< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

หงส์ล่มบัลลังก์ เล่ม 8 ส่วนที่ 3 ตอนที่ 28-60

หอหมื่นอักษร
0.0
<
>
ตอนที่ 28-1 ฝันร้ายของหรงฉู่

แวดวงขุนนางจิ้งไห่ในด้านของความเข้มงวดนั้นไม่ใช่แวดวงขุนนางแล้ว แต่เป็นผู้รับใช้ของจวนไห่ซา ข้าหลวงประจำจวนไห่ซาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในขณะนี้แม้ว่าเป็นคนที่ราชสำนักส่งไป แต่ก็เป็นพวกไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่กับจวนไห่ซาอยู่ก่อนแล้ว ไม่ทำแบบนี้ก็ไม่ได้ จวนไห่ซาไม่อาจอนุญาตให้คนที่ไม่เชื่อฟังมีชีวิตอยู่

แน่นอน ตอนนี้ไท่สื่อหลันเองก็ไม่อาจอนุญาตให้เก็บขุนนางที่ไม่เชื่อฟังไว้

ตอนแรกที่นางมาจิ้งไห่ ว่ากันตามเหตุผลก็ควรเป็นข้าหลวงประจำจวนไห่ซานำขุนนางทั้งเมืองตลอดจนคหบดีออกจากเมืองสิบลี้มาต้อนรับ ข้าหลวงแน่นอนว่าไม่ได้ทำ ขบวนรถของนางถูกบุกโจมตีกลางดึก หลังเหตุการณ์จบลงแม้แต่คนที่ออกหน้าสอบสวนและลงโทษยังไม่มี เมื่อนางถึงเมืองจิ้งไห่ไปเข้าคำนับจวนไห่ซาก่อน ข้าหลวงผู้นี้กลับมาด้วยความรวดเร็วอย่างยิ่ง แต่เดินทางมาได้ครึ่งทางก็ได้ยินว่าจวนไห่ซาเกิดเรื่อง พลันกลับไปทันที ต่อมาวันที่สองจึงจะมาเข้าคำนับที่จวนขุนนางสูงสุดของนาง ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกขู่ขวัญหรือว่าอยากวางมาดใหญ่โตกันแน่

ไท่สื่อหลันจัดการคนเหล่านี้ง่ายดายอย่างยิ่ง เพียงแค่ยื่นบันทึกส่วนหนึ่งที่ไต่สวนคนในจวนไห่ซาให้พวกเขาโดยตรง บันทึกเหล่านี้ต่างก็เป็นความสัมพันธ์ไปมาหาสู่ของจวนไห่ซากับที่ว่าการ ใครบ้างรับสินบนเท่าไร ไท่สื่อหลันพูดด้วยความง่ายดายอย่างยิ่ง “ในการสอบสวนใต้เท้าทุกท่านมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตอนนี้ขอเชิญมาดื่มชาที่จวนขุนนางสูงสุด จะได้หารือเรื่องกฎระเบียบของท่านและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการรับสินบนของท่าน”

ชั่วขณะเดียว ‘จวนขุนนางสูงสุดเชิญมาดื่มชา’ ก็กลายเป็นข่าวน่ากลัวอันดับหนึ่งที่แวดวงขุนนางเมืองจิ้งไห่ขนหัวลุก

คนที่ไป ‘ดื่มชา’ ถ้าหากยอมรับการกระทำผิด ยอมแพ้ถวายความจงรักภักดี และจัดหาข้อมูลข่าวสารที่ละเอียดครอบคลุมมาให้ไท่สื่อหลัน ไท่สื่อหลันก็จะไม่ซักถามอีก สั่งให้ถอนตัวจากเงินสินบนเพียงแค่นั้น บางคนไม่มีญาติพี่น้อง ที่มาไม่ชัดเจน หรือว่าจำนวนไม่มาก นางปิดตาข้างหนึ่งก็ให้ผ่านไปแล้วเช่นกัน

คนที่ไม่ยอมไป ‘ดื่มชา’ หรือว่าตอนที่ ‘ดื่มชา’ ปฏิเสธไม่ยอมรับ นางก็จะจัดการเหมือนกันกับผู้ใต้บังคับบัญชาจวนไห่ซาก่อนหน้านี้ เปิด ‘หีบคำร้อง’ ที่หน้าประตูศาล ประชาชนสามารถหย่อนกระดาษคำร้องได้ แต่ว่านางไม่เหมือนกับบูเช็กเทียน บูเช็กเทียนให้รายงานตามข่าวลือได้ ไม่จำเป็นต้องชูหลักฐาน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีกันจำนวนมาก ยิ่งทำให้เกิดขุนนางที่ประชาชนปรักปรำชื่อดังกลุ่มหนึ่ง แต่ไท่สื่อหลันกลับพูดชัดเจนในคำประกาศ โทษที่ฟ้องร้องทั้งหมดจำเป็นต้องยื่นหลักฐานที่สัมพันธ์กันออกมา และยังต้องลงนาม จวนขุนนางสูงสุดจะรักษาความลับให้ผู้ฟ้องร้องและให้การคุ้มครองหลังจากที่ได้สืบคดีหาความจริง แต่ผู้ที่ใส่ร้ายป้ายสีก็จะถูกลงโทษด้วยโทษข้อหาเดียวกันกับที่ฟ้อง

เช่นนี้ก็ยับยั้งความเป็นไปได้ของคนส่วนหนึ่งที่คิดจะใช้ประโยชน์ของอำนาจที่ว่าการมาโจมตีคนได้แล้ว ชั่วพริบตาคนในแวดวงขุนนางจิ้งไห่ต่างก็พากันตกม้าตาย

แต่ข้าหลวงจวนจิ้งไห่ที่ทุกคนคิดว่าจะต้องโชคร้ายเป็นแน่กลับไม่เป็นอะไร เขาเองก็เคยถูกชวนไปดื่มช้า ดื่มชาเสร็จกลับออกมาอย่างปลอดภัยไร้กังวล ดำรงตำแหน่งข้าหลวงของเขาต่อ นี่ทำให้จิตใจของคนจำนวนมากกลับมามีชีวิตชีวาในชั่วพริบตา จากนั้นการก่อกวนเล็กๆ น้อยๆ ก็เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง หลังจากข้าหลวงจวนจิ้งไห่ดื่มชากลับมา ก็ติดสินบนอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไท่สื่อหลันไม่ได้สนใจ เพียงแค่ให้คนไปเฝ้าตามติดเป็นการส่วนตัว

ยุ่งอยู่กับเรื่องเหล่านี้จนเสร็จ ก็เป็นเวลาสองเดือนกว่าๆ กำลังวังชาของไท่สื่อหลันก็ดีขึ้นเล็กน้อย ไม่ขี้เซาเช่นนั้นอีก แต่อาการแพ้ท้องคลื่นไส้ก็ไม่ได้ดีขึ้นนัก ยังคงทานอะไรไม่ลง ทำให้ซูย่าและคนอื่นๆ ร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง

ทว่าไท่สื่อหลันกลับไม่ได้ใช้กำลังวังชาที่มากเกินไปมาเป็นห่วงเด็กผู้นั้นในท้องของตน นางทำให้เมืองจิ้งไห่มั่นคงเป็นก้าวแรก ก้าวต่อไปก็คือการรวบรวมอำนาจทางการทหารมาไว้ในมือของตนอย่างแท้จริง

ตอนนี้เขตจิ้งไห่อยู่ในสภาพการเตรียมรบ ราชสำนักดึงตัวกองกำลังเทียนจี่กับกองทัพเจ๋อเวยสองทัพในสามกองทหารส่วนตัวแบ่งส่วนกำลังทหารออกเดินทางไปช่วยเหลือ รวมกลุ่มเป็นค่ายใหญ่ ‘หยวนไห่’ กลุ่มใหม่ ติดต่อกองกำลังท้องที่ตลอดจนทหารเรือจิ้งไห่ ทั้งหมดต่างก็ถูกไท่สื่อหลันควบคุมในช่วงเวลาการเตรียมรบชั่วคราว แต่ค่ายใหญ่ ‘หยวนไห่’ นี้แม้ว่าจะมีเขียนบอกว่าต้องการจัดตั้งแต่เนิ่นๆ แต่ตลอดมาก็ไม่สามารถก่อตั้งขึ้นมาได้ รอขุนนางสูงสุดคนใหม่ไปรวบรวมเข้าด้วยกัน พูดอีกอย่างก็คือ กองทัพที่นางใช้อาจจะผสมปะปนกันอย่างมาก แบ่งแม่ทัพที่แตกต่างกันมาดูแล นี่เป็นสถานการณ์อย่างหนึ่งที่เหล่าผู้นำกลัวจะพบเจอที่สุด พันธมิตรกองทัพที่ต่างฝ่ายต่างมีผู้ใต้บังคับบัญชา น้อยอย่างยิ่งที่จะสามารถสานให้เป็นเชือกเส้นหนึ่ง หรือร่วมออกแรงในเรื่องเดียวกันได้

ตัวกองกำลังเทียนจี่เจ๋อเวยสองกองทัพที่ถูกดึงมาปฏิบัติงานเองก็มีแม่ทัพอยู่แล้ว ยากอย่างยิ่งที่จะละทิ้งแม่ทัพแล้วฟังคำสั่งของนาง กองทัพเรือท้องที่ก็มีผู้บัญชาการอยู่ก่อนแล้ว ใครจะยินยอมมอบอำนาจกัน อีกทั้งนางและแม่ทัพกองทหารทั้งสองยังนับว่าอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่มีทางใช้อำนาจบีบบังคับได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่นางกับจี่เหลียนเฉิงเป็นศัตรูเก่า จี่เหลียนเฉิงเกรงว่าคงยอมที่จะชักดาบฆ่าตัวตาย ดีกว่าจะต้องส่งกองทัพลูกสมุนให้นาง

เป็นเพราะว่าช่วงเวลาที่ทหารเรือจิ้งไห่ก่อตั้งสั้นเกินไป จึงทำให้ไม่มีทางเผชิญหน้าเพียงลำพังได้ ไม่มีทางเผชิญหน้าเพียงลำพังจึงทำให้กองทัพบกเข้ามาพัวพันได้ องค์ประกอบการก่อตั้งกองกำลังทหารซับซ้อนยากจะควบคุม ส่วนตอนนี้ก็เป็นจังหวะดีในการโจมตีตงถัง รออีกไม่กี่ปี ทหารเรือจิ้งไห่เติบโตเต็มที่ โอกาสของตงถังก็ไม่มีแล้ว

คนโง่ยังรู้ว่าการรวมกำลังเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดใจคนที่สุดและยังยากจะจัดการที่สุด ดังนั้นในราชสำนักจึงถกเถียงกันหลายวันด้วยเหตุนี้

นับตั้งแต่ที่ไท่สื่อหลันมาถึง ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพแต่ละแห่งต่างก็ใช้ท่าทีที่เหมือนกัน...ถอยหลบให้เงียบๆ

ทั้งไม่ทำการก้าวก่ายต่อพฤติกรรมกวาดล้างไห่ซาและแวดวงขุนนางที่เต็มไปด้วยพลังของนาง และยังไม่เข้าร่วม กองทัพแต่ละที่ไม่เคลื่อนทัพ ไม่มีใครเข้าไปในเมืองจิ้งไห่

ในเมื่อไม่อาจเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ได้ ดังนั้นก็ปรับตัวให้เหมาะสม ไท่สื่อหลันแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่คนที่รอคอยให้ถูกกระทำ นางส่งบัตรเชิญไปให้ผู้บัญชาการสูงสุดเทียนจี่ เจ๋อเวย ทหารเรือทั้งหมด เชิญพวกเขามาร่วมงานเลี้ยงในอีกสิบวัน

งานเลี้ยงไม่ได้จัดที่จวนขุนนางสูงสุด กระทั่งไม่ได้จัดในเมืองจิ้งไห่ แต่เลือกจัดที่ ‘ลานไห่เทียน’ แห่งหนึ่งที่ติดกับหมู่บ้านหุบเขาเฮยสุ่ย นอกเมืองจิ้งไห่สามสิบลี้ ที่แห่งนั้นหันหลังให้ภูเขาหันหน้าให้ทะเล ข้างล่างลานยกพื้นสูงมี ‘ผาเตาเหยียน’ หนึ่งแห่ง ที่เรียกว่าเตาเหยียน (ผามีด) ก็เพราะภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ชนิดหนึ่งของชายทะเลท้องที่ ผาเตาเหยียนถูกลมภูเขาน้ำทะเลกัดเซาะหลายปี ท้ายที่สุดก็แข็งแกร่งแหลมเปรียว แต่ละผืนคล้ายกับมีดยาวที่ตั้งตรง หากไม่ระวังโดนเข้าไปก็จะเป็นรอยแผลที่แทบไม่ต่างจากรอยมีดชนิดหนึ่ง กระทั่งชาวประมงที่ถูกลมทะเลเป่าจนผิวหนังหยาบกร้านเหล่านั้น ก็ยังไม่กล้าใช้เท้าเปล่าไปลองแตะหินผาที่น่ากลัวเหล่านั้น

เนิ่นนานก่อนหน้านี้ นี่เองก็เป็นลานประหารธรรมชาติที่ไห่ซาใช้ลงโทษและประหารชีวิตผู้ทรยศ ใช้แหจับปลามัดผู้ที่รับโทษไว้เป็นชั้นๆ แล้วโยนไปข้างใน เหมือนร่างกายถูกมีดมหาศาลกรีดแทงจนฉีกขาด สุดท้ายก็ตากลมตากแดดดอยู่บนหินผา เปลี่ยนเป็นกระดูกแห้งกรัง ตกลงไปในซอกหินด้านล่าง แม้ผ่านไปหลายต่อหลายปี กระดูกแห้งกรังที่ร่วงกระจายอยู่ในซอกใต้ผาเตาเหยียนเหล่านี้ จำนวนหนึ่งก็งอกติดอยู่ด้วยกันกับก้อนหินแล้ว ยากจะแยกแยะได้

สถานที่แบบนี้ กองทัพใหญ่ของผู้ใดล้วนเข้าไปไม่ได้ ไท่สื่อหลันจัดงานเลี้ยงที่นี่มีเจตจนาชัดเจนอย่างยิ่ง...ข้าไม่อาจซุ่มจับใช้จอกสุรายึดกำลังทหารของพวกเจ้าได้ พวกเจ้าก็อย่าได้คิดจะนำทัพมาแสดงอำนาจต่อข้า สิ่งที่ทุกคนต่อสู้อยู่คือความกล้าหาญของแต่ละคน กล้าไปชื่นชมกระดูกแห้งกรังบนลานไห่เทียน ดื่มสุราท่ามกลางหินผาเตาเหยียนหรือไม่

บัตรเชิญส่งไปยังค่ายทหารใหญ่หลายแห่ง แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด ประชาชนเมืองจิ้งไห่กลับรู้ข่าวเร็วอย่างยิ่ง ทุกคนต่างก็ตื่นเต้น เพราะว่าหลายปีมานี้ ผาเตาเหยียนก็แหลมคมยิ่งขึ้น เสมือนภูเขามีดอยู่เบื้องหน้าจริงๆ ไม่มีใครกล้าทะลุผ่านผาเตาเหยียนผืนนั้นไปยืนอยู่บนลานไห่เทียนแล้ว

ตอนนี้ผู้บัญชาการสูงสุดหลายคนมีน้ำใจห้าวหาญอย่างยิ่ง จะไปดื่มสุราที่นั่น นี่ช่างเป็น ‘งานเลี้ยงใหญ่ไห่เทียน’ ที่ยิ่งใหญ่อลังการ ยิ้มเย้ยยุทธจักรเสียจริง!

ข่าวนับวันก็ยิ่งร้อนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ มหามวลชนเฝ้ารอคอย ทุกๆ คนถกเถียง จนสุดท้ายแล้วเหล่าแม่ทัพแม้ว่าอยากแกล้งทำเป็นหูหนวกก็ไม่ได้ คิดจะไม่ไปก็ไม่กล้า...ไม่ไปก็กลายเป็นคนขี้ขลาด ถูกสาธารณะชนประณาม แม้แต่ทหารของตัวเองยังดูถูก

ที่เรียกว่าปล้นเจตนารมณ์ของประชาชนก็เป็นเช่นนี้นี่เอง

ในวันเดียวกัน ผู้บังคับบัญชาสูงสุดกองทัพเจ๋อเวยหวงว่านเหลี่ยงพลิกบัตรเชิญไปมา นั่งไขว่ห้างสั่นขายิ้มกล่าว “หญิงผู้นี้นับวันยิ่งร้ายกาจ หนี้ที่ข้าติดไว้เห็นทีแล้วไม่คืนไม่ได้ หึ เป็นการค้าที่ขาดทุนเสียจริงๆ!”

ในวันเดียวกัน จี่เหลียนเฉิงที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงเกาะซิ่นเจี๋ยฐานทัพกองกำลังเทียนจี่ก็มีสีหน้าอึมครึม สะบัดบัตรเชิญลงบนพื้น “ต่อให้นางจะเล่นลูกไม้มากน้อยเพียงใด ก็อย่าได้คิดจะแย่งทหารไปจากมือข้าได้แม้แต่คนเดียว! ซื่อเทา ถึงตอนนั้นเจ้าตามข้าไป!”

ในวันเดียวกัน ผู้บัญชาการใหญ่ทหารเรือจิ้งไห่อูไข่เปิดจดหมายฉบับหนึ่งออก จดหมายส่งมาจากลี่จิง เนื้อหาในจดหมายไม่มีผู้ใดทราบ นายหทารผู้ช่วยของอูไข่ได้ยินแค่เพียงหัวหน้าทัพถอนหายใจหนึ่งครา “กั๋วกง เรื่องนี้ยากเสียจริงๆ...”

ท่านชายกั๋วกงตอนนี้ยังคงเขียนจดหมายอีกหนึ่งฉบับ เขียนให้พยัคฆ์อัคคี

ไท่สื่อหลันออกจากลี่จิงครั้งนี้ ไม่ได้ใช้ทหารคุ้มกันใดๆ ของเขาอีก หรงฉู่ทำได้แค่เพียงเขียนจดหมายให้พยัคฆ์อัคคี หวังว่าจะสามารถรับข่าวอะไรได้บ้าง

ในจดหมายเองก็ไม่ได้พูดอะไร ลากไปเรื่องนู้นเรื่องนี้ ถามชีวิตความเคยชินของไท่สื่อหลันเอย ทานอะไรดื่มอะไรเอย

เขาแน่นอนว่ายังมีจดหมายให้ไท่สื่อหลันอีกด้วย แม้ว่าจะโกรธ แต่ความเป็นห่วงก็ยังคงต้องเป็นห่วงอยู่ ทว่ากลับไม่ถามเรื่องอาหารการกินการอยู่ บอกเพียงแค่เวลานางปฏิบัติงานอย่าได้ใจร้อนเกินไป อย่าแข็งกร้าวมากเกินไป ใครที่ยกโทษให้ได้ก็ไว้ชีวิตเขาเสีย อย่าได้บีบบังคับจนรังโจรทั้งรังนั้นร้อนใจร่วมมือกันขึ้นมาเป็นปรปักษ์กับตนเอง

การจัดการตามลำดับ ‘ไห่ซา...แวดวงขุนนาง...กองทหาร’ สามรูปแบบของไท่สื่อหลัน ก็เป็นคำแนะนำของเขาเช่นเดียวกัน

หรงฉู่ปิดจดหมายเรียบร้อย คิดครู่หนึ่ง ถอนหายใจออกมาอีกครั้ง สั่งคนให้เพิ่มโสมพันปีที่ใส่ลงไปเรียบร้อยแล้วอีกหลายต้นในห่อผ้าที่ส่งไปพร้อมกับจดหมาย หลังจากนั้นก็สั่งให้เพิ่มความเร็วส่งออกไป

จ้าวสือซาน อ้อไม่สิปีนี้ต้องเรียกจ้าวสือซื่อแล้ว ยังไม่ทันได้ส่งจดหมายไป ข้างนอกก็มีเสียงไอดังเข้ามา หรงฉู่เงยหน้ามอง ใบหน้าที่เคร่งขรึมของนายท่านใหญ่กับใบหน้าที่ไร้เดียงสาของน้องสาวต่างก็แนบอยู่บนหน้าต่างข้างบนห้องหนังสือของเขา

หรงฉู่ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเกียจคร้าน โค้งไปทางบิดา แล้วจึงนอนลงไปราวกับไม่มีกระดูก

หลังจากที่ไท่สื่อหลันไป เขาก็พูดว่าตนเจ็บเอว เริ่ม ‘พักฟื้นอาการป่วย’ อีกครั้ง

หรงหมีหน้าตายเดินเข้ามา แต่แววตากลับจนปัญญา...ลูกคนนี้ ตั้งแต่ที่ไท่สื่อหลันหนีไปก็เป็นเช่นนี้ ยังไม่เห็นเขาโกรธ แต่ก็ไม่เห็นเขามีความสุข กิจที่ควรทำเขาก็ยังคงทำได้ แต่วันทั้งวันก็เกียจคร้าน ทำให้คนมองดูจนในใจโหวงเหวง แก้ไขไม่ได้

หรงหมีคิดแล้วก็โมโหเล็กน้อย...เขาถูกไท่สื่อหลันยัดโคลนใส่ปากยังไม่ได้คิดบัญชีกับนาง นางก็หนีไปเองแล้ว ลูกชายอกตัญญูผู้นี้ใช่ต้องการคิดบัญชีกับเขาหรือไม่

“ช่วงนี้เจ้ายังไม่ไปเข้าเฝ้าอีกหรือ” เขาขมวดคิ้ว “ฝ่าบาทถามอาการป่วยของเจ้าเป็นครั้งที่สามแล้ว”

“ฝากท่านพ่อกล่าวขอบคุณฝ่าบาทแทนข้าด้วย” หรงฉู่นั่งอยู่อย่างไม่ได้สนใจ “บอกว่าใกล้จะหายแล้ว”

“หนึ่งเดือนก่อนเจ้าก็ให้พ่อไปพูดเช่นนี้แทนเจ้า หนึ่งเดือนให้หลังเจ้ายังพูดประโยคนี้ เจ้าจะให้พ่อรายงานฝ่าบาทอย่างไร” หรงหมีแผดเสียง

หรงฉู่เลิกคิ้วขึ้น คิดในใจว่าจิ่งไท่หลันเป็นห่วงเขาเป็นเรื่องเท็จ อยากขุดข่าวของไท่สื่อหลันจากเขาให้มากหน่อยเป็นเรื่องจริงกระมัง น่าเสียดายที่เขาเองก็ไม่มีข่าวมากนัก เช่นนั้นยังไม่สู้ไม่เข้าวัง มิเช่นนั้นจิ่งไท่หลันผิดหวัง เขาก็จะไม่สบายใจเช่นกัน

ไท่สื่อหลันไม่ใช่ไม่เคยส่งจดหมายมา แต่ว่าจดหมายของนางเป็นลักษณะเดียวกันกับคนของนาง สั้นกระชับ เปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็กเปลี่ยนเรื่องเล็กให้ไม่มีอะไร เรื่องที่ใหญ่เทียมฟ้าจากปากนางก็ไม่ต่างอะไรจากทานข้าวดื่มน้ำนัก ทำลายจวนไห่ซานางก็บอกเขาว่า ‘ก่อกวนรังปลาฉลามรังหนึ่ง’ ทำเสียจนเขาและจิ่งไท่หลันแรกเริ่มยังคิดว่านางลงทะเลไปเล่นน้ำ หลังจากนั้นก็ได้รับจดหมายรายงานจึงรู้ว่านางทำเรื่องดีที่สั่นสะเทือนฟ้าดินอีกแล้ว