-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 25

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 32.6k

ความคิดเห็น : 85

ปรับปรุงล่าสุด : 28 เม.ย. 2560 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 400
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 25
แบบอักษร

25

ข้าคือองค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจว

ข้าคือองค์ชายใหญ่ผู้มีบรรดาศักดิ์

ไม่ว่าอย่างไรเสียก็ไม่อาจยอมได้!

อาภรณ์สีเข้มพลิ้วสะบัด เส้นผมยาวปลิวไสว ดวงตาดำขลับแฟงไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ ทอดมองไปยังร่างงดงามตรงหน้า โจวอี้หานไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ คิดจู่โจมไปที่ซ่งจินเหลียงโดยตรง เพ่งสายตาเข่นฆ่าจากอย่างไม่คิดปกปิด โจวอี้หานหนุนกายพลิ้วไหว ผ่านร่างหวางมู่จนไปถึงซ่งจินเหลียง เสียงกระบี่ฟาดฟันของสองบุรุษดังขึ้นอีกระรอก ในเมื่อโจวอี้หานคิดลองดี ใยเล่าที่ซ่งเหลียงจะไม่สู้รบ

เพลิงโทสะลุกโชติช่วง โจวอี้หานใช้พลังลมปราณที่ฝึกฝนมุ่งหมายทำร้าย ซ่งจินเหลียงเอียงตัวหลบ ใช้กระบี่ปัดพลางกระโดดไปอีกทาง แม้จะรวดเร็วปานสายลมโจวอี้หานก็ไม่คิดปล่อย การต่อสู้ดุเดือดถูกแสดงให้เห็นรอบด้าน ไม่มีใครเข้าไปห้ามหรือหยุดยั้ง

เพลงกระบี่สามกระบวนท่าถูกตั้งรับและรุกในคราวเดียว ภายในใจซ่งจินเหลียงนั้นนึกชื่นชมโจวอี้หานไม่น้อยถึงเพลงกระบี่ที่ถูกร่ำเรียนสั่งสอน นับว่าโจวอี้หานเองก็เป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง ช่างน่าเสียดายนักที่ใช้ความสามารถในแบบที่ผิด

ซ่งจินเหลียงใช้ลมปราณกระโดดตัวขึ้นสูงเหนือพื้นโดยมีโจวอี้หานกระโดดตามมาติดๆ เสียงสองกระบี่ฟาดฟันยังคงดังลั่นทั่วปฐพี องค์จักรพรรดิแห่งแคว้นฉินมีความเหนือกว่าใช้ฝ่ามือพิฆาตถูกส่งไปยังหน้าอกอีกฝ่ายจนโจวอี้หานเสียท่าร่วงหล่นสู่พื้นจนกระอักเลือด ซ่งจินเหลียงหัวเราะยิ้มแผ่วในชัยชนะที่ได้มาหมาดๆ ในเมื่อรัชทายาทแคว้นโจวเป็นคนนำศึกสงครามมาสู่บ้านเมือง มีหรือที่จักรพรรดิวิปลาสจะปล่อยให้ลอยนวล

โจวอี้หานกัดฟันแน่นพลางเช็ดเลือดที่มุมปาก ลุกขึ้นสู้อย่างมาดมั่น ความไม่ยอมแพ้ลุกโชกโชนขึ้นเป็นไฟ เปลี่ยนเป็นพลังงานในร่างให้ฮึกเฮิม ริมฝีปากที่เปราะเปื้อนไปด้วยเลือดร้องย๊าก กายใหญ่กระโดดหมุนลอยตัวเป็นเกรียวทิ่มแทงกระบี่ไม่ยั้ง สามกระบวนท่ารุกต่อเนื่องจนสามารถสร้างรอยบาดแผลที่แขนซ้ายให้ผู้รองรับอย่างไม่ยากเย็น

“หึ ซ่งจินเหลียง ต่อให้ข้าต้องตาย ข้าก็ไม่มีวันปล่อยเจ้า!”

ซ่งจินเหลียงมองบาดแผลของตน พลันแววตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นมารร้าย

“หากเจ้าทำได้ ข้าจะไม่กล่าวโทษ”

เอ่ยวาจาเพียงหนึ่งประโยค ซ่งจินเหลียงก้าวเท้าไปซ้ายไปทางด้านหน้าของตน ใบหน้างดงามเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง นานมากแล้วที่ไม่มีใครสร้างบาดแผลให้เช่นนี้

ในเมื่อโจวอี้หานอยากตายนัก! ใยเล่าจะไม่สงเคราะห์!

ลมปราณถูกปลดปล่อยออกจากร่างจนเส้นผมสีดำแผ่ขยาย อาภรณ์สีเข้าต่างปลิวไปตามกระแสผมที่พัดผ่านร่าง ยิ่งใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มร้ายก็ยิ่งทำให้ซ่งจินเหลียงดูน่ากลัวในสายตาของผู้พบเห็น

หนิงลี่ไม่เคยเห็นจนซ่งจินเหลียงในกิริยาเช่นนี้มาก่อน ภายในใจนึกหวั่นเกรงด้วยกลัวว่าคงได้ลงมือสังหารองค์รัชทายาทแห่งแคว้นโจวเป็นแน่

และมันก็เป็นอย่างที่หนิงลี่คิด...

เดิมทีซ่งจินเหลียงออมมือให้โจวอี้หาน ไม่ได้แสดงความเก่งกล้าที่แท้จริง ผู้เก่งกาจกว่าย่อมต้องเป็นฝ่ายชนะ ซ่งจินเหลียงใช้เพลงกระบี่เพียงแค่หนึ่งกระบวนท่าก็สามารถนำมาซึ่งชัยชนะ โจวอี้หานล้มไปบนพื้นดินแข็งๆ อีกคราก่อนที่คมกระบี่เต็มไปด้วยหยาดเลือดสีแดงฉาน ตรงปลายแหลมคมแทงเข้าไปยังตรงเนื้อที่หน้าอก เสียงร้องแห่งความเจ็บปวดดังขึ้นเป็นระรอก

“อ๊าก!!!”

เสียงร้องที่แสดงถึงความเจ็บปวดมันช่างสร้างความหฤหรรษ์ให้กับผู้กระทำไม่น้อย ซ่งจินเหลียงพึงใจกับใบหน้าที่ทุกข์ระทม

ปลายกระบี่ตะหวัดจนแขนข้างขวาที่กำกระบี่ขาด ความโหดร้ายในสงครามประจักษ์ให้เหล่าทหารรอบด้านต่างหยุดมือและหันมองจนเป็นตาเดียว

“หึหึ”

หนิงลี่รู้สึกขนลุกขนผองกับเสียงหัวเราะนั่น ความสวยงามที่ประดับไปด้วยเลือดมันช่างทำให้ไม่สามารถละสายตาไปได้

ซ่งจินเหลียงผู้เก่งกล้าและน่ากลัว

“โจวอี้หาน ข้าจะลงโทษเจ้าเช่นไรดี” เอ่ยถามในขณะที่ฝ่าเท้าด้านซ้ายเหยียบไปตรงหน้าอกที่เป็นแผลฉกรรณ์ บดขยี้กายเจ็บอย่างไม่มีความเมตตา “เจ้าทำให้คนในแคว้นข้าต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก เจ้าวางแผนที่จะโค่นล้มข้า เจ้าทำให้บ้านเมืองของข้าต้องมีไฟสงคราม ข้าจะทำเยี่ยงไรกับเจ้าดีหนอ”

“ฆ่าข้าสิ! ฆ่าข้า!”

โจวอี้หานร้องขอความตายมากกว่าที่จะร้องขอความเห็นใจ

“งั้นรึ”

ก้มหน้าลงมอง มือขวาปัดที่เส้นผมปรกใบหน้า โจวอี้หานนับเป็นบุรุษที่หล่อเหลา น่าเสียดายที่ความหล่อเหลานั้นจะต้องหมดไปเสียแล้ว คมกระบี่ถูกกรีดที่ใบหน้าสร้างรอยแผลเป็นให้จนเลือดไหลอาบทั่วหน้า ซ่งจินเหลียงได้ยินเสียงร้องเหมือนเสียงดนตรีประสาน หล่อหลอมให้ทำเรื่องที่โหดร้าย เขาดึงลิ้นของโจวอี้หานออกมาจัดการตัดให้ขาดเพียงฉับเดียว

บัดนี้องค์รัชทายาทไร้ซึ่งลิ้น ไร้ซึ่งแขน

“ข้าจะส่งเจ้าให้ไปสบายเสีย”

ง้างมือถือกระบี่ขึ้นสูงเสียดฟ้า

หนิงลี่ทนรับความโหดร้ายนั้นไม่ไหว ถล่าร่างเข้าไปกอดด้านหลังขององค์จักรพรรดิวิปลาส

“ฝ่าบาท ได้โปรด...หยุดเถิด”

ขอร้องอ้อนวอนแทนผู้ที่จะถูกสังหาร แค่นี้ก็มากเกินพอแล้ว

ซ่งจินเหลียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ผินหน้าหันมองคนที่กำลังสวมกอดอยู่ด้านหลัง แววตาทั้งสองข้างสะท้านความโศกศัลย์อย่างเห็นได้ชัด เหมือนกับว่าตัวเองเพิ่งได้สติหลังจากที่สติขาดไปชั่วครู่หนึ่ง ซ่งจินเหลียงหยุดการกระทำแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง สีแดงของเลือดเปรอะเปื้อนไปเต็มเสื้อผ้า โจวอี้หานได้รับบาดเจ็บหนักนอนจมกองเลือดอยู่แทบเท้า หากแต่ว่ายังคงมีชีวิต

นับว่าเป็นความโชคดีของโจวอี้หานที่ถูกคนห้ามเสียก่อน มิเช่นนั้นคงได้กลายเป็นร่างที่ไร้ซึ่งลมหายใจ แม้ว่าองค์รัชทายาทผู้นี้จะเป็นคนมักใหญ่ไฝ่สูง แต่ก็นับว่าเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ลุกขึ้นสู้แม้ตัวตาย ผิดกับเกาอี้เฟยอดีตองค์ฮ่องเต้แห่งแคว้นฉีที่คิดตีตัวตนไปก่อนไข้ ชิงตัดรอนชีวิตเพื่อหนีปัญหา เขาจึงได้จัดการตัดแขนควักลูกตาเพื่อให้รู้สำนึก ให้อยู่อย่างตายทั้งเป็น

หากผู้ปกครองแผ่นดินไม่รักชีวิตแล้ว จะทำให้บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นร่มเย็นได้เช่นไร

หลังจากที่สงครามจบ...แคว้นฉินได้รับชัยชนะ

เสียงโห่ร้องดังกึกก้องทั่วทั้งสนามรบ การกลับมาของซ่งจินเหลียงสร้างขวัญและกำลังใจให้เหล่าทหารไม่น้อย เหล่าบรรดาทหารนั่งคุกเข่าชันขาข้างหนึ่งให้ตั้งขึ้น สองมือประสานรวมเป็นหนึ่งเพื่อถวายแด่องค์ฮ่องเต้และพระสนมผู้ปรีชา

หนึ่งคือจักรพรรดิที่เก่งกล้าสามารถ แผนซ้อนแผนจนต่างแคว้นต่างล้าถอย

หนึ่งคือพระสนมผู้ชาญฉลาด คิดกลยุทธจนข้าศึกต้องนึกหวั่นเกรง



แคว้นฉินมีชัยเหนือแคว้นโจว ชื่อเสียงของซ่งจินเหลียงและพระสนมดังกระหึ่มไปทั่ว ต่างเอ่ยเป็นเสียงโจษจันว่าซ่งจินเหลียงใช้กลอุบายแผนซ้อนแผนล่อลวงสังหารองค์รัชทายาทโจวอี้หานจนกลายเป็นคนพิการพูดไม่ได้ ยึดแคว้นโจวด้วยอำนาจทางทหารที่เหนือกว่า กับความปรีชาสามารถกลยุทธของพระสนมข้างกาย ยิ่งทำให้แคว้นฉินกลายเป็นแคว้นที่น่าหวั่นเกรงสำหรับแคว้นเล็กแคว้นน้อยที่อยู่รายรอบด้าน

การเดินทางกลับสู่เมืองหลวงและซ่อมบำรุงส่วนที่เสียหายเป็นไปอย่างเร่งรีบ ในท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยเสนาอำมาตย์และเหล่านายกอง การแต่งตั้งเลื่อนต่ำแหน่งและรางวัลให้กับผู้กล้าได้ถูกจัดขึ้นทันทีเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้ แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่ซ่งจินเหลียงนึกหนักใจยิ่งกว่าการไปทำศึกด้านนอก นั่นคือเรื่องของพระสนมลี่ จึงได้เร่งรุดเพื่อหาหนทางที่จะชนะใจอีกฝ่าย

ศึกนับสิบแคว้นต่างมีชัยเหนือกว่า แต่กลับต้องมาเสียท่าให้พระสนมเพียงหนึ่ง

“จิ่นสือ เจ้ามีความคิดดีๆ หรือไม่”

ซ่งจินเหลียงเอ่ยถามผู้เป็นสหายคนสนิทของพระสนมตน

เดิมทีเมื่อครั้งที่อยู่เมืองจี้หนาน ซ่งจินเหลียงเคยใช้กระบี่ฟาดฟันร่างจื่นสือจนกลายเป็นแผล หากนั่นมันก็เพียงแค่การสร้างรอยแผลถากๆ ไม่ได้ร้ายแรง ความบาดหมางเมื่อครั้งก่อนแปรเปลี่ยนให้เป็นเพื่อนร่วมรบ

จิ่นสือส่ายหัว “ฝ่าบาท พระสนมลี่นั้นหาได้มีใจเกลียดฝ่าบาทไม่ แต่ด้วยอุปนิสัยที่หัวแข็งตั้งแต่เด็ก ข้าน้อยเกรงว่า...คงยากยิ่งนัก”

กระทั่งจิ่นสือก็ยังไม่อาจวางใจ...เขารู้จักหนิงลี่มาตั้งแต่ครั้งยังเยาว์วัย ตั้งแต่จำความได้หนิงลี่เป็นเด็กฉลาดกว่าใครแต่ก็ใจแข็งยิ่งกว่าใครเช่นกัน มีครั้งหนึ่งที่จิ่นสือแกล้งหยอกล้อเล่นแอบทิ้งหนิงลี่ไว้กลางภูเขาในขณะที่กำลังไปหาของป่า ความเด็ดเดี่ยวจึงทำให้หนิงลี่รอดพ้นจากป่านั้นได้แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความโกรธของเจ้าตัว กว่าหนิงลี่จะยอมคุยด้วยก็เป็นเวลาหลายวัน ในครั้งนั้นจิ่นสือได้กล่าวสาบานไว้ว่าจะไม่ยอมให้หนิงลี่โกรธอีกเด็ดขาด

ยินหย่งคารวะ “ฝ่าบาท พระสนมก็เปรียบดั่งดอกฉุยฮัว**[14]** หากฝ่าบาทแต่งกลอนให้พระสนมสักบท ฝ่าบาทคิดเห็นว่าเช่นไร”

“ดี ถ้าเช่นนั้นข้าจะลองดู”

ซ่งจินเหลียงถอนหายใจแผ่ว พลางนึกถึงใบหน้าของพระสนมลี่ บางทีความคิดของยินหย่งอาจได้ผล

หนิงลี่ได้รับบทกลอนใบหนึ่งที่ถูกเขียนลงบนพัด บทกลอนนั้นช่างไพเราะจับใจ แสดงถึงความจริงใจของผู้มอบให้ หากแต่คนรับกลับเก็บพัดอย่างไม่แยแสจนเซียวถิงเย่ที่คอยมองอยู่ห่างๆ นึกอย่างเสียดาย พระสนมของตนช่างใจแข็งเสียจริง ถ้าเป็นนางแล้วล่ะก็คงได้คืนดีไปแล้ว ทั่วหล้าในเสียนหยางก็คงมีพระสนมลี่ผู้นี้กระมั้งที่กล้าโกรธเคืององค์ฮ่องเต้

เซียวถิงเย่นางอยู่ได้ครู่หนึ่งก่อนที่จะถูกไล่ออกไปด้านนอกพร้อมกับพัดที่เพิ่งถูกประทานมาจากซ่งจินเหลียงเมื่อสักครู่ ถึงนางจะเป็นคนของแคว้นฉิน แต่บัดนี้นางเป็นคนติดตามของหนิงลี่ ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้

หนิงลี่หันหลังให้ แสดงสีหน้าเรียบเฉยแต่ภายในใจกลับคิดวิตก หวนนึกถึงเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นและนึกถึงจักรพรรดิที่แสดงปาหี่ได้สมบทบาทจนหลงเชื่อ

เดิมทีหนิงลี่ก็ไม่มั่นใจนักว่าอี้ชิงคือซ่งจินเหลียง ครั้งตอนที่ออกไปสำรวจพื้นที่ที่ได้พบหน้ากันครานั้น หนิงลี่นึกฉงนถึงความเปลี่ยนแปลง อี้ชิงที่หนิงลี่รู้จักครั้งแรก แม้จะปกปิดใบหน้าเกินครึ่งแต่กลับดูมีภูมิฐาน ดูมีอำนาจ แต่อี้ชิงที่พบเมื่อตอนกำลังเดินทางไปต้าฉีกลับไม่มีท่าทีเช่นนั้น แถมยังดูหลบหน้าหลบตาทำราวกับว่าไม่อยากให้เห็นหน้า แม้จะดูคล้ายคลึงแต่ก็ช่างดูน่าประหลาด หนิงลี่นึกแคลงใจจนกระทั่งได้เจอหน้ากันที่สนามรบ ทุกอย่างจึงกระจ่างแจ้งแน่ชัด

หนิงลี่หน้าแดงเป็นลูกตำลึงสุกเมื่อนึกขึ้นมาได้ ว่าครั้งหนึ่งซ่งจินเหลียงในคราบของอี้ชิงก็เคยเห็นท่วงท่าที่น่าอายของตน

ซ่งจินเหลียง! ข้าไม่อภัยให้ท่านง่ายๆ แน่!

ทว่า...ถึงจะคิดเช่นนั้นแต่มีสิ่งหนึ่งที่สร้างความวิตกกังวลให้อย่างยิ่ง

ใบหน้าของซ่งจินเหลียงที่อาบไปด้วยเลือดที่สาดกระเซ็น ดวงตามาดร้ายที่เหมือนพญามัจจุราช สิ่งเหล่านั้นมันช่างสร้างความหวาดกลัวจนไม่อาจลืมเลือน

หากวันหนึ่งซ่งจินเหลียงหมดความต้องการในตัวจะไม่ถูกสังหารหรือ?

หนิงลี่นึกถึงภัยร้ายที่จะมาเยือนเบื้องหน้า เมื่อคราวที่คิดหนีออกจากแคว้นฉินครั้งแรกก็ถูกซ่งจินเหลียงทำร้ายจนเกือบสิ้นชีวิต รอยแผลเป็นจากลูกธนูนั้นยังคงอยู่ แม้จะเหลือเพียงแค่รอยแต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เป็นร่องรอยของการถูกทำร้ายมาก่อน หนิงลี่กลืนน้ำลายลงคอเอือกใหญ่เมื่อคิดถึงร่างของโจวอี้หานที่เต็มไปด้วยเลือด ในคราวนั้นไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปขัดขวางจึงได้แต่ปล่อยให้ซ่งจินเหลียงกระทำอุอาจเข่นฆ่าชีวิต

“ซ่งจินเหลียง ท่านช่าง...”

“ข้าทำไมรึ”

เสียงคุ้นหูดังมาจากทางด้านหลังพร้อมกับการปรากฏกายของบุรุษสูงสง่าในชุดอาภรณ์สีสะอาดเหมือนอย่างเคย ซ่งจินเหลียงก้าวเดินเข้ามาในห้องอย่างไม่ได้รับอนุญาต หนิงลี่ตื่นตระหนกหันมองหน้าก่อนที่จะก้าวถอยหลังสามก้าวเพื่อรักษาระยะห่างโดยฉับพลัน การเห็นหน้าซ่งจินเหลียงในคราวนี้สร้างความหวาดกลัวให้กับพระสนมยิ่งนักจนไม่อาจวางใจอยู่ใกล้ได้

“นี่เจ้า!”

ซ่งจินเหลียงไม่พึงใจในท่าทีห่างเหิน ไม่มีใครในแคว้นฉินที่จะกล้าหนีหน้าเช่นนี้! คิดว่าได้รับการยกย่องแล้วจะบังอาจเหิมเกริมหนีได้เช่นนั้นรึ!

หนิงลี่ยกมือขึ้นประสานคารวะ “ฝ่าบาท”

จะทำเช่นไรเล่าถึงจะรอดพ้นจากเหตุการณ์ที่ล่อแหลมในคราวนี้ได้

หนิงลี่นึกกลัว...กลัวซ่งจินเหลียง

“ท่านมีเรื่องอันใดมาหาข้าเช่นนี้”

องค์จักพรรดิหรี่ตามองพระสนมตนที่ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย ใบหน้านั่นตั้งแต่ศึกสงครามก็มิได้เปลี่ยนแปลง แม้จะไม่เอ่ยวาจากที่หักหานน้ำใจแต่กลับใช้ท่าทางบ่งบอกได้เป็นอย่างดี...เมื่อครู่นางกำนัลเซียวถิงเย่ได้นำพัดมามอบคืนให้ เท่ากับว่าหนิงลี่ไม่ยอมรับไมตรี ความร้อนรนที่ยิ่งกว่าไฟสงครามทำให้ซ่งจินเหลียงอดทนไม่ไหวจึงต้องเข้ามาเผชิญหน้ากับเจ้าตัว

“เจ้าเป็นพระสนมของข้าใยเล่าจึงจะมาหาไม่ได้”

หนิงลี่เบนสายตาหันมองอีกด้าน น้ำเสียงของซ่งจินเหลียงดูนิ่งเรียบปกติ แต่ความรู้สึกที่พบหน้ากับสั่นสะท้านไปทั่วท้อง “ฝ่าบาท ถ้าจะกรุณา”

ซ่งจินเหลียงข่มอารมณ์ความขุ่นมัว แม้อยากจับพระสนมผู้มีกายหยาบมากอดให้หายคิดถึงเท่าใดนัก หากทำเช่นนั้นมีหวังคงได้ถูกโกรธมากกว่า “เอาเถิด เจ้าคงอยากพักผ่อน...ในอีกสามวันจะมีงานเลี้ยงฉลองชัยชนะ เจ้าจะต้องเข้าร่วม”

“พ่ะย่ะค่ะ” หนิงลี่น้อมรับคำสั่งนั้น

ในเมื่อเป็นความประสงค์ขององค์ฮ่องเต้ก็ไม่อาจขัดราชองค์การ เดิมทีหนิงลี่ก็ไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านั้น ตำแหน่ง เงินทอง ทุกอย่างล้วนแต่เป็นเพียงแค่ของนอกกาย หากสิ้นแล้วก็ไม่อาจเอาไปด้วยได้ หนิงลี่ก็เป็นเพียงแค่คนหนึ่งที่รักสงบ แต่กลับหาความสงบนั้นได้ไม่

หนทางมีอยู่เพียงหนึ่งเดียว...




----------------

TAKE

แฮะๆ ขอกลับมาแก้ไขก่อนน้า เดี๋ยวดึกๆ ลงให้อ่านใหม่ ต้องขอบคุณที่แนะนำกันมามาก เทคก็คิดอยู่เหมือนกันว่ามันแปลกๆ อาจเป็นเพราะความกดดันหลายๆ อย่างและความเหนื่อยจากงานประจำบวกกับความมึนๆ เบลอๆ ที่มักเป็นประจำของเทค เอาเป็นว่าจะด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่มันทำให้ตั้งแต่แต่งมาตอนนี้เป็นครั้งแรกที่ต้องกลับมาแต่งใหม่ เนื่องจากว่ามันไม่เข้ากับบุคลิกชายซ่งเท่าไหร่ เพราะดูชายซ่งกลายเป็นคนดีไปเลย ถึงนางจะไม่ใช่คนดี แต่ก็ไม่ใช่คนเลวเต็มร้อย จะให้ปล่อยชายโจวกลับไปง่ายๆ ก็กระไรอยู่

ขอบคุณที่ติในข้อนี้มานะค้าา

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น