< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

ยอดเซลล์แมนทะลุมิติ เล่ม 2 ตอนที่ 107-190

หอหมื่นอักษร
0.0
<
>
ตอนที่ 107 - 1 ตื่นตระหนก

อ๊าก หลินหว่านหรงตวาดเสียงดัง รู้สึกเพียงจิตใจสลายไปแล้ว ดวงตาเต็มไปด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ภายในชั่วพริบตานี้ในใจเขามีความคิดวูบผ่านไปจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งทั้งหมดล้วนเปลี่ยนเป็นสายตามุ่งมั่นและเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักของเซียวอวี้ซวง

“อ๊า.......” หลินหว่านหรงส่งเสียงตะโกนดังสนั่นหวั่นไหว พยายามเบียดร่างกายไปด้านหน้าเซียวอวี้ซวงเพื่อปกป้องนางอย่างสุดชีวิต น้ำตาภายในดวงเนตรของคุณหนูรองร่วงเผาะลงมา ทว่าใบหน้ากลับแฝงด้วยรอยยิ้มน้อยๆ

เสียงเคร้งดังขึ้นเบาๆ ครั้งหนึ่ง หลินหว่านหรงนึกว่าสิ้นชีพภายใต้กระบี่พร้อมกับคุณหนูรองไปเสียแล้ว เขาดึงมือเซียวอวี้ซวง คิดในใจว่าความรักอันลึกซึ้งของสาวน้อยคนนี้เราคงต้องมาตอบแทนใหม่ในชาติหน้าแล้ว

รออยู่ครู่หนึ่งกลับไม่รู้สึกเจ็บปวดทางกาย พอลืมตาขึ้นมากลับพบว่ากระบี่เงาวับเล่มหนึ่งกำลังพาดอยู่หน้าเซียวอวี้ซวงกับตนเอง ถูกกระบี่อีกเล่มขวางเอาไว้

ผู้ที่บุกโจมตีพวกตนทั้งสองคนตรงหน้านั้นเป็นคนชุดดำปิดหน้าปิดตาร่างซูบผอมผู้หนึ่ง มันหันหน้ากลับไปมองสหายที่ขวางกระบี่ของตนเอาไว้ พูดเสียงดังว่า “ศิษย์น้อง นี่เจ้าทำอะไรน่ะ? พวกเราเข้ามายังคฤหาสน์นี้ หากกระบี่ไม่แปดเปื้อนโลหิตบ้างแล้วจะออกไปได้อย่างไร?”

ศิษย์น้องผู้นั้นกลับเป็นสตรีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นนางหนึ่ง ใบหน้าปกปิดอยู่ภายใต้ผ้าคลุม ตอบว่า “ศิษย์พี่ จะไปยุ่งกับบ่าวไพร่ทำไม ธุระในวันนี้เร่งด่วน รีบทำงานให้เสร็จเร็วขึ้นจะดีกว่า หากรอให้ฝั่งนั้นมาถึง พวกเราจะถอนตัวก็ยากแล้ว”

เสียงของสตรีนางนี้อู้อี้ ไม่เหมือนเสียงจริง หลินหว่านหรงใช้เวลาอยู่นานก็ฟังไม่ชัดเจน

หลินหว่านหรงรู้สึกว่าร่างกายมีแต่เหงื่อเย็นเยียบ เมื่อครู่แทบสิ้นชีวีภายใต้กระบี่นี้เสียแล้ว นอกจากร่วงหล่นจากภูเขาไท่ซานในตอนนั้น เวลานี้คือเวลาที่เขาสิ้นหวังมากที่สุด

เขาหันหน้าไปมองเซียวอวี้ซวง เห็นเพียงใบหน้าของนางยังคงประดับด้วยน้ำตาเล็กน้อย ถึงกระนั้นก็กลับแฝงด้วยรอยยิ้ม ดวงเนตรทั้งคู่สุกสกาวประดุจวารี ปราศจากความหวั่นเกรงใดๆ เพียงมองหลินหว่านหรงด้วยความรักอันลึกซึ้ง จับมือเขาโดยไม่ยอมปล่อยแม้เสี้ยววินาทีเดียว

หลินหว่านหรงไม่อาจบรรยายความซาบซึ้งของตนเองออกมาได้ สาวน้อยคนนี้นี่น้า ช่างทำคนให้ตายได้เสียจริง หลินหว่านหรงแทบจะหลั่งน้ำตาออกมา เพียงอาศัยการสละชีพเพื่อช่วยเหลือในวันนี้ เซียวอวี้ซวงยังเป็นเด็กน้อยอีกได้อย่างไรกัน นางเป็นสตรีที่มีความรักอย่างล้นเหลือ

หลินหว่านหรงพยายามสะกดกลั้นความซาบซึ้งของตนอย่างเต็มที่ รู้สึกเพียงว่าตนเองติดค้างสาวน้อยคนนี้มากมายเหลือเกิน เมื่อลองนึกถึงท่าทีที่มีต่อนางก่อนหน้าก็ให้รู้สึกผิดบาปในใจ ดังนั้นจึงกุมมือน้อยของนางแน่นเช่นกัน รู้สึกว่าตนเองเกิดมาต่ำช้าจริงๆ ส่งมาให้ถึงที่กลับไม่ต้องการ ดันต้องให้ผู้อื่นเอาชีวิตแลกมาให้

ศิษย์พี่คนนั้นคล้ายเกรงกลัวศิษย์น้องอยู่บ้าง ดังนั้นจึงรั้งกระบี่กลับไปแล้วพูดว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ฟังศิษย์น้องแล้ว รีบไปนำตัวคุณหนูใหญ่เซียวกับเจ้าขี้ข้านั่นมาแล้วกลับไปโดยเร็ว”

สตรีผู้นี้ส่งเสียงอืมออกมาคราหนึ่ง ขณะเดินผ่านหน้าเซียวอวี้ซวง ครั้นเห็นนางกุมมือหลินหว่านหรงแน่น ดวงตาก็ปรากฏแววโทสะกระจ่างวูบ แค่นเสียงจมูกออกมาคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า “นังผู้หญิงคนนี้ดึกดื่นนัดพลอดรัก ช่างไม่รู้จักอายเสียจริง ขายขี้หน้าสตรีอย่างเราจนสิ้น! วันนี้ข้าจะควักดวงตาทั้งคู่ของเจ้าเสีย ดูสิว่าวันหน้าเจ้ายังจะล่อลวงบุรุษได้อีกหรือไม่!”

สองนิ้วของนางงอเป็นตะขอ รวดเร็วประดุจสายฟ้าแลบ แฝงสายลมหอบหนึ่งตรงเข้ามาคว้าดวงตาของเซียวอวี้ซวง

“หลินซาน——” เซียวอวี้ซวงร้องด้วยความตกใจ หลบอยู่ด้านหลังหลินหว่านหรงทันที

เมื่อได้ยินเซียวอวี้ซวงร้องเรียกชื่อหลินหว่านหรงออกมา ศิษย์พี่ศิษย์น้องสองคนนั้นก็ตะลึงงันทันที ภายในดวงตาของศิษย์พี่คนนั้นผุดรอยยิ้มเย็นยะเยือก

สถานะของคุณหนูรองภายในจิตใจของหลินหว่านหรงในตอนนี้ไม่ต้องเอ่ยถึง หญิงสาวที่รักมั่นคงหนักแน่นเช่นนี้ ต่อให้ต้องเสียสละชีวิตก็ต้องคุ้มครองนางให้ปลอดภัยไร้กังวล

หลินหว่านหรงขวางอยู่หน้าเซียวอวี้ซวง คุ้มครองนางอยู่ด้านหลัง ศิษย์น้องผู้นั้นเคลื่อนไหวรวดเร็ว เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าหลินหว่านหรง

หลินหว่านหรงรู้สึกเพียงมีพลังลมสายหนึ่งปะทะเข้ามา สองนิ้วเรียวยาวเต็มไปด้วยพลังของสตรีนางนั้นกวาดผ่านใบหน้าเขาไป แต่กลับไม่ได้ทำอันตรายเขาเลยสักนิด

ใจของเขาเต้นตึกตักๆ แม่เอ๊ย ตายแล้วอีกครั้งหนึ่ง เมื่ออยู่หน้าบุคคลอันแข็งแกร่งที่บินไปบินมาพวกนี้ ต่อให้เขามีแผนการนับพันก็ไร้ประโยชน์ แม้เขาจะหวาดกลัว แต่พอคิดว่าผู้ที่ปกป้องอยู่ด้านหลังคือสาวน้อยอวี้ซวงคนนั้นก็ปราศจากความหวั่นเกรง เพียงยิ้มหยันเย็นชามองดูโจรสาวผู้นั้น

ศิษย์น้องคนนั้นแค่นเสียงออกมาคราหนึ่งแล้วกล่าวว่า “เจ้ายังไม่ไป จะอยู่ที่นี่ทำอะไรอีก?”

หลินหว่านหรงฟังให้ตะลึงลาน แต่เขามีปฏิกิริยารวดเร็ว ดึงมือเซียวอวี้ซวงแล้วจะจากไป ถึงกระนั้นกลับได้ยินศิษย์พี่ที่ยืนตระหง่านอยู่ไกลผู้นั้นพูดขึ้นมาว่า “ช้าก่อน เจ้าก็คือหลินซานผู้นั้น?”

หลินหว่านหรงใจกระตุกวูบ เมื่อครู่ด้วยความตระหนกตกใจ เซียวอวี้ซวงตะโกนเรียกชื่อเขาออกมาตั้งแต่แรก เวลานี้หากคิดจะไม่ยอมรับก็คงไม่ได้ เพียงแต่พวกมันเป็นบุคคลอันแข็งแกร่งที่บินไปบินมา แล้วรู้ชื่อบ่าวตัวเล็กๆ อย่างตนได้อย่างไรกัน? หรือว่ามีคนจงใจ……

เขายิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ แต่ตอนนี้มีดาบพาดอยู่ที่คอ จะไม่ตอบก็คงไม่ได้ ยังไม่ทันจะเอ่ยปากกลับได้ยิน เซียวอวี้ซวงพูดว่า “เขาไม่ใช่หลินซาน ข้าถึงจะเป็นหลินซาน”

คำพูดของคุณหนูรองเซียวนี้ไร้เดียงสาเป็นที่สุด หากเป็นเมื่อก่อนเขาจะต้องรู้สึกว่านางเป็นเด็กน้อย ทว่าเมื่อฟังในเวลาเช่นนี้กลับรู้สึกว่าสตรีนางนี้ใสซื่อบริสุทธิ์ ทำให้คนรักใคร่ทะนุถนอมยิ่ง

เขามองเซียวอวี้ซวงน้อยๆ แวบหนึ่ง นำนางคุ้มกันอยู่ด้านหลังสนิทแนบแน่น กล่าวกับบุรุษผู้นั้นว่า “เจ้ากล่าวไม่ผิด ข้าก็คือหลินซาน”

“ฮ่าๆ......” บุรุษผู้นั้นแหงนหน้าหัวเราะออกมายาวๆ “ที่แท้เจ้าก็คือหลินซานจริงๆ หาเจ้าเจอเช่นนี้กลับไม่ต้องเสียแรงเลยจริงๆ ข้าไม่อยากทำให้เจ้าลำบากใจเช่นกัน เจ้าจงติดตามพวกเราไปอย่างว่าง่ายเสียเถอะ” ศิษย์น้องผู้นั้นมองหลินหว่านหรงแวบหนึ่ง ไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไรออกมา

เซียวอวี้ซวงรู้สึกตัวถึงการร้องตะโกนเรียกเมื่อสักครู่นั้นของตนว่ากลับเป็นการทำร้ายหลินหว่านหรง นางสะอึกสะอื้นเบาๆ ขึ้นมาทันที จับมือของเขาแน่นแล้วกล่าวว่า “หลินซาน ต้องโทษข้า เป็นข้าที่ทำร้ายเจ้า พวกมันมาจับเจ้าข้าจะไปกับเจ้าด้วย พวกเราไม่พรากจากกันตลอดกาล”

ศิษย์พี่เมื่อเข้ามาใกล้แล้วได้เห็นรูปโฉมของเซียวอวี้ซวงดวงตาก็เปล่งประกาย “ที่แท้กลับเป็นสตรีน้อยผู้เลอโฉม ในเมื่อเจ้าอยากติดตามคนรักของเจ้าผู้นี้ พี่ชายก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนา”

ทว่าศิษย์น้องผู้นั้นเอ่ยขึ้นมาว่า “ศิษย์พี่ รีบทำธุระให้เสร็จสำคัญกว่า ไหนเลยจะหาภาระเพิ่มมากเช่นนี้”

ศิษย์พี่หัวเราะฮ่าๆ แล้วตอบว่า “ศิษย์น้อง อย่าได้หึงหวงไป ในใจศิษย์พี่ผู้โง่เขลาเจ้าเป็นที่หนึ่งเสมอ”

ใจกลางฝ่ามือหลินหว่านหรงลอบหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ ถึงอย่างไรก็เป็นคนที่ตายมาแล้วหลายครั้ง วันนี้หากสิ้นชีพไปก็ช่างมันเถอะ หากต้องเดือดร้อนถึงอวี้ซวง นั่นถึงจะเป็นความเสียใจอย่างที่สุด เมื่อคิดได้ว่าศิษย์น้องเคยกล่าวเอาไว้ว่าพวกมันมีศัตรู ฟังจากความหมายคล้ายกับกำลังรีบรุดมาที่นี่เช่นเดียวกัน หากสามารถยืดเวลาออกไปได้อีกสักครู่ ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ไร้ความหวัง

ครั้นนึกถึงจุดนี้เขาจึงกัดฟันแล้วเอ่ยว่า “สหายเบื้องหน้าท่านนี้ หากต้องการให้ข้าตามเจ้าไปก็ได้ แต่เจ้าจะต้องปล่อยแม่นางผู้นี้ไป”

ชายผู้นั้นหัวเราะร่าเสียงดังแล้วตอบว่า “เจ้ารู้สึกว่าเจ้ามีคุณสมบัติที่มาพูดข้อแม้กับข้าเช่นนั้นหรือ? อย่าลืมสิ ชีวิตน้อยๆ ของพวกเจ้าอยู่ในเงื้อมมือของข้า”

หลินหว่านหรงหัวเราะฮิฮะพลางเอ่ยว่า “ข้ามีคุณสมบัติพูดข้อแม้กับเจ้าหรือไม่ เกรงว่ายังไม่ถึงตาเจ้า คำพูดนี้หากให้นายของเจ้ามาพูดยังพอได้อยู่”

ชายผู้นั้นกล่าวด้วยความตกใจ “เจ้า——”

จิตใจอันตึงเครียดของหลินหว่านหรงใกล้จะกระดอนออกมา คำพูดเมื่อครู่ของเขาก็แค่การคาดคะเน ในเมื่อมีคนแจ้งชื่อเสียงเรียงนามต้องการจับกุมตน เช่นนั้นจะต้องมีคำขอต่อตนเองแน่ และจะต้องคำนึงถึงชีวิตตนเช่นเดียวกัน ดังนั้นหลินหว่านหรงถึงกล่าววาจาน่าตื่นตระหนก แต่กลับไม่คิดว่าจะโดนจุดอ่อนของชายผู้นั้น

ชายผู้นั้นก็เป็นคนเหี้ยมหาญเช่นกัน กล่าวด้วยท่าทีดุร้ายว่า “เจ้ายังลาดอยู่บ้างนะ ถึงข้าจะเอาชีวิตเจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็มีหลากหลายวิธีที่จะทำให้เจ้าขอมีชีวิตก็ไม่ได้ ขอตายก็ไม่ได้”

“เช่นนั้นก็ต้องให้นายของเจ้าผงกศีรษะ เจ้ายังไม่รู้เลยว่านายของเจ้าต้องการให้ข้าทำอะไร ข้าขอเตือนเจ้า ทางที่ดีจงอย่าได้ผิดใจต่อข้าโดยง่ายนะ” หลินหว่านหรงกล่าวอย่างเย็นชา แม่เอ๊ย ทางไหนก็มีแต่ดาบ เราได้แต่เสี่ยงดวงดูแล้ว

ชายผู้นั้นคล้ายหวาดกลัวผู้เป็นนายมาก ครั้นได้ฟังก็มองหลินหว่านหรงอย่างเคียดแค้นคราหนึ่ง ถึงกระนั้นกลับได้ยินเสียงดังพรึบพรับ จากอีกทางหนึ่งจากนั้นจึงปรากฏเงาดำขึ้นมาหลายสาย ในมือของสตรีที่เป็นหนึ่งในนั้นหอบหิ้วตัวประกันมาคนหนึ่ง กล่าวเสียงดังว่า “ศิษย์พี่ เชิญตัวคุณหนูใหญ่เซียวมาแล้ว”

เรือนผมยาวของสตรีผู้นั้นปรกลงมา ปกปิดใบหน้าเอาไว้ ใบหน้าที่เผยออกมาระหว่างซอกเส้นผมกลับดูคุ้นตายิ่งนัก

“ท่านพี่!…..” เซียวอวี้ซวงร้องเรียกด้วยความตกใจ