< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

จอมนางเหนือเวลา เล่ม 3 (จบ+ตอนพิเศษ)

หอหมื่นอักษร
0.0
<
>
[ส่วนที่ 5 ภาครัตนาภารณ์] ตอนที่ 1 ผู้สืบทอดกับการแต่งงาน

เสียงนี้ทำให้ทั้งสองคนสะดุ้งตกใจ สวีหนานฟางเพ่งมองไป น้ำชาก็ไหลไปตามขอบโต๊ะแล้วหยดลงไปที่เสื้อผ้าของซ่างจวินเฉิง นางจึงลนลานขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ รีบวางกาน้ำชาลงแล้วใช้ผ้าเช็ดโต๊ะอย่างกระวนกระวาย

ซ่างจวินเฉิงพูดอยู่ข้างๆ ไม่หยุดว่า “ไม่เป็นไร” แต่กลับจ้องสวีหนานฟางที่สองมือกำลังวุ่นวายตาไม่กะพริบ พอได้ยินท่านอ๋องถาม เขาถึงได้รีบละสายตากลับมาแล้วแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ซิ่งเฉิง ฉันให้หนานฟางมาอยู่ข้างกาย จะว่าอย่างไรเล่า” พอมองทั้งสองคนที่กระอักกระอ่วน ท่านอ๋องก็กลับรู้สึกมีความสุขและดูเหมือนว่าจะมีชีวิตชีวากว่าเมื่อครู่นี้มากมายนัก เมื่อเทียบกันแล้ว การดูเรื่องของหนุ่มสาวนั้นต้องน่าสนใจและสบายใจกว่าการวางแผนปัดแข้งปัดขากันของบุตรชายบุตรสาวตัวเองอยู่แล้ว

ซ่างจวินเฉิงที่อยู่ๆ ก็ได้ยินท่านอ๋องพูดถึงสวีหนานฟาง เขาก็เกือบจะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดอยู่แล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่าท่านอ๋องพูดอย่างนี้เพื่ออะไร พอผ่านไปสักพักใหญ่ถึงพูดขึ้นมา “คุณปู่ถามผมหรือครับ เรื่องนี้ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก” เขาจงใจทิ้งความสัมพันธ์ของตัวเองกับสวีหนานฟาง

“เธอไม่แน่ใจ? ฉันต้องการให้หนานฟางมาอยู่ข้างกาย เธอไม่ต่อว่าฉันหรือ” พอได้ยินซ่างจวินเฉิงปากแข็ง ท่านอ๋องก็ยิ่งรู้สึกสนุก

“ทำไมผมต้องต่อว่าคุณปู่ด้วยล่ะครับ” ซ่างจวินเฉิงพูดอย่างไม่แยแส

สวีหนานฟางเดินไปตรงหน้าท่านอ๋องแล้วพูดขึ้น “ได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านอ๋องเพราะท่านอ๋องเห็นค่าของหนานฟาง และเป็นวาสนาของหนานฟางนะเจ้าคะ” คำพูดนี้เป็นคำพูดที่แท้จริงจากสวีหนานฟาง เพิ่งจะได้สัมผัสประกายแห่งดาวเมื่อครู่นี้เอง ต่อให้ตอนนี้เอาตะบองมาไล่สวีหนานฟางไป นางก็ไม่ยอม

“อ้อ?” ท่านอ๋องมองซ่างจวินเฉิงกับสวีหนานฟางที่ไม่ยอมปริปาก จึงพูดยิ้มๆ “ไม่คัดค้านอะไรใช่ไหม ร่างกายที่แก่ชราของฉันต้องทำอะไรมากมายเลยทีเดียว เช้าต้องออกกำลังกาย เย็นก็ต้องฝังเข็ม ถ้าหนานฟางอยู่กับฉันแล้วคงไม่มีเวลาออกไปเที่ยวเล่นนะ พวกเธอก็นัดกันไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าถ้าซิ่งเฉิงเธอไม่ได้อยู่เมือง T แล้ว แค่จะเจอหน้าเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้วล่ะ”

เมื่อกล่าวคำพูดนี้ออกมาแล้ว สวีหนานฟางก็พูดไม่ออกในทันที ทว่าซ่างจวินเฉิงกลับพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว “ใครบอกว่าอยากเจอ!” เขาแย้งคำของท่านอ๋องไปโดยไม่รู้ตัว ท่าทางเขาในวันนี้กับคืนวันนั้นที่ความกดดันคืบคลานเข้ามา ในขณะที่ทุกคนเค้นถามนั้นต่างกันเป็นอย่างมาก สวีหนานฟางมองเขา ในใจก็รู้ดีว่าซ่างจวินเฉิงแค่ปากแข็งใจอ่อน ยิ่งท่านอ๋องหยอก เขาก็ยิ่งไม่ยอมรับ แต่ไม่รู้ว่าทำไมพอตัวเองฟังคำพูดนี้แล้ว ดวงตากลับหม่นหมองลง บางทีการผ่านเรื่องราวเหล่านั้นของคุณนายสาม ฟังเรื่องราวของเยี่ยเฟยอวี่ จึงมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ควรค่าให้นางทะนุถนอมรักษาไว้

พอซ่างจวินเฉิงเอ่ยปากก็เหลือบมองตาสวีหนานฟาง แต่กลับเสียใจที่ตัวเองปากไวอยู่บ้าง ดังนั้นจึงแก้ไขคำพูดใหม่ “ความจริงแล้ว ก็ไม่ใช่…” เขาเพิ่งจะพูดออกไปก็เห็นท่านอ๋องก็หรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนกับกำลังยิ้ม เขาจึงเงียบไม่พูดอะไรออกไปแล้วฝืนทำเป็นไม่สนใจ พอเหลือบตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็ยังคงเห็นท่านอ๋องมองตัวเองกับสวีหนานฟางอย่างเข้าใจลึกซึ้ง ซ่างจวินเฉิงเริ่มนั่งไม่ติด ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้พูดขึ้นมา “คุณปู่เรียกผมมาเพราะมีเรื่องอะไรกันแน่ครับ” จนในที่สุดก็แยกประเด็นออกไป

สวีหนานฟางไม่สนใจสักเท่าไหร่ เหมือนเรื่องที่น่าเขินอายเช่นนี้เกิดขึ้นกับนางแล้วดูจะผิดเวลาไปบ้าง นางกำลังคิดจะบอกท่านอ๋องว่าตัวเองจะออกไปสักพัก ท่านอ๋องมองทั้งสองคนที่มีท่าทีอึดอัดจึงยิ้มบางๆ แล้วพูดกับซ่างจวินเฉิง “เอาเถอะ อย่างเพิ่งพูดเรื่องนี้เลย เรื่องสำคัญคือฉันให้คนไปแจ้งข่าวกับสื่ออย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเรียกคืนกรรมสิทธิ์และสิทธิในการบริหารที่สามคนนั้นมีต่อกิจการสกุลเซี่ย ฉันคิดว่าพรุ่งนี้จะแถลงการณ์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อจะยืนยันการแต่งตั้งให้เธอเป็นผู้สืบทอดของตระกูลเซี่ย”

เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้ว ท่านอ๋องก็เก็บซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้าเอาไว้ เคร่งขรึมจนเหมือนรูปปั้นดิน ทั้งสวีหนานฟางกับซ่างจวินเฉิงต่างก็ตกใจ ที่สวีหนานฟางตกใจก็เพราะไม่คาดคิดว่าท่านอ๋องจะพูดโพล่งออกมาตรงนี้ว่าจะแต่งตั้งซ่างจวินเฉิงเป็นผู้สืบทอดโดยที่ไม่ลังเลใจหรือไตร่ตรองเลยสักนิด ส่วนซ่างจวินเฉิงนั้นตกตะลึงเสียยิ่งกว่า ไม่เข้าใจว่าทำไมท่านอ๋องถึงได้ตัดสินใจเช่นนี้

ซ่างจวินเฉิงฝืนหัวเราะออกไปสองเสียงอย่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “คุณปู่ ผมว่าคุณปู่เข้าใจผิดแล้วครับ”

“ผู้สืบทอดเมื่อแต่งตั้งแล้วก็ไม่มีทางผิดพลาด ถึงแม้ว่าฉันจะแก่แล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเลอะเลือนขนาดจำผิดคน” ท่านอ๋องมองซ่างจวินเฉิงอย่างเงียบสงบ แล้วพูดด้วยความตั้งใจ

ซ่างจวินเฉิงฝืนยิ้ม “คุณปู่ครับ คุณปู่อาจจะไม่เข้าใจความคิดของผม ผมไม่ได้สนใจการบริหารธุรกิจอะไรทั้งนั้น ผมแค่อยากเป็นคนที่เล่นดนตรีคนหนึ่ง ทำเพลงที่ผมชอบ เท่านั้นเอง”

“เกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นเมื่อวาน เธอยังจะทำเพลงอยู่อีกหรือ” ท่านอ๋องสาดน้ำเย็นใส่ซ่างจวินเฉิง “วันนี้ข่าวทั่วทุกพื้นที่คงจะมีแต่เรื่องของเธอแล้วล่ะ ข่าวพวกนั้นก็คงไม่เป็นผลดีกับเธอเท่าไหร่นัก ไม่แน่ว่าจากนี้ไปเธอจะทำได้ดีกว่าตอนนี้ และก็ไม่แน่ว่าโอกาสที่จะได้ขึ้นแสดงบนเวทีอาจจะไม่มีแล้วก็ได้” ตอนนี้นายท่านสองยังเอาตัวเองไม่รอด ย่อมต้องไม่มีใจไปจัดการกับข่าวด้านลบเหล่านี้ของซ่างจวินเฉิงอยู่แล้ว แล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเรื่องในครั้งนี้รุนแรงเกินไป บริษัทของซ่างจวินเฉิงต้องการจะปิดเรื่องนี้ไว้ก็ยังไม่สามารถทำได้เลย

แต่ทว่าซ่างจวินเฉิงกลับไม่ท้อถอยเพราะคำพูดของท่านอ๋องเลยสักนิด “ไม่เป็นไรครับ ที่ผมร้องเพลงก็แค่ร้องให้ตัวเองเท่านั้น คนอื่นฟัง ผมก็มีความสุข คนอื่นไม่ฟังก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผม  ผมแค่ยึดมั่นในความคิดของตัวเองก็พอแล้ว”

สวีหนานฟางมองซ่างจวินเฉิง เมื่อเทียบกับความหดหู่เมื่อคืนวาน เขากลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว นางทั้งแอบดีใจแทนเขา ทั้งกลัวว่าคำพูดที่ไม่ค่อยให้ความสนใจของเขาจะไปยั่วโทสะของท่านอ๋องเข้า

ท่านอ๋องฟังคำพูดซ่างจวินเฉิงแล้วแต่กลับไม่มีโทสะ ยิ่งไปกว่านั้นยังชื่นชมอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ “ไม่เลว ฉันชอบนิสัยที่พยายามอย่างไม่ลดละแบบนี้ของเธอ นิสัยแบบนี้ถ้าหากนำมาไว้ในสกุลเซี่ยแล้วจะต้องประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!” ท่านอ๋องเหมือนกำลังหลงใหลเคลิบเคลิ้มอยู่ในจินตนาการของตัวเอง จนลืมไปเสียว่าเมื่อครู่นี้ซ่างจวินเฉิงเพิ่งจะแสดงออกว่าไม่สนใจอะไรในตระกูลเซี่ยทั้งนั้น

“คุณปู่ ผม…” ซ่างจวินเฉิงจะย้ำจุดยืนของตัวเองอีกครั้ง แต่ท่านอ๋องไม่ได้รอให้เขาเอ่ยปากก็ขัดคำพูดของเขาเสียแล้ว เขามองสวีหนานฟาง หันหน้าไปทางซ่างจวินเฉิงแล้วเอนศีรษะไปใกล้เขา พูดอย่างมีลับลมคมใน “นี่ ถ้าเธอสืบทอดสกุลเซี่ยแล้ว ฉันจะได้เป็นพิธีกรงานแต่งงานให้เธอกับหนานฟาง เป็นอย่างไรเล่า”

เมื่อเอ่ยคำพูดออกมาแล้ว ซ่างจวินเฉิงกับสวีหนานฟางก็แทบจะล้มลงไปนั่งอยู่ที่พื้น พอสองคนสบตากันก็อ่านสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อได้จากฝ่ายตรงข้าม แล้วใช้สายตาที่เหมือนสงสัยเคลือบแคลงใจมองไปทางท่านอ๋องพร้อมกัน ต่างก็คิดว่าคำพูดนี้ของท่านอ๋องไกลไปจนถึงเกาะชวาแล้ว แต่ท่านอ๋องกลับจงใจทำสีหน้าจริงใจแล้วกลั้นยิ้มไว้ ทำให้สวีหนานฟางกับซ่างจวินเฉิงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

ซ่างจวินเฉิงหลบสายตาของท่านอ๋อง รู้สึกอึดอัดจนถึงขีดสุด แต่กลับพยายามทำเหมือนตัวเองไม่สะทกสะท้านอะไร “คุณปู่ครับ คุณปู่อย่าล้อเล่นอีกเลย”

“ล้อเล่น? ก็ไม่ได้ล้อเล่นนี่ คนทั้งประเทศก็เป็นพยานรักของเธอกับหนานฟางนะ เธอยังยอมรับกับปากของตัวเองอยู่เลยนี่ ตอนนี้ฉันก็กำลังช่วยให้พวกเธอสมหวังอย่างไรเล่า” ท่านอ๋องพูดอย่างสบายอารมณ์ ขนาดตัวเขาเองยังไม่รู้เลยว่าทำไมอยู่ต่อหน้าสองคนนี้แล้ว กฎระเบียบเหล่านั้นในใจของตัวเองที่เชื่อและนับถือไว้นั้นหายไปตั้งแต่เมื่อไรกัน และเหมือนชั่วพริบตาเดียวตัวเองก็เหมือนได้อยู่ในวัยหนุ่มที่อายุสิบกว่า