ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ความแตก 100%

คำค้น : หน้ากากพรางเล่ห์, ศิลปิน, นักร้อง, แสดง, ช่างภาพ, นิยายรัก, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 247

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 07 พ.ค. 2560 20:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ความแตก 100%
แบบอักษร

​            รถตู้ของเจ๊มดแดงที่ให้มารับส่งนักแสดงในสังกัด กำลังเคลื่อนตัวออกจากสตูดิโอสู่ท้องถนน โดยมีจุดมุ่งหมายไปให้ถึงสถานที่สำหรับจัดงานที่รับไว้อีกหนึ่งงานในวันนี้

            “ต้น..คิวต่อไปเธอจะต้องไปเป็นแขกรับเชิญให้ รายการหนูน้อยเสียงเพราะนะ” เสียงของเจ๊มดแดงแจ้งตารางงานให้กับต้น อมตะ ได้รับทราบ

            “ฮ้า! รายการประกวดร้องเพลงเนี่ยนะ เจ๊ไปรับงานอะไรมาเนี่ย ผมมิต้องร้องเพลงโชว์สด ๆ หรอกหรือไง เดี๋ยวก็ความแตกกันพอดี” อมตะอุทานด้วยความตกใจ เมื่อรู้ว่าคิวงานต่อไปของตัวเองเป็นอะไร

            “เอาน่า..ก็งานนี้เจ๊ปฏิเสธเขาไม่ได้ เป็นรายการของพี่ฉัตรอีกรายการน่ะ ไฟท์บังคับจ้ะ เดี๋ยวเจ๊จะลองขอเขาเอาแบบลิปซิงค์เหมือนเดิมแล้วกันนะ แต่อันที่จริงต้นก็เรียนร้องเพลงมาตั้งหลายวันแล้ว ถ้าตั้งใจเรียน ฝีมือมันก็ต้องพัฒนาบ้างล่ะน่ะ ถ้ามันเกิดสุดวิสัยขึ้นมาจริง ๆ เธอก็ต้องมั่นใจแล้วก็ทำมันให้ดีที่สุดนะรู้ไหม” ผู้จัดการสาวประเภทสองบอกนักแสดงในความรับผิดชอบของตนเอง

            “แล้วผมมีทางเลือกอื่นอีกหรือเปล่าล่ะ” อมตะพูดอย่างยอมจำนนให้กับการจัดการของผู้จัดการสาวประเภทสอง

            ที่บ้านเดี่ยวสองชั้นของมุทิตา หลังจากที่ทั้งสองหนุ่มสาวได้แยกย้ายกันไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ากันแล้ว หญิงสาวเจ้าของบ้านก็ลงมานั่งเช็ดผมดูโทรทัศน์อยู่ที่ชั้นล่าง ด้วยท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ เนื่องจากแขนข้างขวาที่เป็นแผล ประกอบกับไปล้มกระแทกที่สนามซ้ำไปอีกด้วย ทำให้หญิงสาวรู้สึกเจ็บขึ้นมาอีกจนไม่อยากจะยกแขนข้างนั้นเลยทีเดียว ส่วนสมาชิกใหม่ของบ้านอย่างนายเอ๋อ ก็จัดการนำกล่องยามาเพื่อจะทำแผลที่แขนให้กับหญิงสาวใหม่

            “เอาแขนมาคุณ ผมจะทำแผลให้” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับวางกล่องยาลงบนโต๊ะตัวกลาง และนั่งลงบนโซฟา ข้าง ๆ หญิงสาว

            “ขอบใจ แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันทำเอง” หญิงสาวตอบปฏิเสธอย่างไม่ค่อยจะสนใจเรื่องทำแผลของตัวเองเท่าไหร่นัก สายตาของเธอยังคงจับจ้องอยู่ที่รายการโทรทัศน์

            “เอามาน่ะ ผมทำให้ ทำให้ตัวเอง จะถนัดที่ไหนกัน” ชายหนุ่มไม่ได้พูดเปล่า แต่ว่ายื่นมือไปจับแขนของหญิงสาวมาโดยไม่ต้องรอให้ได้รับอนุญาตอีกด้วย

            “เฮ้ย! อะไรของนายเนี่ย ฉันบอกว่าจะทำเองยังไงเล่า” ถึงแขนเรียวจะเข้าไปอยู่ในมือใหญ่เรียบร้อยแล้ว แต่ปากที่ว่างอยู่ก็ยังคงอิดออดบอกปฏิเสธชายหนุ่มอยู่ดี

            มุทิตาพยายามจะดึงแขนตัวเองกลับแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงต้องยอมปล่อยให้บุรุษพยาบาลจำเป็นได้ทำสิ่งที่ต้องการต่อไป แถมด้วยหลังจากที่ทำแผลที่แขนให้หญิงสาวจนเสร็จแล้ว ชายหนุ่มก็ยังเปลี่ยนตำแหน่งจากบุรุษพยาบาลมาเป็นช่างทำผมอีกด้วย โดยการดึงเอาผ้าในมือของหญิงสาวมาเป็นคนเช็ดผมให้เธอเอง

            “เฮ้ย!...” / “หยุด ไม่ต้องโวยวายเลย ที่ทำให้เพราะเวทนาหรอก เช็ดผมอยู่ข้างเดียวอย่างนั้น เมื่อไหร่จะแห้งกัน”

            มุทิตาส่งเสียงไม่พอใจ พร้อมทั้งหันมาทำตาขวางให้ชายหนุ่มที่จู่ ๆ ก็ถูกเขาแย่งผ้าขนหนูผืนเล็กไปจากมือ แต่ก็ได้แค่เพียงแค่นั้น เพราะนายเอ๋อของเธอก็ไม่คิดจะยอมเช่นกัน ส่งเสียงแข็งตอบกลับจนหญิงสาวต้องเป็นฝ่ายเงียบเสียงเสียเอง

            “ชิ!” เป็นเสียงจากหญิงสาวที่บอกว่าเธอเองไม่ค่อยสบอารมณ์กับการกระทำของชายหนุ่มเท่าไหร่นัก แถมด้วยการแจกค้อนตามไปอีกด้วย แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยให้เขาได้ทำตามความต้องการ ส่วนตัวเธอก็หันกลับไปดูโทรทัศน์เช่นเดิม ‘ก็ดีเหมือนกัน มีคนเช็ดผมให้ จะได้ไม่ต้องยกมือให้เมื่อย’ มุทิตาคิดไปก็อมยิ้มไปด้วย

            “นี่คุณ..ผมอยู่บ้านนี้มาตั้งหลายวัน ไม่เห็นใครเลย นอกจากคุณกับเจ้าหลง อย่าบอกนะว่าบ้านหลังตั้งใหญ่ คุณอยู่แค่คนเดียวน่ะ” ชายหนุ่มชวนคุยถึงเรื่องที่ตนเองสงสัย เพราะถึงแม้ว่าจะเห็นรูปถ่ายในบ้าน มีกันอยู่หลายคนก็จริง แต่ที่อยู่บ้านนี้มาจะห้าวันแล้ว ก็ยังไม่เห็นคนอื่นเลย

            “ฉันอยู่กับน้องสาวอีกคน ในรูปที่นายเห็นนั่นล่ะ” มุทิตาชี้ไปที่รูปคู่ที่ตั้งวางอยู่บนหลังตู้โชว์ตัวเตี้ยข้างกำแพง “แต่ว่าตอนนี้ยัยเมไปทำงานที่ต่างจังหวัด เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็กลับ นายก็จะได้เจอเองนั่นล่ะ”

            “น้องสาวคุณชื่อเม แล้วคุณชื่ออะไร ผมยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย”

            “ฉันชื่อมุ มุทิตา น้องสาวฉันชื่อ เม เมทิตา เราสองคนเป็นแฝดคนละฝา แค่หน้าคล้ายแต่ไม่เหมือน ยัยเม สวยเปรี้ยว รายนั้นเขาชอบแต่งตัว” มุทิตาพูดถึงน้องสาวไปก็ยิ้มไปด้วย ภูมิใจที่มีน้องสาวทั้งสวยทั้งเก่ง

            “แล้วคุณล่ะ?”

            “ฉัน? ฉันทำไม?”

            “ผมก็อยากรู้ว่าคุณให้คำจำกัดความตัวเองว่ายังไงน่ะสิ”

            “ฉันก็เป็นอย่างที่นายเห็นนี่ล่ะ ทำไมต้องมีคำจำกัดความอะไรด้วย ฉันก็เป็นฉัน จบป่ะ?” มุทิตาหันมาทำเสียงดุใส่ชายหนุ่ม เมื่อเริ่มรู้สึกตัวเหมือนว่ากำลังถูกล่วงล้ำความเป็นส่วนตัวแล้ว

            “ทำไม ไม่กล้าบอกว่าตัวเองเป็นยังไงอย่างนั้นเหรอ ให้ผมบอกให้ไหมล่ะ?”

            “ไม่ต้อง ฉันรู้ว่าฉันสวย ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาชมย่ะ”

            “หึหึ คุณนี่ก็หลงตัวเองไม่ใช่ย่อยนะ”

            “แล้วทำไม ฉันไม่สวยหรือไง” จากสายตาที่จ้องมองอยู่ที่หน้าจอโทรทัศน์ หันกลับมามองคนที่เธอถามทันที พร้อมรอฟังคำตอบและจัดการกับชายหนุ่ม หากคำตอบที่ได้ยินไม่เข้าหู

            “สวย” ชายหนุ่มพูดใส่ตาคม ๆ ของหญิงสาว จ้องมองนัยน์ตาสีดำขลับอย่างต้องการจะบอกให้เธอรับรู้ความจริงใจ เล่นเอามุทิตาถึงกับออกอาการเขินแก้มแดงระเรื่อ จนต้องเสหันกลับมาหยิบรีโมทโทรทัศน์เลื่อนช่อง ซึ่งก็เปลี่ยนมาเจอเทปรายการร้องเพลงใส่หน้ากากเข้าพอดี

            “นี่ไง..เทปย้อนหลังรายการร้องเพลงใส่หน้ากาก ที่นายไปยืนดูอยู่ที่ห้างฯ เมื่อวานน่ะ” มุทิตาชี้ให้ชายหนุ่มดูรายการในโทรทัศน์




....ต่อ....



            นายเอ๋อถึงกับชะงักมือที่กำลังเช็ดผมให้หญิงสาวอยู่ การจ้องดูรายการในโทรทัศน์เพียงไม่กี่นาที ทำให้อาการปวดหัวของชายหนุ่มกำเริบเอาเสียแล้ว จนถึงกับต้องเอามือกุมไว้ที่ขมับของตัวเอง

            “นายเอ๋อ! เป็นอะไร ปวดหัวอีกแล้วเหรอ?” มุทิตาเรียกชายหนุ่มเสียงหลง ตกใจกับอาการที่กลับมาของเขาอีกครั้ง

            “......” ไม่มีเสียงตอบกลับจากชายหนุ่ม มีเพียงท่าทางที่ทำให้หญิงสาวรู้ว่าเขาคงจะปวดหัวมากอยู่นั่นเอง

            “เอ้ย!! นาย..นายเอ๋อ...นายอย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ นี่ยา..กินก่อน แล้วไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น” มุทิตาส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ก่อนจะได้สติแล้วหันไปหยิบยาแก้ปวดออกมาจากกล่องยาที่วางอยู่บนโต๊ะกลาง แล้วเอายัดใส่มือของชายหนุ่ม พร้อมส่งแก้วน้ำที่วางอยู่เดิมให้ตามไปด้วย


            ที่ห้องประชุมขนาดใหญ่ในศูนย์การค้าที่ตอนนี้ใช้เป็นสถานที่สำหรับการถ่ายทอดสดรายการประกวดหนูน้อยเสียงเพราะ ซึ่งเป็นรอบสุดท้าย และถ่ายทอดสดผ่านหน้าจอโทรทัศน์และในช่องทางอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน กำลังถึงคิวการโชว์เสียงของแขกรับเชิญอย่าง ต้น อมตะ แชมป์จากรายการร้องเพลงใส่หน้ากาก ซึ่งในครั้งนี้การเจรจาต่อรองของเจ๊มดแดงไม่เป็นผล เนื่องจากเป็นความประสงค์ของเจ้าของรายการเองที่ต้องการให้แชมป์รุ่นใหญ่ได้โชว์เสียงของตนเองให้ทุกคนได้ฟังกันสด ๆ เพื่อเป็นต้นแบบที่ดีให้กับนักร้องรุ่นเล็กอย่างเด็ก ๆ ที่เข้ามาประกวด

            “ต้น..เจ๊เชื่อว่าเธอต้องทำได้ เธอเรียนมาตั้งหลายชั่วโมงแล้ว เธอต้องทำได้เชื่อเจ๊สิ” เสียงจากเจ๊มดแดง ที่กำลังสร้างความมั่นใจให้กับนักแสดงหนุ่มอยู่ด้านหลังเวที ก่อนที่จะต้องออกไปร้องสดต่อหน้าคนอื่น

            “ถึงคิวแล้วครับน้องต้น ออกไปได้แล้วครับ” เสียงจากทีมงานที่เข้ามาเร่งให้ชายหนุ่มออกไปหน้าเวที ดังขึ้นทำให้สติของชายหนุ่มที่พยายามรวบรวมเอาไว้แตกกระเจิง การจะทำงานที่ไม่ถนัดให้ดูเหมือนว่ามีความชำนาญนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ตอนนี้ชายหนุ่มกำลังรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าตอนที่ตัวเองเล่นละครเรื่องแรกเสียอีก

            อมตะหันมองหน้าผู้จัดการส่วนตัว ก็ได้เห็นแต่คำว่า ’ต้องทำ’ ลอยอยู่เต็มไปหมด และสุดท้ายชายหนุ่มก็ตัดสินใจขยับขาก้าวเดินออกไปจากที่ตัวเองยืนอยู่



            ที่หน้าเวทีสปอร์ตไลท์แสงไฟสาดส่องมายังชายหนุ่มนักแสดง แต่ทว่าบทนักร้องช่างหนักหนาสำหรับเขาเหลือเกิน ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าปอดยาว ๆ ก่อนจะเปล่งเสียงร้อง

            น้ำเสียงที่พอไปวัดไปวา แต่ไม่ยักจะเข้ากับจังหวะของดนตรีที่บรรเลง เล่นเอาคนทั้งฮอลล์เงียบกริบ ก่อนจะมีเสียงโห่ดังขึ้น

            อันที่จริงการร้องเพลงของชายหนุ่มก็นับว่าพัฒนาไปมาก แต่ทว่าก็ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังของคนที่เข้ามาชม บางคนที่มาก็เพราะเป็นแฟนคลับของหน้ากากสุลต่านโดยเฉพาะ ดังนั้นเมื่อสิ่งที่พวกเขาได้ยินไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็ย่อมมีผิดหวัง

            เสียงโห่ร้องเริ่มดังมาก และมากขึ้น ทั้งที่เด็กหนุ่มพยายามทำอย่างเต็มความสามารถของตนเองการผิดพลาดก็ยังคงเกิดขึ้น แต่ The show must go on ยังไงการแสดงยังคงต้องดำเนินต่อไปจนจบ เนื่องจากเป็นการถ่ายทอดสด หากนักแสดงหนุ่มเดินเข้าหลังเวทีไปในเวลานี้ รายการบนเวทีทั้งหมดจะต้องรวนอย่างแน่นอน ดังนั้นอมตะจึงยังพยายามร้องต่อไปจนจบเพลง แล้วจึงรีบเดินเข้าหลังเวทีไป



            จากการแสดงที่เป็นการถ่ายทอดสดในครั้งนี้ทำให้เป็นข่าวใหญ่ในเช้าวันรุ่งขึ้น สื่อจากหลายสำนักได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ทั้งจากพี่ฉัตร ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวดทั้งรายการหนูน้อยเสียงเพราะ และรายการร้องเพลงใส่หน้ากาก และทั้งจากตัวต้น อมตะเอง จนทำให้ผู้ผลิตรายการอย่างพี่ฉัตร ถึงกับต้องเรียกแชมป์ของรายการตัวเองกลับมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการปิดห้องเปิดอกเคลียร์กันทั้งสองฝ่าย

            “ต้น เธอมีอะไรอยากจะบอกกับพี่ไหม?” พี่ฉัตรเอ่ยขึ้นเป็นคนแรก เปิดประเด็นการเจรจากันในวันนี้

            “เอ่อ..เอ่อ...”

            “ไม่มีอะไรนี่คะพี่ฉัตรขา พอดีว่าเรื่องเมื่อวานนี้ มดแดงอธิบายได้นะคะ อย่างที่บอกค่ะ ว่าน้องต้นน่ะ เส้นเสียงอักเสบ ก็มดแดงบอกให้ทีมงานใช้วิธีให้น้องลิปซิงค์แล้ว แต่ก็ไม่ยอมกัน ประกอบกับน้องเขาตื่นเต้นไปนิดหน่อย สุดท้ายก็เลยเป็นอย่างที่เห็นไปนั่นล่ะค่ะ” เป็นผู้จัดการสาวประเภทสองที่พูดแก้ต่างให้กับศิลปินของตนเอง

            “ไม่นิดหน่อยล่ะมั้งมดแดง ถึงขั้นเสียงเพี้ยน คร่อมจังหวะขนาดนั้น พี่ว่าเรามาพูดเรื่องจริงกันดีกว่านะ ตอนนี้ไม่ได้อยู่บนเวที เลิกใส่หน้ากากได้แล้ว” เสียงจากพี่ฉัตรดังชัดเข้าไปในหูของทั้งสองคน จนทำให้คนที่ฟังอยู่ถึงกับก้มหน้างุดอยากมุดลงไปใต้โต๊ะเสียจริง ๆ “พวกเธอคิดว่าพี่โง่มากหรือไง ที่พี่ยอมปล่อยให้มันไหลไปตามน้ำ ก็เพราะสถานการณ์มันบังคับ และก็คิดว่าพวกเธอจะเอาตัวรอดไปได้จนตลอดรอดฝั่ง ส่วนเจ้าของแชมป์ตัวจริงก็หายตัวไปอีก” พี่ฉัตร สาวใหญ่พูดจบก็ทำท่าครุ่นคิด

            “นี่อย่าบอกนะว่าที่ชยุตหายตัวไป เป็นเพราะพวกเธอด้วย?” น้ำเสียงตกใจของพี่ฉัตรดังขึ้น พยายามคาดคั้นเอาความจริง จากทั้งสองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า “นี่พวกเธอทำอะไรเขา?”

            “ว้าย! พี่ฉัตรขาอย่ามาโยนขี้ให้กันอย่างนี้สิคะ” เจ๊มดแดงถึงกับตกใจเอามือทาบอกทันที

            “แล้วถ้าไม่ใช่ ต้นจะมาสวมแชมป์แทนได้ยังไง?” พี่ฉัตรจ้องมองทั้งสองคนอย่างเอาเรื่อง และไม่ยอมแพ้เช่นกัน “พี่บอกแล้วไง ว่าในห้องนี้ไม่ใช่เวที ไม่ต้องใส่หน้ากาก แล้วถ้าพวกเธอไม่พูดความจริง ก็ไปแก้ตัวกับพวกนักข่าวแล้วก็คนทั้งประเทศเอาเองก็แล้วกัน”

            น้ำเสียงเด็ดขาดจากผู้จัดรายการ ทำให้อมตะถึงกับนั่งหน้าซีด ส่วนเจ๊มดแดงนั้นยังคงยืนกระต่ายขาเดียวว่าไม่รู้เรื่องใด ๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความบังเอิญ ที่ศิลปินในความรับผิดชอบของตนเข้ามาสวมหน้ากากในจังหวะที่เจ้าของแชมป์ตัวจริงหนีหายไป ซึ่งนั่นนับเป็นการช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้กับทางรายการ ช่วยให้การถ่ายทอดสดผ่านไปได้ด้วยดี

            เจ้าของรายการได้ยินแล้วถึงกับถอนหายใจให้กับความปากแข็งของผู้จัดการศิลปินผู้นี้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานอะไรจะไปเอาผิดได้ ดังนั้นบทสรุปของการประชุมกันครั้งนี้ คือการที่ต่างคนต่างแถลงข่าว

            “ก็ได้ ถ้าเธอยืนยันอย่างนั้น แต่พี่คงต้องขอทำทุกอย่างให้มันถูกต้องจริง ๆ เสียที แค่นี้รายการของพี่ก็เสื่อมเสียมากพอแล้ว ตำแหน่งแชมป์ที่เธอได้ไป พี่ต้องขอคืนนะ ส่วนเรื่องของชยุตที่หายตัวไป พี่คิดว่าป่านนี้ญาติ ๆ ของเขาคงจะไปแจ้งความเอาไว้แล้ว ถ้าพวกเธอบริสุทธิ์ใจอย่างที่บอกพี่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรใช่ไหม?” 


ความคิดเห็น