< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

พลิกปฐพี เล่ม 13 ส่วนที่ 3 ตอนที่ 1-95

หอหมื่นอักษร
5.0
<
>
[ส่วนที่ 3 ภาคดินแดนแห่งเทพมาร] ตอนที่ 1 ความเชื่อใหม่บนซากปรักหักพัง

           ในเมืองเทียนคง ท่ามกลางซากปรักหักพัง มู่ชิงเกอยืนสงบนิ่งในชุดสีแดงบาดตา ปลายทวนหลิงหลงในมือ ยังมีซากศพหนึ่งติดอยู่ คนผู้นั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือจากผู้คนทั้งห้าภาคแต่ตอนนี้กลับตายอยู่ในมือมู่ชิงเกอราวกับสุนัขตัวหนึ่ง

           เหล่าทหารพันธมิตรต่างยืนนิ่งท่ามกลางซากปรักหักพัง

           พวกเขามองไปยังหญิงสาวในชุดเกราะสีแดงเพลิง ความสั่นสะท้านไหวหวั่นภายในจิตใจยังไม่อาจนิ่งสงบลงได้แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานแล้วก็ตาม

           ‘จบลงไปอย่างนี้น่ะหรือ’

           ‘ตำหนักเทพที่ยึดครองโลกแห่งยุคกลางมาไม่รู้กี่หมื่นปี อิทธิพลฝังรากลึกซึ้งเหลือคณานับถูกทำลายลงอย่างราบคาบโดยหญิงสาวคนนี้งั้นหรือ ทั้งยังใช้เวลาสั้นๆ เพียงแค่ครึ่งปีเท่านั้น’

ไม่ว่าใครก็ตามต่างก็รู้สึกว่านี่เป็นสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถทำได้แน่นอน

จิงไห่ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าสัตว์ร้าย สัตว์อสูรวิญญาณที่เหี้ยมเกรียมเหล่านี้ตอนนี้กำลังหมอบคลานอย่างนอบน้อมข้างเท้าเขา เขามองไปที่ครูฝึกของตัวเอง รอบกายนางปกคลุมด้วยแสงรัศมีแพรวพราว ดูงดงามจนทำให้คนลืมหายใจ ยิ่งใหญ่จนต้องเคารพบูชา

             ครูฝึกของเขายอดเยี่ยมที่สุด ในโลกนี้ ไม่มีเรื่องใดๆ ที่จะยากเกินไปสำหรับนาง

             “หญิงสาวเช่นนี้ คงมีไว้สำหรับให้ผู้คนแหงนหน้ามองเท่านั้น” จู่ๆ จีเหยาฮั่วก็พูดกับเหยาชิงไห่ที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเป็นงานเป็นการ

             เหยาชิงไห่ผงกศีรษะ เบนสายตาไปยังหานฉายไฉ่

             เวลาครึ่งปี มีหรือที่เขาจะไม่รู้ถึงจิตใจของหานฉายไฉ่ที่มีต่อมู่ชิงเกอ ส่วนทีท่าของมู่ชิงเกอที่มีต่อเขานั้น เขาเองก็เห็นมันอยู่ในสายตา ทันใดนั้น เขาออกจะรู้สึกยินดีเล็กน้อย ยินดีที่ความหวั่นไหวในจิตใจครั้งแรกนั้นไม่มีใครล่วงรู้ มิฉะนั้นแล้ว เกรงว่า...

             เหยาชิงไห่สั่นศีรษะช้าๆ เผยรอยยิ้มขมขื่นที่มุมปากออกมาแวบหนึ่ง

             ‘ตายแล้วหรือ ตายไปเช่นนี้น่ะหรือ’ ซีเชียนเสวี่ยไม่อยากจะเชื่อ ถึงแม้ซากศพของนักบวชเทวะจะอยู่ต่อหน้านาง นางก็ไม่กล้าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง

             ทำไมเรื่องต่างๆ ที่เป็นไปไม่ได้ พอมาอยู่ในมือของมู่ชิงเกอแล้วจึงกลายเป็นเรื่องง่ายดายไปเสียหมดนะ

             ‘หรือว่าเพราะเป็นเช่นนี้ จึงทำให้ผู้คนที่อยู่รอบตัวนาง ต่างรู้สึกได้ถึงความสบายใจอันไร้ขอบเขต’ ซีเชียนเสวี่ยในชุดเกราะเงิน หลังจากผ่านศึกสงครามมาครึ่งปีทำให้กลิ่นอายความเป็นเทพที่ไม่อาจล่วงเกินได้ของนางลดลง แต่มีความผึ่งผายสง่างามเพิ่มขึ้นมาหลายส่วน

             จบสิ้นแล้วหรือ

             จบสิ้นเพียงเท่านี้แล้วหรือ

             สมาชิกเหล่าทัพพันธมิตรทั้งหมด ทุกคนที่รู้จักมู่ชิงเกอต่างแหงนมองมู่ชิงเกอที่ยืนอยู่บนยอดหอคอยที่ปรักหักพัง

             ตระกูลอิ๋ง ตระกูลซาง ตระกูลหาน ตระกูลจี ตระกูลจิง ตระกูลเหยา สามผู้นำของหลิวเค่อ... ยังมีเหมยจื่อจ้ง จ้าวหนานซิง ซางจื่อซู จูหลิง ฉินอี้เหยา...

             ความสกปรกของตำหนักเทพ เหล่าตระกูลใหญ่พอจะรู้มาบ้าง

             เพียงแต่ พวกเขาต่างเกรงกลัวในความยิ่งใหญ่ของตำหนักเทพ จึงเลือกที่จะนิ่งเงียบและอดกลั้น ทำให้ไฟร้อนแรงของตำหนักเทพโหมกระหน่ำมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตำหนักเทพมีฐานะสูงส่งอยู่ในโลกแห่งยุคกลางจนเกินที่จะไขว่คว้าถึงได้

             เวลานี้ เทพนิยายปรัมปราได้ถูกทำลายลงสิ้นแล้ว โซ่ตรวนที่ราวกับพันธนาการจิตใจพวกเขาได้ถูกคลายออกจนหมดในที่สุด

             ทุกคนในกองทัพพันธมิตรต่างโล่งอก

             แต่ทว่า ไม่มีเทพแล้วหรือ

             ไม่ใช่ ยังมี

             สายตาที่เร่าร้อนแต่ละคู่ต่างสะท้อนเงาร่างชุดแดงที่สุดแสนเย้ายวนใจอย่างที่จะไม่มีวันลืมเลือน

             สายฟ้าที่แลบเปรี้ยงปร้างกลางท้องฟ้านั้นก็ค่อยๆ สงบลงจนมองไม่เห็นอีก ขณะที่ท้องฟ้าค่อยๆกลับคืนสู่ความสดใสเช่นเดิมนั้น ตราผนึกก็ได้ตกลงมาอย่างเงียบเชียบ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ทั้งหมดของโลกแห่งยุคกลางได้ถูกตัดขาดออกจากแผ่นดินเทพมารโดยสมบูรณ์แล้ว

             ผู้คนในดินแดนเทพทั้งสี่สมุทรจะไม่สามารถผ่านขอบเขตเข้ามาสู่โลกแห่งยุคกลางได้อีก

             “พวกเราชนะแล้ว!” มู่ชิงเกอชูทวนหลิงหลงในมือขึ้นสูง ประกาศเสียงดังต่อกองทัพพันธมิตรทั้งหมด

             ชนะแล้ว

             ชนะแล้วจริงๆ

             เสียงของนางระเบิดออกมาอย่างน่าเกรงขามท่ามกลางความเงียบสงบ เสียงตะโกนโห่ร้องยินดี สะท้านฟ้าสะเทือนดิน การเป็นศัตรูกับตำหนักเทพ ทุกคนต่างมาโดยไม่คิดจะมีชีวิตรอดกลับไป เวลานี้ชัยชนะอยู่ในมือแล้ว พวกเขาต่างคงยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าดีใจมากหรอกหรือ

              แสงสีดำทมิฬวาบผ่านขอบซากปรักหักพังไปโดยไม่ทันมีใครสังเกตเห็น

             แต่มู่ชิงเกอสามารถมองเห็นได้โดยง่ายดาย คิดแล้ว นางจึงจากไปอย่างเงียบเชียบ ติดตามเงาแสงสีดำทมิฬนั้นไป

             จนกระทั่งคนในกองทัพพันธมิตรค่อยๆ สงบลงจึงเห็นว่าหญิงสาวงดงามบาดตาราวกับเทพเซียนที่ยืนอยู่บนซากปรักหักพังได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยแล้ว

             “คนล่ะ เจ้าเมืองมู่ล่ะ”

              “ใช่แล้ว เจ้าเมืองมู่ไปไหนแล้ว”

             ขณะที่ทุกคนต่างพิศวงงงงวยกัน หยินเฉินก็ก้าวขึ้นมาเพื่อควบคุมสถานการณ์ทันที “ทุกท่านไม่ต้องเป็นห่วง เจ้าเมืองพวกเรามีเรื่องสำคัญต้องจัดการ ขอตัวไปก่อน นับแต่นี้เป็นต้นไป โลกแห่งยุคกลางไม่มีตำหนักเทพอีกแล้ว เหล่าตระกูลทั้งหลาย ได้โปรดจดจำมิตรภาพวันนี้ไว้ เพื่อจะได้ช่วยเหลือกันในวันข้างหน้าต่อไป”

                       ...

           “ทำไมจึงมาได้ล่ะ” บนซากปรักหักพังอีกแห่งของตำหนักเทพ ซือมั่วอมยิ้มมองหญิงสาวที่เดินมาหาเขา

           มู่ชิงเกอยิ้มน้อยๆ “เสร็จเรื่องของข้าแล้วก็เลยถือโอกาสหลบออกมา”

           นางเดินไปตรงหน้าซือมั่ว เขายกมือขึ้นใช้นิ้วเรียวยาวสางผ่านเส้นผมของนาง “เหนื่อยแย่เลยสิ”

           มู่ชิงเกอสั่นศีรษะ “ไม่หรอก”

           ซือมั่วว่า “ยังทำเก่งอีก รบกันครึ่งปี เจ้ายังไม่ทิ้งการฝึกฝน ความเหนื่อยยากนี้ คนอื่นไม่รู้ แต่ข้ารู้ดี”

           “ในที่สุด วันนี้ทุกอย่างก็จบสิ้นลงแล้ว” มู่ชิงเกอบิดขี้เกียจ

           ซือมั่วมองนางนิ่ง อดไม่ได้ที่จะยื่นแขนออกไปโอบเอวนาง ดึงตัวนางเข้ามาไว้แนบอก

           “ใช่แล้ว จบสิ้นแล้ว” ซือมั่วมองนางด้วยความรักใคร่ บอกนางว่า “ข้าได้ผนึกทางผ่านทุกทางจากดินแดนเทพไปยังโลกแห่งยุคกลางไว้หมดสิ้นแล้ว ต่อให้พวกเขาจะส่งคนมาตรวจสอบเรื่องทั้งหมด ก็ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว”

           “ขอบคุณมาก” มู่ชิงเกอยิ้มจนตาหยีทั้งสองข้าง ทำไมนางจะไม่รู้ว่าชายหนุ่มทำทุกสิ่งนี้ก็เพื่อนาง เพื่อให้นางไม่ต้องกังวลถึงเรื่องยุ่งยากที่จะตามมาในภายหลัง ให้นางสามารถบุกตะลุยแผ่นดินเทพมารได้อย่างสบายใจ

           ซือมั่วพูดด้วยความเอ็นดูว่า “เจ้าดูเหมือนไร้จิตใจ แต่ความจริงแล้วเห็นแก่ไมตรีนัก ใครก็ตามที่เจ้ายอมรับ ล้วนกลายเป็นสิ่งที่เจ้ากังวลและเป็นห่วง เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ข้าจึงสกัดกั้นทุกโอกาสที่อาจเป็นไปได้”

           มู่ชิงเกออิงแอบที่อกซือมั่ว ยิ้มพูดว่า “เจ้ารู้ใจข้าจริงๆ เลย”

           ซือมั่วกอดนางแน่นขึ้น มู่ชิงเกอค่อยๆ หลับตาทั้งสองข้างลง ปลดเปลื้องความอ่อนเพลียทั่วสรรพางค์กายทั้งหมดลง พึมพำเบาๆ ว่า “ทุกคนต่างรู้สึกว่าชัยชนะครั้งนี้ช่างง่ายดายนัก ความจริง หากเจ้าไม่เคยบอกข้าไว้ก่อนนานแล้วถึงประโยชน์ของพลังความศรัทธา ข้าคงไม่อาจจัดการได้ตรงจุด ศึกครั้งนี้คงต้องต่อสู้กันด้วยความยากลำบากมาก”

           “นี่ก็เพราะความสามารถของเจ้าเอง หากเปลี่ยนเป็นคนอื่นแล้ว ต่อให้รู้ถึงเรื่องพลังความศรัทธา ก็ใช่ว่าจะคิดหากลวิธีชนะศึกจากจุดนี้ได้” ซือมั่วยังคงยืนยัน

           มู่ชิงเกอปิดปากหัวเราะ ไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย ถึงอย่างไร นางก็ดีที่สุดในใจเขาอยู่แล้ว เถียงไปจะมีประโยชน์ใดเล่า

           นางลอบถอนใจ ตำหนักเทพที่ไร้พลังความศรัทธา ความจริงแล้วก็เป็นแค่เสือกระดาษ นางใช้เวลาเพียงครึ่งปี ค่อยๆ กัดเซาะให้ผุกร่อนแล้วจึงหาโอกาสทำลายทีละจุด สงครามที่ดูเหมือนง่ายดายนั้นเป็นผลมาจากการวางแผนอย่างยอดเยี่ยมก่อนหน้านั้น

           “ใช่แล้ว สองคนที่เจ้าว่านั้นตายแล้วหรือยัง” มู่ชิงเกอลืมตามองไปทางซือมั่ว

           ซือมั่วสั่นศีรษะ “ข้ายังไม่ได้สังหารพวกเขา”

           “ไม่ได้สังหารหรือ” มู่ชิงเกอชะงักไปนิดหนึ่ง เดิมนางเข้าใจว่า ซือมั่วจะสังหารทันทีเพื่อจบเรื่องราว

           ซือมั่วอธิบายว่า “เมื่อครู่มัวแต่ยุ่งเรื่องอื่นข้าเลยคุมขังสองคนนั้นไว้ก่อน รอให้ข้ากลับไปยังแดนมารแล้วค่อยจัดการ” พูดจบ เขาก็ยกมือขึ้น ในฝ่ามือของเขา มีควันดำพวยพุ่งออกมา ภายในนั้นดูเหมือนมีเงาย่อส่วนเล็กๆ สองร่างกำลังส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด ทั้งยังร้องขอชีวิตไม่หยุด

           ให้มู่ชิงเกอเห็นเพียงแวบเดียวแล้วซือมั่วก็เก็บกลับไป

           มู่ชิงเกอมองเขา ความรู้สึกซาบซึ้งผุดขึ้นภายในจิตใจ

           นางไม่ได้โง่ มีหรือจะไม่รู้ เหตุผลที่ซือมั่วไม่ได้สังหารสองคนจากเผ่าเทพในทันที หนึ่งคือ มัวแต่ยุ่งกับการเก็บกวาดเรื่องของนาง สองก็คือ เขาจะนำสองคนนี้กลับไปสังหารที่แดนมาร ถึงแม้เผ่าเทพตรวจสอบลงมา ก็รู้เพียงว่าสองคนนี้ตายที่แดนมาร เนื่องจากเจ้าแห่งมารต้องการแก้แค้น เรื่องจะได้ไม่พัวพันมาถึงตัวนาง

           ทุกอย่างนี้ ต้องการทำเพื่อนางทั้งสิ้น

           ...

           ภาคตะวันออก สำนักวิถีโอสถ

           สงครามสิ้นสุดลง มู่ชิงเกอมาตามที่นัดหมายไว้

           ความจริง ถึงแม้ไม่มีคำเชื้อเชิญจากเจ้าสำนักวิถีโอสถ นางก็ยังจะต้องมาเองเพื่อดำเนินการบางประการ

           “เจ้าสำนัก” เมื่อพบหน้ากันอีกครั้งหนึ่ง มู่ชิงเกอทักทายศิษย์พี่ในนามคนนี้ด้วยความนับถือ ความนับถือนี้ ไม่ได้เป็นเพราะเทพโอสถเท่านั้น แต่เป็นเพราะในการต่อกรกับตำหนักเทพนั้น นางได้รับความช่วยเหลือจากสำนักวิถีโอสถมากมายด้วย

           เจ้าสำนักลุกขึ้นยืน ยิ้มให้นางแล้วพูดว่า “ในเมื่อเจ้ากับข้ามีความเกี่ยวพันกันเช่นนี้ ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่ก็แล้วกัน ศิษย์พี่ขออภัยศิษย์น้องด้วย ขอให้ศิษย์น้องอย่าได้ตำหนิเรื่องที่ข้าต้องคอยเฝ้าค่ายกลจึงไม่สามารถปลีกตัวไปช่วยศิษย์น้องด้วยตัวเองได้”

           “ศิษย์พี่เกรงใจไปแล้ว ในครึ่งปีมานี้ สำนักวิถีโอสถช่วยเหลือข้าไปแล้วมากมาย” มู่ชิงเกอตอบไปตามความเป็นจริง

           เจ้าสำนักเอ่ยว่า “เจ้าสามารถถล่มตำหนักเทพได้ในเวลาเพียงครึ่งปี เห็นได้ชัดเจนถึงฝีมือของเจ้า”

           “อาศัยที่ทุกคนมีความเชื่อกันเท่านั้น” มู่ชิงเกอพูดอย่างถ่อมตน

           เจ้าสำนักยิ้มผงกศีรษะ เพียงครู่เดียวก็หยุดยิ้มแล้วพูดกับมู่ชิงเกอว่า “ด้านผู้อาวุโสบรรพบุรุษ รบกวนศิษย์น้องไปหาท่านสักครั้งเพื่อเล่าเรื่องท่านอาจารย์ให้ทราบ”

           “ต้องการให้เล่าจริงหรือ” มู่ชิงเกอเลิกคิ้วถาม

           ในเวลานี้เอง เจ้าสำนักกลับตอบอย่างคลุมเครือ “เล่าหรือไม่เล่า แล้วแต่ศิษย์น้องแล้วกัน”

           มู่ชิงเกอเม้มปาก แอบคิดในใจ ‘จิ้งจอกเฒ่า’

           โยนเผือกร้อนมาให้นาง ส่วนตัวเองก็หลบอยู่ด้านข้างอย่างสงบ

           ลอบถอนใจ ไหนๆ นางก็ได้รับการสืบทอดจากเทพโอสถ ทั้งยังได้รับสิทธิแห่งเทพ ได้โขกศีรษะให้เขาแล้ว ยอมรับเขาเป็นอาจารย์แล้ว ได้รับผลประโยชน์ไปแล้ว คงต้องทำอะไรบางอย่างตอบแทนบ้าง

           มู่ชิงเกอปลอบใจตัวเองแล้วบอกลาเจ้าสำนัก เดินมุ่งหน้าไปยังอาคารเหลืองทองอร่ามตระการตาของเหลียนเฉียว

           ขณะที่เข้าไป นางก็เห็นว่าภายในบริเวณนั้นเงียบสงบมาก ราวกับไม่มีใครอยู่เลย

           นางเดินวนอยู่รอบหนึ่ง จนกระทั่งพบเหลียนเฉียวนั่งกอดเข่าอยู่บนก้อนหินริมสระบัวด้านหลังอาคาร พอเห็นเงาร่างเล็กๆ ด้านหลังของนาง ฝีเท้าของมู่ชิงเกอก็ผ่อนเบาลงไปหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว

           แต่ขณะที่นางเดินเข้าใกล้ไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว เหลียนเฉียวก็รู้ตัว

           เหลียนเฉียวหันมามองนาง สายตาที่ผ่านร้อนหนาวมามากมายนั้นสงบนิ่ง นางมองไปยังรอยดอกบัวที่หว่างคิ้วของมู่ชิงเกอ ผงกศีรษะพูดว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าไม่ธรรมดา แต่ไม่นึกว่าจะถึงขนาดมีรากวิญญาณห้าชนิด พรสวรรค์เช่นนี้ ต่อให้ไปถึงแผ่นดินเทพมารก็ยังสุดแสนจะขัดนัยน์ตาอยู่ดี”

           คำพูดของนางทำให้มู่ชิงเกออดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นมาคลำที่หว่างคิ้วของตัวเอง

           “เข้ามาสิ นั่งกับข้าสักครู่” เหลียนเฉียวเชื้อเชิญ

           มู่ชิงเกอเดินเข้าไปตามที่บอก นั่งบนหินข้างๆ เหลียนเฉียว นางมองบัวที่อยู่ในสระ แล้วเบนสายตากลับมามองไปที่เหลียนเฉียว

           “ได้ยินว่าในครึ่งปีนี้ เจ้าทำเรื่องใหญ่ไปเรื่องหนึ่ง” เหลียนเฉียวพูด