ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 14 สองมือที่ว่างเปล่า

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 สองมือที่ว่างเปล่า

คำค้น : สืบสวน , โคนัน , จอมโจรคิด , กองปราบ , กองปราบฯ , กองปราบปราม , ตำรวจ , โจร , ไทย , ประเทศไทย , ตลก , กวน , ป่วน , แสบ , ฮา , บ้าบอ , แก๊ง , โรบินฮู้ด , เก่ง , ขโมย , รหัส , ปริศนา , เงื่อนงำ , ก่อการร้าย , ระเบิด , ตื่นเต้น , ระทึก , ตาย , แอคชั่น , บู๊ , เลือด

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 425

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2560 00:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 สองมือที่ว่างเปล่า
แบบอักษร

ตอนที่ 14 สองมือที่ว่างเปล่า

เอกพลจ้องมองเป้าหมายไม่วางตา และตัดสินใจลุกเดินตามคุณป้าเจ้าของร้านออกไป พลอยให้คู่หูเฉพาะกิจอย่างจ่าอาวุโสวัยใกล้เกษียณต้องรีบลุกตามไปด้วย

“สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าปัจจุบันยังมีใครที่น่าสงสัยมาป้วนเปี้ยนอยู่อีกไหมครับ?” ผู้กองหนุ่มยกมือขึ้นแตะข้างขมับตามอย่างที่ตำรวจทั่วไปควรปฏิบัติ พร้อมกับตั้งคำถามซึ่งล่วงรู้คำตอบอยู่แล้วเช่นเคย ในเมื่อไม่มีทางที่เพื่อนนายตำรวจของตนจะกล้าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาอีกเป็นครั้งที่ 2 นอกเสียจากว่ายังมีบุคคลอื่นที่ประสงค์จะสืบสาวราวเรื่องจากคนเหล่านี้อีก

“ไม่มีแล้วล่ะครับ ขอบคุณครับ” เจ้าของดวงตาคมกับหนวดเคราที่ราวกับจงใจปล่อยไว้ให้ดูน่าเกรงขาม และผิวเข้มๆ อย่างชาวไทยซึ่งไร้สายเลือดอื่นใดปะปน ผู้ทำหน้าที่คนขับรถส่วนตัวรวมไปถึงแพทย์ประจำตัวให้กับนายจ้างชาวไต้หวันนาม ‘หลี่ เหวิน’ ตอบคำถามของเอกพลด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบพอๆ กับใบหน้าและแววตาที่เรียบเฉยไร้ความรู้สึก

“อย่างนั้นหรือครับ แต่ถ้าหากมีเหตุฉุกเฉิน หรือพบเห็นบุคคลที่น่าสงสัยอีก ก็สามารถโทรศัพท์แจ้ง 191 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมงนะครับ” เอกพลแสดงความปรารถนาดี ทั้งที่นั่นเป็นการถ่วงเวลาเพื่อสังเกตการณ์เป้าหมาย อย่างน้อยๆ สัก 5 วินาทีก็ยังดี หากว่าคนจำพวกนี้ฉลาดพอจะไหวตัวทัน

“ครับ” อีกฝ่ายตอบกลับมาสั้นๆ จนน่าใจหาย ซ้ำยังเลื่อนกระจกรถขึ้นเป็นการตัดบท และขับรถออกไปโดยไม่ใยดีว่ากลุ่มคนทางนี้จะรู้สึกอย่างไร

“ท่าทางคุณเขาจะรีบนะครับ” จ่าอาวุโสช่วยแก้หน้าให้ผู้กองหนุ่มของตน ซึ่งบัดนี้ได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองรถยนต์ของเป้าหมายที่ค่อยๆ แล่นห่างออกไปเรื่อยๆ และดูท่าว่าจะไม่มีใดๆ ในโลกสามารถต่อเศษหน้าของเขาให้กลับสู่สภาพเดิมได้

“ใช่ค่ะ! คุณๆ เขาคงกำลังรีบร้อนมากแน่ๆ” คุณป้าเจ้าของร้านพลอยหัวเราะเออออห่อหมกไปด้วย เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเอกพล “แต่ก็อาจจะเป็นเพราะคุณๆ เขามีอคติกับตำรวจก็ได้นะคะ แหม! เล่นมารอเก็บค่าคุ้มครองตั้งแต่เขาเปิดบริษัทเลย”

คำพูดเรื่อยเปื่อยของคุณป้าเรียกสติของเอกพลให้กลับคืนมา และไม่ใช่เพียงแค่นั้น...

“ตำรวจ สน.ไหนครับพอจะทราบไหม แล้วคุณพี่พอจะเห็นรูปพรรณสัณฐานของเขาหรือเปล่าครับ?” ชายหนุ่มซักไซ้ไล่เรียงหมายจะเพิ่มภาระให้ตัวเอง เพื่อหาโอกาสจับพิรุธเป้าหมายอีก และเมื่อได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ตนต้องการแล้วจึงถือโอกาสลากลับ ก่อนที่คุณป้าเจ้าของร้านจะนึกสงสัยในจุดประสงค์ที่แท้จริงของตน

3 ชั่วโมงต่อมา เอกพลก็ฝ่าการจราจรอันติดขัดบนท้องถนนในช่วงเวลาเลิกงาน กลับมาถึงบ้านอันแสนสุขของตัวเองโดยสวัสดิภาพ ครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง 32 อวัยวะ และพบว่าธนูได้มารอตนจนเผลอหลับอุตุในท่าแผ่สองสลึงอยู่บนโซฟาตัวยาวภายในโถงบ้าน ราวกับไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาสัก 3 ปี

“เฮ้! น้องนู โจรปล้นบ้านแล้ว ตื่นๆ” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่เขย่าตัวอีกฝ่าย พลางปั้นเรื่องแหกตาให้สร่างจากอาการง่วงเหงาหาวนอน

“โจรหน้าตาเหมือนเจ้าของบ้านเลยนะครับเนี่ย” สายสืบรุ่นน้องลืมตาขึ้นหัวเราะขำ อันที่จริงประสาทสัมผัสของเขาไวพอจะรับรู้การมาของเอกพลแล้ว ถึงอย่างนั้นธนูก็ยังอยากรู้ว่าเอกพลจะใช้วิธีการไหน ปลุกพวกแกล้งขี้เซาอย่างเขา

“อ้าวๆ แจ้งข้อหาพี่แบบนี้ เดี๋ยวพี่ฟ้องกลับเลยนะเนี่ย คราวหน้ามาแกล้งหลับลองภูมิอีก จะถ่ายคลิปวีดีโอแจกจ่ายให้ทั่วกองปราบฯเลย ไม่ต้องห่วงว่าคุณพ่อจะไม่ได้เห็น พี่จะส่งให้คนแรกเชียว”

คำขู่ทีเล่นทีจริงของเอกพลทำเอาธนูสะดุ้งเฮือก รีบลุกพรวดขึ้นละล่ำละลัก

“โห! พี่เอกจะทำแบบนั้น จับผมเผานั่งยางเลยดีกว่าครับ”

คำพูดของธนูก็ทำให้เอกพลอดขบขันไม่ได้เช่นกัน

“พี่ล้อเล่น! นี่! แล้วยัยอ้อไปไหนซะล่ะ อย่าบอกนะว่าเราใช้กุญแจผีไขประตูบ้านพี่เข้ามานอนน่ะ?”

และแม้จะเปลี่ยนเรื่องราวในบทสนทนาแล้ว หากแต่เอกพลก็ยังมิวายวนเวียนอยู่กับคุกตะราง

“ผมว่าพี่เอกนั่นแหละครับ พยายามจะแจ้งข้อหาให้ผม” ธนูทำหน้าย่น “อ้ออยู่ในครัวต่างหากล่ะครับ เห็นบ่นว่าถ้าทำกับข้าวเสร็จแล้วพี่เอกยังไม่กลับ จะกินถ้วยชามรามไหให้หมดเลย”

“ตาบ้า! ฉันบอกว่าจะกินกับข้าวต่างหากล่ะยะ” อริศราซึ่งกำลังเดินยกจานกับข้าวออกมาจากครัว ทักท้วงคำบอกเล่าอันฟังดูทะแม่งๆ ที่หลุดออกมาจากปากของธนู นี่ถ้าไม่เสียดายกับข้าวที่พึ่งทำเสร็จใหม่ๆ ล่ะก็ เธอจะเอามันแปะหน้าตาคนปากสว่างให้รู้แล้วรู้รอด

“แต่หน้าเธอมันบอกว่าจะกินถ้วยชามรามไหด้วยนี่” ธนูปั้นหน้ากวนแย้ง

“เดี๋ยวนายนั่นแหละที่จะได้กินถ้วยชามรามไหเป็นมื้อเย็น” หญิงสาวเดินกลับเข้าไปยกจานข้าวสะอาดเอี่ยมสำหรับ 3 คนออกมาจากในครัว เป็นเชิงข่มขู่ให้ธนูจำต้องเงียบไป แต่... เหยื่อของอริศราไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น

“พี่เอกทำไมกลับบ้านเย็นจังล่ะคะ อ้อคิดว่าจะทำกับข้าวรอเก้อแล้วซะอีก ไม่ยอมโทรมาบอกกันด้วย”

และเป้าหมายต่อไปที่จะต้องรายงานตัวพร้อมคำชี้แจงอันฟังดูมีน้ำหนัก แก่ผู้มีอิทธิพลประจำบ้าน ได้แก่ พี่ชายอย่างเอกพล

“พี่ไปสืบคดียาเสพย์ติดแทนภูผามาน่ะ แล้วสถานที่มันก็อยู่แถวชานเมือง แถมยังเอารถส่วนตัวไปไม่ได้ด้วย คุณสุจริตก็โทรมาเลื่อนนัดอีก หลังจากปล่อยให้พี่นั่งรออยู่ครึ่งค่อนชั่วโมง” คนเป็นพี่ตอบพลางส่ายหน้าให้กับภารกิจในวันนี้

“อีกแล้วหรือครับ คุณสุจริตนี่ชักทะแม่งๆ แล้วนะครับ แต่จะบอกว่าคุณสุจริตเป็นคนทำให้กล้องวงจรปิดพวกนั้นระเบิด ก็คงเหลือเชื่อพอๆ กับที่คุณหมอรจเลขจะเป็นคนทำนั่นแหละครับ นอกจากจะมีผู้สมรู้ร่วมคิดที่มีอำนาจจะทำเรื่องพวกนั้นได้ล่ะก็” ธนูส่ายหน้าให้กับเรื่องราวล่าสุดที่ได้รับรู้ “แล้วคดีของผู้กองภูผาเป็นยังไงบ้างล่ะครับ ได้เรื่องไหม เจอผู้ต้องสงสัยหรือเบาะแสหรือเปล่าครับ?” เขาถามต่อไปอีก ระหว่างที่ทั้งหมดเดินมานั่งลงที่โต๊ะอาหาร ในตอนที่เข็มสั้นและเข็มยาวของนาฬิกาแขวนผนังชี้บอกเวลา 19 นาฬิกาตรง

“เจอผู้ต้องสงสัยไม่พอ 5 นาทีแบบซึ่งๆ หน้าด้วย ได้ข่าวว่าไม่ชอบตำรวจเพราะถูกเก็บส่วยตั้งแต่เปิดบริษัท คนนั้นไง! หลี่ เหวิน ที่ชวินเขาหมายหัวไว้วันนั้นน่ะ พึ่งรู้ว่าหมอประจำตัวเป็นคนขับรถให้ด้วย คงจะเป็นคนสนิทประเภทมือขวาหัวหน้าแก๊ง”

คำตอบของเอกพลไม่เพียงแต่ทำให้ธนูชะงักไปเท่านั้น แต่มันยังหยุดความเคลื่อนไหวของอริศราด้วย เวลานี้หญิงสาวจดจำได้แล้วว่าเธอเคยเห็นผู้ชายที่ชื่อหลี่ เหวิน ที่ไหน รวมทั้งเขาเป็นใครนอกเหนือจากเจ้าของกิจการส่งออกงานฝีมือไทย และมันก็ทำให้เธอตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่าง...

“ให้อ้อสมัครเข้าไปฝึกงานในบริษัทของเขาดีไหมคะ จะได้ช่วยสืบข่าวให้พี่เอกได้?” หญิงสาวเอ่ยขึ้นสีหน้าจริงจัง แต่นั่นเองที่ทำให้สองหนุ่มหันขวับมาจ้องหน้าเธอด้วยความตกใจ

“พูดอะไรน่ะยัยอ้อ! เรื่องอันตรายแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะส่งใครเข้าไปก็ได้นะ เกิดพลาดขึ้นมาล่ะก็จบเห่แน่ ต่อให้เป็นมืออาชีพก็เถอะ ถึงยังไงพี่ก็จะไม่ยอมให้เราเอาชีวิตเข้าไปเสี่ยงกับงานของพี่เด็ดขาด” เอกพลปฏิเสธเสียงเครียด

“ถ้าเธอรู้อะไรก็บอกพวกเรามา เรื่องสืบคดีฉันจะจัดการเอง” ธนูพูดเป็นเชิงสนับสนุนคำพูดของผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ โดยที่ยังคงจ้องหน้าอริศราเขม็ง ชายหนุ่มจดจำได้ดีว่าหญิงสาวเคยพบเห็นหลี่ เหวินที่ใดที่หนึ่งมาก่อน และเวลานี้เธอก็คงพบคำตอบนั้นแล้ว เพียงแต่... เหตุใดเธอจึงไม่เอ่ยปากบอกเขาหรือเอกพลกันเล่า

“อ้อ... ก็แค่อยากช่วย” อริศราตอบคำปฏิเสธของพี่ชาย แล้วก้มหน้าก้มตากินข้าว คล้ายต้องการหลบสายตาของธนูที่จ้องมองมา แม้จะรู้ดีว่าการกระทำเช่นนั้นยิ่งจะทำให้เขาสงสัยและจับตามองเธอมากขึ้นกว่าเดิมก็ตามที

หรือลึกๆ ข้างในใจของเธอ... อาจจะแค่อยากให้เขาตามไปห้ามปรามก็เป็นได้

ความโลภของมนุษย์ไม่มีที่สิ้นสุดพอๆ กับความอยากรู้อยากเห็น กลางดึกของคืนนั้น เอกพลถูกเรียกตัวให้ตามไปสมทบ สนธิกำลังเข้าจับกุมพ่อค้ายาเสพย์ติดรายใหญ่เครือข่ายภาคกลาง โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้เลยว่าน้องสาวคนเดียวของตนยังคงนั่งสืบค้นข้อมูลที่ต้องการ ผ่านโลกออนไลน์อยู่ภายในห้องนอนของตัวเอง รวมทั้งอาศัยโอกาสที่พี่ชายไม่กลับบ้านหายตัวออกไปแต่เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น

...แน่นอน! อริศราเองก็ไม่รู้ว่ามีใครอีกคนสะกดรอยตามเธอ ตลอดการเดินทางไปยัง THTW Handmade Export เช่นกัน

“เท่าไหร่คะ?”

ทุกความเคลื่อนไหว ทุกอิริยาบถของอริศราล้วนอยู่ในสายตาของคนคนนั้นตลอดเวลา ตั้งแต่เธอก้าวเท้าออกจากบ้าน เดินมาขึ้นรถประจำทาง ลงจากรถประจำทางมาขึ้นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง กระทั่งมาถึงด้านหลังบริษัทส่งออกงานฝีมือไทยของหลี่ เหวิน

“เอ่อ... คุณน้าคะ หนูขอรบกวนถามอะไรสักนิดนึงจะได้ไหมคะ?” หญิงสาวจ่ายเงินค่าโดยสารรถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง แล้วยืนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจเข้าไปหาเจ้าของร้านอาหารตามสั่งฝั่งตรงข้าม ขณะที่คนคนนั้นใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเองโทรศัพท์ไปรายงานเหตุการณ์ตรงหน้าให้ใครอีกคนรับทราบ

“ว่ายังไงจ๊ะ มีอะไรจะถามก็ว่ามา ท่าทางไม่ใช่คนแถวนี้นี่” คุณป้าเจ้าของร้านผู้มีใบหน้าเหมือนคุณป้ามหาภัยที่เอกพลเคยได้พบเจอไม่ผิดเพี้ยน หันมายิ้มให้อริศราระหว่างที่มือยังคงผัดกับข้าวไปด้วย

“คือ... หนูทราบมาว่าทางบริษัทของคุณหลี่ เหวินที่อยู่ฝั่งตรงข้ามน่ะค่ะ เปิดรับพนักงานตลอด ไม่ทราบว่าตอนนี้ยังรับอยู่ไหมคะ คุณน้าพอจะทราบบ้างไหมคะ?” ผู้มาเยือนแปลกหน้าในชุดนักศึกษาตั้งคำถามแบบไม่อ้อมค้อม

“อู๊ยยย! หนูถามถูกคนแล้วล่ะจ้ะ อยากรู้เรื่องอะไรในบริษัทคุณเหวิน ถามน้าถามได้ตอบได้ เพราะลูกชายของน้าทำงานอยู่ที่นี่ อายุน่าจะรุ่นๆ หนูนี่แหละ หนูจะมาฝึกงานหรือจ๊ะ?” อีกฝ่ายยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจในความรอบรู้ของตน

“ค่ะ หนูอยากจะมาขอฝึกงานน่ะค่ะ” อริศราตอบรับพลางยิ้มยินดี กับหนทางแห่งความสำเร็จของแผนการซึ่งพอจะเรืองรองขึ้นมาบ้าง

“หนูข้ามฝั่งไปบอกรปภ.หน้าประตูนะ เดี๋ยวเขาก็เปิดให้ สำนักงานจะอยู่ด้านในสุด ตึกสีขาว 2 ชั้นน่ะจ้ะ คุณเหวินมาทำงานแล้วล่ะ อาจจะเห็นขรึมๆ แต่เขาใจดี เปิดรับพนักงานตลอด”

คำตอบของคุณป้าเจ้าของร้านช่วยให้อริศราใจชื้นและโล่งอกขึ้นมาอีกเปลาะ หญิงสาวรีบกล่าวคำขอบคุณแล้วเดินออกมาจากร้านอาหารแบบเพิงพัก เตรียมตัวจะข้ามถนนแบบ 2 เลน ไปยังด้านหน้าบริษัทอันเป็นเป้าหมาย ถ้าหากไม่มีมือของใครคนหนึ่งรั้งแขนเธอไว้เสียก่อน

“อ้อ! เธอจะทำอะไรของเธอน่ะ!?”

เสียงคุ้นหูกับการกระทำของเขา เรียกให้อริศราหันขวับมาจ้องมองเจ้าของมือที่ฉุดรั้งเธอด้วยความตกใจ หญิงสาวไม่คิดว่าธนูจะติดตามมาถึงที่นี่ ในสถานการณ์อันเกิดจากการตัดสินใจกะทันหันของเธอ เวลานี้... เธอพึ่งเข้าใจว่าเธอประเมินความระแวดระวัง ของสายสืบประจำกองปราบปรามอย่างเขาต่ำเกินไป แม้ลึกๆ แล้วจะรู้สึกดีใจที่ได้รับรู้ว่าเขาเป็นห่วงเธอก็ตาม

“ฉัน... ก็แค่จะมาหาที่ฝึกงาน”

เพื่อรักษาแผนการไม่ให้ล่มตั้งแต่ยังไม่เริ่ม อริศราจำต้องปั้นสีหน้าเรียบเฉย พร้อมทั้งให้คำตอบแบบเดียวกับที่ใช้ตอบคำถามคุณป้าเจ้าของร้านอาหารเมื่อครู่ ทั้งที่รู้ดีว่าธนูย่อมล่วงรู้ถึงเจตนาที่แท้จริงของเธออยู่แล้ว

“กลับไปกับฉันเดี๋ยวนี้!” ธนูออกคำสั่งเสียงเครียด และดังพอจะเรียกให้ผู้คนที่ผ่านไปมา รวมไปถึงบรรดาลูกค้าร้านอาหารของคุณป้ามหาภัย หันมามองคนทั้งคู่กันเป็นตาเดียว

“ฉันแค่มาสมัครงาน เดี๋ยวก็กลับ นายกลับไปก่อนเถอะ” หญิงสาววางเฉยกับอาการเป็นเดือดเป็นร้อนของธนู เพราะไม่อยากให้เกิดพิรุธใดๆ อันจะนำหายนะมาสู่ทั้งเธอและเขา

“เธอต้องกลับไปกับฉันเดี๋ยวนี้!” ธนูยังคงย้ำคำพูดเดิมด้วยสีหน้าจริงจัง เคร่งเครียด โดยเฉพาะกับอาการดื้อเงียบของอริศรา ซึ่งเขาไม่รู้ว่าอะไรคือส่งที่จุดชนวนให้มันบังเกิดขึ้น

“ฉันไม่กลับ! บอกแล้วไงว่าจะเข้าไปสมัครงานก่อน” อริศราพยายามแกะมือของธนูออกจากแขนของเธอ แต่นั่นไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยสำหรับผู้หญิงร่างบาง เรี่ยวแรงน้อยอย่างเธอที่จะสู้รบปรบมือกับตาคนบ้าพลังที่กำลังโมโหอย่างเขา

“อะไรจ๊ะ มีอะไรกัน มาทะเลาะอะไรกันที่หน้าร้านน้าล่ะจ๊ะเนี่ย?” คุณป้าเจ้าของร้านละมือจากการทำอาหาร เดินตรงออกมาหาคนทั้งคู่คล้ายพยายามจะช่วยไกล่เกลี่ย โดยมีเด็กหญิงลูกมือตัวเล็กวัยไม่ถึง 10 ขวบ เดินถือแก้วน้ำตามหลังมาต้อยๆ เป็นการป้องกันการใช้เสียงจนคอแหบแห้งเป็นผุยผง

“ไม่มีอะไรครับ ผมแค่จะพาแฟนผมกลับก็เท่านั้น” ธนูเป็นฝ่ายตอบคำถามของคุณป้า โดยที่มือข้างหนึ่งยังคงรั้งแขนของอริศราไว้ และไม่มีทีท่าว่าจะยอมปล่อยเธอไปง่ายๆ

“ทำไมล่ะ แค่แฟนจะไปสมัครงานแค่นี้ ยังต้องหึงหวงขนาดนี้เลยเหรอ แล้วต่อไปจะไปทำมาหากินอะไรได้ล่ะจ๊ะเนี่ย” คุณป้าตอบโต้เป็นเชิงกระทบกระเทียบ และทันทีที่ธนูหันกลับมาให้คำตอบ...

พลั่ก!

“โอ๊ยยย!!”

เพล้งงง!!

แก้วน้ำใบโตในมือเด็กหญิงถูกคุณป้ามหาภัย ฉวยมาปาใส่ศีรษะของชายหนุ่มเคราะห์ร้ายตรงหน้า ก่อนที่มันจะตกลงบนพื้นถนน และแตกกระจายเป็นเศษแก้วชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่แทบเท้าของคุณป้า อริศรา รวมไปถึง... เจ้าของหยดเลือดสีแดงสดซึ่งซึมจากบาดแผล ไหลรินผ่านใบหน้าลงสู่พื้นถนนเช่นเดียวกัน

“ธนู!!” อริศราอุทานชื่อของเขาด้วยความตกใจในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ไม่ทันที่เธอจะได้เข้าไปช่วย...

“ไปกันเถอะหนู! อย่าไปสนใจผู้ชายพรรค์นี้เลย คนอะไรเห็นแก่ตัวจริงๆ มีแฟนแบบนี้หาใหม่ข้างหน้าดีกว่า เชื่อน้า สวยๆ อย่างหนูเลือกได้อยู่แล้ว นี่น้ายอมจ่ายค่าปรับเพื่ออิสรภาพของหนูเลยเชียวนะ” คุณป้ามหาภัยใช้โอกาสนั้นผลักธนูให้ออกห่างจากอริศรา และฉวยข้อมือของหญิงสาวพาข้ามถนนไปยังบริษัทของหลี่ เหวิน อย่างคล่องแคล่ว รวดเร็ว โดยไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดได้ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นอริศราหรือธนู

...แน่นอน! สำหรับธนูต่อให้ไม่ทำอย่างนั้น เขาก็ไม่มีทางตามคนทั้งคู่ทัน ในสภาพที่นัยน์ตาข้างหนึ่งถูกเลือดสีแดงสดจากแผลแตกบนศีรษะ ไหลรินลงมาบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเช่นนี้

“อ้อ...” ชายหนุ่มใช้ความพยายามอย่างมาก ในการมองหาและติดตามคนสองคนที่กำลังเดินห่างออกไปทุกทีๆ แต่แล้ว...

“หวงแฟนมากขนาดนี้เชียวเหรอน้องชาย?”

เสียงยียวนที่ดังขึ้นด้านหลังเรียกให้ธนูหันกลับไปมองต้นเสียง ซึ่งเป็น 1 ใน 5 วัยรุ่นหัวไม้ สวมชุดยูนิฟอร์มสีเทาปักสัญลักษณ์ตัวย่อ TTHE  ประจำบริษัทของหลี่ เหวิน มองดูคล้ายพนักงานโรงงานทั่วไป

“อย่ายุ่ง...กับยัยนั่น!” ธนูจ้องมองอีกฝ่าย ด้วยนัยน์ตาเพียงข้างเดียวที่ไม่ได้ถูกชโลมด้วยเลือด พร้อมกับประกาศกร้าวในสิ่งที่ดูจะไม่เหมาะกับสภาพของตัวเองในเวลานี้นัก

“โห! หวงมากงั้นสิ ถ้างั้นพวกพี่จะช่วยดูแลให้เอง ไม่ต้องเป็นห่วง” มันคนเดิมเดินเข้ามาตบไหล่ธนู แต่กลับถูกเขาปัดออกอย่างแรง

“ไม่จำเป็น!” เขาตอบกลับเสียงแข็ง บ่งบอกถึงความไม่พอใจ หากแต่นั่นก็คือสิ่งที่สร้างความไม่พอใจ ให้กับฝ่ายตรงข้ามเช่นกัน และไม่ใช่เพียงแค่โจทก์เดียว

“แต่พี่ว่าจำเป็นนะน้องชาย เพราะสภาพน้องหลังจากนี้ อาจจะต้องนอนโรงพยาบาลแรมปีก็ได้”

คำขู่ของมันไม่ได้ทำให้ธนูนึกกลัว แม้จะรู้ดีว่านั่นไม่ใช่แค่เพียงคำพูดข่มขู่ธรรมดาๆ

“เฮ้ย! พวกเราสั่งสอนไอ้คนปากดี ให้มันรู้จักคำว่าสุภาพบุรุษหน่อยซิ”

สิ้นเสียงสั่งการ คนทั้ง 5 ต่างพร้อมใจกันย่างสามขุมเข้าหาธนูอย่างไม่กลัวคำครหาหมาหมู่ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถปิดปากมนุษย์ปากดีที่ว่าได้

“พวกนายมากกว่ามั้ง... ที่น่าจะไปเข้าคอร์สสุภาพชนสัก 7-8 ปี “

คราวนี้คำตอบโต้ของธนูยิ่งเป็นการยั่วโมโหให้พวกมันโกรธจัด หมาหมู่ทั้งหลายล้วนหักนิ้วเสียงดังกร๊อบแกร๊บเตรียมสำแดงเดชมวยหมู่ ขณะที่เหยื่อชั้นดีอย่างธนูเองก็ตั้งการ์ดรับมือด้วยศิลปะป้องกันตัวที่ร่ำเรียนมาตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น เพียงแต่ในเวลานี้ชายหนุ่มเสียเปรียบตรงที่เหลือนัยน์ตาซึ่งสามารถใช้การได้ดีแค่ข้างเดียวเท่านั้น

“อย่าให้มันเหลือฟันสักซี่ เอาให้พล่ามไม่ได้ไปชั่วชีวิตเลย!”

ไม่มีหนทางใดที่ธนูจะสามารถเอาชนะ หรือแม้แต่จะเอาชีวิตรอดไปจากที่แห่งนี้ได้ นอกเสียจากปาฏิหาริย์จะบังเกิด!?

หวอ! หวอ! หวอ! หวอ!

เสียงไซเรนรถตำรวจที่ดังใกล้เข้ามาทำเอาทุกคนถึงกับชะงัก ไม่เว้นแม้แต่ธนู สำหรับคนอื่นๆ ที่ต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นเดียวกับเขา อาจถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีในการเอาตัวรอด แต่กับธนูแล้วเขากลับคิดว่านั่นคือสิ่งที่จะนำพาความยุ่งยากตามมามากมาย เพราะไม่มีหนทางใดที่เขาจะเผ่นหนีเอาตัวรอดได้ทันเช่นกัน ในสภาพไอ้ตาเดียวแบบนี้ และถ้าเป็นอย่างนั้นล่ะก็ เขาจะต้องถูกพาตัวไปลงบันทึกประจำวันในฐานะผู้เสียหายคดีทำร้ายร่างกายอย่างไม่ต้องสงสัย

เปล่าเลย! ชายหนุ่มไม่ได้หวาดกลัวหวั่นเกรงว่า คุณป้ามหาภัยจะตามจองเวรทวงเงินค่าปรับ หากแต่เป็นกังวลว่านามสกุลทายาทบิ๊กตำรวจของเขาจะลอยไปเข้าหูหลี่ เหวิน และก่อให้เกิดอันตรายกับอริศรามากยิ่งขึ้นกว่าที่ควรจะเป็นในเวลานี้

“เหอะ! นับว่าเป็นโชคดีของแกไปไอ้น้อง ไปพวกเรา! พ่อมึงมาแล้ว เผ่นก่อนเว้ย” หัวโจกแก๊งหมาหมู่สั่งสลายตัว มันชี้หน้าธนูอย่างผูกอาฆาต ก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในป่าหญ้าราวกับพายุคลั่ง พร้อมกับพรรคพวกตีนเบาของมัน ทิ้งให้ธนูยืนมองหาทางหนีทีไล่ใกล้ๆ ซึ่งเหมาะสำหรับซ่อนตัว แต่ไม่ทันได้ค้นพบ...

“เฮ้ย! หยุดนะ พวกแกใช่ไหมที่ชาวบ้านแจ้งว่าสุมหัวกันเล่นไฮโลทุกวันน่ะ”

ทั้งน้ำเสียง ทั้งข้อหาใหม่ที่ถูกยัดเยียดให้ ทำให้ธนูถึงกับชะงักไปอีกครั้ง และนั่นเองที่เป็นเหตุให้สายสืบอัจฉริยะประจำกองปราบปราม ถูกจับกุมตัวได้อย่างง่ายดายโดยละม่อม ปราศจากการต่อสู้ขัดขืน

เวลาผ่านไป 1 ชั่วโมงเต็ม รถมอเตอร์ไซค์ของธนูและเจ้าของของมันก็ถูกพามาถึงโรงพยาบาลตำรวจ เพราะแม้จะได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้ว แต่บาดแผลบนศีรษะของธนูก็จำเป็นต้องได้รับการเย็บตกแต่งให้เรียบร้อย เพื่อไม่ให้กลายเป็นแผลเป็นน่าเกลียดโชว์หราอวดวีกรรมเด็ด

“ผมไม่คิดเลยนะครับว่าพี่เอกจะเล่นมุขนี้ หน้าตาผมเหมือนพวกชอบเล่นการพนันมากเลยหรือครับ?” สายสืบหนุ่มรุ่นน้องพูดขึ้นขำๆ ระหว่างนอนทำแผลอยู่ภายในห้องฉุกเฉิน โดยมีเอกพลและพงศ์ยืนรออยู่ตรงปลายเตียง

“ก็... มันนึกไม่ออกนี่ เห็นรุมทึ้งกันหลายคนก็คิดถึงเรื่องตั้งวงเล่นการพนันไว้ก่อน จะว่าซ่องโจรก็ดูแรงไป” ผู้กองหนุ่มรุ่นพี่ให้เหตุผลของวีรกรรมเด็ด ในการเข้าช่วยเหลืออีกฝ่ายท่ามกลางสถานการณ์คับขัน ซึ่งต้องอาศัยไหวพริบในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าล้วนๆ

...แน่นอน! นั่นก็เพราะเอกพลเองก็ตระหนักดีเช่นกันว่า หากปล่อยให้กลายเป็นคดีทำร้ายร่างกายตามเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้น นามสกุลอันโด่งดังของธนูจะต้องถูกปูดไปเข้าหูเป้าหมาย เหล่าขบวนการค้ายาเสพย์ติดข้ามชาติภายในเวลาชั่วอึดใจเดียว

“อย่างนั้นหรือครับ... โอยยย...” ธนูเบ้หน้าเมื่อถูกฉีดยาชาเข้าไปในแผล ซึ่งยังคงมีเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาเรื่อยๆ “ถ้าผมไม่ได้พี่เอกช่วยไว้ คงได้มานอนที่นี่อีกสภาพแน่ๆ” เขามิวายแค่นหัวเราะให้กับความผิดพลาดของตัวเอง

“ยัยอ้อนี่รั้นจริงๆ ห้ามก็แล้ว เตือนก็แล้ว ยังจะพาตัวเองเข้าไปในดงเสือดงไอ้เข้อีก ไม่ได้คิดเลยว่าคนอื่นเขาจะเดือดร้อนกันแค่ไหน!” เอกพลส่ายหน้าให้กับพฤติกรรมของน้องสาว พลางขมวดคิ้วเป็นปม เคร่งเครียดกับสิ่งเลวร้ายอันคาดเดาไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้

“ผมขอโทษครับที่ปกป้องอ้อไม่ได้” ธนูสีหน้าสลด เขายังคงโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองเหมือนทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาดต่างๆ นานาขึ้น ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม

“อย่าโทษตัวเองเลยธนู ไม่ใช่ความผิดของเราหรอก ถ้าพี่ไม่ได้เรา พี่ก็คงไม่รู้ว่ายัยอ้อหายตัวไปไหน พี่ชะล่าใจเกินไป” เอกพลถอนหายใจหนักๆ แล้วจึงหันไปหาพงศ์ที่ยืนทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออยู่ข้างๆ “จำทางไปบริษัทนั่นได้ใช่ไหม พรุ่งนี้นายแอ๊บเด็กให้เนียน เข้าไปสมัครงานตำแหน่งอะไรก็ได้ เดี๋ยวฉันจะช่วยปลอมใบประวัติให้ หน้าที่คือจับตาดูคนพวกนั้น แล้วก็ช่วยยัยอ้อออกมาถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เข้าใจไหม?”

แม้จะฟังดูเป็นภาระอันใหญ่หลวงเกินตัว แต่พงศ์ก็รีบตะเบ๊ะรับคำสั่งโดยไม่อิดเอื้อนอิดออด มิหนำซ้ำยังออกาอากรลิงโลดที่ตนจะได้มีบทบาทมากกว่าการนั่งๆ นอนๆ กินป๊อบคอร์นดูทีวี รอคำสั่งยกเลิกการพักราชการ

“แล้วเรื่องคุณหมอรจเลขกับคุณสุจริตเป็นยังไงบ้างครับ?”

เสียงตั้งคำถามของธนู เรียกให้เอกพลหันกลับไปหาสายสืบหนุ่มรุ่นน้องอีกครั้ง

“พี่ยังติดต่อคุณสุจริตไม่ได้ ส่วนเรื่องคุณหมอรจเลข เมื่อเช้าพี่กลับไปตรวจกล้องวงจรปิดที่คอนโด ตอน 4 ทุ่มของเมื่อคืนกล้องบันทึกภาพผู้ชายที่คาดว่าน่าจะเป็นคนรักของเธอได้ ส่วนตัวคุณหมอเองก็เดินเซไปเซมาเหมือนกำลังเมา”

ผู้กองหนุ่มบอกเล่าความคืบหน้าของผลลัพธ์ทางจิตวิทยา ซึ่งยังไม่เพียงพอจะใช้เป็นหลักฐานใดๆ ได้

“ทีนี้ก็เหลือแต่เรื่องคุณสุจริต... ไม่ใช่ว่ากลายเป็นศพไปอีกคนแล้วนะครับ” ธนูโพล่งขึ้นต่อท้าย

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว