สิญจน์

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

KNS Project​ ss2​ : The Internal Wave

ชื่อเรื่อง : KNS Project​ ss2​ : The Internal Wave

คำค้น : KNS,KNSss2,theInternalWave

หมวดหมู่ : นิยาย ทั่วไป

จำนวนตอน : 4

คนเข้าชมเดือนนี้ : 36

คนเข้าชมทั้งหมด : 166

คะแนนถูกใจทั้งหมด : 5

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 พ.ค. 2563 20:19 น.

ยอดสนับสนุนเรื่อง
× 0
× 0
× 0
× 5
เริ่มติดตาม กดถูกใจนิยายเรื่องนี้
แชร์ :
บทนำ

 

 

 

กองบัญชาการทัพเวทมอสโก ประเทศรัสเซีย

 

15 กรกฎาคม​ 2018

 

 

   เสียงฝีเท้าของทหารนายหนึ่งดังก้องในทางซับซ้อนที่ดูคล้ายกับทางเดินในคฤหาสน์​แบบยุโรป บรรยาศตรงนั้นค่อนข้างจะเรียกได้ว่าอึมครึมและลึกลับ แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ข้างนอกส่องผ่านกระจกเป็นแสงสาดบนพรมสีแดงเลือดหมู กระทบกับโคมไฟแก้วตามทางเดิน 

 

   นอกจากบรรยากาศภายในแล้ว สิ่งที่ทำให้ที่นี่ดูเป็นกองบัญชาการทัพเวทคือคลื่นของพลังเวทที่กล้าแข็งที่ลอยวนเวียนไปมา ต่อให้ไม่ต้องเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ก็สามารถรับรู้ได้ว่าที่แห่งนี้คือที่ของเหล่าทหารเวทระดับแนวหน้าของประเทศ    ทหารหนุ่มเดินไปตามทางเดินด้วยท่วงท่าสง่างามสมกับเครื่องแบบสีฟ้าน้ำทะเลที่สวมอยู่ อันบอกถึงว่าผู้ที่อยู่ใต้เครื่องแบบนี้เป็นนายทหารระดับค่อนไปทางสูง แต่ว่าเขาก็ไม่ใช่ทหารที่ประจำในกองบัญชาการหลังนี้

 

   เท้าทั้งสองข้างหยุดที่หน้าประตูไม้หลังใหญ่บานหนึ่ง บานประตูสลักลวดลายตราวงเวทแลดูมีมนตร์ขลัง ทหารนายนั้นนึกชื่นชมในฝีมือช่างแกะสลัก​ที่แกะกระตูบานนี้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือนักเวทก็ตาม  ก่อนที่มือข้างซ้ายเคาะประตูนั้นเบาๆ

 

   "ขออนุญาตครับท่าน จากกองบัญชาการเสนาธิการครับ" 

 

   ไม่กี่วินาทีต่อมา ประตูไม้ตรงหน้าก็เปิดออกเองโดยที่เขายังไม่ได้ออกแรงผลักและไม่มีใครอยู่ที่อีกฟากของประตูเลยด้วยซ้ำ 

 

   "เข้ามาได้" 

 

   เสียงราบเรียบของผู้ที่รออยู่ในห้องดังขึ้นมา 

 

 

   ในห้องทำงานนั้นล้อมไปด้วยตู้หนังสือที่สูงจนถึงเพดานที่ประดับด้วยโคมไฟแก้วระย้า แม้จะมีแสงสว่างของฤดูร้อนสาดเข้ามาจากหน้าต่างแต่ห้องนั้นยังดูหม่นหมอง เมื่อมองไปเห็นโต๊ะทำงานสองตัวที่เต็มไปด้วยกองเอกสารหันหน้าเข้าหาประตู มีอีกสองตัวที่หันหลังเข้าหาตู้หนังสือ เจ้าของห้องทำงานทั้งสองคนมองมาที่ผู้มาเยือนด้วยสายตานิ่งๆ ในขณะที่นายทหารคนสนิท​ทั้งสองคนลุกขึ้นทำความเคารพ 

 

   ทหารจากเสนาธิการยกมือทำความเคารพนายพลตรงหน้า 

 

   "กองบัญชาการ​เสนาธิการ​มอบหมายให้กระผมมาส่งรายงานสถานการณ์​ชายแดนทั้งทางบกและทางทะเลครับ และมาแจ้งให้ทราบว่าพรุ่งนี้มีการประชุมของสี่เหล่าทัพที่รัฐสภาครับ" 

 

   มือทั้งสองข้างยื่นซองเอกสารให้ ทหารหญิงผมทองก้าวออกมาและรับซองนั้นมา ก่อนจะส่งให้นายพลที่นั่งอยู่ฝั่งขวา

 

   "ถ้าไม่ว่าอะไร พอจะช่วยสรุปสถานการณ์​แบบคร่าวๆ ให้หน่อยได้หรือเปล่าครับ" นายพลที่รับเอกสารไปใช้มีดกรีดซองนั้นออก มือซีดเหมือนแมงมุมหยิบรายงานที่เป็นกระดาษปึกหนาประมาณครึ่งนิ้วออกมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว 

 

   "ครับผม สถานการณ์​ในตอนนี้ยังถือว่าไม่น่าเป็นห่วง แต่ว่าความตึงเครียด​ระหว่างสหรัฐกับอิรักและอิหร่านยังคงอยู่ การก่อการร้ายก็ผุดขึ้นทุกที่ในเอเชียกลางและทั้งทวีปเอเชีย ท่านประธานาธิบดี​ยังไม่มีคำสั่งให้เราตอบโต้หรือทำอะไรหวือหวาไปก่อน ตอนนี้ทางกองทัพยังคอยเฝ้าระวังการโจมตีจากทุกทิศทางครับ" 

 

   "อืม ความพร้อมของทหารในแนวชายแดนล่ะ" นายพลอีกคนถามขึ้นมา "ต้องการกำลังของนักเวทเพิ่มหรือเปล่า" 

 

   "กองทหารในชายแดนพร้อมทำการรบภายในสิบนาทีหลังจากมีคำสั่งครับ ขีปนาวุธและอาวุธทุกชนิดพร้อมรบ แต่ว่าทหารเวทยังถือว่ามีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับทหารทุกกองทัพครับ" ทหารเสนาธิการกล่าว  

 

 

   นายพลที่นั่งอยู่ทางซ้ายยกมือขึ้นเท้าคาง เอียงคอเล็กน้อย เปลือกตาหรี่ลงเหมือนการใช้ความคิด ส่วนอีกคนที่กำลังพลิกหน้ากระดาษรายงาน "ตอนนี้มีจำนวนแปดหมื่นสี่พันนายจากสามเหล่าทัพครับ ไม่รวมทหารที่ประจำตามค่ายและยังไม่จบการฝึก ค่าพลังเวทโดยเฉลี่ยคือแปดพันห้าร้อยหน่วย… " 

 

   "ถ้าเทียบกับตอนที่เกิดสงครามชายแดน ถึงครั้งนี้จำนวนทหารไม่ได้เพิ่มจากครั้งก่อนมาก แต่ค่าเฉลี่ยของทหารเวทแต่ละนายสูงขึ้นกว่าเริ่ม อาวุธเวทมีการพัฒนา​มากขึ้น ทัพเวทรัสเซียมีสมรรถนะ​สูงที่สุดในภูมิภาคนี้  เหตุการณ์ในอดีต​ที่เราต้องเกณฑ์แม้แต่เด็กมารบจะไม่เกิดขึ้นอีกครั้งแน่"

 

   นายพลที่ถือรายงานมองพี่แฝดของตนที่เพิ่งกล่าวถึงเหตุการณ์​ที่เหมือนคลื่นลูกใหญ่ในชีวิตของเขาทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉย 

 

   นอกจากคลื่นลูกนั้นจะพรากทุกสิ่งรอบตัวเขาออกไป ยังจะพัดพาความเป็นมนุษ​ย์ส่วนหนึ่งในใจออกไปด้วย  

 

   "วันพรุ่งนี้พวกเราจะไปที่กองบัญชาการ​เสนาธิการ ดูท่าว่าพวกเราคงมีเรื่องที่ต้องจัดการกับฝ่ายยุทธการและพลาธิการให้เรียบร้อยก่อนที่จะกลับไปเรียนต่อแล้ว แน่นอน พวกเราจะลงไปตรวจสถานการณ์​ในพื้นที่ชายแดนอย่างลับๆ ขอให้นำเรื่องนี้ไปแจ้งกับฝ่ายเสนาด้วย" 

 

   "ไรวิส" นายพลฝั่งทางซ้ายเรียกทหารคนสนิท "พรุ่งนี้จะมีการประชุมของสี่เหล่าทัพ ประสานกับฝ่ายพัฒนาอาวุธเวทว่าให้ส่งรายงานอาวุธในคลังทุกประเภทและทุกชนิดมาที่ฉันภายในวันพรุ่งนี้ตอนเก้าโมงเช้า"

 

   "รับทราบครับ" ไรวิสก้มหัวรับ

 

   "อีกเรื่องครับท่าน" นายทหารเสนาธิการ​พูดขึ้น "เมื่อเช้ามีรายงานด่วนเข้ามาถึงการเสียชีวิตของอดีตประธานาธิบดี​เปโตรคอฟครับผม"

 

   ข่าวการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของประญานาธิบดีคนก่อนหน้า​ทำให้นายพลทั้งสองเบิกตากว้างอย่างตกใจ 

 

   "เกิดอะไรขึ้นครับ ทำไมถึง… " นายพลฝั่งขวาถามละล่ำละลัก

 

   "จากการชันสูตรพบว่าหัวใจหยุดเต้นกระทันหันครับ เป็นการไหลตายธรรมดา กำหนดการพิธีศพจะถูกส่งมาภายในเย็นนี้ครับ" 

 

   นายพลฝั่งขวาสายหน้า "โถ่ ไม่น่าเลยนะครับ ท่านอุตส่าห์​มีพระคุณกับเราสองพี่น้องแท้ๆ คนดีนี่ตายง่ายจริง"

 

   ตรงข้ามกัน นายพลฝั่งซ้ายมีสีหน้าเรียบเฉย ใต้หน้ากากไร้ความรู้สึกนั้นอัดแน่นไปด้วยความเกลียดชัง 

 

   น้องชายของเธอยังไม่รู้ว่าคนที่เขากำลังเสียใจให้อยู่นั้นคือคนที่ทำลายครอบครัวที่รักของเขาเอง แค่เพราะต้องการให้พวกเขาเป็นความหวังดวงใหม่ของกองทัพเวทที่กำลังเสียขวัญกำลังใจอย่างหนัก

 

   แค่ผลประโยชน์​ทางความมั่นคงเท่านั้น 

 

   ตายซะได้ก็ดี

 

   แต่ว่าปากกลับพูดสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดตนเองออกไป

 

   "ฝากความเสียใจของเราไปให้ครอบครัวของพวกเขาด้วย และสำหรับคุณ ขอบคุณสำหรับรายงานนี้ ไปได้"

 

   นายทหารเสนาธิการ​ทำความเคารพอีกครั้ง ก่อนจะเดินออกจากห้อง

 

 

 

   ปัง

 

   ประตูปิดไล่หลังทหารนายนั้น พร้อมกันเสียงถอนหายใจเบาๆ 

 

   "โลกเราเนี่ย ไม่สงบเอาเสียเลย" นายพลฝั่งขวาวางรายงานลงอย่างเหนื่อยใจ ทุกๆ วันเขาต้องได้ยินข่าวการก่อการร้าย การแข่งขันด้านกำลังการทหาร แม้กระทั่งชนวนของสงคราม ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่รับรู้ข่าว 

 

   มนุษย์​นี่เหมือนจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความกระตือรือร้นในการฆ่ากันเองเสียจริง เป็นความกระตือรือร้นที่น่ารังเกียจและเหม็นเน่าพอกันกับขยะในชุมชนสลัมเลยทีเดียว 

 

   "อเล็กซานเดอร์" นายพลฝั่งซ้ายเอ่ยปากเรียก "เธอคิดว่าสงครามจะเกิดขึ้นอีกครั้งไหม" 

 

   พอถูกถามโดยไม่ทันตั้งตัว เด็กหนุ่มขมวดคิ้วพลางใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง สายตานิ่งเรียบขณะใช้ความคิดและเครื่องแบบสีดำทองประดับเหรียญตราทำให้เจ้าของดูเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุจริงหลายปี 

 

   "อาจจะเกิดหรืออาจจะไม่เกิดก็ได้ครับ แต่ว่า" อเล็กซานเดอร์​เว้นวรรคคำพูด ดวงตาฉายแววของทหารผ่านศึกที่เด็กวัยรุ่นอย่างเขาไม่ควรจะมีกับตัว "ถ้าจะเกิดขึ้นมาแล้ว มันก็เกิดได้ง่ายซะยิ่งว่าใช้มือดึงเส้นด้ายให้ขาดออกจากกันซะอีกครับ" 

 

   อนาสตาเซียที่ได้ฟังคำตอบของน้องชายพยักหน้า "นั่นสินะ แต่พี่เองก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นอีกครั้งหรอก"

 

   มิตรสหายที่ร่วมจับปืน ประชาชนที่ไม่​มีส่วนเอี่ยวกับสงคราม ทั้งที่พวกเขาไม่ใช่คนเริ่มการต่อสู้ ศพของพวกเขากลับกองสูงเสียดฟ้า ในขณะที่ผู้มีอำนาจที่มีหน้าที่แค่บัญชาในกองบัญชาการ​ที่ปลอดภัยกลับไม่มีรอยขีดข่วน​แม้แต่รอยเดียวบนผิว 

 

   เพราะเป็นทหารที่เติบโตมาจากแนวหน้าเลยเข้าใจความรู้สึกที่อยากจะก่นด่าหรือแม้แต่เอาคทาเวทเสียบทะลุปากของผู้บัญชาการ​ที่ดีแต่ชี้นิ้วสั่งคนให้ไปตายแทน โดยที่ไม่รู้เลยว่าแนวหน้านั่นคือขุมนรกที่แค่ก้าวเข้าไปก็ได้ตายไปครึ่งหนึ่งแล้ว 

 

   การตายของทหารระดับล่างนั้น ผลตอบแทนคือเหรียญตราผลงานการรบของทหารยศนายพลที่ไม่แม้แต่จะก้าวเข้าไปตรวจสอบในพื้นที่ หรือแม้แต่การเลื่อนขั้นที่จะทำให้ได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น 

 

   เหตุนี้เองที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถทนมองการมอบเหรียญกล้าหาญที่ต้องมอบเหรียญให้กับปืนประจำกายแทนเจ้าของที่นอนในโลง

 

   สงครามคือสิ่งที่โสมมที่สุดในโลกนี้แล้ว 

 

 

   "พี่มีลางสังหรณ์​ว่าคลื่นลูกใหม่​กำลังจะมา จะเป็นคลื่นที่รุนแรงกว่าเดิมแน่นอน" เด็กสาวเอ่ยปากออกมา ดวงตาสีดำใต้แว่นตามองหน้าน้องชายที่เป็นครอบครัวคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ด้วยแววตาระคนทุกข์ 

 

   ใบหน้าหันออกไปมองนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์​ของเมืองหลวงยังคงเป็นเช่นเดิม ทั้งรถราที่วิ่งขวักไขว่ ผู้คนและนักท่องเที่ยวที่เหมือนมดวิ่งไปมา มองแล้วช่างขัดกับสถานการณ์​ที่เกิดอยู่ห่างตัวราวฟ้ากับเหว

 

 

   "แต่ว่าครั้งนี้เป็นคลื่นใต้น้ำที่รอเราอยู่แค่นั้นเอง" 

 

 

   คำพูดนั้นจบลงพร้อมกับที่อเล็กซานไดรต์ที่คอเรืองแสงวาบ

 

 

   แม้ผิวน้ำจะราบเรียบไร้คลื่นแต่ก็ไม่อาจวางใจ 

 

   เพราะภัยที่ปรากฏ​ซึ่งหน้านั้นมันยังน่ากลัวน้อยกว่าภัยที่เข้ามาโดยมีความสงบเป็นฉากบังหน้าเสียอีก 

 

 

   ไม่ว่ายังไง… มือบางกำอัญมณี​เวทแน่น ฟันเขี้ยวฝังซี่ลงที่ริมฝีปากล่างจนเลือดไหลซิบ 

 

   ตัวจะตายก็ไม่หวั่น เธอจะต้องยืนหยัดฝ่าคลื่นใต้น้ำนี้ไปให้ได้  จะแรงแค่ไหนหรืออนาคตจะมืดมัวและเปรอะเปื้อนเพียงใด ในฐานะที่เป็นผู้บัญชาการ​ก็จะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้เกิดความสูญเสีย​น้อยที่สุด

 

   ที่สำคัญที่สุด ดวงตาเหลือบมองน้องชายเงียบๆ 

 

   ต้องปกป้องเขาไว้ให้ได้

 

 

   เพื่ออนาคตของเด็กคนนี้ ต่อให้เป็นคลื่นแบบไหนก็จะไม่ยอมให้พัดเขาไปแน่นอน… 

 

  

 

 

ความคิดเห็น