noonaa(น.ส.ศรัทธาวลี)

ทุกตอนอยู่ในเรทของกุญแจฟรีนะคะ ทริคสำหรับการอ่านคือ หนูนาเว้นตอนให้แล้ว กว่าจะอ่านถึงตอนที่ติดกุญแจ เวลาก็เดินถึงจนกุญแจครบอีกรอบพอดี หรือใครใจร้อน ใช้เหรียญซื้อทั้งเรื่องไปเล้ยยย จะได้ทำบุญกับนักเขียนตาดำๆ ด้วยเด้ออออ

ตอนที่ ๒๓ ความจริง ความฝัน

ชื่อตอน : ตอนที่ ๒๓ ความจริง ความฝัน

คำค้น : บ่วงอนธการ ๒๓

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 570

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 23 เม.ย. 2560 00:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ ๒๓ ความจริง ความฝัน
แบบอักษร

บ่วงอนธการ

-ความจริง ความฝัน-

ภายใต้ผืนฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวและเดือนที่ไม่เปล่งแสงสว่าง ดวงตากลมสวยแหงนมองออกไปจากที่ที่ตนอยู่ด้วยความหวิวหวาดในดวงใจ วินทรเกรงกลัวกับสิ่งที่กำลังเผชิญ เสียงเหล่าจิ้งหรีดเรไรขับแข่งกันร้องก้องไปทั่วโสต หาได้สร้างความรัญจวนใจแก่ชายหนุ่มที่ยังนั่งขดร่างผ่ายผอมภายใต้ต้นไม้ใหญ่ ซึ่งบัดนี้ถูกร่วมชะตาจากการกัดกินโดยความมืด วินทรหวั่นใจในสิ่งที่ตนกำลังเผชิญอย่างสุดซึ้ง

เขาเกลียดความมืด เกลียดความเปลี่ยวเหงาน่ากลัวเช่นนี้ที่ถูกโอบล้อมจิตมาช้านาน

เสียงอะไรขลุกขลักอยู่ใกล้ ๆ วินทรพยายามกลั้นหายใจ ด้วยกลัวว่าจะถูกเห็น

วินทรกอดกายตนเองด้วยความหนาวเหน็บไปจนถึงขั้วหัวใจ แต่อะไรก็ไม่น่ากลัวเท่ากับบางสิ่ง มันเข้ามาใกล้ทุกที เสียงสัตว์บางชนิดย่างเท้าเดินดังกรอบแกรบทั่วทั้งบริเวณโดยรอบ สร้างความหวาดวิตกแก่ชายหนุ่มที่อยู่เพียงคนเดียวกลางป่า วินทรพยายามทำให้ร่างกายตนเองเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ใบหญ้าในที่แห่งนี้ เพื่อให้สัตว์ต่าง ๆ มองเผินผ่าน

มือบางยกปิดปากตนเองไม่ให้ร้องผวาด้วยความตกใจ เมื่อเหลือบไปเห็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่นับเป็นโขลงกำลังย่างกรายมายังที่นี่ กลั้นหายใจตนเองด้วยความกลัวจับจิต มองตามช้างป่าตัวใหญ่หลายต่อหลายตัวในเงาสลัวนั้นเดินผ่านไป

“นี่ รู้ไหม ในป่าน่ะถ้าหากเห็นช้างเดินย้ายถิ่นไปหาของกินเป็นโขลง คนโบราณเขาเชื่อกันว่าเป็นทางผ่านผีที่กำลังเดินตามยมบาลลงไปในขุมนรกนะ*…” เสียงของป้าแก่ ๆ แม่บ้านคนเก่าของวินทรกล่าวกับเพื่อนร่วมงานผุดขึ้นมายังศีรษะ เขากลัวเหลือเกิน*

“ในป่ามีสิ่งเร้นลับอีกมากมาย บางคนหลงเข้าไปแล้วหายลับไปเลย” คนหนึ่งออกความเห็น

“ในป่าออกกว้างขวางปานนั้น ไม่มีใครเดินออกมาได้หรอกหากไม่ชำนาญอย่างพรานป่า ในนั้นมีต้นไม้รูปร่างหน้าตาเหมือนกันไปหมด ของกินก็ไม่มี ถ้าเจอดีด้วยแล้วก็คงจะบ้า ไหนจะสัตว์ป่าทั้งเสือทั้งงูอีก ฉันล่ะไม่ค่อยเข้าใจพวกที่ชอบเดินป่ากันจริง ๆ”

ใจของวินทรหลุดลงพื้นด้วยความโหวง พยายามไม่คิดเรื่องร้ายลิดรอนความตั้งใจของตนเองที่มีตั้งแต่ต้น อย่างไรเสียชายหนุ่มยอมจบชีวิตในป่าดีกว่าจะต้องเป็นทาสอารมณ์ของซาตานเจ้าของคฤหาสน์กลางป่าผู้นั้น

ฟิลลิกซ์ จบสิ้นกันที!

หากเขาไม่สำคัญต่ออีกฝ่าย วินทรขอออกมาดีกว่า คิดแล้วใจของเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบ แม้ไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่ดวงตาเขาเอ่อชื้นไปด้วยน้ำ ชายหนุ่มยกหลังมือปาดน้ำตาสั่งการให้ตนเองเข้มแข็งฮึดสู้

ถึงอย่างไรนั้น น้ำตาของชายหนุ่มก็ไหลไม่ยอมหยุด แต่ไม่นานหรอก เขาจะไม่เสียน้ำตากับความอัปยศนี่อีกต่อไปแล้ว หากออกไปจากที่แห่งนี้ได้ คฤหาสน์ที่เคยอยู่ไม่มีทางห่างไกลความเจริญแน่ เพราะทั้งอาหารการกิน หรือของใช้ต่าง ๆ ของเหล่าคนอาศัย ทั้งหมดต่างจำเป็นที่จะต้องเข้าเมืองอยู่บ่อยครั้ง นั่นทำให้วินทรรู้ดี

อีกอย่าง ตอนมาครั้งแรกแม้จะถูกปิดตา แต่รถก็แล่นผ่านมาตลอดทางได้ นี่เป็นการบอกใบ้ชั้นดีว่าเขามีทางรอดจากบ่วงมารอย่างฟิลลิกซ์ได้ สิ่งที่วินทรกำลังกระทำบ่งบอกว่าไม่เป็นสิ่งที่ยากเข็ญเกินไปอีกแล้ว

ฟิลลิกซ์ อีกฝ่ายไม่มีวันที่จะได้เจอหน้าเขาอีก

“โอ๊ย…” 

นี่มันอะไรกัน ชายหนุ่มกุมอกข้างซ้ายของตนเองเมื่อความรวดร้าวพุ่งแปลบปลาบเข้ามาราวกับถูกใครบีบหัวใจ ร่างบางที่ขดกอดตนเองในซอกรากไม้สั่นไร้เรี่ยวแรง หอบสูดนำลมอากาศเข้าสู่ร่างกายด้วยความหวาดกลัวจนน้ำตาไหลเอ่ออาบแก้ม “ไม่ ฉันไม่ยอมตายอยู่ที่นี่หรอก ฟิลลิกซ์…”

ดวงตากลมโตเหลือบแหงนขึ้นไปบนฟากฟ้า สูดลมหายใจเข้าร่างให้มีพลังหากยิ่งทำเท่าไร ภาพเบื้องหน้าก็พร่าเลือนไปทุกทีทุกที น้ำที่เอ่อเต็มดวงตาหยดไหลลงบนพื้นพร้อมกับมือที่กุมอกอยู่นั้น ร่วงผล็อยลงยามสิ้นสติ

อิสรภาพเอย อยู่แห่งหนใดกัน…ในห้วงเหวแห่งจิต วินทรพาร่างตนเองเดินเอื่อยอย่างไร้จุดหมาย เดินไปยังที่ใดที่หนึ่งอย่างไม่รู้สึกถึงสติ ครั้นดวงตากวาดไปเห็นสถานที่แห่งหนึ่งคล้ายที่ที่ตนเองอาศัยมาช้านาน  ‘คฤหาสน์มืด’ ที่เคยเรียกด้วยความเปลี่ยวเหงาในอก ความเจ็บแล่นเข้ามาอีกครั้งด้วยตกใจว่าเหตุใดจึงย้อนกลับมาที่แห่งนี้ได้อีก ทั้งที่จำได้ว่าเมื่อครู่ยังอยู่กลางป่าใหญ่หลังจากหนีออกมาได้แล้วแท้ ๆ

นี่มันเรื่องอะไรกัน

วินทรรีบพาร่างเดินไปหลบในมุมใดมุมหนึ่งของสถานที่ที่คุ้นเคย เมื่อได้ยินเสียงของใครคุยกันเล็ดรอดออกมา

“เร็วซี เดี๋ยวลูเซียนโมโหหิวพาลมาที่เราอีกหรอก” หญิงคนหนึ่งเร่งเท้าเดินนำกลุ่มคนที่ถือของเดินตามออกไปยังด้านนอกที่ไม่คาดคิดว่าจะมีใครอยู่ ที่นี่มีคนชื่อลูเซียนด้วยหรือ

ที่สำคัญที่นี่มีคนพวกนี้ตั้งแต่เมื่อไร เมื่อครุ่นคิด วินทรกุมอกตนเองที่เจ็บแปลบเล็ก ๆ นั้น พาร่างอันผอมซูบเดินตามไปอย่างไม่ลืมเว้นระยะห่างด้วยความใคร่รู้ เขาเห็นเด็กกลุ่มหนึ่งกำลังเล่นด้วยกันอย่างสนุกสนาน ท่าทางรูปร่างของคนทั้งหมด วินทรไม่รู้สึกคุ้นตาเอาเสียเลย ราวกับว่าที่แห่งนี้ไม่เคยมีคนพวกนี้อยู่ตั้งแต่แรก

แม้จะคิดอย่างนั้น แล้วภาพที่เห็นตรงหน้าคืออะไรกันเล่า ผีงั้นหรือ

“ข้านำอาหารมาให้ รีบกินเสียนะลูเซียน กาเบรียลล่า และเจ้าหญิงไลรี่ย์น้อยผู้เป็นที่รัก” หญิงกลางคนกล่าวกับเด็กชายวัยประมาณสิบสองขวบคนหนึ่ง เด็กหญิงตัวน้อยสวมเครื่องแต่งกายงดงามอีกสองคน

“แล้วสำหรับโคลกับโดโนแวนเล่าแม่” เด็กหนุ่มตัวน้อยผมสีน้ำตาลยาวสวมเครื่องแต่งกายหรูหราราวกับเจ้าชายในแถบยุโรป เงยหน้าขึ้นไปสอบถามหญิงคนนั้น พลางชี้นิ้วไปยังเด็กชายหญิงคู่หนึ่ง ร่างกายมอมแมมบอบบางผ่ายผอมที่นั่งอยู่บนพื้นหญ้า วินทรเพ่งมองใบหน้าคนกล่าวนั้นด้วยความคุ้นตา คล้ายใครสักคนที่เขารู้จักดี

รวมถึงเด็กน้อยหนึ่งในสองคนนั้น คล้ายวินทรสมัยเด็กจนแทบไม่น่าเชื่อ

“มันสองคนเดี๋ยวเข้าไปกินในครัวก็ได้เพคะ เป็นแค่คนอาศัยไม่ควรมาตีเสมอทั้งสามพระองค์หรอก” หญิงคนหนึ่งบอกไป ทว่า เด็กชายสวมเครื่องแต่งกายงดงามนั้นกลับแสดงสีหน้าไม่ชอบใจพร้อมกระทืบเท้า 

“หากแม่ไม่หุบปากแล้วตระเตรียมสำรับของโดโนแวนกับโคลเดี๋ยวนี้ ข้าจะให้คนจับแม่ไปขังห้องใต้ดินสักสิบวัน” ทุกคนเงียบกริบเมื่อได้ยิน “ได้ยินไหม ข้าบอกให้ไปเตรียมยังไงเล่า!”

“แต่ว่า…” นางลากเสียง

“นี่เป็นคำสั่ง!” เด็กหนุ่มคนนั้นร้องเสียงดัง ดุจคำขาดที่เขากล่าว เหล่านาง ๆ ที่ยืนอยู่ต่อหน้าก้มหน้าก้มตามิอาจยอมให้เจ้าชายที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยหนุ่มพิโรธโกรธเคือง ยอมค้อมศีรษะน้อมรับแต่โดยดี 

“เพคะ”

“เดี๋ยว…” 

เด็กชายรูปงามแลคุ้นตาวินทรเอ่ยขึ้นขณะที่หญิงเหล่านั้นหันรีหันขวางจะย้อนกลับมาด้านนี้ เมื่อได้ยินเรียก ทุกร่างหันขวับไปรับฟังแทบจะทันที ในเวลานั้น ร่างของชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนเต็มตัวอีกครั้ง ก่อนยกนิ้วชี้เรียวชี้ไปยังกลุ่มกำนัลทั้งหลายกล่าวว่า  “นับตั้งแต่เวลานี้ไป หากข้าได้ยินพวกเจ้าเรียกโดโนแวนและโคลสหายของข้าแบบนั้นอีกครั้ง พวกเจ้าจะไม่เหลือลิ้นไว้ชิมรสชาติของอาหารในถ้วยเล็ก ๆ ที่หวงกันนี่อีก!”

“ลูเซียน ไม่เห็นต้องโมโหอย่างนั้นเลยนี่เพคะ”

“รวมถึงท่านด้วย แม่นม” สิ้นคำแข็งกระด้างของเด็กหนุ่ม หญิงค่อนกลางคนกุมอกตนเองด้วยแววผวาจากดวงหน้างดงามนั้น เหตุเพราะไม่คิดว่าเด็กน้อยอันเป็นที่รักจะกล่าวถ้อยวาจาโหดร้ายนี้ออกมาได้ เจ้าตัวดูเปลี่ยนไปตั้งแต่คบเพื่อนชั้นต่ำสองคนนี้

“ก็ได้เพคะ…” นางยอมน้อมรับ

เพคะงั้นหรือ วินทรมองคนเหล่านั้นกล่าวสนทนากันด้วยแววฉงน เหตุใดถึงใช้คำราชาศัพท์กับเด็กชายคนนั้นนั้น ราวกับเป็นเชื้อพระวงศ์ หรือจะใช่ แต่ในที่แห่งนี้น่ะหรือ

“ข้าจะบ้าตาย อีกหน่อยข้าไม่ต้องปรนนิบัติพัดวีมันสองคนด้วยหรือนี่” หญิงคนหนึ่งอุบอิบบ่นพลางรีบสาวเท้าตามร่างท้วมของคนที่ถูกเรียกว่า ‘แม่นม’

หญิงอีกคนหนึ่งที่เดินพร้อมกันก็ออกความเห็นอีกด้วยว่า “มันสองคนชักจะกำเริบมากเกินไปแล้ว ข้าว่าอีกไม่นาน มันอาจจะชักจูงลูเซียนไปในทางไม่ดีได้ ลูเซียนกำลังจะเติบโตเป็นหนุ่ม กำลังอยากรู้อยากเห็น มันจะเป็นเรื่องใหญ่ถ้าเขาหลงไปกับสองคนนั่น ข้าว่าเราควรไปบอกพระราชา”

“ข้าเห็นด้วย” นางอีกคนเออออ “มันใช่เสียที่ไหนที่จะมายกย่องพวกขอทานบ้านป่ามาเป็นสหาย คิดแล้วก็แขยง”

วินทรพยายามหลบร่างให้พ้นแก่สายตากลุ่มคนที่กำลังจะเดินผ่านนี้ หากในเวลานั้นเอง ร่างโปร่งซวนเซเมื่อถอยไปเหยียบอะไรสักอย่างจนเกิดเสียหลักล้มออกมาจากแดนบดบังร่างกาย

อะไรน่ะ!

กายวินทรเย็นวาบเมื่อร่างของตนเองถูกสวนผ่านได้ทะลุปรุโปร่งจากชหลายคนที่เดินมา ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกอกตกใจ หัวใจก็เจ็บจี๊ดขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง เหตุใดร่างกายของเขาจึงเป็นเช่นนี้เล่า ทำไมไม่มีใครเห็นเขา เดินผ่านร่างกายนี้ไปราวกับที่วินทรเป็นอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงวิญญาณ

หรือเขาเสียชีวิตไปแล้ว!

“ไม่จริง ไม่จริง… ฉันจะไม่ยอมจบชีวิตเพียงแค่นี้ ฉันยังไม่ตาย”

แล้วเหตุใดร่างกายถึงเป็นเช่นนี้กันเล่า ชายหนุ่มย้อนถามตนเองด้วยความรวดร้าวในอกราวกับกำลังมีใครบีบดวงใจของเขาอีกครั้ง ร่างผอมบางเสียหลักทรุดกายอันอ่อนแอนอนกับพื้นหญ้า ร้องไห้กระหืดกระหอบบิดกายเร่าด้วยความเจ็บปวด พยายามเรียกสติตนเองให้สู้รบกับความเหนื่อยอ่อนที่พุ่งเข้ามากัดกินดวงใจอันอ่อนแรงนี้

“หนู*…”*

วินทรดิ้นรนอย่างที่สุดเพื่อให้ตนมีชีวิตต่อไป ใบหน้ากลมมนแหงนมองตามเสียงของหญิงน่าจะมีอายุคนหนึ่งด้วยหวังว่าจะมีใครช่วย หากเขากลับมองไม่เห็น เห็นว่าสิ่งต่อหน้านั้นเป็นเพียงแสงสีแดงของท้องฟ้ายามกลางวันเท่านั้น

 “หนู ตื่นเถอะ…”

วินทรส่ายหน้ามองหาด้วยความหวังเป็นที่สุด “ใครกัน…”

“ใจฉันชักจะไม่ดีแล้วตา แกพอจะยกหนูนี่ไหวไหม โถ…ไม่น่าเชื่อเลยว่ากลางป่ากลางเขาจะมาอยู่คนเดียวได้อย่างนี้คุณเอ๊ย ไปเจออะไรมากันนี่” หญิงชาวบ้านคนหนึ่งก้มพินิจร่างบอบบางที่กำลังนอนขดกายในซอกของรากไม้ ร้องไห้ครวญครางอยู่คนเดียวราวกับคนสิ้นสติ น่าเวทนาอย่างที่สุด

“กลางป่าอย่างนี้จะมีใครมานอนซ่อนอะไรอยู่ตรงนี้น่ายายแก่ มันน่าสงสัยนะ” ผู้เป็นผัวกล่าวพลางถอยร่างออกไปยืนห่างด้วยหวาดระแวง เหตุเพราะไม่ห่างจากนี้มีสถานที่ที่พวกเขาเชื่อกันว่ามีบางอย่างเหนือธรรมชาติอยู่

“แกนี่ก็กลัวจนขี้ขึ้นสมองไปได้ นี่กลางวันแสก ๆ” นางหันไปต่อว่าสามี

“หรือจะเป็นเสือสมิง…”

“เสือสมิงแกหรือจะมามีที่นี่ได้ ถ้าข้ามไปฝั่งป่าอาถรรพ์โน่นน่ะค่อยว่าไปอย่าง อาจจะเป็นคนเดินป่าแล้วหลงทางก็เป็นได้ ไป ๆ ยกหนูนี่ขึ้นหลังไปได้แล้วอย่ามัวเพ้อน่ะไอ้แก่” ผู้เป็นเมียกล่าวพลางตบบ่าผัวเร่ง ด้วยกลัวว่าจะไม่ทันการหากรอนานกว่านี้ ชายหนุ่มนิรนามคนนี้อาจจะถึงแก่ชีวิตในที่สุดก็เป็นไปได้

--------------------------------------------------

วินทรน่าสงสาร แล้วจะรอดมั้ย จะเป็นยังไงต่อ อ่านตอนต่อไปเลย

เพิ่งวาดรูปคาแรคเตอร์นายเอกเสร็จ เอามาแบ่งทุกคน 

Cr. ต้นฉบับ มาร์คGot7, นายแบบหนุ่มจีน

เดี๋ยววันหลังจะเอาภาพแบบตัดเส้นในคอมมาฝาก

อย่าลืมคอมเม้นด้วยน้า 

ความคิดเห็น