ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ผมจำไม่ได้

คำค้น : หน้ากากพรางเล่ห์, ศิลปิน, นักร้อง, แสดง, ช่างภาพ, นิยายรัก, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 254

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2560 06:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผมจำไม่ได้
แบบอักษร

​            คนป่วยตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเวลาค่ำ ด้วยอาการสงบ

            โฮ่ง..โฮ่ง.. เสียงของเจ้าหลงดังขึ้นทันที ที่ผู้ชายแปลกหน้ามีการขยับตัว เพื่อเรียกเจ้านายสาวให้มาดู

            มุทิตาเดินออกมาจากในครัว พร้อมกับข้าวต้มของคนป่วยและยาหลังอาหาร

            “ตื่นแล้วเหรอ งั้นก็ลุกขึ้นมากินข้าวกินยาก่อนสิ ลุกไหวหรือเปล่า” หญิงสาวพูดพร้อมกับวางถ้วยข้าวต้มและยาลงบนโต๊ะตัวกลาง

            ชายหนุ่มพยายามจะพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง แต่ท่าทางทุลักทุเลของเขาทำให้หญิงสาวจิตใจดีอดไม่ได้ที่จะเข้าไปช่วยประคอง และจัดท่าให้นั่งเอนพิงหมอนอิงสบาย ๆ ก่อนจะยกถ้วยข้าวต้มขึ้นมาแล้วตักป้อนชายหนุ่มเสียเอง เนื่องจากเห็นแล้วว่าคนป่วยยังคงอ่อนแรง ขนาดว่าจะลุกขึ้นนั่งยังทำได้ยาก

            “เอ้า! กินข้าวก่อน จะได้กินยา” มุทิตาพูดพร้อมกับยื่นช้อนที่มีข้าวต้มอยู่ไปจ่ออยู่ที่ปากของชายหนุ่ม จนทำให้คนป่วยต้องยอมอ้าปากให้หญิงสาวป้อนได้แต่โดยดี “แล้วตกลงว่านายชื่ออะไร ฉันจะได้เรียกถูก”

            คำถามจากหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มครุ่นคิด และอาการปวดหัวก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง จนต้องยกมือกุมขมับตัวเองไว้ทั้งสองข้าง

            “เฮ้ยยยยย! พอ ๆ คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด เดี๋ยวฉันหาชื่อเรียกนายเองก็ได้” มุทิตาถึงกับหน้าเสียเมื่อเห็นอาการของชายหนุ่ม จึงได้รีบพูดห้ามไม่ให้เขาต้องคิดอะไรอีกต่อไป “ฉันจะเรียกนายว่าอะไรดี หลงมาอย่างนี้ จะเรียกหลง..เจ้าหลงก็เอาไปแล้วชื่อนี้ งั้น...ฉันเรียก ‘นายเอ๋อ’ แล้วกัน”

            คำพูดของหญิงสาวเล่นเอาชายหนุ่มถึงกับผงะ มองหน้าเจ้าของเสียงที่พูดเจื้อยแจ้วตั้งชื่อใหม่ให้เขาอย่างนึกขัน แต่ก็ยังไม่มีแรงพอที่จะมานั่งโต้เถียงหรือคัดค้านใด ๆ

            มุทิตาป้อนข้าวต้มนายเอ๋อของเธอต่อไปจนถึงครึ่งชาม คนป่วยก็ยกมือขึ้นเบรค ไม่ยอมกินต่อเสียแล้ว หญิงสาวจึงได้ป้อนยาแล้วปล่อยให้เขาได้นอนพักต่อ



            เช้าวันรุ่งขึ้น นายเอ๋อ ก็ตื่นขึ้นมาแต่เช้าพร้อมกับความสดชื่นและเรี่ยวแรงที่มีกลับมาเกือบเป็นปกติ จึงได้คิดที่จะลุกขึ้นเดินสำรวจบ้านที่เขาอาศัยนอนมาแล้วถึงสองคืน แต่แค่เพียงชายหนุ่มเปิดประตูออกไปนอกบ้าน กำลังจะเดินออกไปดูรอบ ๆ ก็ต้องได้ยินเสียงเห่าจากเจ้าหลง หมาตัวโตผู้ตรวจการของบ้านเห่าเร้าดังออกไปสามบ้านแปดบ้าน

            “ชู่วววว...จุ๊..จุ๊.. อย่าเห่าสิ” นายเอ๋อทั้งส่งสัญญาณบอกให้เจ้าหลงเงียบเสียง แต่ปรากฏว่าไม่ประสบความสำเร็จ คนกับหมาไม่อาจคุยกันรู้เรื่อง เพราะนอกจากเจ้าหลงจะไม่หยุดเห่าแล้ว ยังทำท่าว่าจะกัดเขาเข้าให้ด้วยอีกต่างหาก

            “หลงมีอะไร เห่าเสียงดังขนาดนั้น เดี๋ยวข้างบ้านก็ขว้างของเข้ามาพอดี” มุทิตารีบวิ่งลงจากชั้นสองเพื่อมาดูเหตุการณ์ข้างล่าง ก็เห็นนายเอ๋อวิ่งหนีเจ้าหลงเข้ามาในบ้าน โดยมีเจ้าหลงวิ่งไล่เห่าตามเข้ามาติด ๆ

            “ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยผมด้วย” นายเอ๋อของมุทิตาส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ พร้อมวิ่งเข้ามาหาทางรอดหนึ่งเดียวในตอนนี้ นั่นคือหญิงสาวเจ้าของบ้าน ชายหนุ่มกระโดดเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังมุทิตา ยึดเธอเป็นเกราะกำบังจากเจ้าหลงที่วิ่งไล่ชายหนุ่มอย่างไม่คิดจะหยุดพัก จนเข้ามาในบ้านแล้วก็ยังไม่ยอมจะหยุด

            โฮ่ง..โฮ่ง..โฮ่ง..โฮ่ง...

            “หลงหยุด พอ ๆ ไม่เห่าสิ หนวกหู ไปนอนตรงโน้นเลย” มุทิตาส่งเสียงปรามเจ้าหลง แล้วชี้ให้มันไปประจำอยู่ที่นอนของตัวเองที่หน้าโทรทัศน์

            งืดดด..งืดดด.. เสียงจากเจ้าหลงเปลี่ยนไปทันที รับทราบและพร้อมปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายสาวอย่างเคร่งครัด

            “นี่นายเอ๋อ ส่วนนายก็กลับไปที่ของตัวเองได้แล้ว ลุกขึ้นมาเดินเพ่นพ่านอย่างนี้ หายดีแล้วหรือไง?” มุทิตาหันกลับมาพูดกับชายหนุ่ม ที่ยืนถอนหายใจโล่งอกอยู่ที่ด้านหลัง

            “ก็ค่อยยังชั่วแล้ว ต้องขอบคุณคุณด้วย” ชายหนุ่มพูดพร้อมกับเดินไปยังโซฟาตัวใหญ่ตามที่หญิงสาวบอกแต่โดยดี

            “งั้นถ้าค่อยยังชั่วแล้ว เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ นายก็กลับบ้านนายไปได้แล้ว เดี๋ยวฉันเข้าไปเวฟข้าวให้ รอแป๊บเดียว” หญิงสาวพูดจบเดินเข้าครัวไป ปล่อยให้นายเอ๋อบ่นพึมพำอยู่คนเดียว

            “กลับบ้านเหรอ..บ้าน?...เออ แล้วบ้านเราอยู่ไหนวะ?” ชายหนุ่มพูดไปคิดไป ก่อนจะพยายามลูบคลำไปที่กระเป๋าเสื้อกระเป๋ากางเกงของตนเอง เพื่อหาหลักฐานอะไรก็ได้ที่จะบ่งบอกว่าตนเองเป็นใคร แต่ก็ไม่พบว่าจะมีทรัพย์สินอะไรที่จะติดตัวเขามาด้วยเลยสักชิ้น



            มุทิตาหายเข้าไปในครัวเพียงไม่กี่นาที ก็ออกมาพร้อมกับอาหารสำเร็จรูปที่อุ่นแล้ว พร้อมทานได้

            “นายเอ๋อ มากินข้าวได้แล้ว” หญิงสาวเรียกชายหนุ่มที่นั่งทำหน้ายุ่ง ครุ่นคิดแต่เรื่องที่มาที่ไปของตนเอง เสียงเรียกของเธอก็ทำให้เขาลุกเดินมายังโต๊ะอาหาร และนั่งลงทานอาหารกล่องไปพร้อมกันกับหญิงสาวเจ้าของเสียงเรียก

            “นายเอ๋อ สรุปว่าบ้านของนายอยู่ที่ไหน บอกมาเดี๋ยวฉันไปส่งให้” มุทิตาชวนชายหนุ่มพูดคุยในขณะที่นั่งทานอาหารอยู่ด้วยกัน

            “บ้าน!”

            “อืม! ใช่..บ้านนายน่ะ อยู่ที่ไหน?”

            “ไม่รู้” คำตอบสั้น ๆ จากชายหนุ่ม ทำเอามุทิตาถึงกับชะงักมือที่กำลังถือช้อนจะพาเข้าปากของตนเอง แล้วหันมามองหน้าคนพูด ก่อนจะถามย้ำอีกครั้ง

            “นี่อย่าบอกนะ ว่านายจำบ้านของตัวเองไม่ได้”

            แต่สิ่งที่หญิงสาวได้รับคือสายตาที่ว่างเปล่าจากชายหนุ่มเป็นคำตอบ

            “ชัดเลย..อย่างนี้ชัดเลย..” หญิงสาวถึงกับกุมขมับ “จำชื่อก็ไม่ได้ จำบ้านก็ไม่ได้ ในหัวนายตอนนี้มีอะไรอยู่มั่งเนี่ย?”

            “.......” ไม่มีเสียงตอบกลับอีกเช่นเดิม ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหัวไปมา

            “งั้นรีบกินข้าวเลย เสร็จแล้วฉันจะพาไปโรงพัก ให้ตำรวจช่วยหาบ้านให้นายแล้วกัน เผื่อว่าจะมีใครมาแจ้งคนหายไว้ด้วย”



            หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จ มุทิตาก็พานายเอ๋อของเธอไปโรงพักตามที่ได้บอกไว้ และหลังจากเสร็จจากโรงพัก หญิงสาวก็ยังพาชายหนุ่มไปห้างสรรพสินค้าเพื่อซื้อเสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นทั้งหลายอีกด้วย ซึ่งในระหว่างที่เดินอยู่ในห้างฯ นั้น จอ LED ขนาดใหญ่ที่ทางห้างฯ ได้ติดตั้งเอาไว้ กำลังแพร่ภาพของรายการร้องเพลงใส่หน้ากาก ซึ่งเป็นเทปในวันที่มีการเปิดหน้ากากแชมป์ เสียงร้องเพลงที่ดังออกมา ทำให้นายเอ๋อถึงกับชะงักเท้าหยุดดูและฟังอย่างตั้งใจ แถมยังร้องเพลงตามไปด้วยความรู้สึกคุ้นเคยและมีความสุขที่ได้ทำ

            “นี่! นายเอ๋อ นอกจากเสื้อผ้าแล้ว นายจะต้องใช้อะไรอีก ผู้ชายเขาใช้อะไรกันบ้างนะ ที่โกนหนวดด้วยใช่ไหม?” มุทิตาเดินไปพูดไป ด้วยคิดว่านายเอ๋อ ยังคงเดินตามเธอมาติด ๆ เช่นเดิม แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบกลับใด ๆ ทำให้หญิงสาวต้องหันกลับมามอง จึงได้รู้ว่าคนที่เธอคิดว่าเดินตามมานั้น ได้หยุดยืนอยู่ที่หน้าจอ LED แทนที่จะเดินตามเธอมา หญิงสาวถึงกับส่ายหัว แล้วเดินกลับไปตามชายหนุ่มที่ยืนขยับปากร้องเพลงตามในรายการไปด้วย

            “นี่นาย คิดจะหยุดก็ช่วยบอกกันหน่อย ถ้าหลงกับฉันแล้วนายจะกลับบ้านเองถูกหรือไง แล้วนี่ดูอะไรอยู่ล่ะ” หญิงสาวส่งเสียงบ่นชายหนุ่มทันทีที่เดินมาถึงตัวชายหนุ่ม “อ้อ! ร้องเพลงใส่หน้ากาก เออ..สรุปว่าหน้ากากสุลต่านคือใครนะ วันนั้นฉันก็ไม่ได้ดูด้วย เดี๋ยวต้องกลับไปดูย้อนหลังบ้างดีกว่า แต่ตอนนี้ไปซื้อของกันก่อนนายเอ๋อ จะได้รีบกลับบ้านกัน ไป ๆ”

            หญิงสาวพูดจบก็เดินนำออกไป แต่ไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็พบว่าชายหนุ่มไม่ได้เดินตามเธอมาอย่างที่ตั้งใจ มุทิตาจึงได้เดินกลับไปดึงมือลากชายหนุ่มให้เดินตามเธอมา

            “ถ้านายอยากดูมาก เดี๋ยวฉันไปเปิดย้อนหลังให้ดูที่บ้านก็ได้ ตอนนี้ไปซื้อของให้มันเสร็จ ๆ ก่อนเข้าใจไหม? วันนี้ฉันรู้สึกอึดอัดยังไงบอกไม่ถูก เหมือนมีสายตาคนคอยมองมาที่เราอยู่ตลอดเวลา ไป ๆ รีบซื้อจะได้รีบกลับ” หญิงสาวเร่งชายหนุ่มเนื่องจากรู้สึกเช่นนั้นจริง ๆ ตั้งแต่เดินเข้ามาในห้างสรรพสินค้านี่ก็รู้สึกว่ามีสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาทางเธอ

            มุทิตาเดินไปก็หันกลับมาพูดกับนายเอ๋อไปด้วย จนไม่ทันได้มองว่ามีพนักงานกำลังเข็นรถเข็นสินค้าตรงมาทางเธอ และก็เป็นชายหนุ่มที่ตวัดมือตัวเองข้างที่ถูกหญิงสาวจับอยู่ กระชากร่างบางปลิวเข้าสู่อ้อมแขนหลบรถเข็นเอาไว้ได้ทัน

            “มัวแต่พูดจนไม่ยอมมองทาง มันอันตรายนะคุณ หึหึ” นายเอ๋อก้มลงมองหน้าคนที่อยู่ในอ้อมแขน เอ่ยเตือนคนที่พูดเจื้อยแจ้วไม่ได้หยุด จนหญิงสาวถึงกับหน้าเจื่อนลง รู้สึกเสียฟอร์มไปเล็กน้อย

            “เออ รู้แล้ว ปล่อยฉันได้แล้ว” มุทิตาสะบัดมือพาตัวเองหลุดจากชายหนุ่มได้ก็เดินจ้ำอ้าวนำไปที่แผนกเสื้อผ้าผู้ชายทันที หญิงสาวพานายเอ๋อซื้อของจนครบ และก่อนที่จะกลับกันยังได้พาไปแวะที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้า ซื้อหลอดไฟกลับไปเปลี่ยนหลอดที่บ้านอีกด้วย



            โฮ่ง โฮ่ง เสียงเห่าต้อนรับเจ้านายสาวของเจ้าหลงดังขึ้นทันทีที่มันเห็นรถของมุทิตาเคลื่อนเข้ามาในบ้าน ก่อนจะวิ่งเข้าไปกระโจนใส่ เมื่อหญิงสาวเปิดประตูรถออกมา

            “พอได้แล้วหลง เดี๋ยวพี่ก็ล้มกันพอดี พอ ๆ”  มุทิตาลูบหัวเจ้าหลง บอกให้มันหยุดระรี้ระริกส่ายก้นกระดิกหาง เลียมือเลียไม้ของเธอ ก่อนจะเดินไปเปิดท้ายรถ ให้นายเอ๋อมาขนของ

            “นายเอ๋อ เดี๋ยวเอาของไปเก็บในห้องนะ ฉันจะยกห้องที่ชั้นล่างให้นายอยู่ชั่วคราวไปก่อน ในระหว่างที่นายยังไม่รู้ว่าจะไปอยู่ที่ไหน” เสียงใสของเจ้าของบ้านบอกกับชายหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำ ก่อนจะหันไปบอกกับเจ้าหลง “หลง นายเอ๋อเขาจะอยู่ที่บ้านเราสักพักนะ หลงไม่ต้องไปเห่าเขานะ เข้าใจไหม”

            โฮ่ง... เสียงตอบรับจากเจ้าหลงหมาแสนรู้ ดังสวนกลับมาทันที

            ที่ห้องชั้นล่างเดิมทีเป็นห้องนอนสำหรับเอาไว้รับแขก แต่ว่านานแล้วที่ไม่ได้มีแขกมาพักนอนค้าง จึงได้ถูกปิดเอาไว้ และบางทีก็มีการเอาข้าวของเข้าไปเก็บในนั้นอีกด้วยจนเกือบจะกลายสภาพเป็นห้องเก็บของไปโดยปริยาย ดังนั้น ก่อนที่จะให้นายเอ๋อเข้าไปอยู่ ก็ต้องมีการทำความสะอาดกันเสียก่อน สองหนุ่มสาวช่วยกันอย่างขยันขันแข็งทำความสะอาดกันจนสามารถเข้าพักได้

            “เสร็จเสียที ทีนี้นายก็พักอยู่ที่นี่ไปก่อน อย่าเพิ่งไปคิดมากแล้วกันนะ ถ้าฝืนคิดมากเดี๋ยวก็จะปวดหัวไปอีก ค่อยเป็นค่อยไป” มุทิตาบอกกับชายหนุ่มที่กำลังยืนมองห้องที่บัดนี้ได้กลายเป็นห้องพักส่วนตัวของเขาไปแล้ว

            “.......” ไม่มีเสียงตอบกลับจากชายหนุ่ม จะมีก็แค่เพียงปฏิกิริยาตอบรับจากร่างกายของเขา ยักไหล่ ยักคิ้ว และรอยยิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก แต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้หญิงสาวเจ้าของบ้านรับรู้ได้ถึงความกวนในตัวของชายหนุ่ม จนนึกหมั่นไส้อยากจะคิดทบทวนการหยิบยื่นความช่วยเหลือในครั้งนี้เสียแล้ว



            หลังจากที่มุทิตาช่วยชายหนุ่มจัดการทำความสะอาดห้องพักจนเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ขึ้นมาเปลี่ยนหลอดไฟที่ห้องของตัวเองบ้าง หลอดไฟที่ซื้อมาถูกหยิบออกมาเตรียมเอาไว้สำหรับเปลี่ยนไฟดาวไลท์ที่มุมหนึ่งของเพดานห้อง หญิงสาวหันมองซ้ายขวาหาอุปกรณ์ต่อขาให้ตนเองสามารถปีนขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟได้ แต่ด้วยความขี้เกียจจะลงมายกบันไดที่ชั้นล่าง มุทิตาจึงได้คว้าเก้าอี้นั่งทำงานของตนเองมาใช้งานแก้ขัด ถึงความสูงจะขาดไปนิดหน่อยแต่เขย่งเอาได้ เมื่อคิดได้เช่นนั้นหญิงสาวจึงได้ปฏิบัติภารกิจทันที

            เสียงกุกกักจากชั้นบน ดังอยู่นานจนนายเอ๋อที่อยู่ชั้นล่างได้ยินและนึกสงสัยว่าหญิงสาวนั้นกำลังทำอะไร

            มุทิตาพยายามเขย่งจนสุดปลายเท้า ยืดแขนจนสุดความยาวแต่ก็ยังได้แค่เพียงแตะหลอดไฟได้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น สุดท้ายจึงต้องยอมแพ้ให้กับความขี้เกียจของตนเอง ยอมเดินลงมาแบกบันไดอะลูมิเนียมจากชั้นล่างขึ้นข้างบน นายเอ๋อเห็นเข้าจึงได้ส่งเสียงถามแต่ว่าไม่ได้ลุกขึ้นไปช่วย

            “นั่นคุณจะแบกบันไดขึ้นไปทำอะไรน่ะ?”

            “เฮ้ย! นายรู้ด้วยเหรอว่านี่เรียกบันได” มุทิตาหันกลับมาถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

            “อ้าว! คุณ..ผมจำไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าผมจะโง่ จนไม่รู้จักบันไดนะ”

            “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ ก็เห็นว่าขนาดบ้านของตัวเองยังจำไม่ได้ ก็นึกว่าจะต้องเริ่มเรียน ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูกกันใหม่ จำได้ก็ดี๊...” มุทิตายักไหล่ส่งเสียงสูงบอกชายหนุ่ม ก่อนจะหันไปแบกบันไดต่อไปยังชั้นบน

            “แล้วตกลงว่าคุณจะเอาบันไดนั่นไปทำอะไร จะให้ผมช่วยก็บอกได้นะ หึหึ” ชายหนุ่มยืนกอดอกย้ำคำถามเดิมเนื่องจากว่ายังไม่ได้คำตอบ แต่ด้วยสำเนียงและน้ำเสียงของชายหนุ่นนั้นคงฟังไม่ค่อยจะเข้าหูหญิงสาวเจ้าของบ้านเท่าไหร่นัก จึงทำให้เธอตอบสวนกลับมาทันทีห้วน ๆ สั้น ๆ ชัดเจนทุกถ้อยคำ

            “ไม่ต้อง! แค่เปลี่ยนหลอดไฟฉัน-ทำ-เอง-ได้”

            สงสารก็สงสาร แต่หมั่นไส้ก็หมั่นไส้ คงเป็นความรู้สึกของมุทิตาในขณะนี้ ด้วยน้ำเสียงและท่าทางของชายหนุ่มที่ใช้ มันทำให้หญิงสาวมองภาพเขาเป็นคนถือดีและเย่อหยิ่ง

            “ผู้ชายอะไร ไม่เป็นสุภาพบุรุษ จะตักบาตรยังต้องถามพระก่อน..ชิ โธ่เอ๊ย! ทำมายืนกอดอกถาม เป็นเจ้านายฉันหรือไงยะ” หญิงสาวเดินบ่นกระปอดกระแปดขึ้นชั้นบนไปพร้อมกับบันได โดยไม่คิดจะหันมามองชายหนุ่มให้เสียอารมณ์อีก

ความคิดเห็น