noonaa(น.ส.ศรัทธาวลี)

ทุกตอนอยู่ในเรทของกุญแจฟรีนะคะ ทริคสำหรับการอ่านคือ หนูนาเว้นตอนให้แล้ว กว่าจะอ่านถึงตอนที่ติดกุญแจ เวลาก็เดินถึงจนกุญแจครบอีกรอบพอดี หรือใครใจร้อน ใช้เหรียญซื้อทั้งเรื่องไปเล้ยยย จะได้ทำบุญกับนักเขียนตาดำๆ ด้วยเด้ออออ

ตอนที่ ๒๗ บ่วงแค้น บ่วงรัก

ชื่อตอน : ตอนที่ ๒๗ บ่วงแค้น บ่วงรัก

คำค้น : บ่วงอนธการ ๒๗

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 669

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2560 01:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๒๗ บ่วงแค้น บ่วงรัก
แบบอักษร

บ่วงอนธการ

-บ่วงแค้น บ่วงรัก-

ความเงียบระหว่างสองคนที่นั่งตรงข้ามกันนั้นถูกกำแพงธรรมชาติคั่นกลาง สายลำธารไหลเอื่อยกระทบโขดหินเล็กหินน้อยจนเกิดเสียงดนตรี หากมันไม่ได้สร้างความพึงพอใจแก่เด็กสาวตัวเล็กที่ถูกลักพาตัวตรงนี้เลยแม้แต่น้อย ด้วยเพราะจิตใจตอนนี้หวาดหวั่นกับชายร่างสูงใหญ่ตรงกันข้าม หลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยเรื่องน่ากลัวนั้นออกมา

อีกฝ่ายบอกว่าจะฆ่านิสากับฟิลลิกซ์

นิสาตัวสั่นกลัว หวาดระแวงสายตาคมเฉียบของปีศาจตรงหน้า ด้วยวาจาอันน่ากลัวนั้นบาดใจเธอจนอกสั่นขวัญแขวน ครั้นร่างกายใหญ่โตกำยำนั้นขยับ เด็กสาวก็กระถดกระถอยหนีอย่างหวาดหวั่นในใจด้วยเกรงว่าฝ่ายตรงข้ามจะมุ่งเข้ามาทำร้าย

ชายตรงหน้ามีใบหน้าน่ากลัว แววตาแม้จะดูโศกกลับมองเธออย่างไร้ความปราณี ต่างจากชายคนเดิมที่เคยคุยกันกับเธอครั้งก่อนนี้ เด็กสาวมองตามร่างสูงใหญ่นั้นลุกขึ้นเดินไปยังลำธารโดยที่ไม่หวั่นว่านิสาจะคิดหนีหรือไม่อย่างไร แต่เธอรู้ดีว่าหากคิดเช่นนั้นชีวิตอาจไม่เหลือรอดอยู่ได้นาน แต่ก็คิดว่าหากยอมทนเช่นนี้ก็คงไม่ต่างกันเท่าไรนัก

ชายแปลกหน้านั้นย่างเดินลงไปในลำธารคนเดียวเงียบเชียบ ร่างกายกว่าครึ่งจมลง เหลือเพียงแผงอกแข็งแรง หัวไหล่หนาโผล่พ้นน้ำขึ้นมา เป็นภาพที่ชวนอุจาดตาเกินกว่าจะทนดูเมื่อเห็นอีกฝ่ายปลดเปลื้องอาภรณ์ออกจนหมด ทำเป็นอารมณ์ดีทั้งที่ก่อนหน้านี้ใช้วาจาทำร้ายจนเธอกลัว

นิสาส่ายหัวแล้วเบี่ยงใบหน้าหนีไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป ผู้ชายอะไรไม่รู้จักอาย แก้ผ้าแก้ผ่อนอาบน้ำต่อหน้าผู้หญิงได้

“นี่ เจ้าน่ะ” เสียงทุ้มก้องกังวานดังจากชายหนุ่มที่อยู่ในน้ำ นิสาจำต้องหันกลับมาอีกครั้งทั้งที่ก็กลัวตนเองจะเป็นตากุ้งยิง แล้วเหตุใดอีกฝ่ายต้องใช้คำสุดแสนโบราณนี่กับเธอกัน เป็นบ้าไปแล้วหรือไร

“คะ...” นิสาขานรับ

ครั้นหันกลับไปมอง ร่างนั้นที่ได้ชำระร่างกายจากความสกปรกออกบ้างแล้ว ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่นิสาไม่น้อย ด้วยเพราะชายคนนี้ไม่ได้แก่สักนิดแม้จะหนวดเครายาวรุงรัง แต่น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับฟิลลิกซ์ รูปร่างบึกบึนใหญ่สูง ผิวพรรณไม่ดำไม่ขาว สีน้ำผึ้งกระทบไอแดดแลดูน่ามอง หากแต่ดวงตาก็ยังเป็นดวงตาไร้ความปราณีเช่นเดิม

เดี๋ยวซี เธอลอบมองเขาอยู่งั้นหรือ บ้าน่ายายนิสา!

“ตรงนั้นมีหมูบ้านเล็ก ๆ เจ้าวิ่งไปขโมยเสื้อผ้าของบุรุษมาให้ข้าสวมเดี๋ยวนี้” ไม่ใช่การขอร้อง ไม่ใช่การอ้อนวอนแต่ออกคำสั่งอย่างเห็นได้ชัด “ทำไมฉันต้องทำตามที่คุณสั่งด้วยคะ” นิสาย้อน

“เพราะหากให้ข้าไปทำเอง ชีวิตเจ้าก็จะไม่มีความหมาย ข้าจะฆ่าเจ้าทิ้งเสียเดี๋ยวนี้!” ชายคนนั้นกล่าวด้วยใบหน้าเหี้ยมโหด นิสารู้สึกถึงขนที่ลุกเกรียวเมื่อได้ยินอย่างนั้น  หวนกลับมาคิดกับตนเองว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่อความหมายอะไร ต้องการให้นิสาวิ่งเข้าไปในหมู่บ้าน ไม่คิดว่าเธอจะร้องขอให้ใครช่วยหรือหนีไปอย่างนั้นหรือ หรือเขาคนนี้คิดลองใจเธอกัน

“วิ่งตรงไปทางนั้น หยิบเครื่องแต่งกายบุรุษมาให้ข้า”

นิสานิ่งอึ้ง ด้วยเพราะเดาใจของคนแปลกหน้าไม่ออกจริง ๆ ว่าเหตุใดจึงใช้วิธีนี้หลอกล่อให้เธอใจเสีย แม้จะกลัวคนตรงหน้า แต่หากวิ่งเข้าไปขโมยของในหมู่บ้านจริง ๆ แล้วเธอถูกจับได้ มิโดนคนทั้งหมู่บ้านรุมประชาทัณฑ์ในข้อหาวิปริตลักขโมยชุดของผู้ชายหรอกหรือ เพียงคิดนิสาก็ส่ายหน้าบอกกับตัวเองแล้ว

“เจ้าจะแข็งข้อกับข้าจริง ๆ ใช่ไหม!” ชายในน้ำเอ่ยเสียงก้อง นิสาสะดุ้งทั้งเบิกตาด้วยความตกใจเมื่อร่างนั้นจะเดินขึ้นมา เดี๋ยวซี เจ้าตัวกำลังโป๊อยู่มิใช่หรือ “อย่า! ไม่ต้องขึ้นมาค่ะ ฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย!”

เด็กสาวร้องปรามสุดเสียงพร้อมทั้งความร้อนแล่นผ่าวบนใบหน้าด้วยอารามความรู้สึกทั้งตกใจ ทั้งเขินอายแทนชายตรงหน้า เธอยังเด็กนัก เพิ่งจะอายุย่างสิบแปด ไม่เคยเห็นชายรูปร่างล่ำสันเดินเปลือยโทงเทงต่อหน้า คาดว่าตาคงเป็นต้อแน่หากได้เห็นจริง ๆ 

ดังนั้น ร่างบางรีบหันกายวิ่งไปยังทิศที่ชายหนุ่มชี้ด้วยไม่คิดชีวิต ยอมถูกชาวบ้านรุมประชาทัณฑ์ดีกว่าจะได้เห็นภาพอันอุจาดตานั้น

คนบ้า เดินแก้ผ้าโทงเทงไม่อายฟ้าอายดิน

ท่ามกลางสายตาของผู้ออกคำสั่งที่มองตามคนตัวเล็กนั้น วิ่งก้มหน้าก้มตาแบบไม่กลัวจะชนต้นไม้ตรงหน้า มุมปากของเขายกขึ้นน้อย ๆ ราวเดาใจเธอออก ว่าไม่อยากเห็นร่างกายเปลือยล่อนจ้อนนี้ ก็คงใช่ ถ้าอยากเห็นน่ะสิแปลก ชายหนุ่มมองตามจนร่างของเธอหายไปในที่สุดด้วยความขันในใจ

กาเบรียลล่าเป็นคนน่าเอ็นดูอย่างนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไร...

นิสาวิ่งสุดชีวิตมาตามทาง ด้วยความกลัว แม้ตามสรรพางค์กายจะเจ็บแปลบเพียงไหนจากการถูกหนามและเถาวัลย์ชนิดมีหนามในป่าข่วน เธอก็ไม่ลดละฝีก้าวของตัวเองเพราะเกรงว่าจะหลง แต่เพราะเห็นปลายน้ำอยู่ตลอดจึงคิดว่าไม่หลงแน่ แต่จะทำอย่างไรดี ทำตามความต้องการของเขาหรือ หรือจะหนีเพื่อเอาตัวรอด

แล้วนิสาจะหนีไปไหนได้ ด้วยเพราะหมู่บ้านอยู่ใกล้เพียงแค่นี้ อีกฝ่ายตามมาถูกแน่!

“นั่น บ้านคน...” เด็กสาวอุทานพลางชะงักขา ภาพตรงหน้าคือบ้านหลังเล็กกะทัดรัดหลังหนึ่งซึ่งมุงด้วยหญ้าคา รอบตัวบ้านประกอบด้วยรั้วเตี้ย ๆ ของต้นไผ่ที่น่าจะถูกเพียงแค่ค้อนตอกให้ฝังลงพื้นเท่านั้น เรียงกันยาวเป็นอาณาเขต ริมรั้วมีต้นดาวเรืองเรียงรายเหลืองอร่าม รวมถึงดอกทานตะวันที่แซมอยู่หลายต้น นิสาลอบถอนใจด้วยความกลัว แม้บ้านหลังนี้จะห่างจากหลังอื่นอยู่มากก็ตาม

“บ้านป่า ต้องมีคนรู้ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้แน่” เธอบอกกับตัวเอง แต่เมื่อนึกถึงผู้ที่ลักพาตัวเธอมาแล้วใจก็แป้วลงไปทันใด “ถ้าเราไม่ไปขโมยของ ๆ เขาอย่างที่ถูกสั่งมาน่ะ”

นิสาคอตก คิดไม่ตก เลือกไม่ถูกว่าจะทำอย่างไรดี

“ทำแบบไหนมันก็โง่พอ ๆ กันนั่นแหละน่า” เสียงหวานออกมาจากลำคอ หากแต่ดวงตาจับจ้องไปยังราวตากผ้าที่อยู่บริเวณหลังบ้าน มีทั้งเสื้อผ้า ผ้าห่ม ที่จะพอให้คืนนี้เธอไม่หนาวตาย นอกเสียจากจะถูกปลิดชีวิตจากเงื้อมมืออสูรกายนั้น

“แค่วิ่งไปดึงออกจากราว แล้วใส่เกียร์ที่เร็วที่สุดนิสา เธอทำได้” ในสถานการณ์เช่นนี้ ให้กำลังใจตนเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุด แม้ใจจะหวั่นถึงเพียงไหน ด้วยวิสัยไม่ใช่คนที่ลักเล็กขโมยน้อยเป็นทุนเดิม นิสาจึงคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างราบรื่นเท่าไรนัก เธอเกรงว่าจะมีใครมาเห็นเข้า แต่คงไม่ เธอไม่เคยทำอะไรไม่ดี ครั้งนี้ขออย่าให้มีใครเห็น

แต่กลัวเหลือเกินว่าจะทำเลวไม่ขึ้น

“สู้โว้ย…” เมื่อให้กำลังใจตนเองเสร็จสรรพแล้ว สาวน้อยวัยย่างสิบแปดปีสูดลมเข้าเต็มปอดให้ผ่อนคลาย ก่อนจะกลั้นใจซอยฝีเท้าถี่ยิบมุ่งไปยังราวตากผ้า ซึ่งมีของที่เธอต้องการกำลังปลิวไสวยั่วยวนรออยู่ ครั้นไปถึง มือบางรีบคว้าเครื่องแต่งกายชายมาถือ ก่อนจะพันให้เป็นชิ้นเล็กแล้วกอดไว้ในอกเพื่อจะหยิบชิ้นของตนบ้าง ลำขาเล็กก้าวไปยังผ้าห่มผืนหนึ่งด้วยความว่องไว กระชากออกจากราวด้วยความรวดเร็ว

ในเวลานั้นเอง ดวงตาคู่สวยก็ปะทะกับดวงตาเข้มของชายผิวสีแทนร่างใหญ่โตที่ยืนอยู่หลังผืนผ้า!

นิสาผงะ เมื่ออีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนกำลังตกใจ ในมือเจ้าตัวถือของอะไรสักอย่างไม่ได้ละทิ้งทันที อีกฝ่ายอ้าปากจะพูดอะไรสักอย่างทว่านิสาไม่อยู่ฟังให้เสียเวลา ด้วยความกลัวว่าอีกฝ่ายจะตามมา ลำขาน้อย ๆ จึงไม่ละฝีก้าว วิ่งกลับเข้าไปในป่าอย่างลืมตัวว่าเป็นมนุษย์ตัวน้อยและรู้สึกถึงคำว่าเหนื่อยได้เช่นคนอื่น

ชายที่ถือตะกร้าสตรอเบอร์รี่อ้าปากพยายามส่งเสียงร้องให้คนช่วย หากสิ่งที่หลบซ่อนในลำคอไม่สามารถออกมาจากปากได้ ครั้นจะให้ทิ้งสิ่งที่อยู่ในมือเพื่อวิ่งตามไปก็กระไรอยู่ เพราะสิ่งที่ถูกนำไปก็เพียงแค่เสื้อผ้าเท่านั้น และด้วยเพราะตนเองใส่ใจกับสิ่งนี้ยิ่งกว่า เขาคัดสรรเก็บมาด้วยความตั้งใจทุกลูกเพื่อจะให้ใครสักคนได้ลิ้มลองความหอมหวานของรสชาติที่ปลูกเองกับมือ

ทองรีบวิ่งกลับเข้าบ้านด้วยท่าทีลนลาน เขย่าร่างมารดาให้เข้าใจสิ่งที่จะบอก มือก็จับเสื้อผ้าตนเอง ชี้ไปยังหลังบ้าน บริเวณที่เพิ่งถูกลักทรัพย์ไป จะว่าทรัพย์ก็คงใช่

ท่าทีลนลานของทองสร้างความสนใจแก่ชายหนุ่มที่นั่งเหม่อลอยในชานบ้านเล็กน้อย นัยน์ตาสวยละไปมองใบหน้าคมเข้มนั้นอยู่ครู่ก่อนจะถอนสายตาไป ด้วยเพราะในชีวิตไม่ค่อยได้เจอผู้ชายเท่าไรนักทำให้วินทรมองชายทุกคนเหมือนฟิลลิกซ์ไปเสียหมด เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ ห่วงเพียงความรู้สึกตนเอง เพียงแต่ชายบ้านป่าคนนี้กลับทำให้เขารู้สึกแตกต่าง

“อะไรของแกไอ้ทอง ทำเป็นกระต่ายตื่นตูมไปได้” แม่ย้อยทำท่าไล่ลูกชายไปด้วยความรำคาญ หากแต่ทองยังพยายามบอกต่อไป นิ้วชี้ชี้ไปยังบริเวณหลังบ้านด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนกว่าทุกวัน มารดาจึงเกิดความสงสัย

“อะไร มีอะไร”

ทองจับเสื้อผ้าตัวเอง ชี้บอกมารดาให้ไปดูกับตาตนเอง แม่ย้อยรีบลุกจากเรือนวิ่งออกไปทันทีด้วยอยากรู้ ครั้นไปถึงก็อุทานออกมาอย่างกับไม่เชื่อสายตา “มีคนขโมยเสื้อผ้าไปงั้นหรือ ตายจริง ที่หมู่บ้านเราไม่เคยมีขโมยนะ”

ทองชี้มาที่ร่างตนเอง บอกว่าเห็นหน้าตา มารดาจึงถอนใจพร้อมทั้งยกมือแตะบ่า “ถ้าให้เอ็งบอกรูปร่างหน้าตาโจร มีหวังคงหาไม่เจอ ไอ้ทองเอ๋ย”

วินทรมุ่นคิ้วเมื่อเห็นแม่ย้อยเดินเข้ามาอีกครั้งทำท่าวิตกอะไรสักอย่าง ก่อนจะทรุดตัวนั่ง หยิบผ้ามาปักด้วยมืออย่างปรานีต “โจรมันอาจจะเริ่มขโมยของเล็ก ๆ ก่อน แต่ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีของมีค่าอะไรหรอก ไม่มีสักอย่าง…”

ร่างสูงใหญ่ของทองเดินดุ่ม ๆ หน้ามุ่ยขึ้นมาอีกคน วินทรมองอีกฝ่ายด้วยความที่ไม่อาจจะเดาใจได้ว่าต้องการอะไร ทราบดีแล้วว่าทองพูดไม่ได้ เขาทำได้เพียงสบสายตาซื่อของหนุ่มบ้านป่าคนนี้เงียบ ๆ ก่อนจะกระเถิบถอยออกเพื่อบอกระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่าย วินทรยังไม่ไว้ใจอีกฝ่าย ยังไม่สามารถไว้ใจใครตอนนี้ได้

ตะกร้าผลสตรอเบอรรี่ถูกวางลงตรงหน้าของชายหนุ่มด้วยความเบามือ พร้อมกันกับเจ้าของที่ทำท่าทำทางเชื้อเชิญให้วินทรลิ้มลอง ดวงตาเขาละลงไปสำรวจเจ้าผลไม้สีแดงฉานตรงหน้าด้วยระแวงว่าทองจะมาไม้ไหน แต่ถึงอย่างนั้น นิ้วมือเรียวก็เลือกที่จะเอื้อมไปหยิบมากัดชิมรสชาติอย่างที่เจ้าของต้องการ และดวงตาของอีกฝ่ายยังบอกอีกว่า หวังว่าวินทรจะชอบมัน

เพียงคำเดียว วินทรก็วางมันลงไว้ที่เดิม รสชาติมันหวาน หอม เกินจะชิม เพราะทั้งชีวิตเขาก็กินมันมาตลอด รสชาติแห่งความสุขอันจอมปลอมนี้

สายตาของทองแลดูผิดหวัง หากวินทรไม่สน ชายหนุ่มกระเถิบออกห่าง “ฉันไม่ชอบ”

ป้าย้อยละสายตาจากผ้าลายงดงามตรงหน้ามามอง ก่อนจะแอบยิ้มเมื่อเห็นสายตาละห้อยของลูกชายตนเอง อุตส่าห์เอาอกเอาใจมาตั้งนาน ดูเหมือนชายหนุ่มคนนี้จะไม่ได้ต้องการสิ่งที่สมบูรณ์แบบกว่าใคร ๆ อย่างเช่นคนอื่นในหมู่บ้านนี้ต้องการ

“ชอบแบบไหนล่ะตาวินท์ ไอ้ทอง พาน้องเขาไปเก็บที่สวนเองเลยสิ” แม่ย้อยแนะ

“ไม่ไป ฉันไม่อยากออกไป” วินทรสั่นศีรษะตนเองด้วยความหวาดหวั่น เกรงว่าฟิลลิกซ์จะส่งใครมาสอดแนมและพาเขากลับไปที่คฤหาสน์มืดนั้น ขุมนรกนั้น วินทรไม่อยากกลับไป

ชายหนุ่มมองเลื่อนลอยออกไปไกล “พี่ทอง ฉันอยากกินแบบที่ยังไม่สุก”

“นั่นแหละ ไปเก็บด้วยกันเลยสิตาวินท์ ไม่ว่าหนูจะกลัวอะไร ที่นี่ไม่มีสิ่งนั้นหรอก” ป้าย้อยบอก ทำราวกับเดาใจเขาได้ วินทรส่ายหน้าตนเองอีกครั้ง ก่อนจะละสายตาไปยังชายหนุ่มบ้านป่าตรงหน้า ด้วยแววกังวล

“กลัวอะไรกัน ที่นี่ถ้ามีใครเป็นคนแปลกหน้า เราจำได้หมดนั่นแหละ” เสียงลุงเอ่ยขณะที่เดินกลับมาอย่างสบายอารมณ์ “มาแล้วเรอะ เป็นยังไงบ้างตาแก่ ได้อะไรกินล่ะเย็นนี้” แม่ย้อยร้องถามผัวที่เพิ่งจะกลับจากหาของป่า

“มีไก่ป่า แล้วก็หน่อไม้ กับเห็ดขอนของชอบไอ้ทองมันน่ะสิ”

ลุงเจ้าของบ้านเอ่ยก่อนจะวางของที่แบกบนหลังลง “แต่ตาวินท์เอ้ย หนูไม่ต้องกลัวอะไรทั้งสิ้น ที่นี่ไม่มีใครหรอกนะ ถ้ามีคนมาเขาจะแจ้งบอกก่อนที่จะเดินทางมาถึง ต้องบอกเพศ บอกจำนวนคน ไม่งั้นเราก็จะจับมากักตัวไว้ ข้อหาแรกที่ถูกตั้งให้คือเป็นโจรป่า ทีนี้ก็ไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว”

ทองพยักหน้าให้เชื่อถือด้วยอีกแรง ทว่าวินทรเกิดความคลาแคลงใจเป็นอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนี้ หากที่นี่ไม่มีสิ่งมีค่าอะไรแล้วเหตุใดจึงต้องเข้มงวดถึงเพียงนี้ แต่เขาจะเก็บคำถามนี้ไว้กับตนเอง ไม่เอ่ยถามใครทั้งสิ้น ถ้ายังอยากมีชีวิตรอดต่อไป เพราะดูเหมือนสิ่งที่ทุกคนกำลังพยายามช่วยกันดูแลนั้น มีค่ามากมายมหาศาล

แต่มันคืออะไรกัน

ผลสุดท้าย ด้วยทัดทานความต้องการของป้าย้อยไม่ไหว ทั้งสองคนจึงได้เดินออกมานอกบ้านหลังเล็ก ๆ ซึ่งเคยเป็นที่เก็บตัวได้ เป็นครั้งแรกที่วินทรออกมาจากแหล่งกำบังภัยตนเองที่หลบมาหลายวัน คราแรกวินทรหวาดวิตก ครั้นสัมผัสถึงดวงตาละมุนของคนเดินตามด้านหลังแล้วนั้น กลับรู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัยมากขึ้น เขาจึงผ่อนคลายละมองออกสู่โลกกว้างอีกครั้ง

หมู่บ้านแห่งนี้เป็นหมู่บ้านที่มีไม่ถึงยี่สิบหลังคาเรือน อาศัยอยู่กลางป่าใหญ่ แต่ละหลังถูกสร้างไว้ไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไรนัก ราวกับต้องรอการย้ายอยู่ตลอดเวลา แต่โดยรอบสะอาด เป็นระเบียบ บ้านทุกหลังเลี้ยงสัตว์เพื่อทำอาหาร ปลูกผักสวนครัวเอง มีดอกไม้หลากหลายชนิด บางชนิดก็ไม่ได้มีในป่าแห่งนี้ วินทรลอบสังเกตการณ์และรับรู้ว่าคนในหมู่บ้านได้เข้าเมืองอยู่บ้าง คำนวณดูจากสภาพการใช้ชีวิต เพียงแต่ดูเหมือนว่าทุกคนต้องการหลบหลีกจากสายตาของคนอื่นเท่านั้นเอง

นั่นมันน่าประหลาดใจเกินไป

ท้ายหมู่บ้านมีปลายน้ำ วินทรยืนมองสายธารไหลเอื่อยด้วยใจสั่นหวิวท่ามกลางสายตาห่วงใยของทองที่เฝ้ามองอาการซึมเศร้านี้อยู่ห่าง ๆ วินทรยืนอยู่นาน ไม่มีทีท่าว่าจะกลับ แม้พยับฟ้าพยับฝนตั้งเค้ารอท่าอยู่ ทั้งฝนทั้งตาวินท์ ไม่มีใครยอมใคร และทองอยากให้ฝ่ายวินทรยอมก่อน

สายฝนหยาดเม็ดเล็กเม็ดน้อยลงมาสู่พื้นจนสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บ ทองเอื้อมมือสะกิดเร่งให้กลับบ้าน หากแต่วินทรกลับส่ายหน้า “ไม่ต้องมาห่วงฉันหรอก ฉันไม่ได้มีค่าพอให้พี่ห่วงขนาดนั้น” ทองไม่ยอม พยายามดึงร่างโปร่งกลับหากทว่าอีกฝ่ายยังรั้น “ไม่ จะกลับก็กลับคนเดียวไปสิ อย่ามายุ่งกับฉัน”

ชายหนุ่มตรงหน้าดูหงอยลงเมื่อวินทรบอกเช่นนี้ ดูเหมือนวินทรจะต้องการให้ทองโกรธ ทว่าในขณะที่สายฝนกระหน่ำลงมาใส่ทั้งสอง ร่างอีกฝ่ายและเขาเปียกไปด้วยน้ำตาจากฟากฟ้า แต่ทองรู้ดีว่ามันไม่หนาวเท่าน้ำจากดวงตาของหนุ่มเมืองตรงหน้าที่ไหลเอ่อออกมาตอนนี้ แลดูช่างน่าสงสาร น่าเห็นใจ

มือหนาเอื้อมไปสัมผัสผิวเรียบเนียนตรงหน้าด้วยความอ่อนโยน แผ่วเบา ด้วยกลัวจะบุบสลาย แต่กลับยิ่งสร้างความเจ็บปวดแก่เขาตรงหน้ามากขึ้นไปอีก ทองใจเสีย เดาว่าหนุ่มตรงหน้าอาจเจออะไรร้าย ๆ มาเป็นแน่ จิตใจของอีกฝ่ายจึงอ่อนแอเช่นนี้ หากเขาสามารถช่วยบรรเทาได้ก็ยินดี 

เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างหนาก็ทรุดตัวคุกเข่าหันหน้าหนี ดึงร่างบางขึ้นขี่หลังพาวิ่งท่ามกลางสายฝนกลับไปยังบ้านตนเอง เขาคนนี้ไม่รั้นอย่างเคย ในหัวของทองได้ยินเพียงเสียงสะอื้นในลำคอเท่านั้นที่คั่นกลางระหว่างทั้งคู่เอาไว้

ใจของทองก็เจ็บปวดเช่นกัน

เสียงฝนฟ้าสาดลงมาไม่ลืมหูลืมตาราวกับคนคลั่ง หลังจากเห็นลูกชายกับหนุ่มต่างบ้านกลับมาพร้อมทั้งเปียกปอนไปทั้งตัวนั้น แม่ย้อยลอบสังเกตท่าทีลูกชายและวินทรอยู่ลำพัง เขาคนนี้น่าสงสาร น่าเห็นใจ ไม่มีพิษมีภัยอะไรต่อลูกชายก็วางใจแล้ว ทองเป็นคนที่ซื่อมาแต่กำเนิด ไม่มีจริตจะก้านแม้แต่น้อย

จึงเดาท่าทางและสีหน้าได้ง่าย แม้จะอายุย่างเข้าเลขสามก็ยังดูอ่อนต่อโลกในสายตานางเสมอ

“เอ้า กับข้าวเสร็จแล้ว ไอ้ทอง มา ๆ มากินข้าวได้แล้วลูก” แม่ย้อยร้องเรียกท่ามกลางสายฝนเทกระหน่ำ

“แหม เรียกแต่ไอ้ทองหัวแหวน ผัวนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคนนะ เรียกข้าบ้าง”

“ก็แกนั่งอยู่นี่แล้วฉันจะเรียกทำไมเล่า”

“เอ้อ ก็จริงของแกนะยาย” ลุงหลุดหัวเราะ ก่อนในสมองจะนึกถึงสมาชิกในบ้านอีกคน “อ้อ ตาวินท์เอ้ย มากินข้าวลูก จะได้กินยา มีเรี่ยวมีแรงสู้ชีวิตต่อไป”

ได้ยินเสียงจากด้านนอก วินทรซึ่งกำลังเช็ดผมยาวที่เปียกไปด้วยน้ำฝนผละไปมองอยู่ครู่ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืน ทว่าเดินออกไปถึงเพียงประตูห้องเท่านั้น ก็ต้องถึงกับผงะกับกลิ่นที่ชวนให้เขาสำรอก ชายหนุ่มกุมปากตัวเองหันกลับเข้าห้อง พร้อมกันที่ทองวิ่งเข้ามาจับตัวช่วยพยุงด้วยความห่วงใย

“กลิ่นอะไร เหม็นชะมัด” วินทรกุมปาก คลื่นไส้ก่อนจะวิ่งไปเกาะขอบหน้าต่าง พ่นความกระอักกระอ่วนออกมาอย่างช่วยไม่ได้ หากแต่ทองที่ยืนลูบหลังให้นั้นกลับสงสัย เพราะที่นี่ไม่มีอะไรเหม็นเลยสักอย่าง

“เหม็น มันเหม็นมากพี่ทอง เอาไปทิ้งได้ไหม”

ทองส่ายหน้าไม่อาจทราบในสิ่งที่วินทรบอก ด้วยกลิ่นทั้งหมดคือกลิ่นกับข้าว เพียงแต่มันเป็นไก่ป่า หรือตาวินท์ซึ่งเป็นคนเมืองของเขาจะไม่เคยกินและรู้สึกว่ามันแปลก เมื่อคิดได้ดังนั้นหนุ่มบ้านป่าจึงรีบวิ่งออกไปยังวงข้าวที่บิดามารดากำลังรออยู่ เขาหยิบแกงไก่ป่าหวังจะเอาไปเททิ้งเสีย หากแต่บิดากลับรั้งไว้ “เฮ้ยไอ้ทอง ของดีอย่างนี้นาน ๆ ได้กินทีนะโว้ย”

ทองส่ายหน้า มองเข้าไปในห้องอย่างห่วงใย “หน็อย นี่เอ็งหลงเขาจนลืมพ่อเลยเรอะ แหม! เห็นสวยหน่อยไม่ได้เลยนะไอ้นี่ ไอ้ลูกเวร…”

แม่ย้อยหลุดหัวเราะกับสงครามย่อย ๆ ระหว่างสามีและลูกชาย ที่กำลังฉุดแกงไก่ในมือกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน นางผละเดินเข้าไปลูบหลังคนป่วยอย่างเบามือ “นี่ก็หลายวันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้นรึหนู อ้วกอย่างกับคนท้องแหน่ะตาวินท์เอ้ย ถ้าหนูไม่เป็นผู้ชายฉันก็เชื่ออย่างนั้นเหมือนกันนะ เอ...หรือว่าหนูเป็นพวกมาตุคามเพศล่ะ”

“เหลวไหลน่ายาย มาตุคามเพศมีจริงเสียที่ไหน”

“มีจริงสิ ฉันเคยเห็น” แม่ย้อยเถียงผัว

วินทรไม่ได้ตอบอะไรใครสักคำ ในหัวมีเพียงประโยคเมื่อครู่ของแม่ย้อยแล่นวนอยู่ในโสต 

ท้องอย่างนั้นหรือ...

“อย่ามัวแต่เพ้อเรื่องไร้สาระ แกควรมาห้ามทัพลูกชายแกได้แล้วยายย้อย!” ลุงข้างนอกร้องเรียกให้คนด้านหลังผละไปหัวเราะ เดินมาปรามทั้งคู่ให้ใจเย็น

“ไม่ต้องแย่งกัน เดี๋ยวตาวินท์ก็หาย เอ้า! เอานี่ไปให้กินจะได้สมองโล่ง” 

ทองละมือจากแกงไก่หันไป ผู้เป็นบิดาแทบจะรับถ้วยไม่ทันเมื่อเห็นเช่นนั้น ก่อนสายตาทั้งคู่จะมองไปยังผลสตรอเบอรี่ที่ยังไม่สุกดีนักในตะกร้า พร้อมกับเกลือ ทองละมองมารดาน้อย ๆ ด้วยแววฉงน ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องตามคำแนะนำแม่ย้อยอย่างว่าง่าย พร้อมรอยยิ้มของคนบอกที่มองตามไป

“เปรี้ยวขนาดนั้นจะกินได้ยังไง มันต้องสีแดง ๆ สิถึงจะหวาน ในไร่มีออกเยอะแยะทำไมไม่เอาของดี ๆ ให้หน่อยเล่ายาย” ผู้เป็นสามีเอ่ยถาม

“เพราะตาวินท์ไม่ได้อยากของดี ๆ ถึงขนาดนั้น” นางตอบผัวทั้งยิ้มคนเดียว

“นี่เล่นเอาฉันนึกถึงช่วงที่เอ็งท้องไอ้ทองแรก ๆ เลย เอ็งก็ไปเก็บสตรอเบอร์รี่ดิบ ๆ มาจิ้มเกลือกินเหมือนกัน”

“เอาน่า แกน่ะรีบกินแกงให้หมดจะได้หายเหม็นเถอะตาแก่”

คำพูดคำจามีลับลมคมใน หากทว่าผู้เป็นสามีหาได้สนใจไม่ ยิ้มเผล่มีความสุขมองกับข้าวตรงหน้าราวกับชนะลูกชายตัวดีได้ครั้งนี้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก “เหม็นตรงไหนเล่า ฝีมือเอ็งนี่สุดยอดแล้วใครจะสู้ได้ในหมู่บ้าน ไอ้ทองไม่กินข้าจะซัดให้เรียบเลย”

“เออ ๆ เหลือผัดเห็ดขอนให้มันก็พอ” แม่ย้อยกล่าวเบี่ยงประเด็นพร้อมรอยยิ้ม หางตาลอบมองไปยังภายในห้องราวกับกำลังรู้อะไรเกี่ยวกับหนุ่มต่างบ้านเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง

ใช่ ถูกแล้ว...นางเชื่อในสิ่งที่ตนเองสันนิษฐาน




--------------------------------------------------



วินทรท้องแล้ว นึกว่าจะได้กับทองเสียอีก

เอ...ก็ไม่แน่ นิยายเรื่องนี้ไม่มีความแน่นอน

ปรับจากเรื่องเก่าเยอะมากกกก เหนื่อยมากด้วยเหมือนกันค่ะ

ขอกำลังใจหน่อยน้า

ความคิดเห็น