ลูกตุ้มเงิน

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชายหนุ่มนิรนาม

ชื่อตอน : ชายหนุ่มนิรนาม

คำค้น : หน้ากากพรางเล่ห์, ศิลปิน, นักร้อง, แสดง, ช่างภาพ, นิยายรัก, ลูกตุ้มเงิน

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 330

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2560 17:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ชายหนุ่มนิรนาม
แบบอักษร

​            ชายหนุ่มนิรนาม ลืมตาตื่นมาอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อแสงแดดสาดส่องกระทบร่างและใบหน้าของเขา ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนพื้นกระเบื้องหน้าประตูของบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งเจ้าของบ้านคงมีความปรานีอยู่บ้างที่อุตส่าห์เอามุ้งครอบกันยุงมาครอบเอาไว้ให้ ชายหนุ่มพยายามจะลุกขึ้น แต่เรี่ยวแรงไม่รู้ว่าหดหายไปอยู่ไหนหมด และที่สำคัญมือของเขาถูกผูกมัดเอาไว้ด้วยเชือกอย่างแน่นหนาอีกด้วย

            โฮ่ง..โฮ่ง....โฮ่ง..โฮ่ง.. เจ้าหลงส่งเสียงเห่าเร้าชายแปลกหน้าทันทีที่เขาเริ่มขยับตัว เรียกเจ้านายสาวให้ออกมาดูคนที่เธอพากลับมาด้วยตั้งแต่เมื่อคืน

            “อะไรหลง เรียกพี่เหรอ?” เสียงของมุทิตาดังขึ้นพร้อมกับบานประตูที่ถูกเปิดออก

            โฮ่ง..โฮ่ง.. เสียงตอบจากหมาแสนรู้ดังขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่วิ่งวนไปมาอยู่ใกล้ ๆ กับมุ้งครอบ

            เสียงไอแห้ง ๆ จากชายหนุ่มที่อยู่ในมุ้งดังขึ้น หน้าตาซีดเซียวดูอิดโรยและเนื้อตัวสั่น ๆ เรียกให้มุทิตาเข้าไปดูใกล้ ๆ และเมื่อเห็นสภาพชัด ๆ แล้วถึงกับต้องรีบไปยกมุ้งครอบออก เพื่อดูอาการของคนที่นอนอยู่ในนั้น

            แค่เพียงหลังมือของหญิงสาวที่ได้เคลื่อนเฉียดผิวกายของชายหนุ่ม ก็รับรู้ได้ถึงไอความร้อนที่ระอุอยู่ภายในร่างกาย ซึ่งนั่นอาจเป็นเพราะการที่ต้องนอนหนาวอยู่นอกบ้านมาทั้งคืน ประกอบกับร่างกายที่บอบช้ำของชายหนุ่มอยู่แล้วด้วย จึงทำให้เขาถึงกับขนาดจับไข้กันเลยทีเดียว

            สติที่เลือนรางของชายหนุ่ม บอกให้เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง จนได้เห็นใบหน้าของหญิงสาว ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะจางหายไปในที่สุด

            “เฮ้ย! นาย..เดี๋ยวก่อนสิ นายเป็นใครมาจากไหน ตอบฉันมาก่อนสิ นาย..ตื่นมาคุยกันก่อน..” มุทิตาเรียกชายหนุ่มนิรนาม พร้อมทั้งเขย่าตัวพยายามทำให้เขาฟื้นขึ้นมาตอบข้อสงสัยของเธอให้ได้ แต่ก็ไม่เกิดผล เมื่อเขายังคงนอนไร้สติแน่นิ่งอยู่เช่นเดิม

            และครั้งนี้ทำให้หญิงสาวเจ้าของบ้านต้องยอมพาร่างผู้ชายแปลกหน้าเข้ามาพักภายในบ้าน ด้วยความรู้สึกผิดว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาต้องจับไข้เช่นนี้อาจเป็นเพราะว่าความระแวง ระวังตัวของเธอเอง ที่ไม่ยอมให้เขาเข้ามานอนในบ้านตั้งแต่เมื่อคืน

            มุมหนึ่งของบ้านถูกจัดให้เป็นสถานที่ปฐมพยาบาลคนป่วย โดยมีมุทิตาทำหน้าที่เป็นพยาบาลสาว ป้อนยา และคอยเช็ดหน้าเช็ดตาเช็ดตัวเช็ดแขนลดความร้อนในกายของชายหนุ่ม และจากการเช็ดตัวนี้เอง ทำให้หญิงสาวได้เห็นรอยฟกช้ำและบาดแผลที่ด้านหลังท้ายทอยของชายนิรนามอีกด้วย มีรอยเลือดที่แห้งเกรอะกรังติดอยู่ที่เส้นผมและหนังศีรษะ

            “เฮ้ย! นี่เมื่อคืนฉันชนนายจริงเหรอ?” หญิงสาวถึงกับตกใจ คิดทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ในขณะที่ได้เจอกับชายหนุ่ม ก่อนจะส่งเสียงบอกตัวเองอีกครั้ง “แต่ไม่สิ ฉันมั่นใจว่าฉันเบรคทัน ยังไม่ได้ชนนายนี่นา.. แล้วถ้าอย่างนั้นนายไปถูกใครทำร้ายมาเนี่ย เฮ้อ! หล่อ ๆ อย่างนี้หวังว่านายคงไม่ใช่คนร้ายหรอกนะ แต่เอ..ทำไมหน้าคุ้นจัง เคยเห็นที่ไหนนะ?” มุทิตามองหน้าคนที่ไม่ได้สติอย่างนึกสงสัย หญิงสาวพยายามนึกว่าเธอเคยได้เห็นใบหน้าเช่นนี้มาจากที่ไหน แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก จึงได้แต่ปล่อยผ่านไป เอาไว้รอให้ชายหนุ่มฟื้นขึ้นมาอีกครั้งแล้วค่อยถามเอาก็แล้วกัน ส่วนตอนนี้คงได้แต่จัดการทำแผลและคอยเช็ดตัวให้เขาต่อไป



            วันนี้เป็นวันแรกหลังจากที่รายการร้องเพลงใส่หน้ากากได้ถ่ายทอดสดการเปิดหน้ากากของแชมป์ไป ต้น อมตะ ที่ตอนนี้ใคร ๆ ก็รู้จักกันในฐานะแชมป์ของรายการ และเป็นนักร้องผู้มากความสามารถ คิวออกรายการโชว์ตัวมากมายจนแทบไม่ได้พัก  ซึ่งทุกรายการที่เชิญไปนั้นต่างก็ต้องการฟังเสียงร้องสด ๆ ของแชมป์จากรายการดังกันทั้งนั้น แต่เป็นเจ๊มดแดงผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงหนุ่มที่ไปจัดการหาเหตุผลและข้อแก้ตัวที่ทำให้นักแสดงในความรับผิดชอบของตนเอง ไม่ต้องร้องเพลงโชว์เสียงสดของตนเอง

            “เอ่อ คุณโปรดิวเซอร์สุดหล่อคะ พอดีว่าช่วงนี้น้องต้นโชว์ตัวโชว์เสียงจนเส้นเสียงอักเสบน่ะค่ะ คุณหมอบอกให้พักใช้เสียง เจ๊คงต้องขอให้ทางรายการช่วยเปิดเพลงให้น้องลิปซิงค์ (Lip Sync) แทนนะคะ”

            ผู้จัดการสาวประเภทสองเริ่มยกมือขึ้นจัดปกเสื้อให้โปรดิวเซอร์หนุ่มอย่างถือวิสาสะ ยักคิ้วหลิ่วตาคิดหวังอยากได้มากกว่าที่พูดขอไปเสียอีก จนโปรดิวเซอร์รายการถึงกับต้องจับมือไม้ที่เริ่มกลายร่างเป็นปลาหมึกของเจ๊มดแดงเอาไว้ให้อยู่นิ่ง แล้วสอบถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้งในข้อเสนอของผู้จัดการนักแสดงหนุ่ม

            “เอาอย่างนั้นเหรอครับเจ๊ แต่คนส่วนใหญ่ก็อยากฟังเสียงร้องสดของน้องต้นกันทั้งนั้นนะครับ”

            “เอาอย่างนั้นละค่ะ รับรองว่าน้องต้น ขยับปากได้เนียนม๊ากกกกกกกก คนดูไม่รู้หรอกค่ะว่าน้องลิปซิงค์น่ะ..เจ๊รับรอง พอดีน้องเส้นเสียงอักเสบจริงจริ๊งงงงง... นึกว่าสงสารน้องเถอะนะคะ” เจ๊มดแดงส่งเสียงอ่อนเสียงหวานออดอ้อนโปรดิวเซอร์ของรายการโทรทัศน์ ที่เชิญแชมป์ของรายการร้องเพลงใส่หน้ากากไปโชว์ตัว

            แล้วก็เป็นไปตามที่ผู้จัดการสาวประเภทสองร้องขอ รายการต่าง ๆ จำใจต้องจัดให้ ต้น อมตะ ได้ใช้วิธีการลิปซิงค์แสดงโชว์ในรายการ แต่การลิปซิงค์ของชายหนุ่มกลับทำไม่ได้เนียนตามราคาคุยของผู้จัดการสาว หลายครั้งที่ผู้ชมจับได้ ว่าชายหนุ่มไม่ได้ร้องสด แล้วเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ออกมามากมาย ผสมกับกระแสการทายผิดของผู้ชมรายการร้องเพลงใส่หน้ากาก ทำให้หลายคนเริ่มสืบหาความจริง นักสืบออนไลน์เริ่มทำงานกันอย่างจริงจัง ส่วนรายการร้องเพลงใส่หน้ากากเองก็ยังคงเงียบ และปล่อยให้ทุกอย่างเลยตามเลย

            “นี่ผมจะต้องทนอยู่ในสภาพนี้ไปอีกนานแค่ไหนครับเนี่ย?” อมตะระเบิดอารมณ์ ส่งเสียงถามผู้จัดการส่วนตัวทันที ที่เข้ามาอยู่ในห้องพักที่คอนโดกันสองคน โดยไม่มีคนนอกมารับรู้ในสิ่งที่พวกเขาพูดกันแล้ว น้ำเสียงขุ่นมัวบอกถึงความอึดอัดของตนเองอย่างเต็มที่

            “ก็ถ้าเธอทำตามที่เจ๊บอก ทุกอย่างมันก็ดำเนินต่อไปได้สวย ๆ อยู่นี่ไง เห็นไหมล่ะงานเธอก็กลับมาเหมือนเดิมแล้วไง รายได้เข้าไม่ได้หยุด ไปไหนก็มีเสียงกรี๊ดกร๊าดจากแฟนคลับที่เดินตามกันเป็นพรวน แล้วมันไม่ดีตรงไหน” เจ๊มดแดงลอยหน้าลอยตาพูด หลังจากวางกระเป๋าถือของตนเองลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงไขว่ห้าง มองหน้านักแสดงหนุ่มในความรับผิดชอบของตนเอง

            “ก็ตรงที่มันไม่ใช่ตัวผมยังไงล่ะ ผมอึดอัด..” เด็กหนุ่มตอบสวนกลับอย่างไม่ต้องคิดมาก ก่อนจะส่งเสียงอ่อยถามกลับผู้จัดการส่วนตัว “แล้วเจ๊คิดว่าจะสามารถปิดพวกนักสืบออนไลน์ไปได้ตลอดอย่างนั้นเหรอ?”

            “จะปิดได้หรือไม่ได้มันขึ้นอยู่กับตัวเธอต่างหากล่ะ ขยันและตั้งใจเรียนร้องเพลงให้มันมาก ๆ หน่อย ทำให้เรื่องไม่จริง มันจริงขึ้นมาให้ได้สักที มันไม่มีอะไรที่จะเกินความพยายามของคนเราหรอกนะ คนอื่นเขาร้องกันได้ เธอก็ต้องทำได้เหมือนกัน และระหว่างที่ยังร้องด้วยเสียงของตัวเองไม่ได้ ก็ช่วยขยับปากให้มันตรงกับเนื้อเพลงที่เขาเปิดให้ลิปซิงค์หน่อย” ผู้จัดการสาวประเภทสองตอบกลับ พร้อมกับลุกขึ้นเดินมาจับบ่าของเด็กหนุ่ม พยายามพูดปลุกไฟแห่งความฝันของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

            “อย่าลืมสิถ้าเธอมีงานมีเงิน ทุกคนที่บ้านเธอก็จะสบายตามไปด้วยนะ” คำพูดของผู้จัดการสาวช่างตอกย้ำให้อมตะได้คิดว่าเขายังมีภาระให้ต้องรับผิดชอบอยู่


            นับว่าเป็นโชคดีของคนป่วย และเป็นโชคร้ายของหญิงสาวเจ้าของบ้านหรือไม่? ก็ไม่แน่ใจ เพราะวันนี้มุทิตาไม่มีงาน และวันพักผ่อนของเธอก็ต้องกลายเป็นวันวุ่นวาย เนื่องจากต้องมาสวมบทบาทของนางพยาบาลดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด หญิงสาววนเวียนอยู่กับคนป่วยมาตั้งแต่เช้า จนความพยายามของพยาบาลจำเป็นได้เห็นผล เมื่อชายหนุ่มลืมตาตื่นฟื้นขึ้นมาในช่วงบ่ายของวัน

            มุทิตากำลังจะเอายามาป้อนให้คนป่วยอีกครั้ง ก็พบว่าชายหนุ่มกำลังนอนมองไปรอบกะพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย ไม่ได้ต่างจากเธอเสียเท่าไหร่นัก

            “นี่นายฟื้นแล้วเหรอ งั้นดีเลย..ลุกขึ้นมากินยาก่อน ลุกไหวหรือเปล่าล่ะ?” มุทิตาเอ่ยขึ้น พร้อมกับนั่งลงบนโซฟาตัวข้าง ๆ กับที่ชายหนุ่มนอนอยู่ และวางถ้วยยาเล็ก ๆ ที่ถือมาด้วยลงบนโต๊ะตัวกลาง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเหยือกน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะนั้นมารินน้ำใส่แก้วให้คนป่วย

            ชายหนุ่มพยายามพยุงร่างตัวเองให้ลุกขึ้น แต่แล้วก็ลงไปนอนกุมขมับของตัวเองอีกครั้ง

            “โอ๊ย!! ปวดหัว..ปวด..ปวดหัว”

            “เฮ้ย! นาย..ปวดหัวมากเลยเหรอ กินยานี่ก่อนสิ” หญิงสาวเจ้าของบ้านถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ หน้าเสียขึ้นมาทันที ที่เห็นอาการทุรนทุรายของชายหนุ่มที่เธอสู้อุตส่าห์ปฐมพยาบาลมาเกือบทั้งวัน จึงได้รีบเข้าไปประคองตัวเขา หวังจะให้กินยาที่เธอเอามาให้

            “ปล่อย!..คุณเป็นใคร? แล้วที่นี่ที่ไหน?” ชายหนุ่มนิรนามส่งเสียงดังขึ้นมาทันที บอกให้หญิงสาวปล่อยมือออกจากตัว

            “หือออ! ทำอย่างกับว่าฉันอยากจะจับนายมากอย่างนั้นล่ะ” มุทิตาปล่อยมือจากชายหนุ่มตามคำขอ พร้อมทั้งแจกค้อนและส่งเสียงประชดเข้าให้อีกหนึ่งชุด “นั่นย่ะ..ยา ถ้าอยากหายปวดก็กินซะ”

            ชายหนุ่มมองหญิงสาวที มองยาบนโต๊ะทีด้วยความสับสนลังเลใจ และเหมือนหญิงสาวจะอ่านใจออก จึงได้บอกให้เขาสบายใจขึ้น

            “ยาแก้ปวดแก้ไข้ ไม่ใช่ยาพิษ กินเข้าไปจะได้หาย แล้วไปจากบ้านฉันเสียที”

            “บ้านคุณ?” ชายหนุ่มส่งเสียงดัง ทวนคำของหญิงสาวเหมือนว่าจะถามกลับให้แน่ใจว่าฟังไม่ผิด

            “ใช่..นี่ล่ะบ้านฉัน แล้วบ้านนายล่ะ..อยู่ที่ไหน? แล้วทำไมถึงได้เดินโซเซออกมาจากข้างถนนอย่างนั้น?” มุทิตาตอบชายหนุ่มทันที พร้อมกับตั้งคำถามกลับบ้างด้วยความสงสัย แต่นั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มมึนงงมากขึ้นไปอีก

            “ข้างถนน?”

            “ก็ใช่นะสิ นายเดินโซเซออกมาจากข้างถนนแล้วก็มาล้มขวางหน้ารถฉัน จนฉันต้องจอดรถลากนายขึ้นรถมาด้วยนี่ล่ะ” หญิงสาวบอกสิ่งที่เกิดขึ้นโดยสรุปให้ชายหนุ่มได้รับฟัง จนทำให้คนที่ทำหน้างงหนักพยายามคิดตาม นึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเขา

            “โอ๊ย! ปวด..ปวดหัว..โอ๊ยยยย” ชายหนุ่มถึงกับกุมขมับร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง เมื่อพยายามจะคิดแต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก และอาการปวดหัวก็กลับเข้ามาแทนที่อีกครั้ง

            “เฮ้ย! นาย ๆ เป็นอะไร ปวดหัวมากเหรอ ไหวหรือเปล่า ไปหาหมอเลยดีกว่าไหม เดี๋ยวฉันพาไป” มุทิตาตกใจรีบเข้ามาจับตัวชายหนุ่มถามอาการ

            “ไม่! ผมไม่ไป ผมไม่ไปไหน ผมไม่ไป โอ๊ย!” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงแข็ง

            “เออ ๆ ไม่ไปก็ไม่ไป งั้นกินยาแล้วนอนพัก ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว ฉันไม่ถามอะไรแล้วก็ได้” หญิงสาวเจ้าของบ้านประคองร่างชายหนุ่มให้ลุกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะยัดยาใส่เข้าปากของเขาไปแล้วหยิบแก้วเทน้ำเข้าปากคนป่วยตามไปด้วย แล้วจึงจัดท่าให้เขาได้นอนสบาย ๆ บนโซฟาตัวใหญ่

            “อะไรวะ ตื่นขึ้นมาก็ทำท่าจะเอ๋อเลย ไอ้มุเอ๊ย! เห็นแววซวยมาถึงหน้าประตูบ้านแล้ว” มุทิตาลุกขึ้นส่ายหัวไปมาพร้อมกับเดินบ่นพึมพำออกไป

ความคิดเห็น