akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 43 คนในอดีต

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 43 คนในอดีต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 31.6k

ความคิดเห็น : 222

ปรับปรุงล่าสุด : 30 เม.ย. 2560 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 43 คนในอดีต
แบบอักษร

43

คนในอดีต

                สรุปแล้ว วิรุจน์ได้รับรู้ว่าพอลเดินทางมาหาเขา โดยที่เจ้าตัวไม่ได้มาติดต่องานที่จีนเลยสักนิด

                “นายเนี่ยน้า คิดถึงฉันล่ะสิ”

                วิรุจน์แกล้งหยอกเย้า พอลตามเขามาถึงในห้องพัก ร่างสูงยังคงยืนนิ่งอยู่    กลางห้อง มองสำรวจไปรอบๆ

                “มองอะไร”

                วิรุจน์ถอดนาฬิกาข้อมือวางไว้ที่โต๊ะ เดินไปเปิดตู้เย็น รินน้ำเปล่าใส่แก้วเพื่อดื่มแก้กระหาย พอลเหลือบตามองชายหนุ่ม

                “อยู่คนเดียว?”

                “เอ…คนเดียวหรือเปล่านะ”

                การทวนคำถาม ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก พอลจ้องหน้าของวิรุจน์  วิรุจน์ก็แกล้งเมินมองโคมไฟบ้าง มองโทรทัศน์บ้าง ประหนึ่งว่าคำถามของพอลนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ

                “ตอบ”

                “คิดเอาเองสิ สภาพห้องเป็นแบบนี้ คิดว่าอยู่กับใครล่ะ”

                “หึ…”

                เพียงแค่ชั่วพริบตา ร่างสูงก็สาวเท้าเข้ามาใกล้กับวิรุจน์  เขาตกใจที่พอลเข้ามาประชิดตัว ในขณะที่กำลังยกแก้วน้ำดื่ม จึงทำให้สำลักและหกเลอะประเปื้อนเสื้อ

ที่สวม

                “พิสูจน์จากตัวนาย น่าจะง่ายกว่า”

                แก้วน้ำถูกพอลหยิบไปวางบนโต๊ะ วิรุจน์กลืนน้ำลายลงคอฝืดๆ เพียงครู่ เขาก็โดนรั้งเข้าไปกดจูบอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว

                “อืม…”

                เขาหลับตาลงช้าๆ รับสัมผัสจากพอล ถึงแม้ทั้งคู่จะไม่ค่อยได้เจอหน้ากัน         แต่วิรุจน์ก็คุ้นเคยกับสัมผัสของพอลเป็นอย่างมาก เขายกมือทาบกับอกแกร่ง           กว่าพอลจะยอมถอนจูบ เขาก็ไม่ต่างจากโดนสูบลมหายใจ

                น้ำสีใสไหลเอ่อที่มุมปาก เพราะจูบที่ดุเดือด

                “จะทำอะไรน่ะ”

                ฝ่ามือร้อนที่สอดเข้ามาใต้เสื้อทำให้วิรุจน์ถามออกไป เพราะไม่คิดว่าพอลจะทำแบบนี้ ทั้งที่เพิ่งจะเจอกันไม่กี่ชั่วโมง              

                “พอล”

                “ให้ฉันคิดเอง…ก็คงต้องแบบนี้นั่นแหละ”

                รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าที่หล่อเหลา ไม่ใช่รอยยิ้มอบอุ่น แต่วิรุจน์ก็ไม่ได้นึกรังเกียจ พอลเลิกเสื้อของวิรุจน์ขึ้น แผ่นหลังของชายหนุ่มแนบชิดไปกับผนังห้อง ยอดอกสีสวยปรากฏในสายตา

                นิ้วโป้งร้อนแตะสะกิดเบาๆที่ยอดอก วิรุจน์ปรือตามองพอล เขาพยายามจับมือพอลให้หยุด

                “ไม่เอา”

                “แข็งขนาดนี้เนี่ยนะ”

                น้ำเสียงเย้ยหยันดังออกจากปากสวย วิรุจน์จิ๊ปากอย่างขัดใจ ในขณะที่พอลเริ่มใช้นิ้วบีบขยี้ที่ยอดอกของเขาไปมา ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ

                “อะ อื้อ”

                จากนิ้วสวยเปลี่ยนเป็นความอุ่นร้อนจากริมฝีปาก เขาจับไหล่ของพอลเอาไว้แน่นเพื่อเป็นที่ยึด

                “พะ พอแล้ว”

                “ไม่”

                พอลไม่คิดจะรับฟัง เขาละเลงปลายลิ้นชิมรสความหวานจากผิวกาย มือร้อนลูบไล้ไปทั่วร่างผ่านทางเนื้อผ้า วิรุจน์รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งร่าง

                “อะ อื้อ”

                แก่นกายถูกมือหนากอบกุมรูดชักเบาๆ จนมันเริ่มตื่นตัวในฝ่ามือ พอลกระตุก ยิ้มมุมปากกับท่าทางที่โอนอ่อน ยอมให้ทำอย่างง่ายดาย เขาเลียที่ใบหูเล็กเบาๆ            ก่อนจะอ้าปากงับที่ติ่งหู วิรุจน์ขนลุกซู่ขึ้นมา

                ชายหนุ่มไม่คิดจะให้พอลรุกอยู่ฝ่ายเดียว เขาจับใบหน้าคมให้มากดจูบ           แทรกลิ้นเข้าไปในโพรงปาก ดูดดึงปลายลิ้นอย่างไม่คิดจะยอมแพ้ ก่อนจะเคลื่อนมือไปสัมผัสกับใจกลางลำตัวของพอล บีบเค้นให้อีกฝ่ายตอบสนองไม่ต่างกัน

                “ไปที่เตียงไหม”

                วิรุจน์กระซิบถาม พอลไม่ตอบ แต่อุ้มวิรุจน์พาไปที่เตียง แผ่นหลังของเขาแนบลงไปกับเตียงกว้าง ไม่นานนัก ทั้งสองก็เริ่มพุ่งเข้าหากัน

                แรงอารมณ์เกิดขึ้นอย่างที่วิรุจน์ก็ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมเขาถึงได้ต้องการพอลมากขนาดนี้ หรือว่ามันเป็นเพราะพันธะวิญญาณที่ผูกพันกันมาหลายปี ฝ่ามือร้อน         ลูบไล้ไปตามเรือนร่าง

                เสื้อผ้าอาภรณ์ของทั้งสองนั้นต่างถูกอีกฝ่ายช่วยถอดให้ พอลเหลือแต่อก         ที่เปล่าเปลือย ช่วงล่างยังไม่ได้ถอด วิรุจน์ผลักร่างพอลให้นอนลง เขาพลิกกายขึ้นคร่อมร่างสูงแทน

                “อย่าคิดแต่จะทำตามใจตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวสิคุณชาย”

                วิรุจน์ขยิบตาอย่างน่ารัก เขาเค้นมือลงไปที่เป้ากางเกงที่คับแน่นจนเห็น           ความน่ากลัวซึ่งซ่อนอยู่ภายใน พอลหลับตาลงช้าๆ

                การได้อยู่เหนือกว่าทำให้วิรุจน์ทำตัวเป็นผู้ใหญ่คุมเด็ก เขารู้สึกพอใจ รีบถอดเข็มขัดกางเกง และดึงรั้งกางเกงของพอลออกจนเห็นความใหญ่โตที่ผงาดท้าทายสายตาที่จ้องมอง

                “เด็กดี”

                วิรุจน์ก้มลงไปลูบไล้กับแท่งเนื้อร้อนตรงหน้า เขากระตุกยิ้ม เพราะตอนนี้พอลอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เสมอไป เมื่อฝ่ามือร้อน           บีบเค้นสะโพกสวยและแทรกนิ้วเข้ามา

                “อื้อ”

                พอโดนกระตุ้น ร่างกายก็กระตุกเกร็งอย่างทรมาน ความคับแน่นกำลังดูดกลืนความแข็งแกร่งที่แทรกเข้ามาเพียงแค่ไม่กี่นิ้ว แต่วิรุจน์ก็ไม่คิดจะยอมแพ้ เขาใช้มือรูดชักความเป็นชายของพอล ขยับข้อมือไปมาราวกับว่ากำลังหมุนควงลูกบิดประตู

                “อ่า…”

                ไม่เพียงเท่านั้น แต่วิรุจน์ยังก้มลงมาเลียยอดอกของพอลเบาๆเขาตวัดสายตามองพอล พอลกำลังลืมตามองการปรนเปรอของเขา ด้วยใบหน้าที่เหมือนไร้อารมณ์           แต่แท้จริงแล้วกำลังมีอารมณ์ร่วมไม่ต่างกัน              

                “อ๊ะ”

                อยู่ๆก็ถูกพอลจับพลิกให้นอนบนเตียงแทน คนตัวสูงแทรกกายอยู่ระหว่างกลาง เขารั้งสะโพกสวยให้เข้ามาชิด ก่อนจะจ่อแก่นกายแทรกเข้าไปอย่างช้าๆ

                “อะ อื้อ”

                วิรุจน์ขยุ้มผ้าปูเตียงเอาไว้แน่น ความใหญ่โตที่แทรกเข้ามาในร่าง ถึงจะบอกตัวเองพยายามให้ชินแต่มันก็เหมือนของแปลกปลอมอยู่ดี

                “อะ พอล…อย่าเพิ่งขยับนะ”

                เขาได้บอกเสียงแผ่ว การถูกสอดใส่ด้วยของใหญ่ๆ หลังจากที่ไม่ได้ทำมาหลายเดือนค่อนข้างจะยากต่อการทำใจให้ชินในทันที พอลก้มหน้าลงไปหา

                “จะขยับเองหรือไง”

                วิรุจน์คิดไตร่ตรอง แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ พอลก็เริ่มขยับร่างของตัวเอง           ซะแล้ว

                “อะ โอ้ย ซี๊ด เบาๆสิ”

                ไม่ว่ากี่ครั้ง แรงกระแทกกระทั้นที่เข้ามาก็รุนแรงและหนักหน่วงสมกับความเป็นชายของพอล วิรุจน์ทั้งเจ็บ ทั้งสุขสมจนได้แต่ปล่อยเสียงครางลั่น

                “อะ อ๊า ระ แรง อีก”

                ในตอนแรกที่บอกเจ็บ กลับเปลี่ยนเป็นขอให้ทำแรงขึ้น พอลบีบเค้นสะโพกสวย เขาบดเบียดแก่นกายเข้าไปให้ลึกในร่างกาย

                “อืม”

                “อะ อ่า แบบนั้น อ๊า”

                “ตรงนี้สินะ”

                พอเห็นจุดที่ทำให้วิรุจน์กรีดร้องอย่างพอใจ พอลก็เริ่มกระแทกกายซ้ำๆ         เข้าที่จุดเดิม ชายหนุ่มบิดเร่าอย่างสุขสม เหงื่อผุดเต็มกาย

                พอลจับร่างของวิรุจน์ให้พลิกกายนอนคว่ำอยู่ในท่าคลาน วิรุจน์จับหัวเตียงไว้เป็นที่ยึด พอลรั้งสะโพกของเขาเอาไว้ ก่อนจะเริ่มอัดกระแทกความเป็นชายสอดใส่เข้าไปในช่องทางที่คับแน่น

                เสียงเนื้อกระทบกันดังก้องห้อง วิรุจน์หลับตาพริ้ม ริมฝีปากเผยอออก          ปล่อยเสียงครางหวานอย่างไม่อาจจะหยุดได้

                เขาเลื่อนมือไปรูดชักแท่งเนื้อของตัวเอง ร่างกายโดนปลุกเร้าทั้งข้างหน้า           และข้างหลัง พอลกัดฟันแน่น เขาเองก็เสียวซ่านไม่แพ้กัน สะโพกสอบเร่งจังหวะให้เร็วขึ้น วิรุจน์เองก็ขยับมือช่วยตัวเอง

                พอลโน้มตัวลงมา เลื่อนมือมาบีบขยี้ยอดอกสวย ดึงรั้งเหมือนหยอกเย้า           และกระตุ้นอารมณ์ให้กับวิรุจน์มากขึ้น

                “อะ อ๊า”

                วิรุจน์ไปถึงฝั่งฝันก่อน ในขณะที่พอลอัดกระแทกร่างกายเข้าไปอย่างรุนแรง แล้วถอนแก่นกายออก พ่นฉีดน้ำขาวขุ่นจนเต็มแผ่นหลังเนียน

                “มันเปื้อนนะคุณชาย”

                เขาหันไปมองพอลเหมือนตำหนิแต่พอลไม่พูดอะไรต่อ นอกจากอุ้มวิรุจน์ตรงไปที่ห้องน้ำ

                “จะทำอะไรอีก”

                “ถ้ากลัวเปื้อนนัก ก็ไปทำต่อในห้องน้ำ”

                ชายหนุ่มบอกเสียงเรียบ แต่วิรุจน์อ้าปากอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะโวยวาย

                “จะทำอีกเหรอ ครั้งเดียวก็พอแล้วมั้ง”

                ทันทีที่ร่างได้ลงยืน วิรุจน์ก็ตระหนักได้แล้วว่าแค่รอบเดียวคงจะไม่พอสำหรับพอล เพราะแก่นกายใหญ่โตยังตื่นตัวอยู่เลย พอลไม่ได้ตอบอะไร นอกจากรั้งใบหน้าของวิรุจน์มากดจูบและเริ่มต้นทำอีกครั้ง

-------+++++-------

                วิรุจน์ลืมตาตื่นขึ้นมาในช่วงดึกของวัน เขาร้าวไปทั้งสะโพก เพราะพอลไม่ได้จัดหนักกับเขาต่อในห้องน้ำเพียงแค่รอบเดียวเท่านั้น แต่ชายหนุ่มจัดหนักไปถึงสามรอบ ไม่รู้ว่าไปเก็บกดและไปเอาแรงมาจากไหน

                “อ่า…”

                เขายันกายลงจากเตียงอย่างทุลักทุเล พอลยังคงนอนหลับอยู่บนเตียง วิรุจน์มองผ่านท่ามกลางความมืด เขาหยิบเสื้อคลุมมาคลุมตัว เดินออกไปรับลมที่ระเบียงห้อง

                “ตาฝาดจริงๆเหรอ”

                สายตามองผ่านไปท่ามกลางความมืด เขายังคิดไม่ตกกับสิ่งที่พบเจอในวันนี้ เขาคิดว่าเขาคงไม่ได้ตาฝาด ที่มองเห็นคนบางคนที่คุ้นตาเหลือเกิน เขาไม่มีวันลืมใบหน้าของเพื่อนสนิทของเขาได้

                “พี…”

                วิรุจน์เรียกชื่อเล่นของเพื่อนรักผ่านทางสายลม เขาหลับตาลงช้าๆ ไม่อยากจะลืมตาขึ้นมาเห็นความจริง

                ภาพในอดีตที่แสนสุขระหว่างเขากับเพื่อนรัก ไหลเข้ามาในหัวจนเขาเผลอระบายยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

                …บางครั้งอดีต ก็ได้เก็บความทรงจำที่งดงามเอาไว้ยากที่จะลืมเลือน แม้การนึกถึงทุกครั้งจะเจ็บปวด แต่ก็มีความสุขซ่อนอยู่….

                “ถ้าตอนนี้นายยังอยู่ ฉันก็อยากชวนนายมาเที่ยวที่นี่ด้วย”

                แต่ความจริงโหดร้ายเสมอ เพื่อนสนิทของเขาในตอนนี้เหลือเพียงแค่นาคินทร์แค่คนเดียวเท่านั้น

                “ทำไมถึงไม่นอน”

                วิรุจน์สะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงพอลในระยะประชั้นชิด เขาไม่กล้าหันไปหาพอล เพราะกลัวว่าพอลอาจจะเห็นว่าเขากำลังทำน้ำตาคลอเพียงเพราะคิดถึงอดีตของคนที่จากไปจากโลกนี้แล้ว

                “อ๊ะ”

                สัมผัสแผ่วเบาที่ลำคอ ทำให้วิรุจน์เริ่มใจสั่น ฝ่ามือทั้งสองจับที่ต้นแขนทั้งสองของวิรุจน์ จมูกโด่งคลอเคลียที่ซอกคอ ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารด จนสติวิรุจน์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

                “เข้าไปนอนได้แล้ว”

                พอลจูงมือวิรุจน์ให้เข้าไปนอน วิรุจน์ไม่ขัดขืนใดๆทั้งสิ้น เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะขัดขืนไปทำไม การที่มีพอลอยู่ใกล้ๆ ทำให้เขาคิดถึงเรื่องในอดีตน้อยลง วงแขนแข็งแรงที่โอบกอดเขาในตอนอยู่บนเตียง มันอบอุ่นอย่างที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจเลยสักนิด และที่สำคัญมันทำให้เขานอนหลับได้อย่างสงบ ไม่ได้ฝันถึงเรื่องราวในอดีต เหมือนในหลายๆคืนที่ผ่านมา

-------+++++-------

                หลังจากที่กลับมาจากจีนได้ไม่กี่เดือน วิรุจน์และทุกคนในครอบครัวก็ได้รับข่าวดีเรื่องสมาชิกใหม่ในครอบครัว ในวันนั้นเป็นวันที่เขาพาหลานชายทั้งสองไปเที่ยวกับพอลที่เดินทางมาที่ไทยพอดี

                พยัคฆ์ได้ลูกชายคนที่สาม ทุกคนต่างเรียกเด็กน้อยว่าน้องกานต์  เด็กตัวน้อยหน้าตาน่ารักเหมือนกับมารดา ต่างจากไทกะและโทระที่จะดูแสบซนสมกับเป็นลูกเสือ

                “น้องกานต์นี่น่ารักจังเลยนะ”

                วิรุจน์เดินเล่นที่หน้าบ้านในเวลากลางคืน โดยที่พอลเดินอยู่ข้างๆ

                “ก็หวังว่าจะไม่ดื้อเท่าเจ้าเด็กแฝด”

                พอได้ยินว่าพอลว่าหลานของเขาดื้อ ชายหนุ่มก็หันขวับไปมองหน้าพอลทันที

                “หลานฉันไม่ได้ดื้อ เขาเรียกว่าเด็กวัยกำลังซนต่างหาก”

                พอลส่ายหน้าไปมาเล็กน้อยเป็นเชิงเอือมระอา วิรุจน์กรอกตาอย่างเบื่อพอลเช่นกัน

                “ฉันก็มาคิดดูแล้วนะ คนอย่างนายไม่ต้องมีลูกก็ดีแล้วล่ะ”

                เขาหยุดเดิน หันมามองวิรุจน์

                “ทำไม ถ้าฉันมีลูก แล้วมันจะทำไม”

                “ฉันสงสารลูกนายน่ะสิ ไม่หรอก ฉันสงสารภรรยานายมากกว่า ถ้าจะมีสามีแบบนายน่ะนะ”

                “รู้ดีจริงนะ…คิดว่าตัวเองเป็นเมียฉันหรือไง”

                พอลก้มหน้าลงไปถาม วิรุจน์ชะงัก รู้สึกร้อนขึ้นมาที่หน้า

                “บ้าน่า ใครจะไปคิดแบบนั้น”

                “หึ”         

                เขาได้ยินพอลหัวเราะในลำคอ และนั่นทำให้วิรุจน์เริ่มเคืองอีกฝ่าย เห็นทีคงต้องเปลี่ยนเรื่องคุยกันเสียแล้ว

                “แล้วได้วันแต่งงานไอรีนหรือยัง”

                “อืม…อีกสามเดือน”

                “แล้วจัดที่ไหนล่ะ”

                “ไอรีนบอกว่าอยากจะจัดที่ไทย คงจะเลือกทะเลสักที่”

                “ก็โรแมนติกดีเนอะ”

                “คงงั้น”

                ใบหน้าที่ดูไม่ค่อยสบอารมณ์ของพอล ทำให้วิรุจน์ค่อนข้างแปลกใจ ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น

                “นายไม่ชอบริวอิจิเหรอ”

                ทั้งสองนั่งลงบนเก้าอี้ วิรุจน์เริ่มชวนคุย

                “พอแต่งงานแล้ว ริวอิจิจะพาไอรีนไปอยู่ที่ญี่ปุ่น”

                พอได้ยินคำตอบจากใบหน้าเคร่งเครียดของพอล วิรุจน์ก็ระบายยิ้มอย่างเข้าใจทันที

                “อ๋อ…ที่แท้ก็เป็นพี่ชายติดน้องสาวนี่เอง กลัวตัวเองจะเหงาใช่ม้า”

                การเย้าแหย่ของวิรุจน์ในคราวนี้เหมือนจะได้ผล พอลยันกายลุกขึ้น

                “ฉันจะกลับแล้ว”

                “อ้าว เฮ้ย คิดจะกลับ ก็กลับเลยเหรอ”

                พอลไม่คิดจะสนใจเสียงเรียกของวิรุจน์ เขาเดินตรงไปที่รถยนต์ของตัวเอง

                “นี่…อย่างอนเป็นเด็กไปเลยน่า”

                “งี่เง่า”

                มีเพียงคำสั้นๆที่ออกมาจากปากของพอล วิรุจน์รู้ว่าพอลหมายถึงอะไร        ชายหนุ่มคงจะหมายถึงตัวเขาที่งี่เง่านั่นเอง

                “นี่คุณชาย มีอะไรก็พูดกันมาตรงๆเลย”

                “ฉันมีธุระ”

                วิรุจน์กอดอก เขาเอียงคอเล็กน้อย

                “ถ้านายเหงานัก นายก็แต่งงานตามน้องนายไปสิ จะได้แฟร์ๆไปเลยไง”

                ชายหนุ่มพูดออกไปอย่างไม่คิดอะไร แต่ก็ทำให้พอลที่กำลังจะเปิดประตูรถยนต์มีอันต้องหยุดชะงัก หันมามองหน้าวิรุจน์

                “นายว่าอะไรนะ”

                “เอ้า ก็ถ้าอิจฉาที่น้องแต่งงาน นายก็แต่งงานตามไปเลยไง”

                พอลมองหน้าวิรุจน์

                “แต่งงาน…งั้นเหรอ”

                “ก็ใช่น่ะสิ”

                “แล้วจะให้แต่งกับใคร”

                “ฉันจะไปรู้เหรอ  นายก็ไปหาคนที่นายรัก ที่นายชอบสิ ไม่ก็หาคนดีๆน่ะ”

                พอลกระตุกยิ้ม เคลื่อนหน้าเข้ามาใกล้กับใบหน้าของวิรุจน์

                “แบบนายน่ะเหรอ”



100%


ถ้าต้องการซื้อนิยายเรื่องนี้ อินบอกมาสอบถามที่เพจได้นะคะ

ของในสตอก เหลือไม่เยอะมาก 

ถ้าหมดสตอกรอบนี้แล้ว ก็คือหมดเลยค่ะ ยังไม่แน่ใจว่าจะมีรีปริ้นเมื่อไหร่ ถ้ากรณีได้มีโอกาสไปออกบูท ก็อาจจะพิมพ์ไปออกบูทบ้างจ้า



เจอกันวันเสาร์หน้าค่ะ

ที่รอบนี้มาอัพช้า แจ้งทุกอย่างไว้ที่เพจหมดแล้ว ดังนั้น ถ้ากรณีนิยายไม่อัพ ไปดูความเคลื่อนไหวได้ที่หน้าเพจ เพราะอาจจะยุ่งมาก จนไม่สะดวก

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}