< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

จอมนางเหนือเวลา เล่ม 1 บทนำ-ส่วนที่ 2

หอหมื่นอักษร
4.0
<
>
บทนำ

ปีว่านลี่ที่สี่สิบเจ็ด วังเฉียนชิง* พระราชวังปักกิ่ง (พระราชวังต้องห้าม)

จักรพรรดิจูอี้จวินแห่งราชวงศ์หมิงซึ่งกำลังประชวรหนักก็ได้เหล่าขันทีช่วยกันประคองขึ้นจากเตียงจากนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินอย่างเชื่องช้าออกจากตงหน่วนเก๋อ* ตำหนักกลางของวังเฉียนชิงมีคนอยู่มากมาย ฮองเฮาและบรรดาพระสนมที่กำลังชะเง้อคอมอง เมื่อเห็นจักรพรรดิว่านลี่*ที่เสด็จออกมาจากปีกตะวันตกต่างก็พากันหมอบลง

จักรพรรดิว่านลี่และฮองเฮาเดินเคียงคู่กันมานั่งบนบัลลังก์ ใช้เวลาพักใหญ่กว่าอาการไอและหอบที่รุนแรงจะทุเลาลง

ฮองเฮาลูบเบาๆ ที่หลังของจักรพรรดิว่านลี่ จนกระทั่งจักรพรรดิว่านลี่โบกมือเล็กน้อยจึงหันกลับมาตรัสกับพระสนมที่ยังคงคุกเข่าอยู่ที่พื้น “พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด”

ใบหน้าของฮองเฮาเต็มเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดี ใบหน้าที่ฉ่ำวาวมีเลือดฝาดนั้นช่างตัดกับอาการประชวรของจักรพรรดิว่านลี่อย่างสิ้นเชิง ฮองเฮากวาดมองพระสนมที่นั่งอยู่ด้านล่างอย่างเมินเฉยแล้วยิ้มอย่างงดงาม “พระสนมสวี เจ้ามาตั้งแต่ยามซวี*สามเค่อ*แล้ว คงเริ่มได้เลยใช่หรือไม่”

หนึ่งในบรรดาพระสนมยืนขึ้นมา นางเดินมาด้านหน้าด้วยท่วงท่าสง่างาม ย่อตัวคารวะจักรพรรดิว่านลี่และฮองเฮา

จักรพรรดิว่านลี่มองหญิงสาวแล้วตรัสด้วยความงุนงง “พระสนมสวี เจ้ามีเรื่องอันใดหรือ” ในใจของพระองค์เต็มไปด้วยความสงสัย อดไม่ได้ที่จะมองฮองเฮาที่อยู่ข้างกาย

ฮองเฮายิ้มแล้วตรัสว่า “ฝ่าบาท พระองค์ไม่ทรงทราบ วันก่อนนั้น มีดาวตกที่บริเวณแม่น้ำเหอหนาน ขุนนางสวีบังเอิญไปตรวจตาบริเวณทางน้ำของแม่น้ำเหอหนานพอดี จึงเก็บหินอุกกาบาตได้ก้อนหนึ่งเพคะ ขุนนางสวีและพระสนมสวีต่างเห็นพ้องต้องกันว่าในหินอุกกาบาตก้อนนี้มีความลับอยู่ภายใน ถ้าหากว่าสามารถไขความลับในหินอุกกาบาตนี้ได้จะต้องทำให้ต้าหมิงของเราเจริญรุ่งเรืองไปตราบนานเท่านานเพคะ หม่อมฉันกับพระสนมสวีและขุนนางสวีล้วนศึกษาปรากฏการณ์ของดวงดาวตามโหราศาสตร์อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังศึกษาเรื่องหลักหยินหยางและการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติจากพวกมิชชันนารี จึงสามารถไขความลับจากหินก้อนนี้ได้ ดังนั้นจึงมอบหน้าที่สำคัญนี้ให้กับน้องสาวเพคะ” ฮองเฮาตรัสแล้วมองพระสนมสวี ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มซ่อนมีด

จักรพรรดิว่านลี่ฟังแล้วพยักหน้า ใบหน้าซีดขาวปรากฏรอยยิ้ม “พระสนมสวีช่างลึกล้ำเหมือนบิดาของเจ้าจริงๆ...” เขายังไม่ทันเอ่ยคำชมนั้นจบ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะอ่อนหวานนุ่มนวลจากข้างล่างอีกเสียงหนึ่งที่กล่าวเกินความจริงไปมาก “ใช่แล้วเพคะ หากจะลองถามดูว่าบนโลกนี้นั้น นอกจากพระสนมสวีกับขุนนางสวีแล้ว จะมีใครสามารถที่จะไขความลับนี้ได้อีก ถ้าหากพวกเขาไม่สามารถไขความลับให้กระจ่างได้ เช่นนั้นขุนนางสวีก็คงเป็นชื่อเสียงจอมปลอมเสียแล้วกระมังเพคะ”

ประโยคนี้ของนางคล้ายเป็นคำพูดล้อเล่น แต่เมื่อกล่าวออกมากลับทำให้ใบหน้าที่สดใสของพระสนมสวีเปลี่ยนไปในทันที พระพักตร์ของฮองเฮาที่นั่งอยู่ด้านบนยังเจือด้วยรอยยิ้ม

จักรพรรดิว่านลี่ไม่ได้คำนึงถึงว่าหญิงงามในวังหลังของพระองค์กำลังมีแผนการในใจที่จะกลั่นแกล้งกันอยู่ ทรงทำเพียงยื่นพระพักตร์มาถามพระสนมสวีที่พื้น “พระสนมสวี เจ้าไขความลับเรื่องใดได้อย่างนั้นหรือ”

พระสนมสวีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นยิ้มให้กับจักรพรรดิว่านลี่ ลักยิ้มเล็กๆ ที่มุมปากสองข้างนั้นกดลึกลงไป ถึงแม้ว่าจักรพรรดิว่านลี่ที่ยังทรงพระประชวรอยู่จิตใจก็ยังอดที่จะสั่นไหวไม่ได้ ดวงตาทั้งสองเปล่งประกาย ยื่นแขนของพระองค์ที่เริ่มจะเหี่ยวย่นลงเล็กน้อยไปให้พระสนมสวี “สนมรัก ที่พื้นช่างเย็นนัก เจ้ารีบลุกขึ้นเร็วเข้า”

“พระสนมสวีรวบกระโปรงลุกขึ้น ร่างอรชรอ้อนแอ้นในชุดคลุมนั้นเห็นได้เพียงชั่วครู่ พระสนมสวีที่งดงามพยักหน้าให้จักรพรรดิ หางตากวาดมองไปทางใบหน้าที่เย็นชาของฮองเฮาอย่างไม่สนใจใยดี ตอบคำถามที่จักรพรรดิว่านลี่ทรงตรัสถาม “ทูลฝ่าบาท หม่อมฉันและท่านพ่อใช้เวลาถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน จนในที่สุดก็ได้รับความเมตตา สังเกตเห็นที่ผลึกหินมีช่องอยู่หนึ่งถึงสองช่อง ซึ่งตัวหม่อมฉันเองก็มิใช่ผู้มีวิชาอาคม ไม่อาจบอกได้อย่างมั่นใจว่าผลึกหินนี้จะนำพาให้เกิดเหตุการณ์ใดกับต้าหมิง หม่อมฉันจึงทำได้เพียงแค่คำนวณเวลาว่ายามซวีสามเค่อของวันนี้ ผลึกหินจะมีรูปร่างที่เปลี่ยนไปเพคะ” พระสนมสวีพูดอย่างมีหลักการ แต่เสียงของนางตั้งแต่ต้นจนจบช่างอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับว่าแต่ละคำนั้นจะทำให้กระดูกของจักรพรรดิว่านลี่ร่วงหล่นลงมาเบาๆ

พระสนมที่ตรัสเมื่อสักครู่อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าขำขัน แล้วพูดด้วยเสียงกระซิบเบาๆ อย่างไม่เห็นด้วย “อายุตั้งเท่าไหร่แล้ว ยังจะเสแสร้งทำเป็นแม่หนูตัวน้อยอยู่ได้”

ฮองเฮาแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วใส่คำพูดที่แสดงถึงความสามารถของพระสนมสวีลงไป “เจ้ากล่าวมาเช่นนี้ เจ้าหินนี่จะนำความเจริญรุ่งเรืองหรือหายนะมาสู่ต้าหมิงของเรา ก็ยังไม่รู้เช่นนั้นหรือ” นางมองพระสนมสวีอย่างควบคุมอารมณ์แล้วมองจักรพรรดิว่านลี่ที่ด้านข้างด้วยสายตาเป็นกังวล ดูแล้วไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าทรงกังวลถึงดวงชะตาของต้าหมิงมากเพียงไหน

พระสนมสวีทราบดีถึงเรื่องที่ฮองเฮาทรงกังวลอยู่จึงยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวว่า “ฮองเฮาเข้าใจผิดแล้วเพคะ ผลึกหินก้อนเล็กๆ นี้จะสามารถบอกถึงชะตาของต้าหมิงได้อย่างไรกัน หากยึดตามที่พระองค์ตรัสแล้วนั้น ผลึกหินนี้ก็เป็นแค่ดาวดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งบนฟ้า ฝ่าบาทต่างหากที่เป็นสวรรค์ มีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่สามารถกำหนดชะตาของต้าหมิงได้นะเพคะ สิ่งที่ฮองเฮาทรงตรัสนั้นเหมือนจะไม่ยุติธรรมอยู่บ้างนะเพคะ”

ฮองเฮาหน้าซีด กำลังจะเอ่ยคำพูด ทว่าก็ถูกจักรพรรดิว่านลี่ที่อยู่ด้านข้างตัดขึ้น “เอาเถิด เอาเถิด แค่ดาวตกดวงเดียวเท่านั้น พระสนมสวี เจ้าให้เราดูหน่อย หินอุกกาบาตก้อนนี้จะสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรได้บ้าง” จักรพรรดิว่านลี่ก็คิดเช่นเดียวกันว่าไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องกังวลใจ

พระสนมสวีก็ไม่โต้เถียงอะไรอีก ยิ้มให้จักรพรรดิว่านลี่อย่างเอาอกเอาใจ เมื่อจักรพรรดิว่านลี่ยิ้มตอบมาจึงค่อยย่อตัวคารวะแล้วเดินออกไปด้านนอกของตำหนัก

ในมือของนางประคองผลึกหินก้อนหนึ่งที่แวววาวโปร่งใสราวกับหยกที่ผ่านการแกะสลักแล้ว ขนาดราวกับไข่ไก่ ท่ามกลางความมืดมิดก็ดูคล้ายกับยังคงเปล่งแสงสีน้ำเงินอ่อนๆ ไปทั่ว ทุกคนในตำหนักต่างชะเง้อคอมองไปด้านนอก เพียงแค่เห็นพระสนมสวียกผลึกหินขึ้นมา เท้าก็ยกตามราวกับว่าเป็นการก้าวเดินไปอย่างไรอย่างนั้น ทำให้คนอื่นที่ไม่เข้าใจถึงศาสตร์ของหยินหยางล้วนเห็นได้ถึงความลึกลับที่แฝงอยู่ข้างใน

พระสนมนางหนึ่งก็กระซิบกับพระสนมด้านข้างเบาๆ “นางจะทำให้มันเปลี่ยนรูปร่างได้อย่างไรกัน”

พระสนมอีกคนก็ยิ้มเย็นชา มองนางด้วยแววตาที่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกบางอย่างแล้วกวาดสายตาไปยังบัลลังก์ พระสนมคนนั้นก็เข้าใจในทันที เมื่อมองไปทางฮองเฮาที่นั่งอยู่นั้นก็เห็นนัยน์ตาของพระองค์มีรอยยิ้มที่ซ่อนไว้ซึ่งแผนการที่จะสังหารและเป็นรอยยิ้มของชัยชนะ

สตรีสองนางสื่อสารกันผ่านสายตา แล้วนิ่งไว้อาลัยแทนพระสนมสวีอย่างมีความสุข กลัวก็แต่ผลึกหินในมือของพระสนมสวีจะถูกคนของฮองเฮาทำให้ไม่อยู่ในสภาพเดิม

ยามซวีสามเค่อ พระสนมสวีก็ยืนอยู่ในตำแหน่งของตนเอง ค่อยๆ ยกหินอุกกาบาตในมือขึ้นอย่างระมัดระวัง หากยึดตามเวลาที่นางคำนวณแล้วนั้น หินอุกกาบาตจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในเวลานี้แน่นอน อีกทั้งในเมื่อการเปลี่ยนแปลงนี้นางสามารถคำนวณออกมาได้ มันต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป

เข็มของนาฬิกาแดดก็ชี้ตรงกับเค่อนั้นอย่างไม่มีข้อผิดพลาด ทว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่ควรจะเกิดกลับไม่เกิดขึ้น สีหน้าของพระสนมสวีพลันเริ่มเปลี่ยนไป นางจ้องหินอุกกาบาตในมือของตัวเอง ภายใต้ตะเกียงที่อ่อนแสงนั่น บนหินอุกกาบาตดูคล้ายกับมีแสงสีน้ำเงินจางๆ ชั้นหนึ่ง ราวกับถูกคนเอาอะไรมาทาไว้

หนึ่งเค่อผ่านไป การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้น

จักรพรรดิว่านลี่ ฮองเฮาและทุกคนที่รอคอยอยู่ในตำหนักเริ่มนั่งไม่ติด ฮองเฮาแสยะยิ้ม “น้องสาวไม่ต้องกลัว พวกเรายังคงรออยู่”

นึกไม่ถึงว่าพระสนมคนหนึ่งที่อยู่ด้านล่างก็พูดโพล่งออกไป “พระสนมสวีก็มีเวลาที่พลาดเหมือนกันนี่ เช่นนี้ไม่ใช่เป็นการหลอกลวงฝ่าบาทหรือ”

คำพูดของนางทำให้พระสนมสวีมองไปที่ฮองเฮาอย่างเย็นชา หินอุกกาบาตในมือต้องถูกนางทำอะไรไปแล้วแน่นอน

พระสนมสวีเองก็ไม่รู้จะแก้ต่างอย่างไร ทันใดนั้นเองหินอุกกาบาตที่กระจ่างใสในมือของนางก็สั่นอย่างรุนแรง ทุกคนต่างจ้องไปที่ด้านนอกของวังเฉียนชิงด้วยความแปลกใจ แม้กระทั่งจักรพรรดิที่ร่างกายอ่อนแอและแก่ชรายังค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

ฮองเฮาเก็บรอยยิ้มของตนเองอย่างเก็บอาการ พระสนมสวีคิดไม่ถึงว่าหลังจากที่ฮองเฮาทำอะไรบางอย่างกับหินอุกกาบาตไปแล้วหินนี้ยังสามารถเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อีก

ใบหน้าพระสนมสวีเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เพียงแค่เห็นแสงสีแดงสาดออกมาจากหินอุกกาบาต ร่างทั้งร่างของพระสนมสวีก็ถูกหุ้มไว้ตรงกลางของแสงสีแดงนั้น นางมองเข้าไปในตำหนัก เห็นใบหน้าเย็นชาราวน้ำแข็งของฮองเฮา แววตาที่เต็มไปด้วยการรอคอยของจักรพรรดิว่านลี่ พระสนมสวีรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก นางใจจดใจจ่ออยู่กับหินอุกกาบาตในมือ แสงสีแดงที่สาดออกมาจากหินอุกกาบาตนั้นยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ จนสาดเข้าไปในดวงตา พระสนมสวีรู้สึกแค่ร่างกายทั้งร่างร้อนวาบ

ทุกคนต่างยกมือขึ้นมาบังดวงตาของตนเอง รอจนแสงสีแดงนั้นค่อยๆ จางหายไป และร่องรอยของพระสนมสวีเองก็หายไปเช่นกัน

*วังเฉียนชิง อยู่ด้านหน้าสุดของวังหลังและเป็นตำหนักหลักของวังหลัง เป็นที่ประทับและเป็นที่ทรงงานของจักรพรรดิ

*ตงหน่วนเก๋อ ตำหนักหย่างซินเตี้ยน เป็นตำหนักที่อยู่ทางทิศตะวันตกของตำหนักหย่างซินเตี้ยน

*จักรพรรดิว่านลี่ พระนามเดิมคือ จูอี้จวิน ปีศักราชคือปีว่านลี่ เป็นจักรพรรดิองค์ที่สิบแห่งราชวงศ์หมิง

*ยามซวี (戌时) 19:00-21:00

*เค่อ (刻) 1 เค่อ เท่ากับ 15 นาที