ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 12 [เม่น]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2560 21:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 12 [เม่น]
แบบอักษร

12



[Part : เม่น]


ผมเชื่อว่า หลายคนคงจะเกลียดผม ไม่ชอบผม เพราะผมไปตามตอแยรุ่นพี่อย่างพี่กลอย ผมยอมรับครับ ว่าหลงเสน่ห์พี่เขาตั้งแต่เดินชนกันครั้งแรก นัยน์ตากลมโตเหมือนกวางจ้องขู่ในตอนนั้นยังติดตาผมอยู่เลยครับ ผมตัดสินใจตีสนิทอย่างไม่ลังเล แต่มันเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด นั่นคือเพื่อนใหม่อีกสองคนก็หลงเสน่ห์ดวงตาคู่นั้นเหมือนกัน 

โคตรแย่เลย

ผมกับไอ้ไม้ ไอ้เบียร์ตกลงกันว่าจะอยู่ในส่วนของตัวเองและไม่ก้าวก่ายหากพี่กลอยจะชอบใคร แต่แล้วความจริงที่ว่า พี่เขาเป็นรุ่นพี่ก็แดงออกมาเมื่อพวกเราไปกินของหวานเจอเพื่อนต่างคณะของพี่กลอยมาทักทาย จากการแต่งตัวดูยังไงก็ไม่ใช่ปีหนึ่ง ที่สำคัญ หน้าของคนโดนทักซีดไร้สี ผมยอมรับเลยว่าตอนนั้นโคตรรู้สึกผิดหวังที่ถูกหลอก ยิ่งไปกว่านั้น พี่เขามีคนรักอยู่แล้ว ช็อกสองเด้งเลยทีเดียว 

แต่ผมไม่ยอมหรอก 

พวกเราสามคนยังเดินหน้าจีบรุ่นพี่ ไม่สนว่าแฟนพี่เขาจะหวงแค่ไหน เพื่อนพี่เขาจะด่ายังไง ก็ในเมื่อพี่กลอยยังไม่แต่งงาน ผมก็ยังมีสิทธิ์ 

ผมได้สิทธิ์การเดทที่พี่กลอยหยิบยื่นให้เป็นคนสุดท้าย โดยไม่รู้ว่าพี่กลอยจะพาเพื่อนไปเป็นก้างขวางคอด้วย แม้จะไม่พอใจ แต่ผมก็เลือกที่จะยิ้มให้เพื่อนของพี่กลอยที่ทำหน้าหงิกงอเหมือนเด็กไม่พอใจ คงเพราะรถผมเสียทำให้ต้องใช้รถของพี่เขา แต่มันเป็นเหตุสุดวิสัยนี่หว่า ผมคงไม่บ้าจี้ปล่อยลมยางรถตัวเองหรอกจริงไหม

เพื่อนของพี่กลอยชื่อม่าน ตัวขาวๆ แก้มป่องๆ ความกวนโอ๊ยคงไม่ต่างจากเพื่อนตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะหากนิสัยไม่ไปในทางเดียวกัน คงคบกันลำบาก 

และมันก็จริง ความเกรียนของพี่ที่ชื่อม่านก็ไม่น้อยหน้าสักเท่าไหร่ แม้จะไม่น่ารักเท่าพี่กลอย แต่เสียงหัวเราะกับอารมณ์ขันก็ทำให้ผมขำออกมาแทบทุกครั้งที่ฟังเรื่องตลก ผมรู้ว่าพี่กลอยจงใจเอาเพื่อนมาเป็นไม้กันผม แค่นี้ผมก็พอรู้แล้วว่าสิทธิ์ที่ผมเรียกร้องตอนแรกคงจะไม่ได้รับมัน 

วันนั้นทั้งวันผมแทบไม่ได้พูดกับพี่กลอย เพราะมัวแต่ฟังและสนใจเรื่องของเพื่อนพี่เขา มารู้ตัวอีกทีก็ต้องแยกจาก พี่ม่านขับรถวนมาส่งผมที่คอนโดที่ผมซื้อไว้ ที่จริงบ้านผมก็มีครับ แต่ไม่อยากกลับ

ช่วงที่อยู่ภายในรถ ผมจ้องมองพี่ที่เพิ่งรู้จักจากด้านข้าง เวลาปากพี่เขาขยับก็น่ามองเหมือนกัน ส่วนเรื่องที่คุยก็ไม่พ้นเรื่องพี่กลอยนั่นแหละครับ มาขู่เรื่องแฟนพี่กลอยอีก ตลกดี 

และไม่รู้อะไรดลใจให้ผมบอกพี่เขาออกไปแบบนั้นก่อนกลับ ว่าผมยอมเป็นแฟนทดลองให้พี่เขาแบบฟรีๆ นี่ผมคงบ้าไปแล้วจริงๆ แต่ผมคิดแบบนั้นจริงๆ นะ ไม่งั้นไม่พูดออกไปหรอก เชื่อสิ

ขึ้นห้องไปก็ทำนู้น คิดนี่ ตาก็มองนาฬิกา ตอนนี้คนมาส่งผมคงถึงห้องตัวเอง นอนสบายบนเตียงแล้วมั้ง พอคิดแบบนั้นก็ยิ้มออกมา มือก็ควานหาโทรศัพท์ตัวเองพร้อมกดพิมพ์ข้อความไป 

‘ขอบคุณอีกครั้งนะครับที่จะมาส่ง’ ผมพิมพ์ไลน์ขอบคุณอย่างสุภาพส่งให้เพื่อนพี่กลอย ดีที่ขอไว้ก่อนกลับ ไม่งั้นก็ติดต่อไม่ได้ รอไม่นานก็มีข้อความตอบกลับ 

‘เออ’ มาแค่คำสั้นๆ จนผมแอบหงุดหงิด ก่อนจะมีประโยคถัดมาแบบติดๆ กัน ‘ถ้ามึงรักไอ้กลอยจริง มึงจะไม่ทำให้มันเครียดจนจะเป็นบ้าแบบนี้’ พี่ม่านตอบกลับมาพร้อมสติ๊กเกอร์หมีถือมีด ‘ความรักหากมันทำให้อีกคนอึดอัด มันก็ไม่ใช่หรือเปล่าวะ’

‘แฟนก็ไม่เคยมี ทำไมรู้ดีจริง’ พิมพ์ไปขำไป ปากก็บอกไม่เคยมีแฟน แต่กลับมาสอนผมซะงั้น คนเรานี่นะ

‘กูจำในทีวีมา’

เห็นข้อความปุ๊บ มือถือถึงกับหลุดลงเตียง ผมนอนงอหงายหัวเราะจนท้องแข็ง นี่พี่เขาบอกเป็นคนจริงจัง ไม่ใช่คนตลก 

โคตรเชื่อเลยครับพี่ 

‘แล้วพี่รักใครมากๆ บ้างหรือเปล่า’ ไม่รู้อะไรดลใจให้ถามแบบนั้น รู้แค่ว่า อยากรู้เท่านั้น 

‘มีสิวะถามแปลก’ ย่นคิ้วทันทีที่เห็น ความรู้สึกไม่พอใจนิดๆ ตีตื้นขึ้นมาหากไม่ได้ประโยคถัดมา ‘พ่อกับแม่กูนี่ไง ไอ้ก้านด้วย แม่มันทิ้งตั้งแต่เกิด กูเลี้ยงอย่างกับลูก โคตรรักอะ’ มองข้อความอธิบายถึงคนรักอย่างทึ่งๆ ไม่ใช่ทึ่งเพราะซาบซึ้งนะครับ แต่ทึ่งเพราะคาดไม่ถึงเรื่องรักในรูปแบบนั้น คือผมหวังคำตอบไว้มากเกินไปจริงๆ 

‘พี่เป็นคนตลกจริงๆ สินะ’ 

‘เอ๊ะ ไอ้นี่ กูบอกกูเป็นคนจริงจังเว้ย’ โคตรตลกว่ะ ‘มึงเถอะ เลิกยุ่งกับไอ้กลอยได้แล้ว ก่อนที่จะถูกผัว เอ๊ย ไม่สุภาพ แฟนมันกระทืบ’  

‘ผมไม่กลัวหรอก’ พิมพ์ไปยิ้มไป ที่จริงครั้งแรกที่เจอตอนงานโอเพ้นเฮาส์ ผมก็พอรู้ ว่าแฟนพี่กลอยโหดแค่ไหน สายตาที่จ้องผมนั่นเหมือนจะกินหัวผมอยู่ตลอดเวลา

‘โห ไอ้น้อง พี่ไม่อยากจะเล่าถึงความโหดของตีน เอ๊ย ไม่สุภาพ...’

‘พิมพ์ธรรมดาก็ได้ครับพี่ ไม่ต้องสุภาพหรอก’ เห็นความก่ำกึ่งแล้วมันตลกจนเหนื่อยที่จะหัวเราะจริงๆ 

‘ก็กูไม่สนิทกับมึงไง เลยอยากสุภาพกับมึงหน่อย’ โคตรอยากเถียงเลยครับ เจอกันครั้งแรกเมื่อเช้าก็พูดกูมึงใส่แล้ว มานึกได้ว่าไม่สนิทเลยอยากสุภาพ มันไม่ช้าไปหน่อยเหรอวะ เหี้ยเอ๊ย ปวดแก้ม ปวดท้องไปหมด ‘เออๆ นั่นแหละ มึงยังเด็ก ยังมีเวลาหาเมียอีกเยอะ มหาลัยมึงคงไม่สิ้นสาวสวยงามงอนที่จะมาตอมมึงหรอก’

‘พี่ด่าผมเป็นขี้ยังรู้สึกดีกว่า’ 

‘มึงด่าตัวเองนะ กูไม่ได้เจาะจง’ ดูคำพูดสิครับ แหม ‘แต่กูเชื่อว่า มึงต้องเจอคนที่ทำให้มึงหลงเสน่ห์ได้แบบจริงๆ จังๆ และเขาก็หลงเสน่ห์ของมึงเหมือนกัน โชคดีไอ้น้อง’ 

‘ผมก็หวังแบบนั้น’ ยิ้มให้กับข้อความตัวเอง ‘แต่ผมไม่ลืมหรอกนะ ที่จะยอมเป็นแฟนทดลองของพี่น่ะ พี่ม่าน’ แทบโยนมือถือลงเตียงแล้วเอาหน้าหมุดหมอน มันเขินหน่อยๆ ไม่ได้มากหรอก   

ว่าแต่ คนที่ผมหลงเสน่ห์ได้แบบจริงๆ และเขาก็หลงผมเหมือนกันเหรอ หึ กล้าพูดจริงๆ นะ ความรักก็ไม่เคยมีกับเขา แฟนก็ไม่มี ยังกล้ามาสอนอีก เชื่อเขาเลย 

พี่ม่านเงียบหายไปแล้ว คงจะอาบน้ำ ไม่ก็หลับไปแล้ว คืนนี้เป็นคืนที่ผมรู้สึกมีความสุข ได้หัวเราะทั้งวันเหมือนคนบ้า หรือว่าผมจะบ้าแล้วจริง 

หลังจากวันที่ไปเดทสามคนกลับมา พี่กลอยก็มักจะหลบหน้าผมอยู่ตลอด หรือเพราะผมก็คอยหลบด้วยก็ไม่รู้ ที่แน่ๆ เพื่อนผมอีกสองคนมันเลิกสนใจพี่กลอยแล้วด้วย พวกมันบอกว่าหลงผิดชั่วขณะ ผมก็ได้แต่เออออไป เพราะผมก็ไม่รู้ว่า ตัวเองยังหลงอยู่หรือเปล่า 





“กูว่า มึงเลิกยุ่งกับพี่กลอยดีที่สุด” ไอ้ไม้มันตบหัวผมแล้วบอก พวกผมกำลังนั่งทบทวนวิชาที่จะใช้ควิสคาบบ่าย “พี่เขาดูไม่ได้สนใจมึงเลย มึงก็รู้ดี”

“นั่นสิ ไม่แน่ มึงอาจจะหลงผิดแบบพวกกูก็ได้” ไอ้เบียร์เสริมออกมา “แต่แม่ง ผู้ชายเหี้ยอะไรโคตรน่ารัก ตาก็โต ยิ้มก็น่ารัก”

“แต่กวนตีนมากไปหน่อย” ประโยคนี้สร้างเสียงหัวเราะได้ดี รวมถึงผมด้วย 

“มึงลองมองไปรอบๆ สิวะ ผู้หญิงตั้งมากมายที่เขาแอบมองมึง หรือถ้ามึงเบี่ยงเบนไปแล้ว ก็หัดมองหนุ่มน่ารักๆ ในมอก็ได้ มีตั้งเยอะ เชี่ย ตบหัวกูทำไม” 

“ให้มึงหุบปากยังไงไอ้เชี่ยเบียร์” นั่นแหละครับ คนที่ผมตบ มันพูดจาโคตรน่าหงุดหงิด ผมไม่ได้เบี่ยงเบนสักหน่อย ผู้หญิงผมก็ยังชอบนะ ส่วนผู้ชายก็มีแค่พี่กลอยเท่านั้นแหละที่สน

รอยยิ้มของพี่เขา...ดวงตาฉายแววขี้เล่น...คำพูดคำจาที่ทำเป็นคนจริงจัง รู้ไปทุกเรื่อง แต่ที่จริงโคตรโง่เลย...ชอบทำตัวอวดรู้ ทั้งที่ตัวเองก็ไม่รู้อะไร 

นี่ผมหมายถึงพี่กลอยอยู่ใช่ไหม

“ยิ้มแบบนี้กูสยองนะเว้ย” เสียงที่ดังแทรกทำให้ผมหันไปมอง ไอ้เพื่อนตัวดีทั้งสองมันเอนหลังหนี 

“กูไม่ได้ยิ้มเว้ย” ผมเถียง 

“ไม่ยิ้มบ้านมึงสิ” พวกมันคงเห็นผมไม่เชื่อ เลยยื่นโทรศัพท์มาให้ส่อง “เห็นป่ะ ว่ามึงยิ้ม แถมยิ้มสยองด้วย” ผมยื่นมือถือคืนเพื่อนก่อนส่ายหัวตัวเอง ผมกำลังจำเรื่องใครอยู่กับแน่

ผมเลิกเรียนแล้วยังไม่อยากกลับ ถึงกลับก็ต้องไปอยู่ห้องคนเดียว แม้จะชิน แต่บางครั้งผมก็รู้สึกกลัว ผมกลัวการอยู่คนเดียว ผมกลัวการถูกทิ้ง กลัวการถูกลืม และกลัวถูกไม่รัก ผมมันก็แค่เด็กขาดความอบอุ่นคนหนึ่งเท่านั้น 

การมาเดินห้างโดยไร้จุดหมายมันโคตรน่าเบื่อ ผมเข้าออกร้านนั้นร้านนี้จนขี้เกียจเดิน ม้านั่งด้านหน้าจึงเป็นทางเลือก แต่พอก้าวขา เสียงที่เหมือนจะคุ้นอยู่หน่อยๆ ก็ดังมาจากด้านหลัง และพอหันไปก็เจอเจ้าของเสียงทำหน้าง้ำงอกับคนข้างๆ ที่คงจะเป็นเพื่อนสนิท ผมขยับไปยืนข้างเสา ไม่ได้หลบนะ แค่ไม่อยากให้เขาเห็น...ไม่รู้เหมือนกันทำไมถึงคิดและทำแบบนี้

“มึงชิมที ไอติมกูแทบหมด” เสียงเง้างอดดูเข้ากับหน้างอๆ ดีนะครับ พี่ม่านกำลังเดินมาทางที่ผมยืนอยู่ เสียงนั่นเลยได้ยินชัดเจน 

“หวงเหี้ยอะไร ไอติมนั่นก็เงินกูไอ้ห่ามู่” แทบจะขมวดคิ้วทันทีที่ได้ยินชื่อ มู่? หรือนี่จะเป็นแฝดพี่ม่านวะ 

“เงินมึงแต่ไอติมกู มึงแพ้กูก็ต้องเลี้ยงสิวะ” คำตอบกลับกับน้ำเสียง ฟังยังไงมันก็พี่ม่านนี่หว่า

“แค่สอบแพ้ไปแค่คะแนนเดียว ไอ้เชี่ยนี่” เพื่อนที่สูงกว่าตบเข้าหัวคนกินไอศกรีมจนหน้าคะมำทิ่มใส่ถ้วยที่ถืออยู่ “เห้ย ไอ้มู่ลี่ กูไม่ได้ตั้งใจ” คนบอกไม่ได้ตั้งใจรีบหากระดาษทิชชู่มาเช็ด แต่ปากอ้ากว้างหัวเราะขัดกับคำพูดชัดๆ

“ไอ้เจ มึงทำร้ายกู” จมูกรั้นเปื้อนไอศกรีมสีชมพู ดูแล้วตลก มิน่าเพื่อนเขาถึงหัวเราะไม่หยุด 

“กูก็เช็ดให้มึงนี่ไง เดี๋ยวๆ มึงมีจมูกสีชมพูเหมือนหมาเลยว่ะ”

“หมู ไอ้เหี้ย”

ประโยคที่ได้ยินเล่นเอาผมขำไปด้วย ส่วนคนมีจมูกเหมือนหมา เอ๊ย หมูก็หน้างอไปตามระเบียบ 

“โอ๋ๆ กูไม่ได้ตั้งใจ เดี๋ยวกูซื้อให้ใหม่” ผมมองพี่คนตัวสูงลูบหัวลูบแก้มด้วยความรู้สึกแปลกๆ มันรู้สึกว่า ถ้าผมทำแบบนั้นได้ ผมจะรู้สึกยังไง

“ดี แบบนี้สิถึงจะสมเป็นเพื่อนไอ้ม่านคนนี้หน่อย” ชื่อที่ผมได้ยินหลุดมาจากปากคนยิ้มแป้น ม่าน...พี่ม่านจริงๆ ด้วยว่ะ แต่ทำไมเพื่อนเรียกมู่วะ 

“แน่นอน กูลดตัวมาคบกับมึงได้นี่ เป็นบุญของมึงมาก” แล้วพี่ม่านก็วิ่งไล่เตะเพื่อนตัวเองจนห่างผมไป ผมมองคนสองคนวิ่งไล่กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ปากยังมีรอยยิ้มอยู่ตลอด 

มันหน่วงพิกลอาจปนความอิจฉาเล็กๆ

ผมรีบสลัดความคิดบ้าๆ ออกจากสมอง ก่อนตัดสินใจกลับห้อง ไม่สนว่ายายจะโทรตามให้กลับบ้านกี่สาย จะให้ผมกลับทำไม ในเมื่อบ้านนั้นมีหลานที่เขารักอยู่แล้วตั้งหลายคน ผมไม่ไปสักคนคงไม่มีสนเดือดร้อนหรอก 

ลานจอดรถของห้างมีรถจอดแน่นขนัด ผมยื่นรีโมทปลดล็อกรถตัวเองก่อนเข้าไปนั่ง เพราะมัวแต่มองนั่นมองนี่ในรถจนลืมมองด้านนอก พอหันกลับมาก็เจอคนยืนหน้ายักษ์อยู่หน้ากระโปรงรถ พี่ม่านยืนเท้าเอวจ้องรถผมนิ่ง ขมวดคิ้วเป็นปม ตาก็จ้องแบบไม่พอใจ มีอะไรของเขา 

“เชี่ยเอ๊ย จอดรถไม่ลงเบรกมือ แล้วกูจะออกยังไง” เสียงแว่วๆ ดังเข้ามาในรถ ผมเผลอยิ้มออกมา สายตาก็มองตามร่างผอมๆ ที่เดินวนรอบรถผม อ่า ผมจอดขวางหน้ารถพี่เขาสินะ ถึงว่า ตอนจอดแรกๆ เห็นรถกระบะคุ้นๆ 

รถของผมติดฟิล์มดำไปหน่อย คนด้านนอกเลยไม่เห็นว่ามีเจ้าของรถนั่งอยู่ พี่ม่านเดินวนไปวนมา ก่อนมาหยุดหน้ากระโปรงรถตามเดิม 

“แม่งหนัก” หลุดขำออกมาอีกแล้ว คนหน้ารถออกแรงผลักรถผมให้ขยับ แต่มันไม่ขยับหรอก ก็ผมขึ้นเบรกมือไว้ อยากแกล้งสักหน่อย “เชี่ยเอ๊ย” คราวนี้หัวเราะเลยครับ พี่ม่านเตะเข้ารถผมเสียงดัง โชคดีที่รถผมเป็นเหล็กหนามันคงไม่บุบง่ายๆ แต่ที่บุบคงจะเป็นเท้าใครบางคนที่กระโดดเหยงๆ หน้าก็บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด 

หัวเราะจนปวดท้องไปหมด สุดท้ายผมก็สตาร์ทรถ นั่นทำให้คนเตะรถตกใจแล้ววิ่งไปหลบหลังรถตัวเอง คงกลัวความผิดแน่ๆ นี่พี่เขาจะทำให้ผมหัวเราะจนขาดอากาศตายใช่ไหมครับเนี่ย 

พอเห็นว่าพี่ม่านคงกลัวจริงผมก็เลยขับรถออกมา แต่ตายังมองกระจกหลัง เห็นคนหลบวิ่งออกมาชูนิ้ว ชูเท้าใส่ผม ความน้อยใจเมื่อครู่ปลิวหายไปกับอากาศทันที แทบลืมด้วยซ้ำว่าใครโทรมาก่อนหน้านี้ รู้แต่เพียงว่า ผมยังหัวเราะไม่หยุดก็แค่นั้น ยามนึกถึงหน้ายักษ์ของคนอวดเก่ง 


คนนี้สินะ ภาพซ้อนของผม


จากวันที่เจอที่ห้าง ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก ปัญหาที่มันเข้ามาทำให้ผมลืมเสียงหัวเราะของตัวเองไปหลายวัน มาวันนี้ พวกไอ้เบียร์ชวนผมมากินเหล้าที่ร้านแถวหอมัน ไม่สนเหตุผลที่มันยกมาอ้างว่าสาวเยอะ แต่ที่ผมตามมาเพราะอยากเมา 

“วันนี้กูต้องได้สาวสักคนสิวะ” ไอ้เบียร์ดูกระดี๊กระด๊าอย่างน่าขำ ผมเห็นมันเที่ยวขอเบอร์สาวไปทั่ว แต่ก็ไม่เห็นจะจริงจังกับใคร ต่างจากไอ้ไม้ที่ดูมีเป้าหมาย มันกำลังจีบสาวครับ แต่ก็ไม่รู้ว่าจีบใคร 

“ขอให้จริงเถอะ” ไอ้ไม้ก็คงหมั่นไส้ไม่แพ้ผม 

“ระวังเขาท้องนะมึง” อดไม่ได้ที่จะเตือน แม้ป้องกันอย่างดีก็อาจมีผิดพลาด 

“ไอ้พวกเชี่ย กูไม่ได้หื่นขนาดนั้น” ส่ายหน้าให้กับเพื่อนที่บอกไม่หื่น ไม่หื่นน้อยน่ะสิ “ไปๆ กูจองโต๊ะไว้แล้ว”   ไอ้เบียร์โชว์ความเป็นเจ้าถิ่น มันเดินนำหน้าไปทักทายพนักงานเสิร์ฟ ก่อนพวกเราจะเดินตามไปที่โต๊ะ เอาจริงๆ ร้านนี้ก็ร้านอาหารนั่นแหละครับ มีดนตรีสดให้ฟัง ไม่ได้เป็นผับหรือร้านเหล้าหรูๆ อะไร พอนั่งโต๊ะปุ๊บ พวกเราก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งทั้งกับแกล้ม ทั้งเหล้ามาแบบจัดเต็ม วันนี้ขอเมาหนักๆ สักวัน 

“เมื่อไหร่ดนตรีเล่นวะ” ไอ้ไม้ถามขณะยกแก้วขึ้นจิบ

“ไม่รู้” ผมกับคนถามร้องอ้าวพร้อมกัน “แต่น่าจะใกล้ละ ปกติกูมาดึกกว่านี้ไง” 

ผมเลิกสนใจหน้าเพื่อนตัวเองแล้วมองไปรอบๆ ร้าน ลูกค้าร้านนี้ค่อนข้างเยอะ สงสัยจะอร่อยจริงอย่างไอ้เบียร์โม้ไว้ มองไล่ตั้งแต่เวทีไปยังด้านนอกร้าน...หืม ผมว่า ผมเหมือนเห็นคนรู้จักว่ะ

“เป็นอะไรวะ” ไอ้ไม้ถาม มันคงเห็นผมหันหน้าไปๆ มาๆ เพื่อจะหลบคนที่กำลังเดินตรงเข้ามา

“ไม่มีอะไร” รีบบอกปัดก่อนจะก้มหน้าลงกับโต๊ะ 

ทำไมมันบังเอิญแบบนี้วะ 

เสียงพี่ม่านพูดเจื้อยแจ้ว ร่างผอมๆ เดินไปนั่งอีกฝั่ง ผมแอบเหล่ตามอง เพื่อนที่มาด้วยเป็นเพื่อนคนเดียวกับที่เจอวันนั้น คงจะสนิทกันมาก 

“มองอะไรวะ” ชักสีหน้าใส่เพื่อนตัวเอง มันจะถามอะไรมากมายวะเนี่ย

“เปล่า” 

ความคิดจะเมาหนักตอนแรกหายไปทันที ก็เพราะผมแทบไม่ยกแก้วขึ้นดื่ม ตาก็คอยมองแต่คนที่นั่งอีกฝั่ง พี่ม่านหัวเราะงอหงายอยู่กับเพื่อน หลายครั้งถูกเพื่อนตีหัว เจ้าตัวก็ชักหน้าบึ้งแล้วก็ยิ้มออกมาเองโดยไม่ต้องง้ออะไร แปลกดี 

บนโต๊ะฝั่งนั้นมีหมูย่างที่คงจะร้อนไปหน่อย คนกินโดยไม่เป่าเลยต้องรีบคายออกมาแล้วโวยวาย ผมหลุดขำพร้อมกับเพื่อนของพี่เขา บ้างก็กินผักแล้วทำให้ดูติดฟัน คือพี่เขาเป็นคนตลกจริงๆ สินะครับ 

เวลาผ่านไปนานจนนักดนตรีออกมาเล่นเพลงให้ฟัง เสียงเพราะๆ คลอเคล้าสร้างบรรยากาศยามค่ำคืน แต่น่าแปลก ทำไมผมถึงไม่ชอบ ไม่อยากให้นักดนตรีออกมาเล่นเลย มันทำให้ผมไม่ได้ยินเสียงพูดของอีกฝั่ง 

ผมไม่ได้ขี้เสือกหรอกนะ อย่าคิดแบบนั้นเชียว

นั่งฟังเพลงไป จิบเหล้าไปเริ่มเพลิน มารู้ตัวอีกทีก็ตอนพี่ม่านเตรียมจะกลับ มองคนที่เดินผ่านไปโดยไม่สนใจคนรอบข้าง ผมมองตามจนสุดสายตาก่อนรีบลุกออกไปตาม ไม่ลืมวางเงินส่วนของตัวเองให้พวกเพื่อน และไม่สนเสียงร้องเรียกใดๆ รู้แค่ว่า ผมต้องกลับเหมือนกัน

พี่ม่านเดินไปที่รถตัวเองที่บังเอิญจอดข้างรถของผม แอบเห็นจดๆ จ้องๆ คงจะคุ้นน่าดู 

“มีอะไรวะไอ้มู่” พี่ที่มาด้วยถาม คงเห็นเพื่อนตัวเองไม่ยอมขึ้นรถสักที 

“กูว่า กูคุ้นๆ รถคันนี้ว่ะ” พี่ม่านเดินวนไปมารอบตัวรถเก๋ง “คุ้นจริงๆ ว่ะ” ใบหน้าครุ่นคิดขมวดบึ้งตึง แต่ผมกลับชอบ...

“คุ้นเพราะอยากได้หรือเปล่าไอ้ห่ามู่” 

“อยากได้ก็ส่วนหนึ่ง แต่ราคาแพงเกินไม่มีปัญญา ถุ้ย ไม่ใช่เว้ย กูหมายถึง กูคุ้นเหมือนเคยมีเรื่องกับคันแบบนี้ สีแบบนี้ ป้ายทะเบียน...” โคตรลุ้น ไม่รู้จะจำได้หรือเปล่า “จำไม่ได้”

“ไอ้ห่า ไปๆ เดี๋ยวกูต้องไปคุยเรื่องรับน้องอีก” ผมว่า ถ้าเพื่อนไม่เรียก พี่ม่านคงเดินวนรอบรถผมถึงเช้าแน่ 

พี่เขาทำให้ผมยิ้มเหมือนเป็นบ้า...สงสัยต้องให้รับผิดชอบซะแล้ว 



ผมตัดสินใจเดินหน้าบุกไปหาพี่เขาถึงที่มหาลัยในวันถัดมา ใช้เวลาไม่มากเท่าไหร่ในการหาตึกเรียน แค่ลองถามคนแถวๆ นั้นดูก็จะรู้ว่าปีสามเรียนตึกไหน เลิกประมาณกี่โมง ผมอยู่รอไม่นาน เสียงโวกเวกโวยวายก็ดัง หนึ่งในเสียงนั้นผมจำได้ดี 

พี่ม่านมาแล้ว

สูดเอาความกล้าเพื่อเพิ่มพลังตัวเอง จังหวะที่กลุ่มพี่ม่านเดินมา ผมรีบเดินไปขวาง เห็นคนตัวเตี้ยกว่าผมเบิกตาโต ท่าทางดูงงๆ ปนตกใจ 

“ผมจะจีบพี่ครับ” โพล่งออกไป สร้างเสียงฮือฮาไปทั่ว 

“มึง...” พี่ม่านช็อกไปแล้วครับ “มึงพูดอีกทีดิ๊ กูว่า กูหูเพี้ยนว่ะ” 

“ผมบอกว่า ผมจะจีบพี่ครับ” เน้นทีละคำให้ดูหนักแน่น 

“กูว่า มึงเพี้ยนแทนหูกูแล้วล่ะ” พูดจบก็จะเดินหนี ดีที่ผมคว้าแขนไว้ทัน “อะไรของมึง กูมีเรียน” เสียงโคตรเหวี่ยง ไม่รู้อายหรือโกรธ 

“แต่ผมจริงจัง” ผมยืนยันในสิ่งที่พูดไป แต่ดูอีกคนไม่เชื่อ พี่ม่านบอกว่าผมกำลังสับสน   “กูไม่ใช่ตัวแทนของเพื่อนกู จบนะ” ว่าเสร็จก็เดินหนีไปทันที ส่วนผมยังยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้สึกหน้าชายามที่ถูกสายตาของคนที่ผมขอจีบมอง แววตาไม่ได้ตำหนิแต่ไม่พอใจ 

หรือผมจะรุกเร็วไปนะ

โชคดีที่ผมมีนิสัยเป็นพวกไม่ยอมแพ้ หากชอบอะไรแล้วมันก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด ท้ายที่สุดหากไม่ได้ อย่างน้อยก็ได้พยายาม ต้องขอบคุณอดีตที่ไม่ค่อยดี ที่สร้างให้ผมเป็นคนแบบนี้ ถ้าไม่สู้ ก็ไม่มีตัวตน 

ผมตีมึนส่งข้อความไปหาพี่ม่านอยู่ตลอด มีตอบกลับบ้าง อ่านไม่ตอบบ้าง หรือไม่อ่านเลยก็มี แต่ไอ้เม่นไม่เคยยอม ผมคิดอย่างดีแล้ว ทบทวนตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า พาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีแต่พี่กลอย เล่น หยอกเหมือนเดิม แต่ก็ทำแค่นั้น ไม่มีอาการใจสั่นเหมือนครั้งแรกที่เจอ 

ผมคงแค่หลงพี่กลอยตามพวกไอ้ไม้ ไอ้เบียร์นั่นแหละครับ ไม่ได้รักหรอก ต้องโทษตาแป๋วๆ กับปากแดงๆ นั่นที่ทำให้หลงจนทำตัวแย่ๆ ในสายตาคนอื่นแบบนั้น  

ไม่ปล่อยเวลาไปเปล่าๆ ผมรีบรุกเร็วอีกรอบโดยการไปดักรอพี่ม่านที่คณะ คราวนี้ผมขอจีบอีกครั้งด้วยเสียงหนักแน่นและจริงจังที่สุด ผมรู้ว่าพี่ม่านไม่ได้น่ารักเรี่ยราดแบบพี่กลอย แต่พี่ม่านก็มีเสน่ห์ในแบบของตัวเอง เวลาอยู่หรือคุยด้วย ไม่ได้รู้สึกต้องม้วนเป็นไข่หวาน แต่มันทำให้ยิ้มและหัวเราะได้ตลอด สรุปคือ มีความสุขเวลาอยู่ด้วยนั่นแหละครับ

“มึงล้อกูเล่นอยู่แน่ ซึ่งกูไม่ตลก กลับไปคิดดูดีๆ ว่ามึงต้องการอะไรกันแน่” พี่ม่านยังคงยืนยันเหมือนคราวแรกที่ผมบอก และเดินหนีไปเหมือนเคย 

คิดว่าไอ้เม่นคนนี้จะยอมเหรอ ไม่มีทางซะหรอก

เวลาผ่านไปเป็นชั่วโมงที่ผมนั่งรอ ไม่สนสายตาที่หลายคนมองมา บ้างก็ดูแปลกๆ บ้างก็ยิ้มให้ จนเห็นกลุ่มพี่ม่านเดินมาแต่ไกล 

“พี่ม่าน” ฉีกยิ้มกว้างจนเกือบถึงหู คนที่ผมเรียกทำหน้าเหวอตกใจ คงไม่คิดว่าผมจะอยู่รอเป็นชั่วโมงแบบนี้ 

“มึง...มาทำอะไรตรงนี้” พี่ม่านมองผมตาพริบๆ

“รอพี่ไง ก็เราจะไปกินข้าวกันไง พี่ไม่มีเรียนแล้วใช่ป่ะ” อาศัยจังหวะพี่ม่านงง ผมรีบยื่นมือจับแล้วออกแรงดึง หากไม่มีอีกมือมาดึงไว้ซะก่อน สายตาเจ้าของมือจ้องผมซะโหด แต่ไอ้เม่นไม่เคยกลัวนะครับ เพราะผมเคยเจอสายตาที่โหดกว่านี้มาแล้วเมื่อตอนวันงานโอเพ้นเฮาส์ที่มหาลัยตัวเอง 

“ปล่อย” เจ้าของมือนั่นกดเสียงต่ำบอก ถ้าหากไม่บอกว่าเพื่อน ผมต้องคิดว่า พี่เขาต้องเป็นคู่แข่งอีกคนของผมแน่ๆ “นี่เพื่อนกู”

“พี่นั่นแหละที่ต้องปล่อย นี่ก็...ก็แฟนในอนาคตของผม” พูดเต็มปากเต็มคำ ไม่สนตาโตๆ ของใครทั้งนั้น 

“หรือเสียใจจากไอ้กลอยจนเพี้ยน” 

“ผมคงจะเพี้ยนจริง เพี้ยนใจมารักพี่ไง” ดูเหมือนผมจะใช้ศัพท์วัยรุ่นไป เลยไม่มีใครเข้าใจ “เพี้ยนใจมารัก ก็ผันมาจาก เปลี่ยนใจมารักไง” ยิ้มแป้นแล้นให้กับความเสี่ยวของตัวเอง ผมก็เพิ่งรู้ตัวเองนี่แหละครับว่ามีมุมนี้เหมือนกัน มัวแต่ยิ้มภูมิใจจนลืมสังเกตว่าพี่ม่านเดินไปแล้ว คงทนความน่ารักของผมไม่ไหว แน่ละ ไอ้เม่นซะอย่าง “พี่ ระวังหลุมนะ” 

“หลุมเชี่ยอะไร อย่ามาหลอกกูซะให้ยาก” ไม่บ้าจี้ด้วย แถมยังเร่งซอยขายิกๆ แต่ขาสั้นแบบนั้น จะสู้ขายาวๆ แบบผมได้ยังไง 

“ไม่ได้หลอก นั่นหลุม” ผมตะโกนพร้อมชี้ คราวนี้พี่ม่านกระโดดเลยครับ โคตรฮา 

“เชี่ย มึงหลอกกู” ทำปากยื่นเหมือนเป็ด โคตรน่ารักอะ “แล้วไหนหลุมของมึง” 

“เต็มไปหมด” ชี้ไปทั่ว “นั่นก็ใช่ นี่ด้วย นู้นด้วย” พี่ม่านขมวดคิ้วมองไปรอบตัว “พี่ไม่เห็นแบบนี้ เสี่ยงจริงๆ ด้วย” 

“เสี่ยงอะไร” 

“เสี่ยงที่จะเดินตกหลุมรักของผมไง” แม้อยากอ้วกกับมุกตัวเอง แต่ก็เอาวะ ไม่เสี่ยวก็ไม่เป็นที่สนใจ พี่ม่านหันไปโก่งคออ้วกแล้วรีบเดินหนี “พี่ ระวังหลุมรักของผม นั่นๆ จะเหยียบแล้ว ตกแล้วขึ้นไม่ได้นะ” 

“ขอร้องอย่าเสี่ยว กูจะอ้วก” ถึงแม้ปากจะด่า แต่ผมเห็นพี่ม่านยิ้มนะ ติดกับไอ้เม่นแล้วล่ะสิ   “พี่ออกเสียงดีๆ นะ เดี๋ยวกำกวม” พี่ม่านหยุดเดินกึก แล้วจ้องหน้าผมด้วยความสงสัย ผมได้แต่ยิ้มเพราะไม่รู้พี่ม่านเป็นอะไร   “ไอ้...” อยู่ๆ คนทำหน้างงก็เบิกตาโตแล้วชี้นิ้วมาที่หน้าผม สงสัยจะรู้ความหมายที่ผมบอกให้พูดดีๆ ไม่งั้นมันจะฟังอีกอย่าง... จากเสี่ยวจะกลายเป็นเสียวยังไงละครับ 

ด่านแรกตีมึนผ่านไปแล้ว ด่านอื่นๆ ก็ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถไอ้เม่นคนนี้หรอกครับ จะหนัก จะโหด จะต้องผ่านเพื่อนพี่เขาสักกี่คน ไอ้เม่นคนนี้ก็บ่ยั่นแน่นอน 


เพราะพี่ม่าน ต้องเป็นของไอ้เม่นครับ

.........................................................

มีแฟนเด็ก ต้องหมั่นตรวจเช็คสมอง (หือ) 

ขอบพระคุณค่า

ความคิดเห็น