ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

14 ตัด (สิน) ใจ (100%)

ชื่อตอน : 14 ตัด (สิน) ใจ (100%)

คำค้น : ทิน , พี่ลม , พัน , พี่ฟ้าคราม , เคน , โยธิน , น้องแทน , พี่ผิง , นิยาย yaoi , นิยายวาย , นิยายดราม่า , นิยาย y

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.7k

ความคิดเห็น : 15

ปรับปรุงล่าสุด : 25 เม.ย. 2564 02:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
14 ตัด (สิน) ใจ (100%)
แบบอักษร

14 ตัด (สิน) ใจ 

“วันนี้มึงก็ไม่ไปอีกหรอ?” ผมกำลังเก็บของ เพื่อนสนิทที่เก็บของเสร็จแล้วถามผมทันที 

“อือ กูมีธุระ” 

“แน่นะ?” 

“อือ...” มันพยายามจ้องจับผิดผม ผมทำได้แค่พยักหน้า และยิ้มบางๆ ให้มันเชื่อ 

ผมไม่ได้ที่ตึกวิศวะมาอาทิตย์กว่าแล้ว ไม่ได้เจอรุ่นพี่วิศวะทั้งหลายนั่นเลย 

ผมยังไม่บอกพันเรื่องนี้เลย อาทิตย์กว่าที่มันสงสัย แต่ผมก็ปิดปากเงียบ ไอ้นี่มันยิ่งขี้โวยวาย ผมกลัวว่ามันจะโกรธแล้วไปพาลใส่พี่ฟ้าครามจนทะเลาะกันน่ะสิ 

“มึง... เรื่องพี่ลม โอเคป่าววะ?” มันถามอย่างกังวล ทำหน้าเป็นห่วงผมมากยังไงอย่างนั้น 

ที่ว่าเรื่องพี่ลมน่ะ ไม่ใช่เรื่องที่ผมถูกปฎิเสธหรอกครับ เป็นเรื่องใหม่ที่ทำผมช็อคกว่าเดิมซะอีก 

ได้ข่าวว่าพี่ลมคบกับผู้หญิงคนนึง เธอ... สวยมาก 

“กูไม่เป็นไรหรอกน่า” ผมยกยิ้มให้กับความเป็นห่วงของมัน “ไปหาแฟนมึงไป กูไปละ” 

ผมลุกหนีออกจากห้อง ที่ไล่มันไปหาแฟนนี่ก็เพื่ออยากให้มันสบายใจขึ้นก็เท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้น ตัวผมก็ยังเดินออกมาทั้งๆ ที่ไม่รู้จะไปที่ไหน ห้องสมุดเมื่อวานก็ไปมาแล้วด้วย... 

จริงๆ ผมไม่มีธุระอะไรนักหรอก อาทิตย์กว่าๆ ที่บอกพันว่ามีธุระ ผมโกหกมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

กลายเป็นคนขี้โกหกตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้สิ ไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองจะโกหกได้มากขนาดนี้ แต่... มันเป็นเพราะใครล่ะ ถ้าไม่ใช่เพราะ... เขา 

ผมไม่กล้าไปเจอหน้าเขา ไม่สิ ผมถูกสั่งไม่ให้ไปเจอหน้าเขานี่นา 

แย่ชะมัด... เหมือนสำคัญตัวผิดเลยแหะ 

RRrrr ~ 

“ครับ?” ผมค่อนข้างตกใจเพราะปลายสายที่โทรมาเป็นพี่ปลายายรหัสผม? นานๆ ทีจะโทรมาแหะ 

[น้องทิน รีบกลับบ้านป่าววันนี้ พอดีพี่มีเรื่องวานให้ช่วยหน่อยอ่ะ] 

“เอ่อ ไม่ครับไม่” 

[งั้นทินไปช่วยจีจี้ที่ชมรมหน่อยได้ไหม พอดีมันเป็นเร่งน่ะ] น้ำเสียงพี่ปลาดูกังวลมากเลย 

“อ่า ได้ครับ เดี๋ยวผมไป...” ผมตัดสายโทรศัพท์ มองเวลาในโทรศัพท์อย่างหน่าย 

‘15.06’ อย่างน้อยก็มีที่ไปแล้วแหะ ไปอยู่ที่นั่นสักหน่อยละกัน 

“เย้! ขอบใจทินมากนะที่มาช่วยพี่ ไม่งั้นไม่ทันแน่เลย” 

“ครับ ไม่เป็นไร” ผมยิ้มให้ ทั้งผมกับพี่จีจี้ดูเหนื่อยกับงานตรงหน้ามาก เห็นพี่จีจี้บอกว่าทางมหาลัยเลื่อนเวลาให้ส่งเร็วกว่ากำหนด เห็นนัดว่าจะไปเที่ยวต่อกับพี่ปลาด้วย เลยต้องมานั่งปั่นกันอยู่อย่างนี้ 

“งั้นพี่ไปส่งงานละนะ ฝากทินล็อคห้องด้วยนะ” พี่จีจี้วางกุญแจให้แล้ววิ่งออกไปทันที 

ทั้งห้องตอนนี้เหลือแค่ผมคนเดียว ผมขอพี่จีจี้อยู่ต่อ อ้างไปว่าห้องมันเงียบดีมีอารมณ์ทำการบ้าน พี่จีจี้ก็ไม่ว่าอะไรยังฝากให้ผมดูแลห้องให้ด้วยอีก ซึ่งนั่นก็โชคดีสำหรับผมที่ต้องการอยากอยู่คนเดียว 

ภายในห้องดูเงียบสงบ มีเสียงจากชมรมกีฬาข้างๆ ทำให้ไม่เงียบงัน มองออกไปทางหน้าต่างจะเห็นสนามกีฬาที่อยู่ห่างออกไป มีพื้นหลังท้องฟ้าที่เริ่มจะกลายเป็นสีส้ม เวลานี้มันก็เกือบจะห้าโมงแล้ว แต่นักกีฬาก็ยังซ้อมกันไม่หยุดเลย 

‘ไม่ต้องมายุ่งกับกู’ 

ผมกอดกระเป๋าเป้เอาไว้ ความรู้สึกที่ผมไม่อยากยอมรับในตอนนี้ก็คือเหงา ทั้งว่างทั้งเหงา แต่ผมยังอยากใจแข็งโกหกกับตัวเอง ว่าตอนนี้ก็แค่ว่างเท่านั้นเอง... 

พอผมไม่ได้ตึกวิศวะที่เคยไปเป็นประจำ ชีวิตของผมดูว่างมาก ว่างมากเกินไปกว่าปกติ จนนึกสงสัยไม่ได้ว่าที่ผ่านมาก่อนจะไปสิงที่ตึกวิศวะผมทำอะไรมั้งนะตอนนั้น 

ตอนที่ยังไม่รู้จักพี่ลม ตอนนั้นผมกำลังจะทำอะไรอยู่นะ... 

“ทิน!” 

เสียงคุ้นๆ ของใครสักคนทำผมหันไปมอง เป็นพี่รหัสผมนี่เอง “พี่โยธิน” 

“มาทำไรละเนี่ย?” 

“ผมมาช่วยพี่จีจี้จัดงานเอกสารชมรมน่ะครับ” 

“อ๋อ... แล้วพี่จีจี้ล่ะ” 

“ไปแล้วครับ เห็นว่าเขาเลื่อนเวลาส่งเร็ว เลยต้องรีบไป” 

“อ๋อ... พี่ว่าจะมาช่วยอยู่ แต่คงไม่ทันแล้วสินะ” พี่โยว่าอย่างเสียงดาย แล้วเดินเข้ามา “แล้วทินทำอะไรอยู่หรอ?” 

“ผม... ว่าจะนั่งทำการบ้านสักแปบแล้วค่อยกลับ” ว่าแล้วก็รีบหยิบชีทการบ้านขึ้นมาอ้างทันที 

“หืม ให้พี่ช่วยไหม?” 

“อ่า ไม่เป็นไรพี่ เดี๋ยวผมก็ทำเสร็จแล้ว” ผมปฏิเสธไปอย่างเกรงใจ พี่เขาก็ยังยืนยิ้ม 

“งั้นพี่อยู่ด้วยดีกว่า” ว่าจบพี่โยก็นั่งลงตรงข้ามผม 

“ครับ? พี่กลับเลยก็ได้ เดี๋ยวผมก็กลับแล้ว” 

“ก็เดี๋ยวกลับพร้อมกันนั่นแหละ” พี่โยเท้าคางยิ้มให้ผมกว้างกว่าเดิม จนผมต้องยิ้มแห้งๆ ส่งให้ 

จะบอกว่าเกรงใจ เผื่อพี่เขามีธุระรีบกลับอะไรหรือเปล่า แต่ถ้าพี่โยยังยืนยันผมก็ต้องปล่อยพี่เขาไปล่ะ 

“ครับ...” 

ถึงผมจะอยากอยู่คนเดียวก็ตาม... 

ผมนั่งทำชีทงานไปเรื่อยๆ แต่สารภาพเลยว่าไม่ได้ตั้งใจกับคำถามตรงหน้าสักนิด จากใจผมไม่มีอารมณ์นั่งทำงานเลย แค่รู้สึกอยากอยู่กับตัวเองให้มากขึ้นก็เท่านั้น 

‘อย่ายุ่งกับกู’ 

อึก... 

“ทิน... ทิน” 

“..คะ ครับ?” 

“เป็นอะไรไหม?” 

“อะ อ๋อ ผมแค่คิดไม่ออกนะครับ” อ้างไปนั่น คงเป็นครั้งที่พันกว่าแล้วมั้งที่ผมโกหก 

“ให้พี่ช่วยไหม?” 

“อ่าไม่เป็นไรพี่โย ผมว่ากลับไปทำที่บ้านต่อดีกว่า” ผมเก็บของทุกอย่างใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็ว 

ทุกๆ ครั้งที่ผมแยกจากพันออกมาอยู่คนเดียว ทำให้ผมหมกหมุ่นอยู่กับตัวเอง ทบทวนกับตัวเองว่าสิ่งที่ได้ยินในวันนั้นไม่ใช่ความฝัน มันวนซ้ำจนอารมณ์อ่อนไหว และตัวผมยังไม่ได้สินใจว่าควรจะทำยังไงต่อไปดี ถึงได้แยกตัวออกจากทุกคนแบบนี้ 

ผมเคยบอกไว้ว่า ถ้าถูกคนที่ชอบปฏิเสธ ผมจะตัดใจตั้งแต่ได้ยิน แต่พอมาเจอทั้งๆ ที่ยังไม่ได้สารภาพ ผมก็ยิ่งไม่อยากยอมรับความจริง 

บางที... ผมก็ขี้ขลาดไป... 

“ให้พี่ไปส่งนะ” 

“ครับ?” พี่โยธินยืนยิ้มให้ ผมยังยืนเหวอกับคำชวนพี่เขา? “ไม่เป็นไร...” 

“ไม่เป็นไรหรอก พี่อยากไปส่ง” พี่โยยิ้มให้เหมือนอย่างทุกที 

สุดท้ายผมก็ขี้เกียจปฏิเสธพี่โย ผมจัดการล็อคห้องชมรมเสร็จสรรพ พี่โยก็ยืนรอผมอยู่ข้างๆ 

“ช่วงนี้เรียนหนักไปป่าวเรา ดูผอมลงนะ” 

“เอ้ะ? จริงเหรอครับ” ผมก้มสำรวจดูตัวเอง นี่ผมผอมลงขนาดที่พี่รหัสทักเลยหรอเนี่ย 

“ใช่สิ สงสัยต้องขุนน้องรหัสตัวเองสักหน่อยละมั้ง” 

“ไม่ต้องเลยนะครับ” ผมขำเบาๆ ให้กับความใจป้ำของพี่รหัสตัวเอง บางทีพี่เขาก็ใจดีเกินไปนะ ฮะๆ 

ระหว่างที่เราเดินไปโรงรถกันพี่โยก็ชวนคุยผมไปเรื่อย ทำให้ผมผ่อนคลายจากเดิมอยู่เหมือนกัน 

กึก! 

แต่เหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจให้เลยแหะ... A 

ในเวลาแบบนี้ น้อยคนนักที่จะยังเพล่นพล่านอยู่ในมหาลัย แต่ผมกลับเห็นสิ่งที่หลีกหนีมาหนึ่งอาทิตย์... 

ผู้หญิงหน้าตาสวยมากคนนึง กับผู้ชายที่ผมหนีหน้ามาตลอดหนึ่งอาทิตย์ อยู่ด้วยกันสองต่อสอง นั่งจับมือกัน กำลังคุยกันอย่างสนุกสนาน 

นี่สินะ... สิ่งที่ผมซึ่งเป็นผู้ชายจะไม่ได้รับ 

สิ่งที่ผู้ชายอย่างผมได้รับในตอนนี้ คือความเจ็บปวดที่หัวใจ เจ็บจนผมกลั้นความรู้สึกต่างๆ เอาไว้แทบไม่ไหว หัวใจมันบอกให้ผมเลิกโกหกตัวเองและยอมรับความจริงได้แล้ว 

“ทิน...” 

รอยยิ้มกว้างที่มอบให้ คำพูดเอาแต่ใจที่ได้ยินทุกวัน สัมผัสอบอุ่นจากฝ่ามือนั้น 

ผมจะ... ไม่ได้รับจากพี่ลมแล้วสินะ... 

ตั้งแต่วันนั้น ผมก็ยังไม่ได้คิดว่าหลังจากนี้ผมจะทำยังไงต่อ หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็แค่ยังทำใจไม่ได้เท่านั้น 

มันคงถึงเวลาที่ผมต้องตัดสินใจแล้วสินะ... 

"ขอบคุณนะครับพี่โย ที่มาส่งผม” ผมยืนไหว้พี่รหัสที่นั่งคร่อมบิ้กไบค์คันใหญ่ เพิ่งรู้เหมือนกันว่าคนอย่างพี่โยธินก็ขี่อะไรแบบนี้ด้วย 

“อืม จริงๆ พี่มาส่งทินทุกวันก็ได้นะ” 

“ฮะๆ...” ผมยิ้มบางๆ ให้ พี่เขาก็พูดให้ผมอารมณ์ดีขึ้น แต่ไม่ไหวละ... 

ถ้ามากกว่านี้ละก็... ผมคงอดทนไม่ไหวแค่นี้ผมก็เกรงใจพี่เขามากพอแล้ว... 

“ทิน...” 

“...อะ” คนใจดีตรงหน้าเรียกผมเบา ผมเงยหน้าช้าๆ ก่อนจะรับสัมผัสที่อ่อนโยนจากฝ่ามืออุ่นๆ บริเวณแก้ม 

“ถ้ามีอะไรที่มันไม่ไหว ถ้าทินอยากระบาย พี่ก็พร้อมจะปลอบเรานะ” 

“...” 

“พี่จะอยู่ข้างๆ เรานะ” 

“...” คำพูดปลอบโยนจากพี่รหัส ทำให้ความอดทนทั้งหมดพังทลาย น้ำตาหยดแรกไหลอาบแก้มผมทั้งๆ ที่เม้มปากกลั้นเสียงเอาไว้ 

พี่โยธินใจดีจริงๆ แม้แต่ตอนอยู่มหาลัยพี่เขาก็ช่วยฉุดผมให้พ้นจากภาพในสายตา โดยที่ไม่พูดอะไรออกมา 

ทั้งหมดมันล้นทะลักแล้วจริงๆ แต่เพียงแค่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อมที่จะเล่าให้ใครฟัง 

“พรุ่งนี้พี่อยู่ที่ห้องชมรม จะมาหาพี่ก็ได้” พี่โยไล้นิ้วปาดน้ำตา ยิ้มอย่างอ่อนโยนเพื่อปลอบให้ความรู้สึกมันเบาบางลง 

พี่โยธิน พี่รหัสผมทำไมถึงใจดีขนาดนี้นะ มันทำให้ผมไว้ใจ จนผมตอบกลับด้วยการพยักหน้า 

“วันนี้มึงก็ไม่ไปอีกน่ะหรอ?” คำถามยอดฮิตจากเพื่อนสนิท ทำไมผมไม่เคยรำคาญที่มันถามทุกวันเลย 

“อืม... วันนี้จะไปที่ชมรมน่ะ” 

“อ่า...” มันพยักหน้า “ทิน กูถามจริงๆ นะ มึงไม่เป็นไรแน่นะ” 

“...” น้ำเสียงที่จริงจังกับแววตาที่ต้องการคำตอบ ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงผมมาก เห็นแบบนี้แล้วผมก็พูดออกไปไม่ได้ ผมไม่อยากจะโกหกมันอีกเลย 

เท่าที่ผ่านมา ผมก็หลอกตัวเองว่าไม่เป็นไร แต่ยิ่งหลอกตัวเองเท่าไรก็ยิ่งไม่ไหว 

ตอนนี้ ผมต้องตัดใจ แล้วยอมรับความจริงสักที 

“กูจะ... ไม่ไปที่นั่นแล้วนะ” 

“ห้ะ? เฮ้ย! มึง--“ 

“กูไม่เป็นไร กูโอเค กูแค่ขี้เกียจไปอ่ะ แถมกูมีธุระด้วย” ผมชิงโกหกตัดหน้า มันจะต้องโวยวายแน่ถ้าผมไม่หาข้ออ้างให้มัน 

สุดท้ายผมก็ต้องโกหกมันอีก... 

“ไอ้ทิน กูไม่เชื่ออ่ะ มันต้องมีเหตุผลที่มึงเป็นงี้ใช่ไหม” 

“มะ ไม่มี กูแค่เบื่อ” 

“มึงมีอะไรแน่ๆ มึงบอกกูมานะ” มันเค้นเสียงแกมบังคับแถมยังจับแขนผมไม่ให้หนีไปไหน มันโมโหที่ผมไม่ยอมบอกอะไรมัน และนั่นทำให้ผมแทบขมวดคิ้วเป็นปม 

“ไม่มีน่า--“ 

“พวกมึงทำไรกัน?” ก่อนที่บทสนทนาจะแย่ลงไปกว่านี้ ก็มีคนที่สามแทรกเข้ามาทำให้พวกผมตกใจ 

“พี่ฟ้า มาได้-- เฮ้ย!” 

“กูไปละ ผมไปละนะ” ผมกระชากมือชิ่งหนีจากไอ้พัน  มันยังโวยวายจะไล่ตามผมมา แต่เหมือนว่าพี่ฟ้าครามจะรั้งเอาไว้ 

แต่ยังไง... คืนนี้ผมคงหนีไม่พ้นมันแหงๆ เตรียมคำตอบยังไงให้เชื่อดีล่ะ... 

ผมหนีมาที่ชมรม คำชวนของพี่โยธินเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะตอนนี้ผมต้องการที่หนีพอดี ต้องการที่เงียบๆ ที่ๆ ไม่มีใครได้ก็ดี 

“มาจริงๆ สินะ” พี่โยธินที่นั่งอ่านหนังสือ ยิ้มให้เมื่อผมเดินเข้าไป 

“ขอบคุณพี่มากนะครับ ที่ให้ผมมาที่นี่ได้” ปกติผมไม่เคยมานั่งที่ห้องชมรมนานๆ นักหรอก เพราะไม่มีคนอยู่ทำอะไรในห้อง ส่วนมากจะเป็นพี่จีจี้ที่เก็บกุญแจเอาไว้ 

“พี่บอกแล้วว่าจะอยู่ปลอบเราน่ะ” รอยยิ้มที่อบอุ่นตรงหน้า ผมรู้สึกดีมากจริงๆ ที่มีคนห่วงผมมากขนาดนี้ 

“ขอบคุณพี่โยมากนะครับ แต่ผมไม่เป็นไรหรอก” ผมมาที่นี่เพราะผมต้องการที่พักพิง ต้องการที่หลบหนีจากคนที่ผมรู้จัก 

ถ้าต่อจากนี้ผมไม่ไปที่นั่นแล้ว ผมก็คงว่างมาก จนไม่รู้จะไปไหนแน่ๆ 

“เก็บเอาไว้มันจะดีหรอ ถ้าทนไม่ไหวก็ระบายให้พี่ฟังก็ได้” 

“...มันไม่มีอะไรหรอกครับ ผมก็แค่ต้องยอมรับความจริงเท่านั้น” ผมยิ้มให้อย่างเบาบาง 

“ความจริงอะไร?” ผมสะดุ้ง เสียงที่แข็งและก้าวร้าวแบบนี้ไม่ใช่เสียงของพี่โยธินแน่ 

ผมหันกลับไปตามเสียง พบกับเพื่อนของตัวเองที่ยืนขมวดคิ้วเหมือนไม่เข้าใจอะไรสักอย่าง 

“อะ เอ่อ” 

เวรล่ะ... ไอ้พัน 

“เรื่องอะไรน่ะ ความจริงอะไรของมึง! หรือว่าเรื่องพี่ลม?” มันเดินเข้ามาใส่คำถามที่ผมไม่รู่จะตอบมันยังไง 

“อ่ะ เอ่อ คือ...” ผมหลบสายตาที่คาดคั้นเอามาก ลนลานจะไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว 

“มึงบอกกูมาดิวะ กูก็เพื่อนมึงนะทิน” 

“...” ผมเม้มปาก น้ำเสียงมันเริ่มน้อยใจขึ้นจนผมอยากจะร้องไห้ 

“...เหี้ย” 

ฟึบ! 

ผมตกใจ ที่อยู่ๆ มันก็ทำอะไรที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน มันดึงผมเข้าไปกอดและกดหัวผมให้ซบกับไหล่ 

“มึงแม่ง... จะไม่พูดไม่บอกอะไรกูเลยหรอวะ” 

“กู...” 

“จะมีกูไว้เป็นเพื่อนทำไมกันถ้ามึงไม่เห็นกูอยู่ข้างๆ” 

“...” 

“...” ผมเม้มปากกลั้นเสียงสะอื้นไม่ไหวแล้ว ยกมือขึ้นมาจับแขนอีกคนไว้ และทิ้งน้ำหนักลงไปที่พักพิงตรงหน้า 

“กูขอโทษ...” 

ผมรู้ว่ามันเป็นห่วงผมมาก ผมก็ไม่อยากให้มันมากังวลเรื่องของผมมาก แต่แบบนี้ที่ผมทำทั้งหมดคงคิดผิดแล้วล่ะ 

“อือ กูให้อภัย ครั้งนี้กูจะไม่โวยวายใส่มึง ครั้งนี้กูจะเป็นผู้ฟังที่ดี เพราะงั้น... มึงมีอะไรไม่ต้องเก็บไว้แล้ว บอกกูมาให้หมดล่ะ” 

“ไอ้พัน...” ผมสะอื้นหนักขึ้น ไหล่เริ่มเปียกชื้น “ฮึก กูขอโทษ กูไม่น่าคิดเลย ฮึก ไม่น่าคิดอะไรอย่างนั้นเลย กู... กูโดนเกลียดแล้ว” 

“ห้ะ? ใคร?” 

“ฮึก... เขาไล่กู พี่ลม... เขาไม่ได้คิดกับกูอย่างนั้น” 

“...ห้ะ? ได้ไงน่ะ?” 

2BeCon 

Ps. จะเปิดเทอมกันแล้วใช่ไหม ฮ่าๆ ไรท์ก็ด้วยเหมือนกัน (พูดแล้วเศร้า...) ไรทจะพยายามเขียนเรื่อยๆ เขียนให้ครบตอนค้ะ เปิดเทอมแล้วตั้งใจเรียนกันนะเด็กๆ ฮา... 

ความคิดเห็น