ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 11

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 05 พ.ค. 2560 21:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 11
แบบอักษร

11


ผมย่องออกจากห้องตอนตีสอง แฟนหมาดๆ ของผมยังนอนหลับน้ำลายยืดอยู่บนเตียง ไอ้นี่มันบ้ามากครับ ขนเสื้อผ้าข้าวของมากองเต็มห้องผมไปหมด มีหน้ามาโทษว่าผมไม่ยอมไปอยู่ด้วย มันเลยต้องขนของมาอยู่ห้องผมแทน นี่ผมผิดเหรอวะ

ไอ้มีนสะดุ้งตื่นตอนผมเคาะกระจกรถ วันนี้ให้มันมารับครับ เพราะตอนกลับจะมีคนไปรับ หน้าตาเพื่อนผมดูเหมือนยังไม่ตื่นเต็มตา มันเบลอๆ มึนๆ จะขับไปหน้า ดันถอยหลังซะได้ ผมเลยอาสาขับให้แทน ขืนปล่อยไอ้มีนขับ ผมกับมันคงไปไม่ถึงที่นัดพอดี

ท้องถนนเวลาตีสองกว่ารถก็ยังเยอะ ไม่รู้ว่าตื่นนอนหรือกำลังกลับบ้านกัน แต่ผมว่า น่าจะอย่างหลังมากกว่า ผมโทรหาเพื่อนคนอื่นๆ พวกมันก็พร้อมที่จุดนัดกันหมด โคตรตื่นเต้นเอาจริงๆ

วันนี้เป็นวันปิดห้องเชียร์ครับ ที่เห็นไปเช้าแบบนี้เพราะต้องไปเตรียมการก่อนที่น้องๆ จะมาในช่วงเช้ามืด ผมว่า ผ่านพ้นวันนี้ไป ทุกคนคงนอนหลับเป็นตายแน่นอน อย่างปีที่แล้ว ผมนอนยาวสองวันติดจนเพื่อนสนิทคิดว่าตาย พวกมันเกือบเรียกรถร่วมมารับศพผมด้วย โคตรตลก

ใช้เวลาบนท้องถนนไม่นานก็ถึงแปลงนาของคณะ ที่นี่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยพอสมควร เป็นสถานที่ที่ไว้ใช้ในการเรียนในหลักสูตรของคณะ แม้ตอนนี้จะมองไม่เห็นต้นข้าวในนา แต่แสงไฟก็พอทำให้เห็นกลุ่มคนหลายสิบนั่งๆ ยืนๆ อยู่ ผมจอดรถข้างรถคนอื่นๆ เรียกไอ้มีนให้ตื่น มันยังคงเบลอเดินตามไปหาคนอื่นๆ

ไหวไหมเพื่อนผม

“มาช้าว่ะ” ไอ้เกมส์ทัก พร้อมตบหัวเพื่อนคู่หูให้ตื่นเต็มตา

“ถึงไหนแล้ววะ” ไม่ตอบเพื่อน แต่ถามกลับแทน ผมมองบรรดาเฮดว๊ากสองชั้นปีคุยหน้าเครียดอยู่ไม่ไกล

“ก็เกือบเรียบร้อยแล้ว แม่ง หิวว่ะ” พอไอ้เกมส์ว่า ไอ้คนที่ตายังหลับก็รีบพยักหน้า พอเรื่องกินละรีบตื่นเลยนะไอ้เชี่ยมีน

“แล้วอีแน่วล่ะ” ถามขณะเดินตามหลังไปคุ้ยหาของกินที่ท้ายรถพวกสวัสดิการ แต่ยังไม่ได้คำตอบ ผมก็เจอคนที่ถามถึง “กินเหลือให้พวกกูบ้าง” นั่นละครับ มันมานั่งกินบะหมี่คัพก่อนใครเพื่อน

ทั้งกิน เดิน นั่ง นอน จนฟ้าใกล้สาง รถบัสของคณะที่พาเด็กปีหนึ่งและปีสองก็แล่นมาไกลๆ ตื่นเต้นแทนจริงๆ วันนี้น้องๆ จะได้ประสบการณ์ ได้พี่ ได้เพื่อนที่แท้จริง แต่กว่าจะได้ มันก็ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อและพลังใจ

พอรถบัสจอด ไอ้เจก็ทำหน้าที่ของมัน สั่งเรียกรวมปุ๊บ น้องๆ เกือบร้อยก็รีบวิ่งมายืนเข้าแถว หน้าแต่ละคนก็ยังดูง่วงๆ อยู่เลย เดี๋ยวได้ตื่นเต็มตาแน่นอน ไอ้ม่านฟันธง

เสียงพูดที่ดังกว่าระดับการพูดปกติ หรือตะคอกนั่นแหละครับ ดังแข่งกับเสียงนกที่ร้อง ไอ้เจพูดเรื่องกิจกรรมของวันนี้

“กิจกรรมวันนี้ พวกผมจะให้พวกคุณใช้ความสามารถ พลังแรงกายที่มีในการเกี่ยวข้าว แปลงฝั่งนั้น ผมจะให้เวลาพวกคุณถึงเที่ยง หากใครทำไม่เป็น ให้ถามพี่ปีสอง เข้าใจไหมครับ!” คำสั่งดูเบาๆ แต่ถ้าได้ลงมือทำจะรู้ว่า ไม่เบาเลยสักนิด ผมเห็นน้องหลายคนหน้าถอดสี คงเพราะทำไม่เป็น การเกี่ยวข้าวดูเหมือนง่าย แต่มันไม่ง่ายเลยนะครับ ไอ้ม่านขอบอก

“ปีสอง สอนน้องใช้เคียวให้ดี หากน้องคนไหนบาดเจ็บ พวกคุณต้องรับผิดชอบ!” ไอ้เกมส์ปิดท้าย ก่อนพวกมันจะเดินหนีไปทางอื่น ปล่อยให้ปีสองได้อธิบายการเกี่ยวข้าวทุกขั้นตอนให้น้องๆ ได้ฟัง

ผมยืนฟังรุ่นน้องแล้วก็นึกถึงตอนตัวเองอยู่ปีหนึ่ง เคียวคมๆ นั่น เกี่ยวขาผมเป็นแผลมามากจนแทบอยากกราบให้มันเลิกบาดสักที

เสียงนกหวีดดังสนั่น ปีสองตาลีตาเหลือกสั่งปีหนึ่งลงไปในแปลงนา เหตุการณ์ชุลมุนยิ่งกว่าผู้หญิงเห็นป้ายเซลล์ในห้างซะอีก ทุกคนรุมเกี่ยวข้าวในนา บ้างก็ดี บ้างก็เสีย จนผมโคตรเสียดายข้าว

“ไม่ผ่าน กลับมา!” เสียงดังผ่านโทรโข่งหยุดการเกี่ยวข้าว ปีหนึ่งที่อยู่ในแปลงนา รีบวิ่งกลับขึ้นมาด้านบนด้วยสภาพหอบแหก “พวกคุณปลูกเองหรือไง ถึงกล้าทำลายข้าวที่รุ่นพี่ของพวกคุณปลูก ข้าวทุกเม็ดเกิดจากหยาดเหงื่อของรุ่นพี่ พวกคุณทำเล่นๆ ได้เหรอ!” ไอ้เจตะคอกเสียงดังทำเอารุ่นน้องก้มหน้ากันหมด “ปีสอง!”

“พวกเราผิดเองค่ะ/ครับ” เหล่าปีสองที่เข้าแถวพร้อมใจกันรับผิด

“ใช่ พวกมึงนั่นแหละที่ผิด พวกมึงสอนน้องให้เหยียบข้าว ปาเม็ดข้าวเล่นเหรอวะ พวกกูกับเพื่อนๆ ต้องเหนื่อยแค่ไหนกว่าจะได้ แต่พวกมึงไม่ช่วยดูแล กูยังหวังอะไรได้จากพวกมึงอีก!”

“พวกเราผิดไปแล้วค่ะ/ครับ” สีหน้าปีหนึ่งแต่ละคนสลดหดหู่เมื่อปีสองถูกด่าแทน

“กูจะให้โอกาสอีกรอบ ถ้าสอนน้องไม่ได้ พวกมึงจะโดนลงโทษหนัก!” คำคาดโทษถูกพูดออกไป ก่อนคนพูดจะเดินหน้านิ่งไปรวมกับคนอื่นๆ อีกด้าน

“สอนใหม่ๆ” ผมพูดขึ้นเมื่อทุกคนยังยืนนิ่ง ปีหนึ่งที่บางคนทำเป็นเล่นก็ตั้งใจฟังการใช้อุปกรณ์และวิธีการเกี่ยวข้าวมากขึ้น ในช่วงที่ผมมองการตั้งใจฟังของปีหนึ่ง แขนผมก็ถูกสะกิด “ครับ?”

“มือผมถูกเคียวบาด” เด็กคนที่สะกิดยื่นมือมาให้ผมดูครับ ท่าทางดูกล้าๆ กลัวๆ คงเพราะคำขู่ของไอ้เจที่จะทำโทษปีสองถ้าเกิดปีหนึ่งบาดเจ็บ “ไปทำแผลๆ” ตาโตสิครับ แผลแม้ไม่ลึก แต่เลือดก็ยังออกอยู่

“เดี๋ยวครับ” เด็กนั่นรั้งแขนที่ผมดึงไว้ “ผมไม่อยากให้พี่ว๊ากรู้”

“เออๆ” พยักหน้าเข้าใจ ผมเลยเดินไปหยิบยามาหามันเอง ไอ้เด็กปีหนึ่งสูงกว่าผมไม่มาก ใส่แว่นซะด้วย “ตัวมึงไม่เหมาะกับการเรียนเกษตรเลยนะ” ทำแผลมันไป ปากก็พูดไป

“พี่ก็ไม่เหมาะ” ตวัดสายตามองรุ่นน้องที่กล้าย้อน “ขอโทษครับ”

ผมเรียนเกษตรก็เพราะอยากกลับไปช่วยพ่อกับแม่ที่บ้าน หากบ้านผมไม่ทำไร่ ทำสวน ผมคงไปเรียนพวกวิศวะ ไม่ก็ครู เห็นแบบนี้ ไอ้ม่านก็รักเด็กนะครับ (แต่ขอเด็กที่คุยรู้เรื่องแล้วนะ ไม่ถนัดเด็กเล็กจริงๆ)

แอบทำแผลเสร็จ ไอ้เด็กแว่นก็รีบวิ่งไปเกี่ยวข้าวในแปลงต่อ แล้วที่ผมเคยคุยกับเพื่อนเรื่องแปลงฝั่งนี้ว่าโหด นั่นเพราะ ระยะทางมันไกลมากหากถูกเรียกกลับขึ้นมาบ่อยๆ ยิ่งพวกปีสามที่เกี่ยวเหลือไว้ให้ท้ายแปลงอีก แรงที่มีต้องใส่ให้หมด อย่างตอนนี้ ไอ้เจก็ตะโกนเรียกอีกแล้ว มันเรียกจนน้องบางคนถึงกับจะเป็นลม ขนาดผู้ชายยังไม่ค่อยไหว ส่วนที่เรียกมาแค่คุยไม่กี่ประโยคก็สั่งให้วิ่งกลับไปใหม่ คราวนี้มีหิ้วเพื่อนที่หน้ามืด พวกกลุ่มพยาบาลก็วิ่งวุ่นสิ

ความรู้สึกหายใจไม่ออกบอกไม่ถูกแบบนั้น ไอ้ม่านเคยผ่านมาแล้ว

แปลงนาที่มีข้าวไม่ถึงหนึ่งในสี่ของพื้นที่ถูกเกี่ยวไปเกินครึ่ง เด็กปีหนึ่งปีนี้น่าจะไวกว่าปีที่แล้ว ตอนผมปีสอง ถูกพี่ปีสามสั่งทำโทษจนเดินไม่ไหว แต่ปีนี้กลับไม่มีการสั่งโหดๆ คงเพราะระบบรับน้องที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ลดความเกรี้ยวกราดและรุนแรงลง

เวลาค่อยๆ เดินไปเรื่อยๆ แดดก็เริ่มร้อนแรง ยิ่งใกล้เที่ยงเข้าไปแล้วยิ่งร้อน เด็กบางคนถึงกับเป็นลม ยิ่งคนหายไปเท่าไหร่ การเก็บเกี่ยวก็จะช้าไปเท่านั้น อย่างตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่ไอ้เจกำหนด ข้าวก็ยังเหลืออีกเยอะ จะไหวไหมเนี่ย

“กูว่าไม่ไหวหรอกว่ะ” ผมเดินไปกระซิบไอ้มีน มันก็พยักหน้าเห็นด้วย

“ปีนี้เด็กอ่อนแอเยอะไป” ก็จริงของมัน “สงสัย ปีสองปีนี้จะหนักซะแล้ว”

นึกแล้วสยองแทนจริงๆ

เวลาไม่เคยหยุดเดิน แดดก็เช่นกัน ยิ่งพอใกล้จะเที่ยง แดดยิ่งร้อนแรงชนิดแทบไหม้ ตัวผมนี่แหละจะไหม้ นึกโมโหพวกพี่ว๊ากที่ไปนั่งหลบมุมใต้ต้นไม้ โคตรเอาเปรียบ

แล้วเวลาแสนระทึกก็มาครับ ไอ้เฮดว๊ากเดินหน้าเหมือนยักษ์ออกมายืนข้างคันนา มือที่มีโทรโข่งยกจ่ออยู่ที่ปาก

“พอ!” คำเดียวสั้นๆ แต่น้ำเสียงเกรี้ยวกราดสุดๆ “ปีหนึ่ง ปีสอง รวม! นับหนึ่ง” ความโกลาหลเกิดขึ้นทันใด เด็กปีหนึ่ง ปีสองรีบวางของแล้ววิ่งกลับมาด้วยท่าทางกระหืดกระหอบ อย่างที่ผมบอกนั่นแหละ ระยะทางไกลเอาเรื่องขนาดนั้น

“ช้า!” คราวนี้เป็นบรรดาพี่ระเบียบคนอื่นๆ เริ่มกดดันบ้าง

“ในเลือดมีเต่าอยู่หรือไง ถึงช้าขนาดนี้ หรือเสกหอยทากเข้าท้องวะ!” หันไปมองไอ้มีนที่พูด นี่มันเอาโหดหรือฮากันแน่ แต่พอเฮดว๊ากยกมือขึ้นปุ๊บ ทุกเสียงที่ตะคอกกดดันก็เงียบ

โคตรน่ากลัว ไอ้ม่านขอบอก

“ผมให้เวลาพวกคุณตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยง แต่ทำไมพวกคุณยังทำไม่เสร็จ หรือเพราะคำสั่งของผมไม่มีความหมาย” แม้จะไม่ได้ตะคอก แต่คำพูดทุกคำสามารถสร้างความกดดันได้เป็นอย่างดี ปีหนึ่งพากันก้มหน้า คางแทบชิดอก “ส่วนพวกปีสอง พวกมึงเป็นน้อง พวกกูเลยตั้งความหวังไว้มาก แต่นี่อะไร พวกมึงกลับช่วยน้องไม่ได้ นี่เหรอวะน้องที่พวกกูไว้ใจ”

“พวกมึงมันห่วย! ปีสองห่วย!” หลายเสียงตะโกนเกือบจะพร้อมกันในหลายๆ ครั้ง ผมแอบเห็นน้องผู้หญิงปีสองบางคนสะอื้นด้วย

“ขอโทษครับ/ค่ะ” คำขอโทษดังกึกก้องจากบรรดาปีสอง ก่อนปีหนึ่งจะตะโกนเพิ่มอีกแรง

“หึ สามัคคีกันจริงนะ พวกคุณเห็นหรือยัง ว่ารุ่นพี่ปีสองของพวกคุณมันห่วยแค่ไหน แล้วแบบนี้ พวกคุณยังจะปกป้องอีกหรือครับ”

ผมโคตรเกลียดไอ้เจเลยให้ตาย

พอถูกถามแบบนั้น เหล่าบรรดาเด็กใหม่ต่างก็พากันเงียบ มีเพียงเสียงสะอื้นคลอเบาๆ มาจากกลุ่มที่ยืนรวม แต่พอไอ้เจจะอ้าปากด่าอีก เสียงจากโทรโข่งดังขัดมาจากด้านหลัง เสียงที่ทำให้ผมขนลุก

“พวกมึงคิดว่าแน่หรือไงวะ ปีสามรวม!” สิ้นคำสั่งของพี่อิน เฮดว๊ากปีสี่ปุ๊บ ผมกับเพื่อนๆ ต่างก็รีบวิ่งไปยืนเข้าแถวตอนลึกด้วยความเร็วแสง “พวกมึงไม่เห็นสภาพของน้องหรือไง มีตาไหม หรือมันบอดวะ” พี่อินยืนตะคอกตรงหน้าไอ้เจ ผมได้แต่เหล่ๆ มอง ไม่กล้าหันไป กลัวถูกด่าแทน

“ไม่บอดครับ” ไอ้เจตอบ

“ไม่บอด แต่ดูมึงสั่ง คิดว่าแน่ใช่ไหมสั่งแบบนั้น ได้ งั้นปีสาม กูขอสั่งให้พวกมึงเกี่ยวข้าวให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมง ถ้าไม่เสร็จ ไม่ต้องกินข้าว เข้าใจไหม! เริ่ม!”

เริ่มก็เริ่มครับ พวกปีสามพากันวิ่งลงแปลงนากันหมด ว่าแล้ว เมื่อวานเห็นพวกเฮดว๊ากคุยกันหน้าเครียด ไอ้มีนก็บอกให้ผมนอนเยอะๆ เก็บแรงเอาไว้ มันเป็นเพราะแบบนี้นี่เอง

“เชี่ยเอ้ย ปีสองกูก็ถูกสั่งให้เกี่ยว ปีนี้ก็ว่ารอด แต่ก็ไม่รอด” ผมเกี่ยวข้าวไปบ่นไป อีแน่วอยู่ข้างๆ มันก็พยักหน้าเห็นด้วย

เวลาที่ให้ปีหนึ่งกับปีสองนั้น มันมากโขหากจะเอ้อระเหยบ้าง แต่นี่ชั่วโมงเดียวกับข้าวที่เหลือเกือบครึ่ง ตายแน่ไอ้ม่าน

“ทำไมโลกโหดร้ายกับกูขนาดนี้” ไม่ใช่แค่ผมที่บ่น พวกปีสามคนอื่นๆ ก็บ่นกันระงม แต่มือก็ไม่หยุด

แม้จะเกี่ยวข้าวบ่อยแค่ไหน ก็ยังมีบาดแผลอยู่เสมอ อย่างตอนนี้ เคียวเกี่ยวมือผมซะเลือดอาบ ความเจ็บจี๊ดจนต้องนิ่วหน้า แต่ก็หยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุด เพื่อนก็ต้องทำงานหนักขึ้น ดังนั้นผมเลยเลือกที่จะเช็ดเลือดที่มือกับกางเกงยีนส์สีดำ

อากาศร้อนอบอ้าวกับเหงื่อที่ไหลท่วมจนเสื้อชุ่ม ดูนาฬิกาแล้วเหลือไม่ถึงยี่สิบนาทีกับข้าวที่เกือบหมด เรี่ยวแรงคึกๆ ก็เบาลง ก่อนพวกผมจะแห้งตาย เสียงวิ่งกับเสียงหอบดังเข้ามา พอหันหลังไปก็เจอบรรดาปีหนึ่ง ปีสองที่ลงมาช่วย น้องบางคนถือเคียวที่เหลือช่วยเกี่ยว

“ผมช่วยครับพี่” ไอ้เด็กแว่นยิ้มพร้อมกับแย่งเคียวผมไปถือ

“มึงเกี่ยวเป็นเหรอวะ” ถามขณะยกแขนเปียกๆ เช็ดหน้า

“ไม่เป็น” ถ้าไม่ติดว่าซึ้งมัน ผมคงตบหัวมันไปแล้ว

“กูทำเอง มึงช้า” แล้วผมก็แย่งเคียวมาถือเอง ไอ้แว่นมันจะอ้าปากเถียง แต่ความเร็วของผมมากกว่ามันแน่นอน มันเลยใช้มือพัดให้มีลมแทน “ดีๆ”

ตอนนี้ปีหนึ่งดูจะไม่เกร็งเวลาอยู่กับปีสาม โดยเฉพาะพวกพี่ว๊ากที่ถึงแม้จะกล้าๆ กลัวๆ แต่ก็พากันเข้าไปช่วย นี่สินะ ผลลัพธ์ที่ทุกคนคาดไว้

“เลือด” มัวแต่คิดเพลินๆ ไอ้แว่นมันสะกิดผมยิกๆ “มือพี่มีเลือด” มองตามนิ้วที่ชี้มา อืม...มือผมเลือดเต็มที่จับเลย “ไปทำแผลพี่”

“อีกแป๊บ มึงไม่เห็นเหรอ จะหมดเวลาแล้ว” ผมรีบขยิบตาแล้วบอก ไอ้แว่นมันพูดเสียงดังจนอีแน่วหันมามอง แต่ผมส่ายหัวคล้ายว่าไม่มีอะไร มันเลยก้มหน้าเกี่ยวข้าวต่อ

“แต่บาดทะยักนะพี่” สีหน้ามันโคตรกังวล แต่ผมยังยิ้มให้

“กูเคยฉีดยากันมันมาแล้ว ปลอดภัยๆ” พูดไปงั้น ยานั่นฉีดเมื่อตอนอายุสิบห้า ไม่รู้ยามันสลายไปหมดหรือยัง

สปีดการเกี่ยวเพิ่มมากขึ้นเมื่อไอ้เจตะโกนว่าเหลือสิบนาที และมันสั่งให้ปีสองกับปีหนึ่งแบกข้าวที่เกี่ยวเสร็จไปกองอยู่กลางแปลง หลายร้อยแรงแข็งขัน สุดท้ายก็เสร็จ...

“เชี่ยเอ้ย กูคิดว่าจะตายแล้ว” ผมทิ้งเคียวแล้วล้มนอนทันที โคตรเหนื่อย ไม่สนใจแดดที่แยงตาจนลืมแทบไม่ขึ้น ไม่ใช่แค่ผมที่นอนลงกับแปลงนา พวกคนอื่นๆ ต่างก็พากันนอน มันเหนื่อยจริงๆ นะครับไม่ได้โม้เลย นอนอยู่ครู่ใหญ่กว่าปีสี่จะเรียกรวม ขาผมแทบก้าวไม่ออกแต่ก็ต้องวิ่ง พอวิ่งมาถึงก็หอบลิ้นห้อยกันเลยทีเดียว

ความเงียบยังคงปกคลุมไปทั่ว คงปล่อยให้พวกผมได้หายใจให้ทั่วท้องก่อน ตอนนี้น่าจะบ่ายกว่าแล้ว กลิ่นข้าวกะเพราก็เริ่มโชยมาเตะจมูกจนท้องร้อง

“ทำได้ดี” เสียงชมจากเฮดว๊ากปีสี่สร้างรอยยิ้มให้ทุกคน “แต่...” โคตรไม่ชอบคำนี้เลยให้ตาย “ปีสามห่วย ถ้าไม่มีปีสองกับปีหนึ่งไปช่วย จะทำกันเสร็จหรือเปล่า”

“ไม่ครับ/ค่ะ”

“แม่งห่วย” พี่อินตีหน้านิ่งกวาดคำด่าซะหน้าชาไปหมด “เอาล่ะ น้องปีหนึ่งกับปีสองคงหิวกันแล้ว ผมอนุญาตให้พวกคุณพักกินข้าวได้” เสียงเฮดังไปรอบๆ ทันที แต่พอจะก้าวขาปุ๊บ คำสั่งของพี่อินก็หยุดทุกจังหวะของทุกคน “ส่วนปีสาม ผมไม่ให้กิน”

ความทรมานอยู่ที่ไหน ความทรมานอยู่ที่นั่นจริงๆ

ผมเหล่ตามองพี่รหัสตัวเองที่ยืนหน้านิ่งข้างๆ พี่เฟรนด์กระพริบตาปริบๆ มอง คงทำอะไรไม่ได้ เห็นอ้าปากจะขัดหลายรอบ แม้พี่รหัสผมจะติส แต่ก็รักผมมากนะเออ

“ไปกินข้าวสิ ปีหนึ่ง ปีสอง”

กลิ่นหอมกับภาพคนดีใจที่จะได้กินข้าวตรงหน้าทำให้ต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ท้องก็ร้องจนแสบไปหมด ไหนบอกจะทรมานปีสอง ทำไมมาทรมานปีสามแทน ไอ้ม่านไม่เข้าใจ

ปีหนึ่ง ปีสองที่เปิดกล่องข้าวตั้งท่าจะกิน แต่ก็พากันวางกันหมด ผมเห็นไอ้เจเผลอยิ้มออกมา มันคงลองใจอยู่สินะ นั่นก็พอเข้าใจ แต่มาทรมานเพื่อนแบบนี้ มันไม่ถูกต้องนะเฟ้ย ขนาดปีสองที่ได้นัดแนะกันมา ยังหน้าเสีย

“เรื่องนี้ปีสองไม่รู้เหรอ” แอบเอนไปกระซิบถามเพื่อนสาว มันพยักหน้าช้าๆ “อ่อแบบนี้นี่เอง” ลองใจทั้งสองชั้นปีเลยสินะ    แล้วข้าวกล่องจากทุกคนก็ถูกนำไปวางไว้บนโต๊ะที่เดิม ก่อนจะทยอยเดินกลับมายืนข้างพวกผมอีกรอบ

“ทำไมพวกคุณไม่กินข้าว” เป็นไอ้เจที่ถามออกไป น้องๆ ต่างพากันส่ายหน้า “ถ้าไม่กินตอนนี้ พวกคุณอาจไม่ได้กินนะ”

“พวกพี่ก็ไม่ได้กินเหมือนกัน” ไอ้ประธานรุ่นปีสองว่า “พวกผมก็จะไม่กินครับ”

เยี่ยมจริง ผลลัพธ์ในรูปแบบนี้

“แต่ปีหนึ่ง...”

“ผมเป็นตัวแทนปีหนึ่ง พวกเราก็จะไม่กินเหมือนกันครับ หากพี่ปีสามไม่ได้กิน”

ภาพความประทับใจคงไปกระตุกต่อมของบรรดาปีสี่ ที่ถึงกับหันไปอ้วก และพี่อินก็เดินมาด้วยใบหน้าที่อ่านไม่ออก

“รักกันจริงนะ ทั้งที่ปีสามด่าพวกคุณขนาดนั้น...” พี่อินมองกราดมาที่เหล่าปีสามครับ สายตานิ่งมากที่สุด “ผมอนุญาตให้พวกคุณทุกคน ทุกชั้นปีกินข้าวได้ กินเสร็จแล้วก็กลับคณะ ยังมีเรื่องอีกเยอะ” ทิ้งท้ายเสร็จก็แยกย้ายครับ ส่วนพวกผมก็แตกฮือไปหยิบกล่องข้าวแล้วเปิดกินอย่างหิวโหย

กล่องหนึ่งหมดไป กล่องสอง กล่องสามค่อยๆ หมดไป ไอ้ม่านคนนี้ไม่เคยกินเหมือนยัดขนาดนี้มาก่อน แม้จะชอบกินของฟรีก็เถอะ

“แดกอย่างกับปอบลง” อีแน่วมันด่าผมครับ ของมันก็ไม่น้อยไปกว่าผมหรอก “มือมึงเป็นไงมั่ง”

“มึงรู้เหรอ” เบิกตาโต ไม่คิดว่าเพื่อนจะรู้

“ก็ไอ้เด็กแว่นนั่นพูดเบาซะเมื่อไหร่ อีกอย่าง มือมึงก็มีแต่เลือด” อีแน่วพยักพเยิดหน้ามาที่มือผมที่ตอนนี้เลือดแห้งหมดแล้ว   “ปวดว่ะ กินยาคงหาย” หยุดพูดกับเพื่อนเมื่อไอ้เจตะโกนเรียกรวม ตอนนี้จะต้องกลับคณะเพื่อไปรอปิดห้องเชียร์อย่างเป็นทางการ

รถบัสขนนักศึกษากลับมหาวิทยาลัย ในส่วนของพวกผมก็ต้องรีบกลับก่อนเพื่อเตรียมของ แม้ความเหนื่อยจะทำให้เกือบวูบอยู่หลายครั้งก็ตาม สวรรค์ยังไม่ต้องการพวกผมหรอก   พอถึงมหาลัยก็เจอพวกพี่อินก่อน คำขอโทษมากมายถูกถ่ายทอดออกมา แต่พวกผมก็ไม่ได้โกรธ เพราะมันเป็นสิ่งที่จะทำให้น้องๆ ทุกคนได้แสดงออกถึงความเคารพรุ่นพี่ ว่าจะมีมากแค่ไหน

“เล่นหนักว่ะพี่” ผมว่า พี่อินเดินมาขยี้หัวผมซะยุ่ง

“เอาน่า พรุ่งนี้พวกมึงก็เป็นอิสระแล้ว” เป็นคำปลอบโยนที่ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นเลยสักนิด “ว่าแต่ ของเตรียมเสร็จแล้วใช่ไหมพวกมึง”

“ครับ”

และเมื่อปีหนึ่งมาแล้ว ไอ้เจก็สวมบทเฮดว๊ากอีกรอบ มันตะโกนสั่งปีหนึ่งให้รีบเข้าไปในห้องประชุมเชียร์ แอบได้ยินเสียงบ่นของรุ่นน้องว่าแม่งโหดอีกแล้ว บ้างก็ว่า ไม่น่าช่วยเลย

ตอนนี้เวลาบ่ายแก่ๆ แดดข้างนอกร้อนยังไง ด้านในห้องก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน ไอ้เจจัดเต็มทุกอย่าง มันเคลียร์ทุกเรื่อง ตั้งแต่มีปีหนึ่งหลายคนโดดห้องเชียร์ หรือไปฟ้องครูเรื่องถูกว๊าก เรื่องนี้เคยทำให้พวกไอ้เจถูกทัณฑ์บนด้วยนะครับ กว่าจะพูดเสร็จก็ค่ำพอดี

“ผมไม่รู้ว่า ผมจำเป็นต้องรับรุ่นพวกคุณหรือเปล่า พวกคุณเหมาะจะเป็นรุ่นน้องของผมไหม” ไฟในห้องดับพรึ่บพร้อมกับเสียงตกใจของน้องๆ “แต่ผมจะลองเปิดใจดูสักครั้ง” เสียงไอ้เจนุ่มขึ้น หน้าของมันเป็นสีเหลืองเมื่อมันถือเทียนที่จุดไว้

ความมืดมิดค่อยๆ มีแสงสว่างจากแสงเทียนหลายร้อยแท่งจนทั้งห้องเป็นสีส้ม ผมอดไม่ได้ที่จะยกมือถือมาถ่ายเก็บภาพความประทับใจนี้ไว้ จากนั้นพวกเราปีสามต่างก็เอ่ยขอโทษน้องๆ ที่เคยล่วงเกินทั้งคำพูด น้ำเสียง และสายตา

“พี่ขอโทษนะ” ผมบอกขณะผูกสายสิญจน์ให้น้องแว่น อันที่จริง เด็กนี่เป็นหลานรหัสผมครับ ผมถึงดูแลดีเป็นพิเศษ

“โคตรประทับใจว่ะพี่” ไอ้แว่นมันพูดปนเสียงสะอื้น ไอ้นี่ขี้แยว่ะ

“เออๆ ตั้งใจเรียนนะมึง” อวยพรส่งท้ายก่อนจะเดินแยกออกมาด้านนอก ไม่ได้มาตามไอ้เจที่ออกมาก่อนหรอกนะครับ แต่เพราะข้อความที่ส่งมาตอนผมถ่ายรูปทำให้ต้องออกมา “ไง”

“เลิกแล้วเหรอ” ไอ้เม่นยิ้มแป้นแล้นตามสไตล์

“อีกแป๊บ” ตอบไป มือก็ล้วงถุงขนมถุงใหญ่ที่ไอ้เม่นยื่นมา “กินข้าวแล้วเหรอ”

“ยัง รอกินพร้อมบี๋” คำพูดธรรมดาๆ แต่ทำให้ผมเขินว่ะ “เมื่อกี้เห็นพี่เจตาแดงด้วย สงสัยร้องไห้”

“มันอ่อนไหว” เพื่อนผมดูแข็งนอก แท้จริงแล้วอ่อนนุ่มจะตาย “หิว”

“อ้อนป่ะเนี่ย น่ารักอ่า”

“อ้วก” เสียงอ้วกดังขัดจนต้องหันไปมอง “เหม็นความรักเหี้ย” อีแน่วยกมือปิดจมูกจนผมต้องยกขาเตะมันไป

“อิจฉาก็บอกมาเถอะ” ผมยักคิ้ว มือก็คว้าแขนไอ้เม่นมาคล้อง แต่พวกสามสหายกลับเดินหนีไปเฉย สรุปง่ายๆ พวกมันอิจฉาผมนั่นแหละครับ “อะไร”

“น่ารักเกินไปอะบี๋” สายตาไอ้เม่นโคตรเป็นประกายยามผมเกาะแขน

“อย่ามาเสี่ยวแถวนี้ กลับเถอะ หิว” ไม่รงไม่รอมันแล้ว ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรแล้วด้วย ผูกข้อมือเสร็จก็กลับ ปล่อยให้ปีสองจัดการไป

“บี๋ มือเป็นอะไร” หน้านิ่วคิ้วขมวดของมันทำเอาผมขำ “ไม่ตลกนะ ไปโดนอะไรมา” ไอ้เม่นลูบผ้าพันแผลที่พันรอบฝ่ามือผมไปมา

“เคียวบาด” มันไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะตอนเรียนผมโดนโคตรบ่อย เกี่ยวขาจนเลือดไหลเป็นสายน้ำก็เคยมาแล้ว

“ไปทำยังให้มันบาดวะ ใครทำแผลให้อะ ไปหาหมอกัน”

“เดี๋ยว ไม่ต้องๆ มันไม่ได้ลึกมาก”

“แต่มันก็อันตราย”

“อย่าห่วงมากเลยน่า ไม่เป็นอะไรหรอก”

“ไม่ห่วงได้ไง แฟนทั้งคน บี๋นะบี๋ ไม่ระวังเลย เบ๊เป็นห่วงนะเนี่ย”

“ขออะไรอย่างได้ป่ะ อันนี้จริงจัง” ผมรั้งมือที่จับกันเพื่อให้ไอ้เม่นหยุดเดิน “เลิกเรียกบี๋กับเบ๊ได้ป่ะ มันจักจี้ว่ะ” พูดเสร็จ หน้าของคนที่ผมจับมือก็ถอดสี “เดี๋ยวๆ อย่าทำปากเป็ด คือหมายถึง ให้เรียกชื่อเฉยๆ เหมือนเดิมอะไรแบบนี้น่ะ”

“แล้วบี๋กับเบ๊ไม่ดียังไง” ไอ้เด็กโข่งหน้างอแล้วครับ

“ไม่ใช่ไม่ดี แต่มัน...ไม่ชิน ได้ไหม...นะ นะ” ทำตาใสบ้องแบ้ว (เลียนแบบไอ้กลอย) แบบโคตรลุ้นอะตอนนี้ สุดท้ายก็ได้การพยักหน้าเป็นคำตอบ “น่ารักจริง” ดึงแก้มไอ้เม่นเล่นจนถูกแขนใหญ่มันล็อกคอ

“คิดจะแกล้ง ช่วยดูความสูงด้วยครับที่รัก” คำเรียกไม่ตกใจเท่าถูกหอมแก้ม แม่งเอ้ย คนเยอะด้วย ดีที่พวกเขาไม่สน ผมพยายามต่อยคนที่ล็อกคอผมแน่น แต่คนที่ยืนอยู่ไกลๆ กำลังดึงดูดสายตาของผม

ไอ้เจมันกอดกับใครวะ

“ไอ้เจ...” หรือผมตาฝาด ช่างมันเถอะ ตอนนี้ท้องประท้วงอีกแล้ว ไปกินข้าวดีกว่า กินเสร็จจะได้นอนยิงยาว เหนื่อยเหลือเกินวันนี้ เหนื่อยสายตัวแทบขาด

“พี่ม่านครับ สนใจเม่นหน่อย พี่ม่าน”

“ก็สนตลอดนั่นแหละ ไป หิวแล้ว”

รู้สึกแปลกกว่าตอนถูกเรียกบี๋อีกครับ เหมือนได้ยินเรียกแบบนั้นทุกวันจนชิน แต่พอเปลี่ยนกลับมาเป็นแบบเดิมอีก ก็เลยรู้สึกแปลกๆ นี่ผมปกติดีใช่ไหม

หรือผมจะเพี้ยนวะ เออ น่าจะเพี้ยนว่ะ

........................................

พอเรากดดันตัวเอง เราก็จะรู้สึกเครียด พอเครียดก็ปล่อยวาง พอปล่อยวางตัวเกียจคร้านก็ครอบงำ ... กราบขอประทานอภัยอย่างสูงค่า ตอนนี้ฟื้นคืนชีพแล้วววว อย่าเพิ่งลืมกันเด้อค่าเด้อ


ความคิดเห็น