< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

จอมนางเหนือเวลา เล่ม 2 ส่วนที่ 3-ส่วนที่ 4

หอหมื่นอักษร
0.0
<
>
[ส่วนที่ 3 ภาคปภัสราภรณ์] ตอนที่ 1 นักฆ่าที่ช่วยคน

อันธพาลอับอายจนโมโห พอมองไปก็เห็นอันธพาล มีใครกล้าทำกับเขาแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เขาหันกลับไปแล้วจะโวยวายใส่ชายที่อยู่ข้างหลังเขาคนนั้น แต่หมัดยังไม่ทันได้เหวี่ยงออกไปก็ไม่รู้ว่ามีคนสองคนวิ่งมาจากที่ไหน หิ้วเขาเอาไว้ซ้ายคนหนึ่งขวาคนหนึ่งราวกับเป็นเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันมานาน แล้วพูดอย่างสนิทสนม “ไป พวกเรานั่งรถออกไปคุยเล่นกันสักหน่อย”

อันธพาลคนนั้นมองพวกเขาอย่างตกใจกลัว อดกลั้นความเจ็บปวดบนศีรษะของตัวเอง แล้วพยายามสะบัด “เฮ้ย พวกคุณเป็นคะ...ใคร?...” เสียงของเขายิ่งไกลออกไปทุกที คนรักษาความปลอดภัยที่ยืนดูแลประตูอยู่ตรงนั้นมองเขาถูกลากออกไปจากสายตาอย่างตะลึงตาค้าง

สวีหนานฟางไม่ได้หันกลับไปมองทิศทางที่อันธพาลจากไป นั่งรถไปคุยเล่น? ความกลัวของอันธพาลคนนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าเวทน่าเหมือนเรื่องทั่วไป ถุงมือสีขาวของชายในชุดกันลมสีดำตบลงไปที่ไหล่ของคนรักษาประตู เพียงแค่ตบเบาๆ หัวไหล่ของคนรักษาความปลอดภัยคนนั้นต่ำลงไปหนึ่งช่วงศีรษะ ตาและจมูกก็บิดเบี้ยว

พนักงานและนักท่องเที่ยวคนอื่นเห็นฉากนี้เหมือนเห็นการขายผักอย่างไรอย่างนั้น แค่เหลือบตามองก็เก็บสายตาตัวเองกลับมา เดินไปตามทางของตัวเองต่อไป ตรวจบัตรของตัวเองต่อไป

“พวกเราจะเข้าไปดูข้างใน” คำพูดของเขาตรงไปตรงมา

เมื่อไม่มีอะไรให้สงสัย คนรักษาความปลอดภัยก็หลีกทางให้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วยังทำท่าทาง ‘เชิญ’ ให้อีกด้วย จากนั้นก็พูดติดอ่างเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปข้างใน ไม่มีใครคิดที่จะแจ้งตำรวจ สำหรับพวกเขาแล้ว การไม่ยุ่งเรื่องคนอื่นจะดีที่สุด

สวีหนานฟางเดิมตามชายคนนั้นเข้าไปอย่างง่ายดาย และพูดกับชายคนนั้นอย่างกระตือรือร้น “ขอบใจเจ้าจริงๆ”

มุมปากของชายคนนี้ยกขึ้นเบาๆ แต่ก็ยังมองไม่เห็นดวงตาของเขา เห็นได้แค่เพียงมุมปากของเขาที่เหมือนจะยิ้มก็ไม่ยิ้ม “ไม่เป็นไร แค่บังเอิญเจอ”

สวีหนานฟางยิ้ม นางเหลือบตาขึ้นมองชายคนที่สูงกว่าตัวเอง “เกรงว่าคงจะไม่ใช่ความบังเอิญหรอก เจ้าเป็นคนตระกูลเซี่ยใช่หรือไม่” ถึงแม้ว่าอิทธิพลของชายคนนี้จะยิ่งใหญ่ ฆ่าคน ทำร้ายคน รับมือกับคนทั้งที่ดวงตายังไม่กะพริบ แต่สวีหนานฟางกลับไม่จำเป็นต้องกลัวเขา ครั้งที่แล้วในคราที่เขาช่วยซ่างจวินเฉิงก็เรียกเขาว่า ‘คุณชายเฉิง’ ตอนนี้ก็ช่วยตัวเองไว้อีก ดูเหมือนว่าการปรากฏตัวของเขาคงจะไม่ธรรมดาขนาดนั้น และคงไม่ทำอะไรตัวเองชั่วคราว

ชายคนนั้นยังคงยิ้มด้วยรอยยิ้มหนังยิ้มเนื้อไม่ยิ้ม “คุณพูดแบบนี้ก็ไม่ครบทั้งหมด ต่อให้ตระกูลเซี่ยจะยิ่งใหญ่อีกสักแค่ไหน ผมก็ไม่สามารถทำตามคำสั่งของทุกคนในตระกูลเซี่ยได้”

สวีหนานฟางพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ชายคนนี้ดูเหมือนว่าจะรับฟังคำสั่งจากใครบางคนเพียงคนเดียวเท่านั้น และแน่นอนว่าอาจจะเป็นไปได้ที่จะรับฟังคำสั่งจากใครหลายคน จนถึงกับใช้ความขัดแย้งภายในตระกูลเซี่ยมาเพิ่มความเข้มแข็งของตัวเอง

“เจ้ามาหาข้าเพื่ออะไร” สวีหนานฟางตรงเข้าประเด็น คนที่เดินผ่านไปผ่านมาข้างๆ มองเห็นสองคนนี้ยืนอยู่ตรงนั้น ทั้งสองคนนั้นก็ให้ความรู้สึกแปลกๆ อย่างหนึ่งขึ้นมา

ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ “ปกติที่ผมปรากฏตัว ไม่ได้หมายความว่าต้องการชีวิตคนอื่น แต่คนอื่นต้องการชีวิตผม” เขาพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา ความเป็นความตายนั้นอยู่ที่ปากของเขา ไม่ได้มีความแตกต่างจากคำอื่นใด

สวีหนานฟางเอียงศีรษะขึ้นมองชายคนนี้ หลังของเขาปะทะกับแสงแดด แสงแดงก็สาดมาที่ร่างกายของเขา สะท้อนเงาเงาหนึ่งออกมา นับว่าสวีหนานฟางได้สังเกตเขาในระยะใกล้ ถึงแม้ว่าชายคนนี้ดูเหมือนอายุไม่น่าเกินยี่สิบสามสิบ กำลังอยู่ในช่วงวัยฉกรรจ์ แต่บนใบหน้าของเขากลับเหมือนคนกร้านโลก ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีก็มีเพียงแค่ความเฉยเมย เป็นไปได้หรือไม่ว่าชีวิตของทุกคนในสายตาของเขามันเป็นเพียงแค่เรื่องของหนึ่งคมมีดเท่านั้น ทุกข์สุขพรากพบ ความเป็นความตายของคนในสายตาของเขาก็ไม่มีความแตกต่างใดเลยอย่างนั้นหรือ

“นั่นต่างอะไรกับซากศพเดินได้” ประโยคหนึ่งที่พูดลอยๆ ขึ้นมาของสวีหนานฟางทำให้ร่างของชายหนุ่มชะงักไป เขาคิดว่าในตอนที่สวีหนานฟางได้ยินตัวเองพูดถึงเรื่องความเป็นความตาย ก็มักจะคิดโยงมาที่ตัวเอง มักจะกลัวจนตัวสั่น แน่นอนว่านี่เป็นปฏิกิริยาที่คนปกติควรมี แต่สวีหนานฟางกลับพูดประโยคที่แปลกประหลาดนี้

พอชายหนุ่มได้ยินคำพูดประโยคนี้แล้วก็ปัดฝุ่นบนตัวเบาๆ ดึงเสื้อคลุมกันลมของตัวเองที่ถูกลมพัดไปกลับมา แล้วพูดอย่างไม่แยแส “ทำงานแบบเรา ความจริงก็ควรจะเป็นซากศพที่เดินได้”

สวีหนานฟางยิ้ม “แต่เจ้าไม่ใช่ ควรจะพูดว่าเจ้ายังทำไม่สำเร็จต่างหาก” สวีหนานฟางเหล่ตามองชายหนุ่ม ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าถึงแม้ตัวเองจะใส่แว่นตากันแดดก็ไม่สามารถปิดบังความคิดในใจของตัวเองได้เลยอย่างไรอย่างนั้น สวีหนานฟางพูดอย่างจริงใจ “ซากศพที่เดินได้ ดูเหมือนไม่ควรจะสนใจว่าบนร่างกายของเขามีฝุ่นละอองหรือเปล่า? ถ้าหากว่าเสื้อตัวเองสกปรก ยังต้องปัดฝุ่นบนเสื้อออกไป ถูกลมพัด ยังต้องจัดเสื้อให้เข้าที่ ขนาดเสื้อผ้ายังทะนุถนอมขนาดนี้ เจ้ายิ่งจะต้องเป็นคนที่หวงแหนชีวิตมากเป็นแน่ แล้วจะเข้าใจความเป็นความตายจริงๆ ได้อย่างไร”

นางมองชายหนุ่มคนนี้ด้วยความสนใจ ชายหนุ่มคนนี้หยุดชะงักไปไม่กี่วินาที และนานกว่าที่จะพูดปิดบังอย่างเย็นชา “การสันนิษฐานแบบนี้ของคุณมันไม่มีตรรกะเลยสักนิดเดียว!” ความปากแข็งของเขาไม่ได้ทำให้สวีหนานฟางคล้อยตาม นางเดินไปข้างหน้า บนถนนทั้งสองฝั่งมีหินสัตว์คนรูปและเรียงรายอยู่สิบแปดคู่ ทั้งสัตว์และคนมีขนาดใหญ่โต ตั้งตระหง่านไม่ขยับเขยื่อน

สวีหนานฟางเดินไปจากพวกเขา ทุกหนึ่งย่างก้าว ราวกับได้เดินก้าวย้อนไปยี่สิบปี

ชายหนุ่มเดินอยู่ข้างหลังสวีหนานฟาง อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “คุณเป็นคนที่พิเศษจริงๆ รู้ว่าการมาของผมอาจจะต้องการชีวิตคุณ แต่คุณกลับยังเที่ยวต่อ”

สวีหนานฟางหยุดเดิน “เจ้าต้องการชีวิตข้าจริงๆ ก็คงไม่มีทางช่วยข้ากำจัดอันธพาลคนนั้นไป”

“ผมแค่ไม่ชอบให้ใครมาทำลายแผนของผม” ชายหนุ่มยักไหล่ อธิบายอย่างชัดเจนและอยากจะเห็นปฏิกิริยาของเธอ ถ้าหากในคืนนั้นชายหนุ่มมาเร็วกว่านั้นอีกสักหน่อย แล้วได้เห็นการแสดงของสวีหนานฟางต่อหน้าเจ้าก้อนไขมันในตอนนั้น คงรู้ได้เลยว่าการขู่ขวัญทั่วๆ ไปนั้นไม่มีทางทำให้เธอตกใจได้เลย

“เป็นเช่นนี้หรือ ถ้าเช่นนั้นเจ้าให้ข้าเข้ามาทำอะไร ในนี้คนเดินกันขวั่กไขว่ เจ้าไม่กลัวว่าจะถูกใครพบเห็นเข้าหรือ” สวีหนานฟางยังคงคาดเดา ความเยือกเย็นของเธอทำให้ชายหนุ่มแปลกใจ เขาจ้องดวงตาทั้งสองข้างของสวีหนานฟาง “ผมค่อนข้างใจกว้าง คุณอยากเข้ามาเที่ยวขนาดนี้ ผมก็ต้องทำให้คุณสมปราถนาก่อน ทีนี้พอคุณตาย ก็จะได้ตายตาหลับ”

เขาพูดอย่างจริงจัง พอสวีหนานฟางได้ยินแล้วกลับส่ายหน้าหัวเราะ ชายหนุ่มอยากจะถอดแว่นตากันแดดออกมาเสียให้ได้ แล้วอยากจะมองให้ชัดเจนว่าจิตใจของผู้หญิงคนนี้ทำด้วยอะไร ถึงได้ดูเหมือนว่าไม่รู้สึกอะไรกับคำพูดของตัวเองเลย

สวีหนานฟางพูดขึ้นมา “ในเมื่อเจ้าดีถึงเพียงนี้ มิสู้ช่วยเติมเต็มปรารถนาให้ข้าอีกหนึ่งอย่าง เจ้าจะฆ่าข้าก็ย่อมได้ แต่ให้ข้าได้เลือกที่ตายของข้า”

“ที่ไหน” ชายหนุ่มถามอย่างระมัดระวัง

สวีหนานฟางชี้ไปข้างหน้า “พระราชวังใต้ดินติ้งหลิง!” เสียงของเธอนั้นมาพร้อมกับลมหอบหนึ่งที่พัดผ่านมา พัดจนคนตัวสั่นเทิ้ม เสียงนี้ฟังดูแล้วช่างหนาวเย็น ผู้หญิงคนนี้เจาะจงเลือกหลุมฝังศพหนึ่ง ติ้งหลิง พระราชวังใต้ดิน

ชายหนุมอึ้งอยู่กับที่ แต่สวีหนานฟางกลับยิ้มหยาดเยิ้ม “เจ้าอยากจะเป็นซากศพเดินได้ แต่น่าเสียดายที่ถึงอย่างไรเจ้าก็ทำไม่ได้ เจ้ากลัวตาย! คนที่อยากจะควบคุมความเป็นความตายของผู้อื่น ก่อนอื่นตัวเองก็ไม่ควรเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและวิญญาณในนรก ซากศพเดินได้จริงๆ ก็ไม่ควรมีความรู้สึกอื่นใด และยิ่งไม่จำเป็นต้องไปทำตามความปราถนาของใคร เจ้าว่า ถูกหรือไม่”

ชายหนุ่มเงียบราวกับเป็นใบ้ คำพูดของสวีหนานฟางราวกับเป็นเข็มที่ทิ่มลงมาที่หน้าอกของเขา แต่ไหนแต่ไรมาไม่มีใครพูดกับเขาแบบนี้ เวลาที่เขาปรากฏตัว ก็มีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น นั่นก็คือการเอาชีวิตของคนอื่น หลังจากนั้นก็คือเรื่องของเงิน เวลาที่เลือดของคนอื่นไหลรินอยู่ตรงหน้าของเขา ในใจของเขาไม่มีความรู้สึกใด ทุกคนเห็นเขาก็เหมือนเห็นผีร้าย หนีอย่างไรก็หนีไม่พ้น เขาครอบงำความเป็นความตายของคนมากมายขนาดไหน เห็นคนหยุดหายใจต่อหน้าตัวเองมากมายเท่าไหร่ ทุกคนต่างคิดว่าเขาเป็นปีศาจร้าย การปรากฏตัวของเขาก็คือความตายของคนอื่น แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยมีใครกล้าพูดมาก่อนว่าเขากลัวความตาย สำหรับคนอื่นแล้ว เรื่องนี้คือเรื่องตลกเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่ง

พอสวีหนานฟางพูดจบแล้ว ก็เดินไปข้างหน้าตามลำพัง ชายหนุ่มยังตกตะลึงอยู่ตรงนั้น สักพักใหญ่ถึงได้สติ เขามองภาพด้านหลังของสวีหนานฟาง ก็รู้สึกว่าใจที่ถูกเธอแทงเข้ามาตรงกลางมันกำลังสับสน

สวีหนานฟางไม่ได้เดินไปเร็วมากนัก นางชี้ไปที่หินรูปสัตว์ข้างๆ ทางเดิน “พวกนี้ล้วนเป็นสัตว์เทพในตำนาน พวกเขาเชื่อว่าหลังจากตายไป สัตว์เทพเหล่านี้จะปกปักคุ้มครองสุสานจักรพรรดิของพวกเขา สัตว์เทพยิ่งสูงใหญ่มากเท่าไหร่ อำนาจก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น รู้หรือไม่ว่าหินรูปสัตว์พวกนี้เคลื่อนย้ายได้อย่างไร ในฤดูหนาว ราดน้ำไปทั่วทั้งถนน น้ำจึงกลายเป็นน้ำแข็ง จนสามารถลากหินรูปสัตว์มาได้…”

สวีหนานฟางเดินไปที่ติ้งหลิงอย่างคุ้นเคยทาง ถึงแม้ว่าที่นี่จะแตกต่างไปอย่างมากมาย แต่ตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิประเทศกลับยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง สวีหนานฟางจึงหาสุสานของจักรพรรดิว่านลี่ได้อย่างง่ายดาย

แต่อย่างไรก็ตามเมื่อทั้งสองคนเดินมาถึงแล้ว เวลาเข้าชมก็ถึงเวลาที่จำกัดไว้แล้ว พอมองไปที่ “สุสานจักรพรรดิเสี่ยน*เสินจง*แห่งต้าหมิง” ที่แขวนอยู่สูงๆ ทันใดนั้นสวีหนานฟางก็รู้สึกสะเทือนอารมณ์ ยืนอย่างตะลึงตะลานอยู่ที่ตรงนั้น ไม่สามารถพูดอะไรได้สักประโยคเดียว

ชายหนุ่มที่อยู่ข้างหลังชี้ประตูใหญ่ที่ปิดเอาไว้แล้วพูดกับเธอ “นี่ ประตูปิดแล้ว ยังจะเข้าไปอีกไหม” ท้องฟ้าก็เริ่มโพล้เพล้แล้ว ไอเย็นข้างนอกนั้นค่อนข้างมากอยู่

สวีหนานฟางกอดแขนทั้งสองข้าง แต่ก็ไม่ได้หันกลับไปมองชายหนุ่ม คำพูดของชายหนุ่มนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้ง เขาถามสวีหนานฟางเพียงแค่ยังจะเข้าไปอีกหรือเปล่า ด้วยอิทธิพลของเขาแล้ว บางทีการบังคับให้คนอื่นเปิดประตูนั้นอาจจะเป็นเพียงแค่เรื่องง่ายๆ เท่านั้น

“สุสานจักรพรรดิแห่งนี้ ในปีนั้นใช้เงินไปแปดล้านตำลึง กินระยะเวลาหกปีจึงสร้างเสร็จสมบูรณ์ สามสิบปีหลังจากนั้นก็ปรับปรุงซ่อมแซมใหม่อีกครั้ง ใช้เงินไปสิบล้านตำลึง แล้วใช้เวลาไปอีกหกปี” สวีหนานฟางยังคงพูดตามใจตัวเองต่อไป ถึงแม้ว่านางจะพูดเปิดโปงชายหนุ่มแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่แยแสความเป็นความตายเลย แต่ส่วนใหญ่ของชายคนนี้ เป็นเพียงแค่อากาศที่เยือกเย็นเท่านั้น คำพูดของสวีหนานฟาง ไม่สามารถทำให้เขามีปฏิกิริยาอะไรได้เลย

สวีหนานฟางมองดูอาคารด้านหน้าที่ถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์ อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “หากคนตายรู้ว่าหลังจากตายไปไม่กี่ร้อยปี สุสานจักรพรรดิก็กลายมาเป็นทัศนียภาพ ศพก็ไม่ต่างจากตุ๊กตา ก็คงไม่มีคนใช้เงินมากมายขนาดนั้นเพื่อสร้างหลุมให้ตัวเองหรอก”

“คุณไม่ต้องพูดเรื่องพวกนี้กับผม” ชายหนุ่มพูดออกมาด้วยความเย็นชา

สวีหนานฟางรู้สึกตัว เงยหน้ามองชายหนุ่ม ทันใดนั้นก็ยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นให้ข้าลองคาดเดาดูสักหน่อยว่าเจ้าจะฆ่าข้าทำไม เจ้ารู้จักนายท่านสองตระกูลเซี่ย บางทีนายท่านสองอาจจะเป็นลูกค้าของเจ้า? เขาให้เจ้ามาฆ่าข้า ใช่หรือไม่” ชายคนนี้สำหรับสวีหนานฟางแล้ว ตอนที่เขาปรากฏตัวออกมาฆ่าคนทำให้สวีหนานฟางคิดถึงความสัมพันธ์นี้ ในตอนแรกที่จิมสามาราถเรียกเขามาเพียงแค่โทรศัพท์สายเดียวเท่านั้น เป็นการอธิบายได้ว่าเขาดูแลซ่างจวินเฉิงเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตอิทธิพลเดียวกันกับจิม เพราะฉะนั้นจึงมีเพียงแค่การฟังคำสั่งของนายท่านสองตระกูลเซี่ยเท่านั้น

*เสี่ยน คือพระสมัญญานาม (ฉายาสำหรับกษัตริย์ผู้ล่วงลับ) ของจักรพรรดิว่านลี่

*เสินจง คือชื่อในการแต่งตั้งของจักรพรรดิว่านลี่