไม้กับแม่ที่แคร่หน้าบ้าน พอเดินเข้าไปหา แม่ก็เริ่มบ่นว่าผมผอมลอง นี่แม่เห็นผมผอมเหรอ ไม่น่าเชื่อ เพราะมีแต่คนทักว่าผมอ้วน 

“เย็นนี้แม่จะทำแกงอะไร” ถามแม่หลังจากจิ้มมะม่วงสุกเข้าปาก 

“แม่ว่าจะทำขนมจีนน้ำเงี๊ยว เม่นกินได้ไหมลูก” ผมเบ้ปากทันทีที่แม่แทนไอ้เม่นว่าลูก ตอนนี้มีแต่ลูกเม่น เม่นลูก โอย ไอ้ม่านเซ็ง

“ได้ครับ อยู่กรุงเทพฯ เม่นก็เคยไปกินตามห้างที่เขาจัดงานครับ อร่อย แต่เผ็ดมากไปหน่อย” ไอ้นี่ก็ฉอเลาะเก่งกาจ 

นี่ผมกลายเป็นคนขี้อิจฉาไปตั้งแต่เมื่อไหร่

“แม่ทำไม่เผ็ดหรอก พ่อกินเผ็ดมากไม่ได้” 

“ดีแล้วครับ ยิ่งมีอายุ กินเผ็ดมากไม่ดี เป็นอันตราย”

“ใช่จ้ะ ช่วงนี้ก็งดของหวานบ้าง บลาๆ” 

ผมนั่งจิ้มมะม่วงกิน ฟังแม่ตัวเองคุยกับลูกรักคนใหม่ ตั้งแต่เรื่องนู้น เรื่องนี้ ฟังจนจะหลับ มารู้ตัวอีกทีก็ตอนถูกใช้ให้ไปช่วยทำขนมจีน 

“แม่ก็ใช้ไอ้เม่นบ้างสิ ลูกแม่เหมือนกันนี่” งอนครับ 

“ม่านนี่นะ” แม่จิ๊ปาก แต่พอไอ้เม่นฉอเลาะก็ยิ้มออกมา ด้วยความหมั่นไส้ ผมเลยยกขาเตะมันไป “ดูๆ ทำน้องอีก นิสัยไม่ดีติดมาจากใครล่ะ” 

“แม่ นี่ม่านลูกแม่นะ” พูดจบ ผมก็จิ้มมะม่วงหลายๆ อันขึ้นมาแล้วเดินหนีเข้าบ้าน งอนครับ พอได้คนใหม่ ก็ลืมคนเก่า ไอ้ม่านงอน

ถึงจะงอน แต่ก็เข้าไปช่วยในครัวอยู่ดี ไอ้เม่นก็ช่วยครับ ช่วยให้มันยุ่งยากขึ้น ผมเลยใช้ให้มันเดินไปเดินมา ส่วนผมนั่งอยู่กับที่ สบายครับ 

“อร่อยไหมครับแม่” ไอ้เม่นมันเรียกแม่ผมเต็มปากเต็มคำซะเหลือเกิน ตอนนี้มันเสนอหน้าไปขอชิมน้ำแกง และดูเหมือนจะชอบ “อร่อย”

“ฝีมือแม่ซะอย่าง” 

“ขี้โม้”

โดนครับ ผมนี่แหละ ถูกแม่เดินมาเขกหัวซะเจ็บ มีลูกคู่หัวเราะเยาะอีก ไอ้ม่านเซ็ง




มื้อค่ำสุดแสนอร่อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า พวกเราสี่คนนั่งกินขนมจีนไป คุยกันไป ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องเรียน แต่จะเน้นเรื่องเรียนซะมากกว่า 

“พรุ่งนี้กลับกี่โมง” พ่อถามขณะนั่งจิ้มแตงโมเข้าปาก 

“น่าจะออกสายหน่อย ม่านขี้เกียจตื่นเช้า” บอกปุ๊บ ไอ้เม่นก็ขำออกมาจนต้องถลึงตาใส่ “ที่จริงไม่อยากกลับเลย” โหมดอ้อนก็มานะครับ

“ก็รีบๆ เรียนให้จบ แล้วกลับมาช่วยพ่อทำงาน” จบประโยคปุ๊บ ผมถูกไอ้เม่นหันมาจ้องทันที แต่มันก็ไม่พูดอะไรออกมา คงรู้ว่าไม่เหมาะที่จะถาม 

“นี่ก็รีบเรียนแล้ว” ผมว่า

“รีบเรียนหรือขี้เกียจ” พ่อพูดซะผมดูเป็นเด็กไม่ดีเลย 

“เขาไม่ได้เรียกขี้เกียจ เขาเรียกพักสมองบ้างบางเวลา” 

“ดูมัน...เม่นล่ะ เรียนสนุกไหม คณะอะไรนะ” 

“เม่นเรียนศิลปกรรมครับ” 

“จบมาแล้วจะทำงานอะไรล่ะ” 

“ไม่รู้ครับ” คำตอบไอ้เม่นทำเอาพ่อผมไปต่อไม่ถูก “ที่จริงผมเรียนเพราะลงคณะมั่วๆ” 

ขนาดลงมั่วๆ มันยังติด แปลว่ามันเป็นคนฉลาด 

“ไม่เสียดายเวลาเหรอวะ ถ้าเกิดมึงจบไปแล้วมารู้ตัวทีหลังว่าไม่ชอบ” ถามในสิ่งที่คิด ไอ้เม่นยิ้มบางๆ ก่อนส่ายหน้า “อนาคตไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะมึง” 

“พี่เป็นห่วงเม่นเหรอ” น้ำเสียงกับสายตาแวววับจนต้องถลึงตาโตเข้าใส่ นี่มันกล้าถามต่อหน้าพ่อผมเลยนะ ไม่กลัวปืนที่ห้อยเต็มบ้านเลยไอ้ห่า “ไม่ตอบ แปลว่าเขินอะดิ่”

“หุบปากเลย” กัดฟันด่าไป ก่อนคว้าจานที่กินเสร็จเข้าไปล้างด้านใน ซึ่งแม่ผมก็กำลังล้างอยู่ พอมีของผมไปเพิ่มก็เหล่ตามอง 

“งอนอะไรมาอีกละ ทำหน้าบูดเชียว” แม่พูดปนขำ แต่ไอ้ม่านไม่ขำหรอกนะ

“พ่อกับแม่สปอยไอ้เม่นเกินไป” ผมบอก มือคว้าจานที่ล้างแล้วมาเช็ดให้แห้ง 

“อิจฉาล่ะสิ ม่านกลายเป็นคนขี้อิจฉาตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“แม่อ่า” เสียงหัวเราะของแม่ กับเสียงโวยวายของผมคงดังไปด้านนอกทำให้ไอ้เม่นเดินตามเข้ามา “มาทำไม” ทำหน้างอถามคนที่เดินหน้าบานเข้ามา 

“ไม่รักก็คงไม่มา~” มันตอบเป็นเพลงใส่ทำนองซะด้วย ขนาดผมปั้นหน้านิ่งยังหลุดขำ ส่วนแม่ก็หัวเราะหนักขึ้นไปอีก 

“ปัญญาอ่อน” ด่าไปงั้น แต่ปากก็ยิ้มนั่นแหละครับ 



ผมกับไอ้เม่นอยู่ช่วยแม่ล้างจาน เก็บของจนเสร็จก็แยกย้ายกลับบ้านเล็กเพื่อเตรียมเก็บของกลับในเช้าวันอาทิตย์ วันหยุดของผมกลับบ้านมายังไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย เสียดายจริงๆ 

“เป็นอะไร” มือพับเสื้อลงกระเป๋า แต่บรรยากาศในห้องดูเงียบจนต้องถามออกไป “เม่น เป็นอะไร ทำไมเงียบๆ” 

“ไม่อยากกลับ” เสียงเบามาก แต่ผมนั่งอยู่แทบชิดเลยได้ยิน 

“อะไรของมึงเนี่ย ดราม่าอีกแล้ว” ขำเบาๆ แต่หน้าคนไม่อยากกลับทำให้ต้องหยุดขำ “บ้านกู พ่อกับแม่กูไม่ได้หนีไปไหน วันหยุดก็ค่อยมาใหม่” ผมว่า คราวนี้สีหน้ามันดีขึ้นมา

“จริงนะ พี่จะพาผมมาด้วยจริงนะ” หน้าบานเชียว 

“เออ แต่ถ้ามึงไม่อยากมา กูก็จะไม่บังคับ” 

“มาสิ ผมรักพ่อกับแม่” เบ้ปากหมั่นไส้ไอ้เด็กง้องแง้ง ก่อนจะตกใจเมื่ออยู่ๆ ถูกแรงโถมเข้าใส่ แขนยาวรัดตัวผลักให้นอนลงบนเตียง “รักพี่ม่านด้วย รักมาก” เชี่ย ดิ้นไม่หลุดไม่พอ ยังต้องส่ายหน้าหนีจูบที่มันระดมมายิ่งกว่ากระสุนในสนามรบอีก

“ไอ้เม่น กูหนัก” ตัวมันทับผมแบบไม่มีผ่อนแรง ตัวก็ควาย 

“ทับบ่อยๆ จะได้ชิน” 

“ชินพ่อง”

คราวนี้แรงรัดคลายลงแต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยแขนที่กอดผม ไอ้เม่นวางหน้าผากลงบนกลางอกของผม มันคงจะไม่เป็นอะไรหากมันไม่จูบหนักลงไป โคตรขนลุก 

“ขอบคุณที่พาผมมาด้วย” มันพูดจบก็เลื่อนหน้าต่ำลงไปกดจูบแนวเดียวกัน “ขอบคุณที่พี่ยอมเปิดใจให้ผม” ผมกระพริบตาปริบๆ มือสองข้างดูเงอะงะไม่รู้จะทึ้งหัวมันดีหรือดึงหูมันดี “ขอบคุณที่พี่คบกับผม” 

จบประโยคปุ๊บ มันก็กดจูบลงบนสะดือ ขนทุกส่วนของร่างมันลุกชันจนผมต้องดึงหน้ามันขึ้นมา แม่งเอ่ย ความรู้สึกเชี่ยอะไรไม่รู้ตีรวนกันไปหมด แต่ดูเหมือนผมจะคิดผิดที่ดึงหน้ามันขึ้นมาเสมอหน้าตัวเอง ตาแป๋วของมันคล้ายกับสะกดไม่ให้ผมหันหน้าหนี ทำให้เห็นว่า หน้ามันค่อยๆ เลื่อนลงมาต่ำเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนปากเราแตะกันเบาๆ 


เหมือนถูกไฟช็อตที่ปาก


ทั้งที่เคยถูกมันลักจูบบ่อยๆ แต่ความรู้สึกมันต่างจากตอนนี้มากโข ยามที่ปากของมันแตะที่ริมฝีปากบนของผมพร้อมดูดเบาๆ แค่นี้ตัวก็ชาวาบ สมองดูเบลอๆ จนลืมขัดปัดป้อง ทำให้ไอ้เม่นยิ่งได้ใจ มันรุกจูบหนักขึ้น ขบไม่พอ ยังสอดลิ้นเข้ามาในปากผมอีก ความไม่เคยผมเลยดิ้น อยู่ดีๆ ก็มีลิ้นเข้ามา แต่ก็ขยับหนีไม่ได้ ส่ายหน้าหนีก็ถูกมือมันล็อคให้รับจูบ 

ไอ้ม่านจะตายแล้ว 

เคยดำน้ำนานๆ ไหมครับ ตอนนี้ผมรู้สึกแบบนั้นเลย มันต้องกลั้นหายใจ พอมีจังหวะ ก็หายใจไม่เต็มที่ การรุกล้ำมันเริ่มคืบคลานหนัก มือมันล้วงเข้ามาในเสื้อ ลูบอยู่ที่เดียวที่หน้าอก จนผมต้องใช้แรงเฮือกสุดท้ายผลักมันออก พอปากนั่นหลุดไป ผมก็หอบหนัก พยายามอ้าปากเอาอากาศเข้าปอด 

“มึงจะฆ่ากูหรือไง” ด่าไปหอบไปโดยที่ตัวไอ้เม่นคุกเข่าบนเตียงคร่อมช่วงเอวผมอยู่ พอมองมุมแบบนี้ ไอ้เม่นแม่งโคตรเอ็กซ์อะ 

“ใครจะกล้าฆ่าพี่ม่าน” คราวนี้มันจะโน้มตัวลงมา ผมก็รีบพลิกตัวหันหลังให้ ไอ้เม่นหัวเราะออกมาเฉย “โห หันหลังแบบนี้อันตรายกว่านะครับ” 

“ห้ามบีบตูดกูไอ้ห่า ลุกออกไป ก่อนที่กูจะถีบ” โวยวายเสียงพอประมาณ ขืนมากไปพ่อกับแม่วิ่งมาหาแน่

“ท่านี้ถีบเม่นได้ก็ให้ถีบเลยเอา” มีท้าทายซะด้วย ผมพยายามถีบ แต่มันนอนผิดท่าเลยได้แต่ถีบอากาศ “ขำพ่อง” 

“พี่ม่านพูดไม่เพราะเลยอะ ไม่น่ารักน้า” คราวนี้มันนอนทับหลังผมเลยครับ ตัวโคตรหนัก “เรื่องนี้ผมไม่รีบหรอก ผมรู้ว่าเราต้องศึกษากันก่อน ผมไม่รีบชิงสุกก่อนห่ามแน่นอน” 

“ไอ้สุภาพบุรุษ” แขวะอย่างหมั่นไส้ แต่มิวายถูกมันฉกหอมแก้ม “ลุกเลย จะได้เก็บไหมเสื้อผ้า” 

“ครับๆ” 

พอมันลุกไปแล้ว ผมก็นั่งเก็บของต่อ อาศัยจังหวะที่มันเก็บของ ยกมือจับปากตัวเอง มันวาบวามจริงๆ นะครับเมื่อกี้ ถ้าไม่ถูกบีบเค้นหน้าอก สติผมคงไม่กลับมา อาจเตลิดจนเสร็จมันไปแล้ว เชี่ยเอ๊ยไอ้ม่าน มึงจะมีอารมณ์กับไอ้เม่นไม่ได้นะเว้ย 

“พี่ม่าน” เสียงเรียกสติที่หลุดให้กลับมา ผมรีบชักมือลง แต่คงช้าไป เพราะคนเรียกมันยิ้มกว้าง “พี่มีอารมณ์ร่วมใช่ป่ะ ผมรู้สึกว่าของพี่ก็คึกสู้ของผม”

“คึกบ้าคึกบออะไร รีบเก็บของมึงเลยไอ้เม่น” โวยวายกลบเกลื่อน ก็โดนจูบขนาดนั้น มันก็ต้องเตลิดบ้างสิ 

“พี่จะไปไหน” พอผมลุกปุ๊บ มันก็รีบอ้าปากถาม

“ห้องน้ำ” 

“ให้ผมช่วยไหม” 

“ช่วยเก็บศพมึงน่ะสิ กูปวดขี้” 

“โหย รู้หรอกน่า”

“กูปวดขี้ จะดมตดกูไหมฮะ” 

“ยังไม่ได้ว่าอะไรเลย พี่ร้อนตัวนี่หว่า”

“ไอ้เชี่ย” หยิบหนังสือที่ใกล้มือที่สุดเขวี้ยงใส่ แม้ไม่โดนตรงๆ แต่ก็เฉียดหัวมัน 

“รุนแรงว่ะ คนเรานี่นะ....”

ไม่อยู่รอฟังมัน ผมเดินปึงปังเข้าห้องน้ำ ปวดขี้ก็ส่วนหนึ่ง อีกส่วนก็นะ ต้องจัดการไอ้ที่มันคึกให้ลงซะก่อน ไม่รู้จะคึกทำไมตอนนี้ ต่อไปนี้คงต้องระวังการอยู่ใกล้ไอ้เม่นให้มาก เกิดถูกปลุกบ่อยๆ จะกลายเป็นผมนี่แหละที่ข่มขืนมัน 


..........................................................................

แล้วพบกันตอนหน้าค่า 

รักเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความห่วงใย อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ^^

ความคิดเห็น