< รายละเอียด

ทดลองอ่าน

คัมภีร์วิถีเซียน เล่ม 1 ตอนที่ 1-125

หอหมื่นอักษร
5.0
<
>
[ส่วนที่ 1 ภาคความวุ่นวายของสำนักสัตตทมิฬ] ตอนที่ 1 หมู่บ้านในหุบเขา

เจ้าบื้อที่สองนอนเบิกตากว้าง จ้องมองขึ้นไปบนหลังคาซอมซ่อที่ทำจากหญ้าคาและโคลนตม ร่างของเขาถูกคลุมด้วยผ้าห่มผืนเก่าที่เปลี่ยนไปจากเดิมจนเป็นสีเหลืองเข้มและยังมีกลิ่นเหม็นอับลอยมา

ส่วนคนที่นอนหลับฝันหวานส่งเสียงกรนอยู่ข้างๆ เขาคือพี่รอง นามหานเทา

ห่างจากเตียงประมาณห้านิ้วคือกำแพงดินที่เกิดรอยแตกขึ้นตามกาลเวลา ซึ่งเขามักได้ยินเสียงบ่นจู้จี้ของแม่ลอยมาจากอีกฟากหนึ่งของกำแพง และบางครั้งก็ได้ยินเสียงพ่นลมฟอดๆ ของพ่อที่กำลังสูบบ้องยาสูบดังแทรกเข้ามา

ถึงตอนนี้สายตาของเขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า เขาจึงค่อยๆ ข่มตาลง พยายามบังคับตัวเองให้นอนหลับโดยเร็ว เพราะเขารู้ดีว่าถ้าไม่รีบหลับเสียตั้งแต่ตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าต้องตื่นไม่ไหวแน่ๆ นั่นหมายความว่าเขาจะไม่ได้ไปเก็บฟืนบนเขากับเพื่อนๆ ตามที่ได้นัดกันไว้

ซึ่งเจ้าบื้อที่สองคนนี้มีนามว่า หานลี่ ชื่ออันไพเราะนี้แลกมากับการที่พ่อของเขาต้องเอาขนมวอโถว (ขนมที่ทำด้วยแป้งข้าวโพดสีเหลืองๆ) สองชิ้นไปอ้อนวอนให้ผู้อาวุโสจางในหมู่บ้านช่วยตั้งให้

เมื่อสมัยที่ผู้อาวุโสจางยังเป็นหนุ่ม เขาเคยเป็นเพื่อนนั่งเรียนกับลูกขุนนางในเมือง ซึ่งในหมู่บ้านเขาเป็นคนเดียวที่รู้หนังสือ ดังนั้นกว่าครึ่งของเด็กในหมู่บ้านเขานี่แหละที่เป็นคนตั้งชื่อให้

คนในหมู่บ้านมักจะเรียกหานลี่ว่า ‘เจ้าบื้อที่สอง’

อันที่จริงเขาก็ไม่ได้บื้อเหมือนชื่อ ในทางกลับกันเขาเป็นเด็กที่ฉลาดสุดในหมู่บ้าน แต่เขาก็เหมือนเด็กคนอื่นๆ ตรงที่นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ก็แทบจะไม่มีใครเรียกเขาว่า ‘หานลี่’ เลย แต่กลับเป็นฉายา ‘เจ้าบื้อที่สอง’ ที่เขาได้ยินจนคุ้นหูถึงตอนนี้

แล้วที่เขามีฉายาว่า ‘เจ้าบื้อที่สอง’ ก็เพราะว่าในหมู่บ้านมีเด็กคนหนึ่งชื่อ ‘เจ้าบื้อที่หนึ่ง’ แล้วนั่นเอง

ฉายาเหล่านี้ไม่ใช่ชื่อแปลกอะไร เพราะยังมีเด็กในหมู่บ้านอีกหลายคนที่ถูกเรียกว่า ‘ไอ้ลูกหมา’ ‘ไอ้เบื๊อก’ และอื่นๆ ซึ่งฟังอย่างไรก็ไม่ได้รู้สึกดีไปกว่าการถูกเรียกว่า ‘เจ้าบื้อที่สอง’ สักเท่าไร

และถึงแม้ว่าหานลี่จะไม่ชอบให้ใครเรียกว่าเจ้าบื้อที่สอง แต่เมื่อได้ฟังเช่นนี้เขาก็ปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดว่าอย่างน้อยก็ดีกว่าคนอื่นๆ

รูปร่างหน้าตาของหานลี่ไม่ได้ดูสะดุดตาไปกว่าใคร เขามีผิวคล้ำเหมือนเด็กชนบททั่วไป แต่ความคิดของเขากลับเป็นผู้ใหญ่กว่าเด็กวัยเดียวกันมากนัก เขาฝันไว้ว่าสักวันหนึ่งเขาจะต้องออกไปจากหมู่บ้านเล็กๆ นี้เพื่อออกไปดูโลกภายนอกที่ผู้อาวุโสจางเคยพูดถึงบ่อยๆ

หานลี่ไม่กล้าที่จะบอกความฝันของเขากับใครในหมู่บ้าน เพราะเกรงว่าทุกคนจะหัวเราะเยาะว่าเด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งกลับมีความคิดที่แม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่กล้าคิด ทุกคนต่างรู้ดีว่าเด็กวัยเดียวกันกับเขารักที่จะเล่นสนุกไปวันๆ ส่วนความคิดพิสดารอย่างเรื่องที่จะออกจากหมู่บ้านนั้นไม่มีทางอยู่ในความคิดของพวกเขาเป็นแน่

ครอบครัวของหานลี่มีทั้งหมดเจ็ดคน เขามีพี่ชายสองคน พี่สาวหนึ่งคนและน้องสาวอีกหนึ่งคน ส่วนเขาเป็นลูกคนที่สี่ และปีนี้ก็เพิ่งจะครบสิบขวบ ครอบครัวของเขาฐานะลำบากจนถึงขั้นที่คนในบ้านจะต้องสลับหมุนเวียนกันอิ่มท้อง ซึ่งแต่ละปีจะได้กินเนื้อสัตว์แค่ไม่กี่มื้อเท่านั้น

ในขณะที่หานลี่กำลังเคลิ้มๆ ครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่นั้น ใจเขาคิดแต่เพียงว่า ‘พรุ่งนี้ตอนขึ้นไปบนเขา เขาจะต้องเก็บเบอร์รี่แดงที่น้องสาวสุดที่รักชอบกินมาให้ได้เยอะๆ’

ตอนเที่ยงของวันรุ่งขึ้น ขณะที่หานลี่กำลังฝ่าแดดร้อนลงจากเขาพร้อมแบกฟืนที่สูงประมาณครึ่งหนึ่งของเขาเอาไว้ด้านหลัง ส่วนด้านหน้าก็มีเบอร์รี่ถุงใหญ่ซ่อนไว้ในเสื้อ ในเวลานั้นเขากลับไม่รู้เลยว่าได้มีคนมาที่บ้าน และคนผู้นั้นคือผู้ที่จะมาเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดชีวิต

คนสำคัญที่ว่านี้เป็นญาติสนิทที่สุดและคืออาแท้ๆ ของเขาเอง อาสาม

ได้ยินมาว่าอาสามเป็นผู้ดูแลโรงน้ำชาเมืองใกล้ๆ พ่อและแม่คอยพูดเสมอว่าอาสามเป็นคนที่มีความสามารถ ตั้งแต่ก่อตั้งตระกูลมาร้อยกว่าปี มีแค่อาสามที่มีฐานะที่สุด

ในสมัยเด็กหานลี่เคยเจออาสามอยู่แค่ไม่กี่ครั้ง อาสามคือคนที่คอยช่วยเหลือครอบครัวของเขามาโดยตลอด อย่างพี่ใหญ่ก็ได้อาสามพาไปฝากตัวเป็นศิษย์ช่างตีเหล็กท่านหนึ่งในเมือง และอาสามยังมักจะให้คนเอาของกินของใช้มาให้พ่อและแม่อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นไม่แปลกที่หานลี่จะรู้สึกประทับใจในตัวอาสามของเขาอย่างยิ่ง และเขาก็รู้ด้วยว่าพ่อและแม่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมากเช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยเอ่ยปากพูดออกมาเลยสักครั้ง

พี่ใหญ่คือความภูมิใจของครอบครัว ได้ข่าวว่านอกจากได้กินนอนอยู่ที่นั่นแล้ว เขายังได้รับเงินสามสิบเหรียญทองแดงทุกเดือน และเมื่อได้เป็นช่างเต็มตัวเมื่อไร เขาก็จะสามารถหาเงินได้มากขึ้นอีก

เมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึงพี่ใหญ่ พ่อและแม่ก็มักแสดงสีหน้าภูมิใจมากราวกับเป็นคนละคน ถึงแม้ว่าหานลี่จะเป็นแค่เด็ก แต่เขาก็แอบรู้สึกอิจฉาพี่ใหญ่อยู่ไม่น้อย จนทำให้เขาคิดอยากจะเป็นศิษย์ช่างฝีมือสักคนในเมืองเล็กๆ และกลายเป็นช่างที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมือง

เพราะอย่างนี้ทุกครั้งที่ได้เห็นอาสามสวมเสื้อผ้าใหม่เดินมาพร้อมกับใบหน้ากลมๆ และหนวดน้อยๆ เขาก็จะรู้สึกตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก

หลังจากที่เอาฟืนไปวางไว้หลังบ้านแล้ว หานลี่ก็เดินเข้าไปคำนับอาสามที่อยู่หน้าบ้านอย่างเขินอาย “คารวะท่านอาสาม” พูดจบก็ยืนหลบไปข้างๆ คอยฟังบทสนทนาของทั้งสามคน

อาสามส่งยิ้มมาทางหานลี่ พร้อมชมว่า “มีสัมมาคารวะดี” จากนั้นก็หันไปคุยกับพ่อและแม่ของเขาถึงจุดประสงค์ในการมาเยือนครั้งนี้

ถึงแม้ว่าเขาจะยังเป็นเด็ก ไม่เข้าใจทั้งหมดที่อาสามพูด แต่เขาก็พอจะจับใจความได้บ้าง

ได้ความว่าโรงเตี๊ยมที่อาสามดูแลอยู่นั้นเป็นของ ‘สำนักสัตตทมิฬ’ สำนักนี้ถูกแบ่งออกเป็นสายในและสายนอก และเมื่อไม่นานมานี้เอง อาสามเพิ่งได้เข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนัก นั่นหมายความว่าเขาสามารถเลือกเด็กอายุเจ็ดถึงสิบสองปีเข้ารับการทดสอบเข้าเป็นศิษย์สายในของสำนักได้

ทุกๆ ห้าปี ‘สำนักสัตตทมิฬ’ จะเปิดรับศิษย์ใหม่ ซึ่งการทดสอบนี้จะเริ่มขึ้นในเดือนถัดไป ตัวอาสามนั้นไม่มีบุตรสืบทอดเขาจึงนึกถึงหานลี่ขึ้นมาได้พอดี

คนขี้หวาดกลัวอย่างพ่อเมื่อได้ยินคำที่ไม่คุ้นหูอย่าง ‘ยุทธภพ’ หรือ ‘สำนัก’ อะไรทำนองนี้ก็เริ่มรู้สึกลังเลและตัดสินใจอะไรไม่ถูก เสียงพ่อหยิบบ้องยาสูบขึ้นมาสูบแรงๆ ดัง ‘ซู้ดดด’ หนึ่งครั้งและก็นั่งอยู่อย่างนั้นไม่พูดอะไรอีกแม้แต่คำเดียว

ตามที่อาสามได้กล่าวมา ‘สำนักสัตตทมิฬ’ คือสำนักใหญ่ที่สุดในรอบๆ บริเวณร้อยกว่าลี้นี้

และถ้าได้เป็นศิษย์ในสำนัก นอกจากจะได้เรียนรู้ฝึกฝนวิทยายุทธ์แล้ว ยังได้เงินหนึ่งตำลึงทุกเดือนด้วย และถึงแม้ว่าจะไม่ผ่านบททดสอบได้เป็นศิษย์ในสำนัก ก็ยังมีโอกาสเป็นศิษย์นอกสำนักอย่างอาสามที่คอยดูแลจัดการกับกิจการของสำนัก

เมื่อได้ยินว่าทุกเดือนจะมีเงินมอบให้ ทั้งยังมีโอกาสได้เป็นคนมีหน้ามีตาดังเช่นอาสาม พ่อของหานลี่ก็ไม่ลังเลที่จะตอบตกลงในทันที

และทันทีที่พ่อตอบตกลง อาสามก็ดีใจเป็นอย่างมาก ก่อนกลับอาสามได้ให้เงินจำนวนหนึ่งไว้กับหานลี่เอาไว้ซื้อสมุนไพรมาบำรุงร่างกาย เพื่อใช้รับมือกับบททดสอบที่กำลังจะมาถึง และจะกลับมารับเขาในอีกหนึ่งเดือน พูดจบอาสามก็หันไปบอกลาพ่อ พร้อมลูบหัวหานลี่อย่างเอ็นดูก่อนจะกลับเข้าเมืองไป

ถึงแม้ว่าหานลี่จะไม่เข้าใจในสิ่งที่อาสามกล่าวมาทั้งหมด แต่เขารู้ว่าเขาจะได้เข้าเมืองไปหาเงินก้อนใหญ่กลับมา

และสิ่งที่เขาฝันไว้มาตลอดก็ใกล้จะเป็นจริงขึ้นมาทุกที ยิ่งคิดก็ยิ่งทำให้เขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับอยู่หลายคืน

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน อาสามได้กลับมารับหานลี่ตามสัญญา และก่อนออกเดินทางพ่อได้สอนให้เขามีความซื่อสัตย์ ไม่ขัดแย้งกับผู้อื่น และต้องรู้จักอะลุ่มอล่วย ส่วนแม่ได้กำชับให้เขาดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี

ขณะที่รถม้ากำลังเคลื่อนตัวอยู่นั้น หานลี่ก็มองเห็นพ่อและแม่ของเขาห่างออกไปทุกทีๆ เขากัดริมฝีปากตัวเองแน่นและพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

แม้ว่าหานลี่จะเป็นเด็กที่ดูโตกว่าเด็กวัยเดียวกัน แต่เขาก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กสิบขวบ การจากบ้านครั้งแรกทำให้เขารู้สึกเศร้าและลังเลใจ แต่เขาก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่า เขาจะรีบหาเงินก้อนใหญ่และกลับมาหาพ่อแม่ให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาจะไม่มีวันแยกจากกันอีก

แต่หานลี่หารู้ไม่ว่า ตั้งแต่วันนี้เงินทองจะไม่มีความหมายกับเขาอีกต่อไป เพราะตอนนี้เขากำลังเดินเข้าสู่เส้นทางที่แตกต่างจากปุถุชนทั่วไป เส้นทางที่จะทำให้เขาก้าวสู่การเป็นเซียน!