jackxy wu

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter 21 Haunted House

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.7k

ความคิดเห็น : 36

ปรับปรุงล่าสุด : 19 เม.ย. 2560 22:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter 21 Haunted House
แบบอักษร

Chapter 21

Haunted House


[Tasha’s Part]

ผมตื่นมาด้วยอาการแฮงค์ที่เล่นเอาปวดหัวตึ้บ จะนอนต่อก็ไม่ได้เพราะนัดกับเจนไว้ตอนเที่ยงและนี่ก็ปาเข้าไปสิบโมงเช้าแล้วเลยจำต้องลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัวอย่างเสียไม่ได้ แน่นอนว่าสภาพผมแบบนี้ไม่รอดพ้นจากการถูกหัวเราะ เพราะเช้านี้แฮกเตอร์อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เขาเอาแต่ยิ้ม พอสบตาผมทีไรก็เปลี่ยนจากยิ้มมาเป็นหัวเราะอย่างสะอกสะใจจนผมได้แต่ร่างแผนการแก้แค้นอยู่ในใจเงียบๆ

หัวเราะไปเถอะ ไม่เคยได้ยินเหรอว่าหัวเราะทีหลังดังกว่าน่ะ

“เสร็จหรือยังแฮกเตอร์ ไปกันเถอะ เดี๋ยวสายนะ”

ผมส่งเสียงเรียกแฮกเตอร์ที่มัวแต่คุ้ยหาอะไรสักอย่างในกระเป๋า เขาส่งเสียงขานรับบอกให้ผมรอแป๊บนึงก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับกล่องอะไรสักอย่างขนาดเท่าฝ่ามือ

“ให้”

“หา?”

“หาอะไรของนาย ก็บอกว่าให้” เขาว่าพลางยัดกล่องนั้นใส่มือผม ผมรับมาแล้วก้มอ่านว่ามันคืออะไร

FIERCE COLOGNE [Abercrombie & Fitch]

“โคโลญจน์เหรอ”

“อืม คิดว่ามันน่าจะเหมาะกับนายดี” แฮกเตอร์กอดอกเอียงคอมองผมยิ้มๆ “ลองใช้ดูสิ”

ผมแกะกล่องโคโลญจน์แล้วเปิดฝาจะใช้ตามที่แฮกเตอร์บอก แต่จู่ๆ เขาก็ยื่นมือมาแย่งไป ผมเงยหน้ามอง ขมวดคิ้วน้อยๆ เมื่อเห็นแฮกเตอร์ยิ้ม คราวนี้ไม่ใช่ยิ้มขำหรือยิ้มสะใจที่เห็นผมแฮงค์ แต่เป็นยิ้มแบบเจ้าเล่ห์นิดๆ ดูมีแผนการร้ายหน่อยๆ ซะมากกว่า

“ฉันทำให้ดีกว่า นายทำเองไม่ถนัดหรอก”

“มันก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เฮ้ นั่นทำอะไรน่ะ?”

ผมร้องออกมาเบาๆ ด้วยความแปลกใจเมื่อแฮกเตอร์ยื่นมือมาปลดกระดุมเสื้อผมเฉย เขากระตุกยิ้มมุมปาก ไม่ตอบอะไรแล้วแหวกสาบเสื้อออกก่อนฉีดโคโลญจน์เข้าที่หน้าอกผม

กลิ่นมันออกหวานนิดๆ แต่ก็ไม่ฉุนจนเกินไป จะว่าไงดีนะ กลิ่นนี้มันให้อารมณ์เซ็กซี่ขี้อ้อนยังไงชอบกล

พลันผมก็นึกถึงบทสนทนาหนึ่งขึ้นมาได้ ผมเคยถามแฮกเตอร์ว่าผมเหมาะกับน้ำหอมกลิ่นแบบไหน และเขาตอบผมว่า ‘ต้องแนวกลิ่นหวานๆ หน่อย ขี้อ้อนนิดๆ มั้ง’ ไม่ยักรู้ว่าเขายังจำมันได้ แถมไปหาซื้อมาให้ผมจริงๆ ซะด้วย ดูจากแบรนด์แล้วท่าทางจะแพงน่าดู

“ฉีดตรงนี้ทำให้เสื้อนายหอม” เขาว่าพลางติดกระดุมกลับให้ผมแล้วตบเบาๆ ลงบนอก ก่อนจับผมให้เอียงคอแล้วฉีดโคโลญจน์เข้าที่ซอกคอผมอีกจุดหนึ่ง “ส่วนฉีดตรงนี้กลิ่นโคโลญจน์จะผสมกับกลิ่นตัวตามธรรมชาติของนาย...”

แฮกเตอร์ยัดขวดโคโลญจน์ใส่มือผม เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้มากกว่าเดิมจนปลายจมูกแตะลงบนผิวเนื้ออ่อนบริเวณซอกคอ ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนที่รินรดอยู่ตรงนั้น

“โอเค หอมแล้ว”

“นี่นาย...” ผมหรี่ตา จ้องหน้าแฮกเตอร์นิ่งๆ “กำลังยั่วกันอยู่หรือเปล่า?”

“หึ...นายต่างหากที่ยั่ว” แฮกเตอร์ตบไหล่ผมเบาๆ แล้วเดินนำออกจากห้องไป

หาว่าผมยั่วงั้นเหรอ วันนี้ผมยังไม่ทันทำอะไรที่เป็นการยั่วเขาเลยนะเอาจริงๆ


พวกเรามาถึงบ้านเจนก่อนเวลานัดสิบห้านาที เธอยังมาไม่ถึง บ้านถูกปิดเงียบเพราะเจ้าของไม่ได้นอนที่นี่แต่ไปค้างกับเพื่อน ผมเลยใช้โอกาสนี้เดินสำรวจรอบๆ ไปพลางๆ ก่อน

“อึดอัด” แฮกเตอร์บ่น สีหน้าดูหงุดหงิดงุ่นง่าน

“พลังด้านลบหนาแน่นมาก”

“นายแน่ใจนะว่าจะไล่ผีเอง” เขาขมวดคิ้ว “ไปตามผู้พิทักษ์มาจัดการดีกว่าไหม ยังไงนี่ก็หน้าที่พวกเขา”

“พวกนั้นชอบวุ่นวายน่ะสิ”

“ก็ยังดีกว่า...”

“เฮ้ พวกนาย!?”

เสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องทักขึ้นมา ไม่ใช่เสียงเจน แต่มันเป็นเสียงที่คุ้นมากจนทำเอาผมรีบหันกลับไปมองทันที คนมาใหม่ทั้งสองจ้องหน้าผม ส่วนยัยตัวเล็กยกมือชี้หน้าผมอย่างไม่เกรงใจ

“ธชา?!”

“ลินิน?” ผมขมวดคิ้ว เหลือบมองผู้ชายอีกคนที่คุ้นๆ ว่าจะเป็นเพื่อนของแฮกเตอร์

“เจฟ? มาได้ไงวะ”

แฮกเตอร์ส่งเสียงทักเพื่อนแล้วเดินไปหา สีหน้าเขาฉายแววงุนงงไม่แพ้ผมเลย

“ได้รับรายงานให้มาตรวจสอบสถานที่น่ะสิ อาทิตย์ก่อนสายตรวจแจ้งมาว่ามีพลังงานด้านลบหนาแน่นมากในบริเวณนี้ พวกเราเลยวิ่งวุ่นควานหาจุดกำเนิดพลังกันซะยกใหญ่กว่าจะเจอเนี่ย”

“แล้วลินินมากับนายได้ไง?”

“รู้จักกันเหรอ?” เจฟเลิกคิ้วถามกลับ

“ฉันเป็นญาติกับธชาน่ะค่ะ” ลินินหันไปตอบเจฟก่อนหันมาทางผมและแฮกเตอร์ “ก็อย่างที่เจฟเขาบอกว่าทางนี้สัมผัสพลังด้านลบได้ แต่พลังที่สัมผัสได้มันไม่ใช่พลังในพื้นที่น่ะ”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เลยไปติดต่อเธอมาสินะ” ผมพยักหน้ารับเมื่อพอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

“เฮ้ย เดี๋ยวๆ อย่าเข้าใจกันแค่สองคนสิ อธิบายให้ฉันฟังด้วย”

แฮกเตอร์โวยวายแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าหงุดหงิด เขามองสลับผมกับลินินก่อนล็อกสายตาไว้ที่ผม ดวงตาสีฟ้าคมกริบหรี่ลงฉายแววอันตราย ผมยิ้มให้เขาแล้วพยายามอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด

“ลินินเป็นหน่วย Exocist น่ะ ถ้าที่ไทยก็เรียกกันง่ายๆ ว่าพวกหมอผี มีหน้าที่ปัดรังควานวิญญาณร้ายที่จ้องจะสิงร่างมนุษย์หรือพวกที่อยู่อาศัย หน่วยนี้ไม่มีการประทับตราที่หลังมือเหมือนพวกผู้พิทักษ์ แต่จะสวมแหวนที่ประทับตราสัญลักษณ์แทน อย่างลินินบอกว่าพลังที่สัมผัสได้ไม่ใช่พลังในพื้นที่ก็ตามตัวนั่นแหละ วิญญาณที่รังควานเพื่อนนายอยู่ไม่ใช่วิญญาณของที่นี่ เพราะฉะนั้นเลยใช้วิธีจัดการตามแบบพวกเราไม่ได้”

“นายจะบอกว่าเป็นผีไทย?”

แฮกเตอร์ถามด้วยสีหน้าเหยเกจนผมแทบกลั้นหัวเราะไม่ไหว รายนี้เขามีปมกับผีไทยครับ เจ้าตัวบอกผีไทยมันหลอนแล้วก็น่ากลัวว่าผีอื่นๆ ที่เคยเจอ

“ใช่ เขาเลยประสานงานขอความร่วมมือส่งฉันมาช่วยเหลือไง” ลินินขยิบตาให้ “ว่าแต่เมื่อกี้ธชาบอกว่าเจ้าของบ้านนี้เป็นเพื่อนนายเหรอ?”

“ใช่ ทำไม?”

“งั้นก็เยี่ยมเลย”

“ฉันไม่เข้าใจ” แฮกเตอร์ขมวดคิ้ว เห็นแล้วผมก็นึกสงสารปนเอ็นดูเขานิดหน่อย

“คืองี้” เจฟรับหน้าที่อธิบาย “ปกติเวลาเราจะเข้าตรวจสอบมันต้องเสียเวลาหว่านล้อมเจ้าของบ้านอยู่พอสมควร บางคนก็เชื่อบางคนก็ไม่เชื่อจนต้องแอบลอบเข้าไปตอนเจ้าของบ้านไม่อยู่ แต่ถ้านี่เป็นบ้านเพื่อนแก งั้นแกช่วยบอกเธอให้อนุญาตให้พวกเราเข้าไปตรวจดูหน่อยได้ไหม”

“อันที่จริงฉันไม่ต้องช่วยก็ได้นะ”

“หือ?”

“เพราะที่ฉันกับธชามาวันนี้ก็เพราะเจน...หมายถึงเพื่อนฉันขอร้องให้มาช่วยดูให้หน่อยน่ะ” แฮกเตอร์ว่าพลางเหลือบตามองผม “พวกเรานัดกันตอนเที่ยง อีกสักพักเธอคงมาถึง ไว้ตอนนั้นฉันจะบอกว่าพวกนายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการไล่ผีแล้วกัน”

“โอเค ตามนั้น”

หลังตกลงกันได้แล้ว รออีกไม่กี่นาทีเหยื่อ...ผมหมายถึงเจ้าของบ้านในบทสนทนาก็ปรากฏตัว เจนเดินตรงมาที่พวกเรา เธอดูสงสัยเล็กน้อยเมื่อเห็นว่านอกจากผมกับแฮกเตอร์แล้วยังมีคนอื่นอยู่ด้วย ผมยิ้ม รีบแนะนำอีกสองคนที่เหลือก่อนเธอจะได้ถาม

“นี่ลินินกับเจฟครับ พวกเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการสื่อวิญญาณ ผมขอความร่วมมือจากเขา หวังว่าเจนจะไม่ว่าอะไรนะครับที่มีคนมาเพิ่มแบบนี้”

“ไม่ค่ะ ไม่เป็นไร” เธอยิ้มรับ เหลือบตามองบ้านตัวเองด้วยสายตาหวาดหวั่น “มีหลายๆ คนยิ่งอุ่นใจค่ะ เอ่อ...จะเข้าไปกันเลยไหมคะ?”

“ครับ เจนนำเลย ไม่ต้องกลัวนะครับ พวกเราอยู่นี่แล้ว”

ผมยิ้มให้กำลังใจเธอ แอบใช้ความสามารถพิเศษตัวเองในการโน้มน้าวจิตใจคนอื่นเข้าช่วยจนเธอหายกลัวและมีความมั่นใจเพิ่มในระดับหนึ่งเข้าไปด้วย

“หึ พูดจาเสียงอ่อนเสียงหวานเชียวนะ”

แฮกเตอร์เดินตีคู่มากับผม เขาใช้ดวงตาสีฟ้าคมกริบตวัดจ้องด้วยแววตาเคืองๆ ถึงผมจะโดนแฮกเตอร์จ้องแบบนั้นแต่กลับรู้สึกดีที่เขาหึงหวงผมมากกว่าจะโกรธ

ไม่สิ ผมเคยโกรธเขาลงที่ไหนกัน?

“ฉันแค่อยากให้เธอมั่นใจ ถ้าเธอกลัว จิตเธอจะยิ่งอ่อน มันจะเปิดช่องให้วิญญาณร้ายเข้าสิงได้ง่าย”

“งั้นก็ไปปลอบใจเธอต่อสิ เดินรั้งท้ายอยู่แบบนี้ไม่ช่วยอะไรหรอกมั้ง”

“นายหึงเหรอ” ผมกระทุ้งศอกเข้ากับสีข้างเขาเบาๆ แฮกเตอร์กลอกตา เขาพ่นลมหายใจออกมาคล้ายหงุดหงิด

“เปล่านี่”

“แน่ะ” ผมยิ้ม ยิ่งกระแซะตัวเข้าหาแฮกเตอร์อย่างได้ใจ

“ใช่เวลามาเล่นไหมฮะ!”

แฮกเตอร์หันมาดุผมแต่ริ้วสีแดงจางๆ ที่ข้างแก้มทำให้เขาดูน่ารักมากกว่าจะน่ากลัว ผมกลั้นยิ้มขำ เพราะถ้าขืนหลุดเสียงออกมาแม้แต่นิดเดียวแฟนผมอาจไม่พอใจได้ เฮ้อ แต่เขาน่ารักจริงๆ นะ ให้ตาย ผมอยากจับเขามาฟัดแก้มชะมัด ติดที่ว่าสถานที่และสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้ทำแบบนั้นน่ะสิ

“ช่วยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยได้ไหมครับ”

เสียงเจฟดึงผมออกจากความคิด เจนผายมือให้พวกเรานั่งกันที่โซฟาในห้องรับแขก เธอนั่งลงตรงข้ามเราแล้วเริ่มเล่าเรื่องที่เธอเคยเล่าให้ผมฟังมาแล้วด้วยสีหน้ากังวลใจ

“ฉันเพิ่งย้ายเข้าบ้านหลังนี้เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ช่วงอาทิตย์แรกยังไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น เรื่องมันเริ่มตอนเข้าอาทิตย์ที่สอง ฉันรู้สึกว่าบ้านหลังนี้มันมีบรรยากาศน่าอึดอัด ฉันเพลียง่ายมากกว่าปกติ แต่ช่วงนั้นงานที่บริษัทมันวุ่นวายมาก ฉันเลยคิดว่าที่เป็นแบบนั้นเพราะเหนื่อยจากงาน แค่พักผ่อนให้เพียงพอน่าจะหาย ไม่ได้คิดไปถึงเรื่องเร้นลับอะไรแบบนี้เลย”

เจนเงียบไปครู่หนึ่ง เธอบีบมือตัวเองแน่น สายตาล่อกแลกไปมาคล้ายกลัวว่าจู่ๆ จะมีอะไรบางอย่างโผล่ออกมาในขณะที่เธอเล่า ผมสบตาเธอ ยิ้มให้กำลังใจจนเธอยิ้มตอบและเริ่มเล่าต่อ

“ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติก็ตอนที่ข้าวของในบ้านมันเคลื่อนย้ายเองได้ ฉันไม่เห็นกับตาหรอกนะว่ามันลอยได้หรืออะไรแบบนั้น แต่มันเป็นอารมณ์ที่เราจำได้ว่าตัวเองวางของไว้ตรงไหน แต่พอมาหาอีกทีกลายเป็นว่ามันอยู่อีกที่หนึ่ง ตอนแรกฉันคิดว่าเผลอลืมไปเอง แต่มันเกิดขึ้นหลายครั้งมาก และฉันก็เริ่มมั่นใจว่าบ้านหลังนี้มีอะไรแปลกๆ”

เธอสูดหายใจเข้าลึก เงยหน้าสบตากับพวกเราด้วยแววตาขอร้อง

“ตอนกลางคืนฉันนอนไม่หลับเลย มันอึดอัด ฉันหายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบออกจากร่างกาย ฉันกลัวมากเลยย้ายหนีไปอยู่กับเพื่อนชั่วคราว ถึงอย่างนั้นก็รู้สึกได้ว่ามีสายตาของใครบางคนจ้องมองอยู่ พวกคุณช่วยฉันด้วยนะ ฉันทนกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่ไหวแล้ว ถ้าต้องทนต่ออีกฉันว่าตัวเองต้องเป็นประสาทตายก่อนแน่ๆ”

“ไม่ต้องกังวลนะครับ” เจฟกุมมือเธอไว้ เขายิ้มให้กำลังใจจนเจนมีสีหน้าดีขึ้น “พวกเรารับรองว่าจะช่วยคุณให้รอดพ้นจากสิ่งนี้ให้ได้”

“ขอบคุณนะคะ แล้วนี่ฉันต้องทำอะไรต่อไหม”

“คุณทำให้ให้สบายเถอะค่ะ” ลินินยิ้มหวาน เธอลุกขึ้นยืนแล้วกวาดตามองโดยรอบ “ปล่อยให้เป็นหน้าที่พวกเราเอง ฉันจะตรวจดูรอบๆ นี่หน่อย ขออนุญาตนะคะ”

“ตามสบายเลยค่ะ”

“แฮกเตอร์นายอยู่เป็นเพื่อนเจนแล้วกัน” ผมว่าพลางเดินไปรวมกลุ่มกับลินินและเจฟ “เดี๋ยวฉันจะไปกับพวกเขาหน่อย”

“เฮ้!”

“ไม่ต้องกลัว วิญญาณพวกนั้นทำอะไรนายกับเจนไม่ได้หรอก แค่อย่าถอดสร้อยป้องกันออกก็พอ”

“ฉันไม่ได้กลัว” แฮกเตอร์มีท่าทีหงุดหงิด เขาจ้องผมนิ่ง “ฉัน...ฉันเป็นห่วงนาย”

“ฉันไม่เป็นไร” ผมยิ้มให้เขาคลายกังวล แต่ถึงอย่างนั้นใบหน้าหล่อเหลาก็ยังคงบูดบึ้ง ผมหัวเราะ โบกมือให้แฮกเตอร์แล้วทิ้งท้ายเอาไว้ “ฉันดีใจที่นายห่วงฉันนะ แต่รออยู่นี่แหละ แล้วจะรีบกลับมา”

ผมไม่รอให้แฮกเตอร์คัดค้าน พูดเสร็จก็หันหลังเดินออกมาจากห้องรับแขกทันที ลินินกับเจฟล่วงหน้าผมขึ้นชั้นสองไปแล้ว พอเห็นผมตามขึ้นมาพวกเขาก็พากันยิ้มล้อเลียน

“หน้าบานเชียวนะยะ”

“พวกคุณดูเป็นห่วงกันดี” เจฟยักคิ้วให้ “แฮกเตอร์ไม่เคยดูห่วงใครมากเท่าคุณมาก่อนเลย ผมสังเกตจากแววตาเขา เขาดูกังวลนะ”

“เพราะแบบนี้ผมถึงชอบเขาไงล่ะ” ผมว่ายิ้มๆ แล้วเปลี่ยนเรื่อง “ฟังที่เจนเล่า ผมว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวบ้านหรอก ถ้าเป็นวิญญาณที่สิงอยู่กับสถานที่นี้ ทำไมมันถึงเพิ่งอาละวาดเอาตอนอาทิตย์ที่สอง”

“ฉันก็คิดแบบนาย” ลินินเสริมในขณะที่ยืนนิ่งอยู่ระหว่างห้องสามห้อง “วิญญาณตัวนั้นอาจตามเธอมาจากที่อื่น เธอคงไปรับอะไรมาโดยไม่ได้ตั้งใจมากกว่า”

“ถ้าอย่างนั้นมันต้องมีของบางอย่างเป็นที่สิงสู่” เจฟลูบคางตัวเอง เขาเดินไปหยุดที่หน้าห้องห้องหนึ่ง “พวกคุณรู้สึกเหมือนผมไหม ห้องนี้มันมีพลังด้านลบแน่นหนากว่าปกติ”

“ห้องนอนนี่”

ผมว่า เดินเข้าไปในห้องเป็นคนแรก ร่างกายสัมผัสได้ถึงกระแสพลังด้านลบที่อัดแน่นจนรู้สึกหายใจแทบไม่ออก ผมนิ่วหน้า แยกกันเดินสำรวจภายในห้องกับลินินและเจฟ

แปลก...ห้องนี้พลังด้านลบแรงมากก็จริงแต่มันเหมือนกับมวลพลังที่ตกค้างมากกว่า

“ธชา...” ผมหันมองลินิน เธอขมวดคิ้วมุ่นแล้วหันมาสบตาผม “รู้สึกเหมือนกันหรือเปล่า”

“มันนิ่งไป”

“ใช่ พลังมันนิ่งไป ไม่มีการเคลื่อนไหว”

ผมเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง โดยปกติแล้วถ้าในห้องนี้มีสื่อที่ดวงวิญญาณสิงสู่มันจะแผ่กระจายมวลพลังอยู่ตลอดเวลา คลื่นพลังจะมีการเคลื่อนไหว ไม่ใช่อัดรวมกันแล้วลอยนิ่งอยู่แบบนี้ เจฟพอเห็นผมกับลินินคุยกันเขาก็ละมือจากข้าวของที่สำรวจแล้วเดินมาสมทบ

“ผมคิดว่าพวกเราโดนปั่นหัวเข้าให้แล้ว” เขาสบตาผมอย่างขอความคิดเห็น “บ้านหลังนี้อวลไปด้วยพลังงานด้านลบเต็มไปหมด และจุดที่หนาแน่นที่สุดคือห้องๆ นี้”

“มันเป็นห้องนอนของเจน ถ้าตามที่เธอเล่า ห้องนี้มันมีปฏิกิริยากับเธอมากที่สุด” ผมขมวดคิ้วแน่น แตะปลายนิ้วกับริมฝีปากตัวเองเบาๆ “แต่ห้องที่มีมวลพลังหนาแน่นที่สุดไม่จำเป็นต้องเป็นที่เก็บสื่อกลางที่มันสิงก็ได้”

“เจนคือเป้าหมายมัน อาจเป็นไปได้ว่าที่ห้องนี้มีพลังหนาแน่นกว่าจุดอื่นเพราะห้องนี้เป็นห้องนอนเธอ เป็นที่ที่เธอใช้เวลากับมันมากกว่าที่อื่นๆ ในตัวบ้าน ดวงวิญญาณนั้นเลยใช้เวลาส่วนใหญ่สถิตในห้องนี้ ตามรังควานเธอ และทิ้งไอพลังตกค้างเอาไว้”

เจฟสันนิษฐานเป็นฉากๆ

“แต่ไอพลังจะจางลงตามเวลา แต่นี่มันกลับเข้มข้น” ผมขมวดคิ้ว “เหมือนกับถูกถ่ายพลังเอาไว้ตลอดเวลา”

“มันจงใจให้เราเข้ามาค้นห้องนี้!” ลินินว่าหน้าตาตื่น เธอหันมองผม ดวงตากลมโตเบิกกว้าง “ให้ตายสิ! ทำไมฉันไม่เฉลียวใจนะ บ้านนี้พลังด้านลบอัดแน่นเกินไปจนฉันสับสนแยกแหล่งที่มาไม่ออก พอสัมผัสได้ถึงพลังตกค้างในห้องนี้ฉันเลยคิดว่าห้องนี้เป็นแหล่งกำเนิด”

“แถมจงใจทำให้ทั้งบ้านเต็มไปด้วยมวลพลังเพื่อกลบร่องรอยตำแหน่งที่แท้จริง!” เจฟกัดฟันกรอดด้วยความหงุดหงิด

ผมยืนนิ่ง เก็บทุกข้อสันนิษฐานมาประมวลความเป็นไปได้ในหัวเร็วจี๋ ถ้าห้องนี้ไม่ใช่แหล่งกำเนิด แสดงว่าตัวสื่อที่วิญญาณสิงสู่ไม่ได้อยู่ในห้องนี้ แต่อาจอยู่ที่อื่นซึ่งมันพลางไว้ด้วยมวลพลังจนเรามองข้ามไป

“โครม!!!”

“แฮกเตอร์!!!”

เสียงโครมครามดังลั่นจากด้านล่างพร้อมกับผมที่ตะโกนชื่อแฮกเตอร์อย่างลืมตัว ไม่รอให้เจฟกับลินินได้ถามอะไรผมก็วิ่งพรวดไปที่ประตูห้องทันที แต่เหมือนเจ้าวิญญาณร้ายจะรู้ทัน ประตูที่เปิดกว้างดีดปิดกลับมาเสียงดังลั่น ผมคำรามด้วยความหงุดหงิด ยกเท้าถีบประตูแรงๆ ทันที!

“เดี๋ยวผมช่วย!”

เจฟเข้ามาช่วยผมพังประตูอีกแรง ส่วนลินินทำหน้าที่ตัวเองโดยการร่ายมนต์อะไรสักอย่างซึ่งผมไม่ได้สนใจ ผมสบถด้วยความหงุดหงิดเมื่อประตูบ้าๆ นี่ไม่ยอมขยับสักนิด ในหัวเริ่มคิดจะเรียกเคียวโลกันต์ออกมาใช้งาน แม้ว่าอาวุธนั้นจะดูดพลังผมฮวบๆ ก็ตาม

“ธชาถอยไป!”

เสียงลินินดังแทรกขึ้นมาก่อนผมจะได้เรียกเคียวคู่ใจมาพังประตูห้องนอนคนอื่น เธอเดินแทรกมาหยุดหน้าประตู ในมือถือยันต์ผ้าสีแดงที่เขียนอักขระอาคมเอาไว้ ริมฝีปากบางพึมพำคาถาด้วยความรวดเร็วจนผมฟังเกือบไม่ทัน แต่พอจะฟังคาถาบางท่อนออกว่ามาจากหนึ่งในบทสวดไล่สิ่งชั่วร้าย

หลังร่ายคาถาเสร็จเธอก็สะบัดยันต์แปะเข้าที่ประตูห้อง แสงสีทองสว่างวาบพร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน ผมยกเท้าถีบประตูอีกครั้ง และครั้งนี้มันก็เปิดออกโดยง่าย ไม่รอช้า ผมวิ่งออกไปทันที เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวสลับกับเสียงหัวเราะแหลมเล็กดังมาจากชั้นล่างไม่หยุด ทั้งสองเสียงนั้นเป็นเสียงเดียวกัน

มันเป็นเสียงของเจน!

“ไอ้ผีเวรเอ๊ย!!!”

แฮกเตอร์สบถลั่น ผมไม่น่าปล่อยเขาไว้ข้างล่างคนเดียวเลย!

“แฮกเตอร์!?”

“เฮ้ ทางนี้ธชา!” แฮกเตอร์กวักมือเรียกผม ในมือเขาถือไม้เบสบอลเอาไว้ เจ้าตัวเบียดหลังชิดกำแพงห้อง สีหน้าฉายแววหงุดหงิด ดวงตาสีฟ้าคมกริบมองผมอย่างเชือดเฉือน “หายหัวไปไหนตั้งนาน มาจัดการยัยผีบ้านี่หน่อยสิวะ!”

ไม้เบสบอลชี้ไปทางเจนที่ลอยอยู่กลางห้องกั้นระหว่างผมกับแฮกเตอร์เอาไว้...ไม่สิ นั่นไม่ใช่เจนแล้ว แต่เป็นร่างของเจนที่ถูกสิงสู่โดยสมบูรณ์ ใบหน้าสวยเปลี่ยนเป็นซีดขาว เส้นเลือดสีเขียวขึ้นเต็มใบหน้า ดวงตาลึกโบ๋สีดำสนิท ริมฝีปากแห้งแตกแสยะยิ้มจนฉีกถึงใบหูเผยให้เห็นฟันซี่คมสีดำและเหงือกสีคล้ำ ผมยาวกระเซอะกระเซิง

“ฮี่ๆๆๆ พวกแกต้องตาย ต้องตายยย!!!...ไม่! อย่านะ ออกไป กรี๊ดดดดด!!!...ฮี่ๆๆๆ อย่าขัดขืนดีกว่า เจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอกแม่หนูน้อย”

ผมมองเจ้าวิญญาณร้ายหัวเราะสลับกับใบหน้าของเจนที่พยายามต่อต้านมัน แต่ก็ไร้ผล เธอสู้มันไม่ได้ ข้อนี้ผมรู้ดีอยู่แก่ใจ

“แม่เจ้าโว้ย นี่มันงานช้างชัดๆ” ลินินวิ่งตามลงมาเบรกเอี๊ยดอยู่ข้างผม เธอเบิกตาจ้องภาพตรงหน้าอย่างตื่นตะลึง เจฟเองก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน

“โดนสิงอย่างสมบูรณ์แบบ” เขาพึมพำ “แบบนี้ไล่ยากแน่ๆ”

“อย่ามัวแต่คุยกันสิเว้ย! ทำอะไรสักอย่างหน่อย!”

แฮกเตอร์ตะโกนข้ามห้องมาทางพวกเรา ผมส่งยิ้มแหยให้เขา แฟนผมตอนนี้คงหงุดหงิดมากกว่ากลัว เขาถลึงตาจ้องผมไม่วางตา สายตาอ่านได้ว่าถ้าขืนผมทิ้งให้เขาอยู่ตรงนั้นคนเดียวอีกแค่วินาทีโดยไม่ยอมไปช่วย เขาจะจัดการผมทีหลังถ้ารอดไปได้

แฟนครับ...ไอ้ห่วงก็ห่วงครับ แต่จะทะเล่อทะล่าเข้าไปมันทำไม่ได้ โธ่!

“รอแป๊บนะแฮกเตอร์!”

“ไม่รอแล้วเว้ย! ผีบ้าอะไรวะขนลุกเป็นบ้า!”

“แฮกเตอร์อย่า!”

ผมพยายามจะห้าม แต่ไม่ทันซะแล้ว แฮกเตอร์กระชับไม้เบสบอลในมือแน่น เขาจ้องหน้าวิญญาณร้ายในร่างเจนเขม็งแล้วพุ่งตัวออกจากจุดที่อยู่มาทางผมด้วยความรวดเร็ว!

ผลัวะ!!!

เสียงไม้เบสบอลฟาดเข้าเต็มที่สีข้างเจนจนร่างของเธอที่ถูกบังคับให้พุ่งมาขวางทางแฮกเตอร์ไว้กระเด็นไปกระแทกกับโซฟา ผมเผลออ้าปากค้างมองแฮกเตอร์ที่ฟาดไม้เบสบอลใส่ผู้หญิงได้แบบตาไม่กะพริบ ถึงแม้นั่นจะทำไปเพราะป้องกันตัวก็ตาม

“นายฟาดผู้หญิง?!” ผมอุทานคำนี้ทันทีที่แฮกเตอร์มาสบทบกับพวกเรา เขาหายใจหอบ ใบหน้ามีเหงื่อผุดเต็มไปหมด ดวงตาสีฟ้าคมกริบตวัดมองผมแล้วแค่นเสียงรอดไรฟัน

“ตอนนี้มันเป็นผี ฉันไม่ยอมให้ไอ้ผีน่าขยะแขยงนั่นแตะตัวฉันหรอกนะ!”

“โอเคๆ ฉันเข้าใจแล้ว”

ผมพยักหน้ารับแล้วลูบไหล่เขาเบาๆ แฮกเตอร์สูดลมหายใจเข้าลึก ตอนนี้เขาเริ่มควบคุมตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้ว แต่ผมไม่โทษเขาหรอก เรื่องพวกนี้สำหรับเขาแล้วมันไม่ปกติ แม้ว่าแฮกเตอร์จะมองเห็นผีมาโดยตลอดแต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะ ‘รับมือ’ กับผีประเภทนี้ได้ จะรู้สึกกลัวจนสติแตกบ้างก็ไม่แปลกอะไร

“ฮี่ๆๆๆ พวกแกไม่รอดหรอก บุตรชายจ้าวนรกงั้นรึ?” มันหัวเราะเสียงแหลมเสียดแก้วหูจนผมหน้าเบ้ “พวกเจ้าอยู่ในอาณาเขตข้าแล้วอย่าหวังว่าจะรอดไปได้เลย นายท่านจะต้องตกรางวัลข้าอย่างงามที่จัดการพวกเจ้าได้!”

“ทุกคนถอยมาหลบหลังผม!”

เจฟตะโกนเสียงดัง ไม่รอให้เขาพูดซ้ำเป็นครั้งที่สองพวกเราก็ทำตามที่เขาบอกทันที เจฟวาดมือกลางอากาศวาดสัญลักษณ์ผู้พิทักษ์ รัศมีสีขาวเจิดจ้าสว่างวาบ ผมหรี่ตาลง พอแสงจางถึงได้เห็นว่าเจฟกันเราไว้ในบาเรียทรงโดมครึ่งวงกลม

“ม่านพลังนี่จะพรางตามันไม่ให้มองเห็นเรา” เขาหันมาอธิบาย “ร่วมถึงไม่ได้ยินที่สิ่งพวกเราคุยกันด้วย เพราะฉะนั้นรีบวางแผนก่อนที่มันจะทำร้ายเจ้าของร่าง”

“พวกเจ้าอยู่ในนั้นได้ไม่ตลอดหรอก! บ้านนี้คืออาณาเขตของข้า พวกเจ้าคิดว่าจะหลบรอดสายตาข้าได้รึไง!”

“อาณาเขต? หมายความว่าไง” แฮกเตอร์ไม่สนใจเสียงกรีดร้องแหลมเล็กนั่น เขาหันมาถามผม กระชับไม้เบสบอลในมือแน่นดูพร้อมลุยตลอดเวลา

“บ้านหลังนี้เป็นอาณาเขตของมันไปแล้วแฮกเตอร์” เจฟเป็นคนตอบแทนผม เขาเขม็งตามองร่างเจนที่โดนยึดครองโดยวิญญาณร้ายด้วยแววตาหงุดหงิด “ว่าง่ายๆ คือเราอยู่ในถิ่นศัตรู เราเสียเปรียบมันสุดๆ ไปเลยล่ะตอนนี้”

“เว้นแต่ว่าเราจะหาสื่อกลางที่มันสิงสถิตเจอแล้วผนึกมันซะ” ลินินเสริม

“งั้นก็หาซะ”

“แหม ถ้าหาง่ายขนาดนั้นก็ดีสิแฮกเตอร์” ลินินถอนหายใจเฮือกใหญ่

“เธอทำไม่ได้เหรอ เธอเป็นหมอผีนี่”

“ไอ้ได้มันก็ได้ แต่ไม่ง่าย” เธอจ้องหน้าแฮกเตอร์แล้วขมวดคิ้วน้อยๆ “บ้านหลังนี่เป็นอาณาเขตของมัน มันปล่อยคลื่นพลังรบกวนเอาไว้ทำให้ฉันหาแหล่งกำเนิดไม่เจอ มันต้อง...ใช้เวลาและสมาธินิดนึง”

“เธอพูดแบบนี้ต้องการอะไรว่ามาตรงๆ เลยดีกว่า”

แฮกเตอร์ดูหงุดหงิดงุ่นง่านสุดๆ เขาตวัดตาจ้องหน้าลินินเขม็งจนผมอดคิดไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งที่เขาเหวี่ยงใส่ลินินแบบนี้เพราะยังเก็บกดเรื่องผมกับลินินเมื่อครั้งก่อนอยู่ อืม...จะว่าไปแล้วแฮกเตอร์ก็เป็นพวกแค้นฝังลึกอยู่พอควร ก่อนหน้านี้เขายังมุ่งมั่นวางแผนวางยาพ่อตัวเองกับป๊าผมอยู่เลย เห็นเงียบๆ ไปนี่ไม่ใช่ล้มเลิกหรอกนะครับ เขาแค่ไม่อยากให้ไก่ตื่นเฉยๆ หรอก

“ถ่วงเวลาให้ฉันหน่อย”

“นานแค่ไหน?!”

“ไม่รู้!” ลินินว่าพลางปลดกระเป๋าตัวเองวางลงพื้น เธอก้มลงไปคุ้ยหาของและหยิบยันต์อาคมมาปึกหนึ่ง ขวดใส่น้ำมนต์อีกสอง ขาตั้งอะไรสักอย่าง ธูป เทียน ไฟแช็กและสายสิญจน์ม้วนใหญ่อีกม้วน ที่จริงมันควรหมดแค่นั้น แต่ลินินกลับคว้าลำโพงขนาดพกพาลายคิตตี้ออกมาอีกคู่กับสายไฟม้วนนึง ให้ตาย...ยัยนี่มีกระเป๋าโดเรม่อนหรือไง “เอาเป็นว่าถ่วงเวลาไว้ ฉันต้องติดตั้งอุปกรณ์พวกนี้ก่อน อย่าให้มันกวนตอนฉันทำพิธี และอย่าให้มันทำร้ายเจ้าของร่างเข้าล่ะ”

“กลัวว่าพวกเราจำเป็นต้องทำร้ายเจ้าของร่างเองน่ะสิ” ผมถอนหายใจ หันมองแฮกเตอร์ “นายอยู่นี่กับลินินแล้วกัน ฉันกับเจฟจะจัดการ...”

“ฉันไปด้วย” แฮกเตอร์แทรกก่อนผมจะพูดจบ เขาสบตาผมนิ่ง “ฉันไม่หลบหลังนายหรอกนะ”

“มันอันตราย”

“แค่ผีกระจอก คิดว่าทำอะไรฉันได้ก็ลองดู”

บางทีผมก็หนักใจกับความดื้อด้านของเขาเหมือนกัน ผมยักไหล่ แฮกเตอร์ว่ายังไงก็ตามนั้น ถึงเขาจะพลาดท่า แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าตัวเองช่วยเขาได้

“พร้อมไหม?” เจฟหันมาถาม ผมสบตาแฮกเตอร์ก่อนพยักหน้ารับ

“โคตรจะพร้อมเลย”

“ตกลงกันได้แล้วใช่ไหมหนุ่มๆ” ลินินยิ้มหวาน เผลอแป๊บเดียวเธอก็ตั้งขาตั้งสี่ทิศขึงสายสิญจน์ จุดธูปเทียนเรียบร้อยแล้ว และกำลังต่อลำโพง Bluetooth เข้ากับโทรศัพท์มือถือตัวเองแล้วกดเข้าแอพที่ผมเหลือบเห็นแวบๆ และอ่านได้ว่า ‘รวมคาถาไล่ผี ป้องกันสิ่งชั่วร้าย’ สไลด์จอเลือกคาถาที่ต้องการและปุ่ม ‘เริ่มสวด’ เสียงว่าคาถาดังขึ้นช้าๆ ลินินเพิ่มระดับเสียงลำโพงจนมันดังสนั่นห้อง “เอาล่ะ สาม สอง หนึ่ง ลุยเลย!”

ทันทีที่ได้รับสัญญาณ ผม เจฟ และแฮกเตอร์ก็พุ่งตัวออกจากบาเรียป้องกัน วิญญาณร้ายเมื่อได้ยินเสียงสวดก็กรีดร้องด้วยความทรมาน มันแยกเขี้ยวจนน้ำลายไหลย้อยและหันมาสบตาผมเข้าพอดี มันคำรามเสียงแหลมแล้วพุ่งเข้าหา เล็บยาวเฟื้อยกางออกพร้อมจ้วงแทง ผมกระตุกยิ้ม สะบัดยันต์ที่ขอมาจากลินินเข้าใส่ที่มือมันทันที

ฟู่!!!

“กรี๊ดดดดดดดด!!!”

เสียงกรีดร้องดังระงม ควันสีขาวพุ่งออกจากมือมันที่โดนยันต์อาคมไหม้ มันพยายามดึงยันต์ออกจนได้แต่ก็ทิ้งรอยไหม้เอาไว้บนผิวเนื้อนั้น ผมหรี่ตา ขมวดคิ้วอย่างครุ่นคิด ไม่แน่ใจว่าหลังไล่วิญญาณออกจากร่างเจนแล้วรอยไหม้นี้จะหายไปหรือไม่

“ปกตินายจัดการกับผีที่สิงคนยังไงฮะเจฟ” ผมได้ยินเสียงแฮกเตอร์ตะโกนถามอยู่อีกฝั่งของห้อง

“ฉันไม่ได้สังกัดหน่วย Exorcist เว้ย ไม่รู้หรอกว่าเขาทำยังไงกัน แต่ตามหลักแล้วผีเข้าก็ควรเอาไม้กางเขนคล้องคอมันปะวะ!”

“แต่นี่มันผีไทย!”

“งั้นก็ต้องเป็นพวกพระเครื่อง!” เจฟหันมาทางผมทันที “คุณเป็นคนไทยนี่ พกพระมาบ้างไหม?”

ผมยิ้มแกนๆ แล้วตอบกลับไปตามตรง

“ขอโทษที บ้านผมนับถือคริสต์...”

“What the fuck is this shit!?” พอได้ยินคำตอบผมแฮกเตอร์ก็ถึงกับสบถดังลั่น

ขอโทษครับแฟน ผมจะไม่แก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น

“ฉันจะไปขอจากลินิน” เจฟมองผม “เธอคงไม่ได้นับถือคริสต์เหมือนคุณใช่ไหม?”

“สบายใจได้ ยัยนั่นมีสิ่งที่คุณต้องการแน่ๆ”

เจฟวิ่งกลับไปหาลินินทันทีที่ได้รับคำยืนยันจากผม วิญญาณร้ายพยายามพุ่งเข้าหาเจฟเมื่อได้ยินว่าเขาจะเอาพระมาจัดการมัน แต่ผมกับแฮกเตอร์ไม่ยอมให้เป็นแบบนั้น ผมสะบัดยันต์เข้าขวางเอาไว้ มันชะงัก เปลี่ยนเป้าหมายมาถลึงตามองผมอย่างแค้นเคียด

“แกต้องตาย!”

“แกสิที่ต้องตายอีกรอบ!” แฮกเตอร์คำราม เขาพุ่งเข้าใส่วิญญาณร้ายในร่างเจน ไม้เบสบอลในมือหวดใส่ขาพับจนมันเสียหลักทรุด “ยันต์มีเยอะไหมธชา?!”

“เพียบ!”

“งั้นซัดใส่มันซะ!”

ผมรีบสะบัดยันต์แปะเข้าตามร่างของเจนทันทีด้วยความรวดเร็วเหมือนตอนแจกไพ่ให้เพื่อนๆ ช่วงเรียนมัธยม เสียงควันลุกฟู่พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดปนแค้นเคืองดังโหยหวน แฮกเตอร์ทำท่าจะเข้าไปจับมันไว้ แต่แจกันมุมห้องกลับพุ่งเข้าใส่เขาด้วยความรวดเร็ว!

“แฮกเตอร์ระวัง!”

“Shit!!!”

เพล้ง!!!

แฮกเตอร์หวดไม้เบสบอลเข้าใส่แจกันได้ก่อนมันจะกระแทกเข้าหัวเขาพอดี ผมพ่นลมหายใจด้วยความโล่งอก แต่โล่งได้ไม่นานนักข้าวของชิ้นอื่นๆ ก็ลอยขึ้นกลางอากาศแล้วพุ่งเข้าโจมตีพวกเราเป็นห่าฝน!

“ไอ้บ้าเอ๊ย ฟัคคค!!!”

แฮกเตอร์หวดไม้ฟาดมือเป็นระวิง ส่วนผมที่มามือเปล่ารีบก้มตัวหลบกับพื้น ผมกัดฟันกรอด กลั้นใจรวมพลังที่ฝ่ามือเรียกเคียวโลกันต์ออกมาจนได้

“แฮกเตอร์ข้างหลัง!”

เพล้ง!!!

“มันจะปาของอีกนานไหมวะ!” เขาสบถลั่น ดูหัวเสียสุดๆ เสียงเข้มตะโกนกร้าว “เจฟเว้ย หายหัวไปไหนวะ ไสก้นแกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ!!!”

“มาแล้วๆ เหวอ!” เจฟร้องลั่นในขณะที่ก้มหัวหลบกรอบรูปไม้ที่ลอยเฉียดหัวไปอย่างหวุดหวิด ในมือมีสร้อยพระเครื่องเส้นใหญ่ที่ห้อยพระไว้ห้าองค์ เขาหลบหลีกข้าวของที่ลอยว่อนเข้ามาหาพวกเรา “ฉันต้องเข้าไปหาเธอ ช่วยคุ้มกันหน่อยได้ไหม”

“จะทำอะไรก็รีบทำ!” แฮกเตอร์ตะโกนลั่น เขาหวดกรอบรูปและเซรามิกตั้งโชว์สองอันติดแล้วใช้ไม้ชี้ไปที่ร่างของเจน “ไอ้ผีนั่นเอามีดจอคอเจนแล้ว!”

“เวรแล้วไง จะให้เจ้าของร่างเป็นอะไรไม่ได้!”

“ฉันจัดการเอง”

ผมว่าพลางควงเคียวตัวเองอย่างคล่องมือ ไอพลังสีดำห่อหุ้มเคียวไว้จนมันกลายเป็นสีดำทะมึน แผ่แรงกดดันออกมาจนเจ้าผีร้ายหน้าเสีย ผมกระตุกยิ้ม ควงเคียวคู่ใจฟาดฟันสิ่งของที่พุ่งเข้าใส่แล้วเดินหน้าเข้าหามัน แฮกเตอร์กับเจฟตามผมมาด้านหลังติดๆ

“แก แก...!”

“กดดันใช่ไหมล่ะ” ผมคลี่ยิ้มเย็นให้มัน “พลังแกกับฉันยังห่างชั้นกัน คิดว่าจะจัดการฉันได้ง่ายๆ งั้นเหรอ?”

“ถึงข้าจะจัดการเจ้าไม่ได้” มันคลี่ยิ้มเย้ยหยัน ปลายมีดแหลมกดเข้าที่ลำคอซึ่งเป็นร่างของเจน “แต่อย่างน้อยข้าก็จัดการนังนี่ได้ วิญญาณมนุษย์บริสุทธิ์จะเป็นแหล่งพลังงานให้นายท่านของข้า!”

“ฝันไปเถอะ!”

ผมสะบัดเคียวใส่ร่างเจนอย่างไม่ต้องคิด เสียงแฮกเตอร์ตะโกนห้ามด้วยความตกใจดังจากด้านหลัง ผมไม่ได้ยั้งมือเพราะรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไร เคียวผมตวัดผ่านร่างเจน ไม่ใช่กายเนื้อแต่เป็นร่างวิญญาณที่อยู่ข้างใน เคียวผมไม่ทำร้ายมนุษย์ แต่มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อชำระล้างวิญญาณร้าย

“อ๊ากกกกกก!!!”

“เจฟ!”

ผมตะโกน เจฟเองก็รู้หน้าที่ เขารีบพุ่งเข้ามาแล้วเอาสร้อยพระสวมคอเจนทันที เสียงหวีดร้องดังโหยหวนพร้อมกับร่างเจนที่สั่นกระตุก ดวงตาเหลือกจนเห็นตาขาว น้ำลายฟูมปากก่อนจะแน่นิ่งไป

“เอาไงต่อ” แฮกเตอร์ถามผม เขาคว้าผ้าแถวนั้นมาเช็ดหน้าเช็ดปากให้เจนที่กลับคืนร่างมนุษย์ปกติแล้ว

“เฝ้าเจนเอาไว้”

ผมสั่งแล้วผละไปหาลินิน พอดีกับที่เธอฉวยสายสิญจน์กับยันต์วิ่งมาทางผม

“ทางนี้!”

เธอวิ่งไปที่มุมหนึ่งของห้องรับแขก มันเป็นที่ตั้งของตู้โชว์กระจก ข้าวของในนั้นเละเทะแตกกระจายไปหมดจากเหตุการณ์เมื่อครู่ ลินินกวาดตามองก่อนยกยิ้ม หยิบตุ๊กตาหินอ่อนรูปนกเค้าแมวขนาดเท่าฝ่ามือออกมาแล้วรีบเอายันต์ที่พกมาห่อมันไว้ผูกทับด้วยสายสิญจน์อีกชั้นหนึ่งทันที

“นี่เหรอสื่อกลางที่มันสิงสู่” ผมหรี่ตาจ้อง “รูปปั้นนกเค้าแมวเนี่ยนะ?”

“นกแสก”

“หือ?”

ผมขมวดคิ้ว แต่จะให้ลินินแกะออกมาดูอีกครั้งก็ไม่อยากเสี่ยงให้ผีบ้ามันหลุดออกมา

“นกแสก มันคือนกแสก” ลินินหันมาสบตาผม “นกอัปมงคล สัญลักษณ์แห่งความตาย”

“ตามตำนานเล่าว่านกแสกเป็นพาหนะของพระยม ฉันหมายถึงพญายมราช” ผมสบตาลินิน “ไอ้นกนี่เป็นตัวแทนของป๊าฉันงั้นเหรอ เรื่องนี้มันชักซับซ้อนเกินไปหน่อยแล้ว”

ผมสังหรณ์ว่าป๊ามีบางอย่างที่ไม่ได้บอกผม

“ไว้เราค่อยคิดเรื่องนี้กันอีกที” ลินินยัดรูปปั้นที่ถูกผนึกเข้ากระเป๋าตัวเอง เธอปรายตามองร่างเจนที่ยังนอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น “ฉันว่าเราควรพาเธอไปรักษาที่เขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เจฟสังกัดก่อน ไม่รู้ว่าร่างกายจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง ทิ้งไว้นานแบบนี้ไม่ดีแน่”

“โอเค เธอเอารถมาไหม?”

“ฉันติดรถเจฟมา”

“เดี๋ยวผมจัดการเอง”

เจฟตรงไปอุ้มเจนแล้วพาเดินออกไปจากห้องนี้ทันที ลินินตามไปติดๆ ผมกับแฮกเตอร์เดินรั้งท้าย แต่อยู่ๆ ผมก็รู้สึกว่าโลกมันหมุนชอบกลจนถึงกับเซ

“เฮ้ เป็นอะไรไหม นายไหวหรือเปล่า” แฮกเตอร์รับผมเอาไว้ทัน ผมยกมือนวดขมับตัวเองเบาๆ แล้วส่ายหน้า

“มึนหัวนิดหน่อย”

“เพราะนายใช้เคียวนั่นเหรอ”

“อืม...นายเดาออกเหรอ” ผมฝืนเงยหน้ามองเขา แฮกเตอร์หัวเราะ เขาพยุงผมเดินไปขึ้นรถเจฟ

“ของเจ๋งๆ แบบนั้นถ้าไม่มีผลข้างเคียงเลยมันก็ดูจะแมรี่ ซู ไปหน่อยนะ” แฮกเตอร์ปิดประตูรถแล้วจับหัวผมให้เอนซบไหล่เขา “สีหน้านายโคตรแย่ พักซะ ถึงแล้วเดี๋ยวฉันปลุก”

“ทำไมใจดีจัง” ผมหลับตาอย่างว่าง่าย ยกยิ้มนิดๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าแฮกเตอร์ลูบศีรษะผมเบาๆ

“ไม่ให้ใจดีกับแฟนแล้วจะไปใจดีกับใครล่ะ?”

“นายนี่น้า...”

“อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมดังขัดขึ้นมา “ก็ไม่ได้อยากขัดจังหวะหรอกนะหนุ่มๆ แต่พวกนายทำฉันเลี่ยนสุดๆ เลย”

“ก็ไม่ต้องฟังสิ”

“นี่แฮกเตอร์ นายหยาบคายกับผู้หญิงแบบนี้ไม่หล่อเลยนะ ฉันจำได้ว่าตอนเราเจอกันครั้งแรกนายดูน่าคบกว่านี้”

“ตอนนั้นฉันแอ๊บ”

“ใครสอนคำพูดแบบนี้ให้นายเนี่ย?!”

“พวกคุณหยุดทะเลาะกันได้ไหม คนขับอย่างผมต้องใช้สมาธินะครับ”

ผมฟังเสียงพวกเขาเถียงกันไปมาแล้วได้แต่ยิ้ม ก่อนความเหนื่อยล้าจะลิดรอนสติผมไปช้าๆ จนทุกอย่างดับวูบลง...


“ธชา...”

อา...เสียงใครนะ?

“ธชา? เฮ้ ได้ยินฉันไหม?”

“อืม...” ผมครางในลำคอ ค่อยๆ ปรือตาขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือดวงตาสีฟ้าคมกริบของแฮกเตอร์ที่จ้องมองมา ผมหลับตาลงอีกครั้งแล้วลืมขึ้นมาใหม่ “แฮกเตอร์?”

“ค่อยยังชั่ว” เขาถอนหายใจ ยิ้มนิดๆ “นายลุกไหวไหม?”

“พอไหว” ผมชันตัวลุกขึ้นนั่งโดยมีแฮกเตอร์ช่วยพยุง พอนั่งได้ก็หันมองรอบห้องที่ดูไม่คุ้นเอาซะเลย “นี่ฉันอยู่ไหนเนี่ย?”

“เขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่เจฟสังกัด” แฮกเตอร์กลอกตา “หรือพูดอีกอย่างคือที่นี่คือที่ทำงานเก่าของฉันเอง”

“ฉันนอนไปนานเท่าไหร่”

“หลายชั่วโมงอยู่ ตอนนี้สองทุ่มกว่าแล้ว” แฮกเตอร์มองผม แววตาดูเป็นห่วง “นายหลับไปตอนอยู่ในรถ พอมาถึงนี่ฉันพยายามปลุกแต่นายไม่รู้สึกตัว เจฟบอกเพราะนายฝืนใช้พลังมากเกินไปต้องพักผ่อน เขาเลยให้ฉันพานายมานอนที่ห้องรับรองแขกนี่”

“แล้วเจนเป็นยังไงบ้าง”

“ฟื้นแล้ว ร่างกายบาดเจ็บภายนอกนิดหน่อยแต่ไม่สาหัสอะไร ส่วนภายในเห็นลินินบอกว่าต้องเข้าพิธีชำระจิตที่ตกค้าง ฉันไม่รู้หรอกว่าคืออะไร เอาเป็นว่าเธอปลอดภัยดี ห่วงแต่นายนี่แหละ” เขาว่าพลางดีดหน้าผากผมดังป๊อก “นั่งเฝ้าตั้งนานเนี่ย เหน็บกินหมดแล้ว”

“ไม่ต้องเฝ้าก็ได้นี่นา” ผมยิ้ม

“ก็ห่วง”

“นายนี่มัน...น่ารักชะมัด”

ผมยิ้มตาหยี อยากจับแฮกเตอร์มาจูบเป็นรางวัลสักทีจริงๆ ให้ตายสิ

“หึ สรุปหายดีหรือยัง กลับโรงแรมกัน วันนี้โคตรเหนื่อย”

“อืม กลับเลยก็ดี”

ผมลุกจากเตียง พอหายมึนก็รู้สึกว่าเรี่ยวแรงกลับคืนมาเต็มร้อยแล้ว ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ปฏิเสธตอนที่แฮกเตอร์เข้ามาช่วยพยุง แถมยังแอบทิ้งน้ำหนักเข้าซบเขาอีก นานๆ ทีแฮกเตอร์จะใจดีกับผม ต้องเอาให้คุ้มครับ

“เดี๋ยวค่ะ รอเดี๋ยว!”

ในขณะที่พวกเรากำลังจะลงลิฟต์ เสียงเรียกก็ดังขัดขึ้นมา ผมกับแฮกเตอร์ชะงักแล้วหันกลับไปมอง เห็นเจนที่เปลี่ยนเสื้อผ้าทำความสะอาดเนื้อตัวเรียบร้อยแล้ววิ่งตรงเข้ามาหา

“ครับ?”

“ธชาคะ ฉันอยากขอบคุณคุณค่ะ” เธอยิ้มหวานแล้วหันไปทางแฮกเตอร์ “นายก็ด้วยนะแฮกเตอร์”

“ไม่เป็นไร ยังไงเธอก็เพื่อนฉัน”

“ฉันได้ข่าวว่าคุณบาดเจ็บ” เธอมองหน้าผม สีหน้าเป็นกังวล “ไม่เป็นอะไรมากใช่ไหม ถ้าเป็นแบบนั้นฉันต้องรู้สึกผิดมากแน่ๆ”

“สบายดีครับ แค่เหนื่อยนิดหน่อย” ผมยิ้มหวานให้เธอคลายกังวล เจนดูมีสีหน้าโล่งใจขึ้น เธอก้าวเข้ามาใกล้ และทำสิ่งที่ทำให้ผมเบิกตากว้าง

เรียวปากอ่อนนุ่มประทับจูบผมเบาๆ แล้วผละออก เจนยิ้มอายๆ ก่อนกระซิบเสียงเบา

“ขอบคุณอีกครั้งนะธชา”

แล้วเธอก็หันหลังเดินจากไป ผมมองตาม เผลอยกมือแตะปากตัวเองก่อนรู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลังขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก อา...ไม่สิ ผมคิดว่าผมรู้แล้วว่าทำไมอยู่ๆ ถึงรู้สึกแบบนี้

“เอ่อ แฮกเตอร์...”

“กลับโรงแรมแล้วค่อยพูด”

เขาว่าหน้านิ่ง หันไปกดปุ่มลิฟต์แรงๆ จนผมกลัวว่าปุ่มมันจะทะลุ พอลิฟต์เปิดเขาก็ดันผมให้เข้าไปในนั้นแล้วค่อยตามเข้ามา ระหว่างนั้นจนถึงโรงแรม แฮกเตอร์ปิดปากนิ่ง ส่วนผมนั่งสำนึกความผิดที่ตัวเองไม่ได้ก่อไปเงียบๆ

พอกลับถึงห้อง แฮกเตอร์ก็คว้ามือผมหมับแล้วลากเข้ามาในห้องนอนทันที เขาขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาคมกริบสีฟ้าวาวโรจน์จ้องผมเขม็งก่อนถามเสียงเครียด

“นายเป็นแฟนฉันใช่ไหม ตอบ!”

“ใช่ ทำไมนายถาม...”

“ทั้งที่นายเป็นแฟนฉันแต่ยังมีหน้าไปจูบกับคนอื่น” เขาคำราม ท่าทางโกรธสุดๆ

“เฮ้ อันนั้นมัน...” ผมพยายามจะชี้แจงว่าเจนเป็นฝ่ายเข้ามาจูบผมเองเขาก็เห็นอยู่ ผมไม่ได้อยากจูบเธอด้วยซ้ำ แต่แฮกเตอร์เดือดเกินกว่าจะฟัง

“พอกันที นายรู้ไหมว่าฉันโคตรหึงเลยเนี่ย!” เขายกมือเสยผมตัวเองแรงๆ ดวงตาคมกริบตวัดจ้องผมแล้วแสยะยิ้ม แฮกเตอร์สาวเท้าเดินเข้ามาหาผมเรื่อยๆ ผมสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่แผ่ออกจากตัวเขา “ฉันจะจัดการนายเดี๋ยวนี้! ตอนนี้! ให้รู้ว่านายเป็นของฉัน ของฉันแค่คนเดียว!”

รู้ตัวอีกทีแฮกเตอร์ก็จับผมเหวี่ยงลงบนเตียงอย่างแรงก่อนตามขึ้นทาบทับ ผมเห็นสีหน้าหงุดหงิดของเขาแล้วก็ได้แต่กลืนน้ำลายลงคอและภาวนาขอให้ตัวเองไม่โดนฟัดจนตายคาอกล่ำๆ นั่นซะก่อน...

---------------------

แจ็ค ทอร์ค

ตอนหน้าค่ะ ได้กินแน่ๆ ขอซาวด์เสียงหน่อยนะคะ ว่ามีใครรอฉากแฮกเตอร์ได้กินธชาบ้าง แรงใจมาเยอะตอนใหม่มาไวค่ะ ไฟมันลุก ฮ่าๆๆๆๆๆ

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น