-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 23

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.8k

ความคิดเห็น : 85

ปรับปรุงล่าสุด : 24 เม.ย. 2560 00:27 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 100
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 23
แบบอักษร

23

การลักลอบขนเสบียงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทหารที่ได้รับหน้าที่เข้ามารายงานตามปกติเมื่อขนได้ครึ่งหนึ่ง ผู้ออกคำสั่งบังคับบัญชาจึงบอกให้หยุดและให้เหล่าทหารที่อยู่ในนั้นกลับเข้ามายังเขตพื้นที่ของตนโดยด่วน การออกคำสั่งที่แตกต่างยิ่งทำให้ผู้คนรอบข้างนึกฉงน เหตุใดพระสนมถึงไม่ออกคำสั่งให้ลักลอบขนเสยียงจนร่อยหรอก่อนจะสั่งถอนกำลัง หากทำเช่นนั้นก็สามารถสร้างความปั่นป่วนให้โจวอี้หานได้ไม่น้อย

เหล่านายกองทัพที่ผ่านสนามรบอย่างโชกโชนต่างต้องการความคิดเห็นในเรื่องนี้ คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงความเงียบและคำสั่งให้ฝึกกำลังทหารต่อไปไม่ได้ผิดแผกไปจากเดิมสักนิดจนกลายเป็นคำติฉินนินทากระจายไปทั่วกองทัพว่าพระสนมช่างขี้ขลาดตาขาว

หนิงลี่ได้ยินคำนินทาเหล่านั้น สองมือกำแน่นวางไว้บนโต๊ะที่มีแผ่นกระดาษวางเรียงราย ไม่ว่าอย่างไรเสียเรื่องนี้จะต้องผ่านไปได้

“จิ่นสือ”

คนถูกเรียกที่อยู่ด้านนอกเดินเข้ามา ด้วยตำแหน่งแล้วจิ่นสือจึงต้องยกมือคารวะ แม้ว่าจะเป็นเพื่อนเมื่อครั้งยังเยาว์ “พระสนม”

“สถานการณ์ด้านนอกเป็นเช่นไร”

“อีกไม่เกินเจ็ดราตรีกองทัพโจวอี้หานจะนำทัพมาบุกเพื่อโจมตี”

“งั้นรึ” หนิงลี่ถอนหายใจแผ่ว “ทหารมีเท่าใดกัน”

“ทหารของโจวอี้หานมีราวสี่แสนนาย ส่วนทหารของแคว้นฉินรวมกับแคว้นฉีแล้วมีเพียงแค่สามแสนนาย”

“งั้นรึ” หนิงลี่พยักหน้ารับให้กับคำตอบ สองมือยกขึ้นโบกเล็กน้อยเพื่อเป็นสัญญาณให้จิ่นสือออกไป...ความตรึงเครียดก่อเกิดขึ้นหลังจากที่อยู่เพียงลำพัง ก่อนหน้านี้หนิงลี่ได้ให้แจ้งให้ทหารส่วนหนึ่งไปทำลายเส้นทางหลัก สร้างสิ่งกีดขวางและตั้งกองกำลังดักโจมตีเอาไว้ น่าจะกันเรื่องการขนส่งเข้าสู่เมืองเสียนหยางได้พักหนึ่ง นอกจากเส้นทางหลักแล้วเส้นทางรองทั้งหมดก็ถูกตัดขาด ครั้งเมื่อออกไปสำรวจเมื่อครั้งก่อนหนิงลี่มองดูทิวทัศน์รอบด้าน จัดได้ว่าในขณะนี้แคว้นฉินกำลังถูกรายล้อมด้วยทหารของจิ่นสือ

อีกเจ็ดราตรี...เวลามีอยู่ไม่มาก จะต้องรีบเร่ง

ทางด้านโจวอี้หาน...ความบังเอิญที่คนดูแลกองคลังเห็นความผิดแปลกจึงได้เร่งรัดเข้าไปตรวจสอบปรากฏว่าเสบียงที่น่าจะมีอยู่เต็มกลับหายไปครึ่งหนึ่ง พบเพียงกำแพงไม้รูโหวที่ถูกปิดด้วยแผ่นไม้อีกที มันเป็นช่องทางหนีและทางลักลอบขนเสบียง ความผิดแปลกนี้จึงได้ไปรายงานให้กับโจวอี้หานทราบโดยด่วน สร้างความไม่พอใจไม่น้อย โจวอี้หานเร่งนำตัวคนร้ายที่แอบทำตัวเป็นแมวขโมย แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าของผู้ร้าย เมื่อคิดถึงต้นตอของเรื่องก็หวนนึกถึงครั้งที่ทัพของพระสนมหนิงลี่เข้ามาตีปั่นป่วน

“บัดซบ!”

ปัง!

องค์รัชทายาทผู้รุกรานทุบโต๊ะดังปังใหญ่ คิดไม่ถึงว่าพระสนมผู้นั้นจะชาญฉลาดได้ มันเป็นเพียงแค่แผนการหลอกล่อเพื่อแอบส่งคนเข้ามาก่อนจะสั่งให้คนถอยทัพเพื่อป้องกันการจับได้ กว่าคนของเขาจะรู้ตัวก็ขนหนีไปจนเกือบหมด นับว่าหนิงลี่ใจกล้าบ้าบิ่นไม่น้อยทีเดียว

ความโกรธยิ่งมีขึ้นมาเป็นทวียามที่ทหารอีกนายมารายงานถึงเส้นทางลำเลียง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหนก็ถูกทำลายราบคาบ เท่ากับว่าบัดนี้แคว้นฉินถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์

“ฝ่าบาท นับว่าพระสนมผู้นั้นช่างมีความคิดนัก มิทราบว่าฝ่าบาทจะจัดการอย่างไรเล่า”

“ฮึ่ม!” กายใหญ่ลุกขึ้นจากบัลลังก์ “เป็นเพียงแค่สนมอัปลักษณ์จะฉลาดสักเท่าใดกัน...เฉินชุน! ติดต่อแคว้นโจวเพื่อขอกำลังเสริมจากบิดาข้า”

เฉินชุนรับคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ”

หลังจากเฉินชุนออกไปแล้วเหลือแต่เพียงอี้ชิงและองค์รัชทายาท

ดวงตาดุร้ายนึกขบแค้นสร้างความชิงชังให้กับโจวอี้หานไม่น้อย ผิดกับอี้ชิงที่หัวเราะแผ่วด้วยความขบขัน จึงสร้างความแปลกใจให้คนฟัง

“ฝ่าบาท จะเป็นเช่นไรเล่าหากข้าต้องการจับพระสนมลี่ให้ท่านได้เชยชม”

โจวอี้หานเบ้หน้า จะให้เชยชมพระสนมผู้อัปลักษณ์เช่นนั้นรึ!

“ฝ่าบาท ข้าได้ข่าวว่าพระสนมลี่บัดนนี้หน้าตาไม่เหมือนดั่งเดิม ตอนที่ซ่งจินเหลียงให้มาคอยควบคุมจับตาดูพระสนม ข้าเองก็เห็นหน้าคร่าตาอยู่บ้าง แต่บัดนี้ความอัปลักษณ์นั้นถูกรักษาโดยหมอหลวง แม้มิใช่ชายงามอย่างแม่ทัพซูลี่แห่งต้าฉี แต่ฝ่าบาท...ท่านไม่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นสักคราหรือ อีกอย่างหากเราจับพระสนมมาได้ก็ คนที่เหลือก็คงไร้สิ้นซึ่งกำลังใจยอมสวามิภักต่อท่านโดยดี หลังจากนั้นค่อยตัดหัวพระสนมทิ้ง ท่านว่าดีหรือไม่”

โจวอี้หานได้ฟังเหตุผลของอี้ชิงก็เริ่มพึงใจ “ดี...ดี เจ้าวางแผนการได้ดีมาก จัดกองกำลังทัพ! ข้าจะบุกโจมตี!”

ทำลายเสี้ยนหนามที่คอยตำให้สิ้น!

โจวอี้หานออกคำสั่งการรบโดยด่วน เปิดศึกนำทัพเข้าโจมตี บุรุษสูงสง่านั่งอยู่บนหลังม้า สวมเสื้อผ้าชุดเกราะเพื่อรอเวลาออกคำสั่งโดยมีอี้ชิงเป็นแม่ทัพด่านหน้า เสียงแตรวงฆ้องกลองขนาดใหญ่ถูกเป่าและตีใช้ในการเป็นสัญญาณเวลาออกทัพ เสียงเหล่านั้นดังกระหึ่มไปรอบทิศจนผู้ที่อยู่ใกล้ไกลถึงกับขนลุกขนพอง

เสียงนั้นดังไปจนถึงที่ตั้งฐานของหนิงลี่ เหล่านายกองและเสนาอำมาตย์ต่างร้อนรนให้กับความใจเย็น ในเวลาขับขันเช่นนี้ยังจะนั่งแจกถุงเงินที่ไร้ความหมายโดยไม่มีการออกคำสั่งการรบใดๆ ทั้งสิ้น

เห็นทีแคว้นฉินคงถึงคราวพินาศ

หลังจากที่แจกถุงใบสุดท้ายให้นายกองเสร็จ หนิงลี่จึงลุกขึ้น สองมือยกประสานเพื่อทำการคารวะแก่ผู้ที่ต้องออกรบในสงคราม

“ทุกท่าน ขอให้ทุกท่านเชื่อข้าเถิด ไม่ว่าอย่างไรข้าก็จะนำชัยชนะมาสู่ทุกท่านให้จงได้”

ไป๋หวงหนึ่งในผู้นำออกรบค้าน “พระสนม ท่านแจ้งประจักว่าจะนำชัยชนะมาสู่แคว้น แล้วเหตุใดเล่าจึงไม่ออกคำสั่งการรบ แผนการนั้นก็ไม่มี แล้วพวกข้าจะชนะได้เช่นไร”

เมื่อหนึ่งเสียงกล่าว อีกหลายเสียงจึงได้ตามมาเซ็งแซ่ เหล่าผู้มากกว่ากำลังไม่เชื่อใจในคำสั่ง

“พระสนม” ยินหย่งออกความคิดเห็น “ท่านมีแผนอันใดรึ”

อำมาตย์ผู้มากอายุใคร่รู้ในคำตอบนั้น

“แผนการนั้น...ข้าได้ให้พวกท่านไปหมดแล้ว”

ยินหย่งไม่เข้าใจความหมายนั่น ไม่เพียงแค่เขาแต่ทุกคนล้วนที่ได้ยินต่างก็ไม่เข้าใจในความหมายที่พระสนมลี่กล่าวสักนิด แผนการจะอยู่ในถุงผ้าได้เช่นไรเล่า

คนถูกถามยกยิ้มแผ่วบนใบหน้า ดวงตาตาทั้งสองข้างทอประกายแห่งความหวัง...แผนการนี้อาจจะเสี่ยงไปบ้างแต่หนิงลี่ก็เชื่อมั่นว่ามันจะต้องชนะ มือด้านขวาหยิบกระบี่ที่คาดเอวขึ้นมา แสงอาทิตย์ที่สว่างจ้าสะท้อนในคมกระบี่จนเห็นใบหน้าด้านซ้าย

ถึงคราวจะต้องเอาคืน!

อาชานับหมื่นกำลังเคลื่อนพล นายทหารนับแสนต่างพากันวิ่งกู่ร้องก้องประสานเสียง ต่างแคว้นชิงดีชิงเด่นต่อสู้เพื่อบ้านเมืองของตน แคว้นโจวเคลื่อนทัพตามคำสั่งของอี้ชิงบุกตะลุยไปด้านหน้า แบ่งกองกำลังเป็นสามกอง คือทัพหน้า ทัพกลาง และทัพหลัง โจมตีในแต่ละด้านหมายจะเจาะกำแพงมนุษย์ที่ขวางกั้น

ส่วนทัพของหนิงลี่นั้นเป็นกองกำลังเป็นหย่อมสู้ทหารหลายหมื่น แม้กำลังพลจะน้อยกว่าแต่ก็สามารถต้านกองทัพของโจวอี้หานได้อยู่หมัด เสียงประกาศก้องให้แปรขบวนเป็นรูปร่างต่างๆ ป้องกันศึกที่โจมตีมาจากทุกด้านได้สำเร็จ

นายทัพเข้าปรี่รายงานถึงความเคลื่อนไหวของต่างแคว้นที่ไม่สามารถบุกทะลวงเข้าไปได้ สูญเสียกำลังไปหลายพันนายเนื่องจากว่าการแปรขบวนที่ใช้หอกและกระบี่ทิ่มแทงข้อเท้าศัตรู หากเป็นทัพธนูไฟก็จะใช้โล่กำบัง กั้นรอบด้านเป็นแปดทิศแล้วใช้พลธนูสวนกลับในบัดดล แต่แคว้นฉินกลับทำเพียงแค่ตั้งรับ หาได้บุกเข้ามาไม่ แม้ว่าจะผ่านไปเจ็ดราตรีแล้วก็ตาม

โจวอี้หานกราดเกรี้ยวเคืองแค้นในความสามารถของทัพตัวเอง กำลังพลมีมากกว่าแต่กลับไม่สามารถต่อกรกับแคว้นฉินได้ โจวอี้หานไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะไม่สามารถเข้าไปในกำแพงมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นได้ จึงได้สั่งให้กำลังพลปืนใหญ่บุกเข้าไปเพื่อรับหน้า

ความเฉลียวของพระสนมไม่จบเพียงแค่นั้น เมื่อสายข่าวรายงานถึงการเปลี่ยนแปลงรอบด้าน จึงสั่งให้กำแพงมนุษย์ถอยกำลังกลับแล้วนำกำแพงหินเข้ามาแทนที่ ปืนใหญ่ที่ทรงอานุภาพกลับถูกต่อกรด้วยหินขนาดเล็กหลายก้อน บ้างโดนพลทหาร บ้างโดนปืนใหญ่จนสร้างความเสียหายให้กับโจวอี้หานอีกครา

ทัพของหนิงลี่นั้นสามารถกั้นทัพโจวอี้หานได้เป็นผลสำเร็จ

จนกระทั่งผ่านไปอีกเจ็ดราตรี คนหมู่มากที่เพิ่งทำการสู้รบ ความเหนื่อยยากและความหิวโหยทำให้นายทหารแคว้นโจวกินมากกว่าปกติ เสบียงที่หายไปครึ่งหนึ่งจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการ เหล่าทหารจำนวนมากต่างหิวโหยจนเกือบหมดแรงสู้

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ บัดนี้เสบียงไม่เพียงพอต่อความต้องการ เหล่าทหารต่างหมดสิ้นเรี่ยวแรงในการรบ จะทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ!” เฉดชุนคนสนิทรายงานถึงความเป็นจริง

“บัดซบ!” โจวอี้หานลุกขึ้น

พระสนมลี่! เจ้าช่างแสบนักนะ!

องค์รัชทายาทเพิ่งนึกขึ้นมาได้ การที่หนิงลี่ขนเสบียงแค่ครึ่งหนึ่งนั้นมันก็เป็นเพียงแค่กลอุบาย ขนเสบียงหลบหลีกก่อนที่จะถูกจับได้ หนึ่งคือป้องกันคนไม่ให้คนของตนเองนั้นถูกลอบสังหาร และสองคือการที่ทัพแคว้นฉินไม่ยอมบุกเอาแต่ตั้งรับก็เพื่อรอเวลา...หากเสบียงอาหารหมดเมื่อใด ทหารย่อมอ่อนกำลัง

โจวอี้หานประจักแจ้งก็วันนี้ หนิงลี่ใช่ว่าจะอ่อนด้อยอย่างที่คิด

ผิดกับอี้ชิงที่หัวเราะแผ่ว ใบหน้าภายใต้ผ้าพันแผลยกยิ้มมุมปากด้วยความพึงใจ…พระสนมหนิงลี่ พระสนมที่เคยอัปลักษณ์ เป็นเพียงแค่สามัญชนจากจี้หนานแต่กลับเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนี้

ช่างน่าประทับใจ…

“อี้ชิง!” หันเรียกรองแม่ทัพแห่งเสียนหยาง

อี้ชิงยกมือประสาน “ฝ่าบาท”

“ไม่ว่าต้องทำเช่นไร จงนำหัวของพระสนมลี่มาให้ข้า!”

“พ่ะย่ะค่ะ”

อี้ชิงกล่าวรับคำสั่งก่อนเดินหันหลังให้โจวอื้หาน กายใหญ่สาวเท้าเดินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มร้าย ไม่คาดคิดว่าสนมเพียงผู้เดียวจะสามรถต้านคนนับแสนได้

หนิงลี่…ข้าประเมินเจ้าต่ำไปเสียจริง

ในกองทัพที่กำลังตั้งรับอย่างเต็มความสามารถ หนิงลี่อยู่ในชุดออกศึกเต็มยศนั่งอยู่บนหลังอาชาสีทมิฬตัวใหญ่ที่ถูกประดับประดาไปด้วยชุดเกราะเพื่อกันไม่ให้ข้าศึกศัตรูโจมตี สี่ขายืนตระหง่านท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวลในสนามรบ…หนิงลี่ได้ข่าวว่าบัดนี้อี้ชิงลงมาควบคุมการรบด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้เสียเกียรติและถูกมองว่าเอาแต่หดหัวอยู่แต่ในกระโจม หนิงลี่จึงออกมารบด้วยตนเองเพื่อเผชิญหน้ากับศัตรูผู้ทรยศ

แผนการของหนิงลี่ตลอดการรบที่ผ่านมาคือการสั่งจากในกระดาษ จดแผนการโดยละเอียดทุกขั้นตอนแล้วนำแผนการนั้นไปไว้ในถุงเงินที่มอบให้กับเหล่านายกอง โดยไม่มีการสั่งให้เปิดล่วงหน้า เมื่อถึงคราวแผนผู้ใดนั้นค่อยเปิดทีละถุง ทำหน้าที่ของตนเอง ห้ามขาด ห้ามเกิน มิเช่นนั้นแล้วแผนนั้นอาจไม่สัมฤทธิ์ผล...ที่หนิงลี่ทำกลยุทธ์เช่นนี้ก็เพื่อกันไม่ให้แผนที่วางไว้ระคายไปจนถึงหูโจวอี้หาน

ขนาดตนที่เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในกระโจม ข่าวลือเหล่านั้นกลับแพร่สะพัดไปได้ นับประสาอะไรกับแผนการรบ…ปากต่อปาก หูต่อหู กระจายจากหนึ่งเป็นคนหมู่มาก คำติฉินนินทาสร้างความร้าวฉานให้นักต่อนัก

หนิงลี่รับรู้ถึงข้อเท็จจริง จึงได้เก็บแผนการรบใส่ในถุงเงิน แล้วอธิบายเพียงคร่าวๆ เพื่อให้นายกองและอำมาตย์ทราบถึงขั้นตอนในแต่ละขั้นว่าจะปฏิบัติอย่างไรก่อนและหลัง

ตลอดสิบกว่าวันที่ผ่านมา หนิงลี่เอาแต่ตั้งรับ พยายามปกป้องทหารของตนเอง รักษาไว้ซึ่งชีวิต การรบให้ชนะนั้นสำคัญก็จริง แต่ชีวิตคนหนึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน การสูญเสียจากไฟสงครามมันช่างหดหู่เสียจนริบรอนความรู้สึก หนิงลี่ทนความหดหู่นั้นไม่ได้

เพื่อแคว้นฉี เพื่อแคว้นฉิน เพื่อทหาร

“ไปเถิด ไปสู่สนามรบ ย๊า!”

พระสนมผู้ปรีชาขับเคลื่อนอาชาไปเบื้องหน้า ตามด้วยจิ่นสือ ไป๋หวง และเสนาอำมาตย์ ด้วยฐานเกิดแค่ที่เป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ แม้จะมีความรู้ประดับ หากแต่หนิงลี่นั้นกลับไม่มีวรยุทธ์เหมือนบุคคลที่ถูกฝึกปรือฝีมือมาอย่างดี แต่ความเคยอยู่ในกองสงครามมานาน หนิงลี่จึงเรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด อาวุธคู่กายคือกระบี่ มือขวากำด้ามกระบี่ไว้แน่น ฟาดฟันใส่ศัตรูในจุดที่ไม่คร่าชีวิต โดยมีจิ่นสือคอยประกบเป็นคู่ ทำลายจุดบอดที่อยู่ด้านหลัง

จากท้ายกองทัพ สู้จนไปอยู่จุดกึ่งกลาง

ด้านหน้าคืออี้ชิง รองแม่ทัพผู้ทรยศ

สองสายตาสบประสานเป็นหนึ่ง…แววตาของบุรุษที่อยู่บนหลังอาชาช่างดูโหดร้าย รังสีอัมหิตที่อยู่รอบกายภายใต้ผ้าสีขาวที่ถูกพันแทนหน้ากาก ปกปิดใบหน้าจนเกินครึ่ง แววตาที่ดุร้ายจนราวกับว่าสามารถเข่นฆ่าคนได้ในชั่วพริบตา

“อาลี่ เจ้าถอยออกมา” จิ่นสือประจักในความร้ายกาจนั้น

“พระสนม ท่านถอยออกมาเถิด” ยินหย่งควบอาชาขนาบข้าง เตรียมตั้งท่าปกป้องพระสนมจนสุดกำลัง…เมื่อครั้งที่ถูกหนิงลี่ช่วยชีวิตเอาไว้ ยินหย่งตั้งปณิธานเอาไว้…หากต้องตายเพื่อพระสนม ยินหย่งผู้นี้ก็ไม่เสียดายชีวิต

เป็นอี้ชิงที่เริ่มลงมือก่อน บุรุษร่างใหญ่จับกระบี่กระชับมั่น ใช้วิชาตัวเบากระโดดจากหลังม้ามุ่งหมายไปที่หนิงลี่โดยฉับพลัน ทว่ากลับถูกสะท้อนกลับด้วยคมกระบี่ของผู้อารักขาสะท้อนกลับ...ทั้งจิ่นสือและไป๋หวงต่างปกป้องหนิงลี่จากภัยร้าย ดวงตาคมเขี้ยวดุจเสือร้ายถูกคุกคาม ไป๋หวงที่รับเพียงกระบี่เดียวกลับสั่นสะท้านไปทั่วทั้งมือ นับว่าฝีมือของอี้ชิงไม่ใช่เล่น หากพลาดแม้แต่เพียงก้าวอาจจบชีวิตได้ง่ายๆ

ไป๋หวงในครั้งแรกอาจมีความแคลงใจให้พระสนมผู้ไม่เคยออกรบ แต่ด้วยปรีชาของพระสนมทำให้ความแคลงใจทั้งหมดถูกมลายสิ้น หนิงลี่ไม่เพียงแค่รักษาชีวิตเหล่าทหารแต่กลับขบคิดถึงกลยุทธ์ในการรบเป็นอย่างดี จนข้าศึกต่างเหนื่อยล้าและพ่ายแพ้

ทหารนับแสนใยเล่าจะสู้คนฉลาดได้เพียงหนึ่ง

วันนี้ไป๋หวงได้ตระหนักถึงข้อนั้นแล้ว


-----------------------

TAKE

กลยุทธ์เขียนแผนการลงบนกระดาษแล้วใส่ถุงเงิน เทคเอามาจาก สามก๊กนะเออ ความฉลาดของขงเบ้ง เขาใช้วิธีนี้ในการสร้างกลอุบายเพื่อไม่ให้แผนการรั่วไหล เทคเลยเอาวิธีนี้มาใช้บ้าง ถ้าเขียนอธิบายไม่ดี อธิบายงงๆ ก็ต้องขออภัยอย่างยิ่งน่อ

ป.ล. อย่าลืมไปอ่าน ความรักของผมนิยายอีกเรื่องที่เทคแต่งจบนานแล้ว นิยายที่ทำลายตับไต ไส้ พุง นะเออ และที่สำคัญ ในเว็บเป็นโชตะ!

ความรักของผม จิ้มมม

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น