-[TAKE]-

รักเทค ก็อย่าทิ้งกันน้าาา อยู่กับเทคนานๆ แค่เข้ามาอ่านก็ดีใจแล้ววว

ชื่อตอน : ราตรีที่ 22

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 27k

ความคิดเห็น : 82

ปรับปรุงล่าสุด : 20 เม.ย. 2560 22:18 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ราตรีที่ 22
แบบอักษร

22

สุดท้ายแล้วหนิงลี่ก็ไม่สามารถออกคำสั่งการรบได้ จึงต้องละตัวออกมาจากการประชุมครั้งสำคัญเพื่อมาสูดอากาศด้านนอก หนิงลี่หวั่นวิตกจนไม่สามารถใช้ความคิดได้ ใบหน้าขบคิดเคร่งเครียด หัวสมองคิดหลากหลายจนแทบระเบิด

เมื่อเดินออกมานอกกระโจมได้ครู่หนึ่ง ความบังเอิญจึงได้ยินทหารสองนายเอ่ยพูดถึงเรื่องของตน เสียงซุบซิบที่ดังไม่มาก แต่มันก็ทำให้คนแอบอยู่อีกทางได้ยินชัดเจน พวกเขาต่างเอ่ยถึงการทำสงครามครั้งใหญ่โดยมีพระสนมที่เพิ่งถูกแต่งตั้งได้ไม่นานเป็นผู้วางแผน ด้วยฐานะที่เคยเป็นเพียงแค่ชนชั้นพื้นบ้านจึงยากที่พวกเขาจะปักใจเชื่อว่ามีความรู้ความสามารถจนสามารถนำทัพไปสู่ชัยชนะ

หนิงลี่ที่ได้ฟังจึงห่อเหี่ยว ขนาดยังไม่ทันได้เริ่มแผนการแต่กลับแววความพ่ายแพ้ หากถึงเวลารบจะสามารถออกคำสั่งได้อย่าง

คนฟังถอนหายใจเฮือกใหญ่ ความไม่มั่นใจในตนเองเกิดขึ้นมากะทันหัน หนิงลี่สูดอากาศสะอาดเข้าปอด พยายามที่จะละทิ้งความรู้สึกทางด้านลบก่อนจะหวนกลับเข้าไปในกระโจมอีกครั้ง เมื่ออยู่ตรงหน้ากระโจม หนิงลี่หยุดนิ่งอยู่กับที่พลันได้ยินเสียงสนทนาของเหล่าเสนาอำมาตย์และผู้เป็นแม่ทัพ

“ข้าว่าพระสนมอาจไม่สามารถคิดแผนการได้ก็เป็นได้ เห็นใบหน้าที่ซีดเซียวของพระสนมแล้วข้านึกหวั่นใจเหลือเกิน”

“ท่านอย่าได้วิตกเถิด ข้าเชื่อว่าพระสนมมีความรู้ความสามารถ มิเช่นนั้นแล้วฮ่องเต้ซ่งจินเหลียงคงไม่เลือก”

“ท่านพูดก็ถูก แต่การรบหาใช่เป็นการหนังสือจากตำราไม่ จำเป็นต้องใช้คนมีความรู้ความสามารถที่แท้จริง ถึงพระสนมจะเคยทำให้ชายแดนทางเหนือพ้นภัยจากโจรป่า แต่นั้นก็เป็นเพียงแค่การศึกเล็กๆ และถึงแม้ว่าเราจะได้ทหารจากแคว้นฉีมาเสริมกำลัง หากวางแผนการรบไม่ดีอาจจะพลาดท่าเสียทีได้”

หนิงลี่ยังคงนิ่งเงียบ...ขนาดเสนาอำมาตย์ยังระแวงแคลงใจ แล้วจะนับประสาอะไรกับเหล่าทหารที่อยู่ด้านนอก

“ข้าเองเมื่อครั้งก่อนเคยมองพระสนมไม่ดี เห็นแค่เพียงรูปกายก็คิดว่าเป็นชายชั่วคอยหลอกล่อฝ่าบาทให้ลุ้มหลง แต่เมื่อครั้งเห็นตอนที่พระสนมลี่เข้าช่วยเหลือท่านยินหย่งแล้ว ความคิดนั้นกลับเปลี่ยนไป ข้าขอร้องพวกท่านให้เชื่อในพระเนตรฝ่าบาทสักครา ข้าเชื่อว่าฝ่าบาททรงเลือกไม่ผิด”

“ใช่ ข้าเองก็เห็นด้วย”

“ข้าก็เห็นด้วย”

ดวงตาทั้งสองข้างเรื้อไปด้วยน้ำตาด้วยความตื้นตันใจอย่างประหลาด ความสิ้นหวังในคราวแรกแปรเปลี่ยนเป็นความตั้งใจอย่างล้นพ้นเมื่อมีกำลัง...ถึงจะมีคนที่แคลงใจอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงวิสัยมนุษย์ที่มักแสดงออกให้เห็นยามที่ต้องการความแน่นอน

หนิงลี่เชิดหน้าพลางเดินเข้าไปยังด้านในกระโจม แววตามุ่งมั่นกว่าครั้งแรก การประชุมที่หยุดลงจึงได้เริ่มต้นขึ้น มันต้องมีสักทางที่จะชนะโจวอี้หานและเสียกำลังไพร่พลน้อยที่สุด

การประชุมเต็มไปอย่างเคร่งเครียด หนิงลี่ดูภูมิศาสตร์ของแคว้นฉิน รอบด้านทั้งหน้าเมืองและหลังเมือง เส้นทางที่สามารถใช้งานการออกกลอุบายการศึก สถานที่เป็นที่พำนักชั่วคราวกลับดูเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ผิดกับโจวอี้หานที่ตั้งกองกำลังใหญ่อยู่ทางด้านหน้าเมือง

ในขณะที่กำลังระดมความคิด ข่าวของอี้ชิงก็แพร่สะพัดไปทั่ว นายทหารม้าเร็วที่เป็นผู้สอดแนมได้เข้ามารายงานถึงการมีชีวิตของรองแม่ทัพใหญ่...อี้ชิงยังคงมีชีวิตก็นับเท่ากับว่ากำลังพลของโจวอี้หานมีมากขึ้นกว่าเก่า เมื่อเสริมกำลังแคว้นโจวแล้วไพร่พลคงมีอยู่เกือบสามแสน คนของอี้ชิงที่เป็นเมืองหน้าด่านสามารถจับตามองทุกฝีก้าว ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เป็นการเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อไร้ทางออกที่ดี หนิงลี่จึงได้ขอร้องให้จิ่นสือและแม่ทัพที่รู้เส้นทางพามายังด้านนอกเพื่อสอดส่องสำรวจ การดูจากแผนที่เพียงอย่างเดียวมันใช้ไม่ได้ผลเท่าไหร่นัก

“ท่านหวัง ท่านว่าทางด้านประตูทิศใต้สามารถลอบส่งทหารเข้าไปยังด้านในได้หรือไม่” หนิงลี่ชี้ทอดมองไปยังเบื้องหน้า พลางขอความเห็นจากไป๋หวง หนึ่งในแม่ทัพของแคว้นฉิน

ไป๋หวงตอบเสียงเรียบ “อาจยากนัก แต่ข้าจะลองดูพระสนม”

“ดี”

พระสนมเอ่ยเพียงประโยคสั้นๆ ก่อนที่จะควบอาชาใหญ่กลับไปยังที่พำนัก

ระหว่างทางกลับไปที่ตั้งค่าย หนิงลี่รู้สึกถึงสายตาหนึ่งที่จับจ้องมาทางตนจากอีกทิศ หนิงลี่หันไปตามทิศนั้นก็ได้เจอกับบุรุษผู้คุ้นตา

อี้ชิงนั่งอยู่บนอาชาตัวใหญ่ สวมชุดเกราะเต็มยศ ใบหน้าซีกซ้ายยังคงมีผ้าพันแผลไม่แปรเปลี่ยน รอยยิ้มเหี้ยมประดุจดั่งไฟจากขุมนรก หัวใจของหนิงลี่กระตุกวูบไหวยามที่เห็นแววตาด้านขวา ไม่มีการเกิดศึกสงครามหรือการประมือของทั้งคู่ อี้ชิงทำเพียงแค่นั่งอยู่บนอาชาเท่านั้น เพียงไม่นานนักร่างนั้นก็หายไปราวกับสายลมที่พัดผ่าน...แค่เห็นร่างที่เคยตกเหวไม่นาน ความรู้สึกที่สุมแน่นในอกมันกลับตีตื้นขึ้นมา

สายตาและท่าทางที่ดูองอาจ...มันช่างเหมือนกับตอนที่เจอกับอี้ชิงครั้งแรกนัก

เป็นเวลากว่าหลายวันที่หนิงลี่ประชุมปรึกษาหารือเรื่องการออกศึก หลังจากที่ออกไปสำรวจนอกค่ายเมื่อวันก่อน หนิงลี่ได้ตัดสินใจให้คนแอบลอบเข้าไปเพื่อสอดแนบและคอยหาโอกาสเข้าใกล้คลังเสบียงที่โจวอี้หานเก็บไว้ใช้ในการออกศึก มันเป็นแผนการที่ไม่ได้แยบยลอะไรมากนักแต่ต้องใช้ความรู้ความสามารถไม่ให้ถูกจับได้ เนื่องด้วยจากว่าแคว้นฉินมีทหารเท้าหนักเกินไปไม่สามารถทำจุดนี้ได้ จื่นสือที่เป็นรองแม่ทัพอาศัยอยู่ที่ชายป่ามาเป็นเวลานานเป็นแรมปีจึงได้รับอาสาในจุดนี้ เขาได้ให้ทหารที่ฝีมือดีที่สุดในการย่องเบาทำหน้าราวกับสัตว์ป่าคอยลอบเข้าไปด้านในได้สำเร็จ

เมื่อไร้เสบียงก็เท่ากับตัดกำลังไปเกือบครึ่ง...

หนิงลี่จึงใช้จุดนี้เป็นหลัก หากมิเช่นนั้นแล้วก็คงจะมีหนทางชนะได้ยาก

ทหารนายหนึ่งวิ่งมาด้วยความเร็ว นั่งลงคุกเข่ายกมือขึ้นประสาน “เรียนพระสนม บัดนี้คนของรองแม่ทัพจิ่นสือได้ลอบเข้าไปด้านในได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

พระสนมลี่เผยยิ้ม ดวงตาทอประกายสุกสรร

“ดี เจ้าจงรีบนำสารจากเราไปแจ้งเถิด หากสบโอกาสให้จัดการเสบียงเหล่านั้นเสีย”

“พ่ะย่ะค่ะพระสนม”

เมื่อได้ฟังคำสั่งเสร็จสิ้น ทหารผู้นั้นจึงได้รีบออกไป

หนิงลี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ การออกคำสั่งมันช่างยากเย็นนัก แต่การทำตัวให้ดูน่าเกรงขามช่างเหนื่อยยิ่งกว่า เป็นครั้งแรกที่หนิงลี่ได้ออกคำสั่งด้วยตนเอง

แผนขั้นที่หนึ่ง...ได้สำเร็จลุล่วง

หนิงลี่หันไปมองยังไป๋หวงที่อยู่ทางด้านข้างพร้อมออกสั่งอีก

“ขอฝากท่านแล้วท่านไป๋”

“น้อมรับบัญชาพระสนม”

“ว่าเช่นไรนะ! ทัพของพระสนมตั้งอยู่ที่แม่น้ำหานเช่นนั้นรึ!”

โจวอี้หานตบบัลลังก์ทองยามที่รับฟังอี้ชิงกล่าวรายงานถึงสถานการณ์รอบด้าน ดวงหน้าที่เคยเคร่งเครียดหัวเราะร่อนยามที่นึกถึงคนของแคว้นฉิน บัดนี้แคว้นที่เคยเต็มไปด้วยมหาอำนาจกลับถดถอยถึงเพียงนี้รึ จึงได้ให้พระสนมที่ถูกแต่งตั้งจากชาวบ้านมาเป็นคนนำออกศึก

อี้ชิงยังคงเอื้อนวาจา “ไม่ผิดฝ่าบาท ข้าน้อยเห็นมากับตา พระสนมลี่ผู้นั้นได้เป็นคนนำทัพ”

“อืม ช่างน่าสงสารนัก แคว้นฉินอับจนสิ้นหนทางถึงเพียงนี้” โจวอี้หานส่ายศีรษะ ไม่เกินเจ็ดราตรี หรืออาจจะแค่สามราตรี ถ้าหากนำทัพของตนไปทำการรบด้วย เกรงว่าทัพของพระสนมหนิงลี่จะพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า

แต่ความคิดเหล่านั้นกลับหยุดชะงักลงชั่วขณะ เมื่อคนของโจวอี้หานได้มารายงานว่ามีกองทัพหนึ่งมาบุกโจมตี มีประมาณสามหมื่นนายโดยประมาณ แม้กำลังพลจะด้อยกว่ามากแต่กลับสร้างความเสียหายไม่น้อย ทัพนั้นมีแผนการกลยุทธ์ทางการรบได้อย่างดีเยี่ยมจนทัพของโจวอี้หานไม่สามารถต้านได้อยู่

ความร้อนรนเกิดขึ้นกับองค์รัชทายาท โจวอี้หานได้ออกคำสั่งให้นำทหารจำนวนอีกหนึ่งแสนนายไปช่วยเหลือเพื่อกันทัพแตก

ในสนามรบ...กองทัพใหญ่กำลังยกทัพไปยังเขตหน้าด่าน ฝีเท้าหนักของเหล่าทหารต่างพากันวิ่งจนเสียงดังกระหึ่ม กองกำลังเสริมที่มาทีหลังมุงหมายจะพาช่วยเหลืออีกกองทัพหนึ่ง แต่กรับไร้วี่แววของของพวกข้าศึกที่บุกมาโจมตี เหลือเพียงแค่ทหารแคว้นโจวเท่านั้น มันสร้างความแปลกใจให้กับผู้พบเห็นไม่น้อย

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันเล่า ทำไมถึงได้มีแค่ความว่างเปล่า?

ความแปลกใจนั้นถูกส่งไปยังผู้เป็นองค์รัชทายาทจนโจวอี้หานไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ กายใหญ่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก่อนปัดเครื่องเงินหรูทิ้งลงกับพื้นด้วยความโกรธ

สนมลี่! นี่เจ้าคิดจะล้อเล่นกับข้ารึ!

กองกำลังขนาดย่อมที่ถูกส่งออกไปสร้างความปั่นป่วนถูกยกทัพกลับมาก่อนที่จะรู้ผลแพ้ชนะ การศึกที่เหมือนหนีสงครามแต่นั่นมันเพียงแค่การหลอกล่อ ทหารจำนวนแค่สามหมื่นนายกลับทำให้ทหารเกือบเจ็ดหมื่นที่ตั้งทัพอยู่เมืองหน้าด่านปั่นป่วน สร้างความวุ่นวายในคราวแรกโดยการยิงธนูไฟ ส่งพลทหารม้าวิ่งรอบกองทัพจนฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วพร้อมกับโหมกระหน่ำไฟเพื่อสร้างควันในการบังตา มีข้อแม้เพียงหนึ่งที่ต้องรักษาไว้ให้มั่น

ทหารทุกคนต้องมีชีวิต ห้ามผู้ใดตายในสนามรบเด็ดขาด!...

แต่การกะทำเช่นนั้นเป็นเพียงแค่การสร้างกลอุบายเพื่อหลอกล่อให้ทัพของโจวอี้หานส่งคนมาเสริมกำลังเพื่อทำให้คนของจิ่นสือที่แอบลอบเข้าไปทำงานใหญ่ได้สำเร็จลุล่วง

เหล่าทหารที่กำลังตกอยู่ภายใต้คำสั่งของโจวอี้หานย่อมทำให้เกิดช่องโหว่ สามารถส่งคนเข้าไปยังคลังเสบียงได้สำเร็จ การอบลักลอบขนสิ่งของเป็นจำนวนมากย่อมเป็นไปไม่ได้จึงต้องส่งคนเข้าไปอยู่ด้านใน ทำหน้าที่เป็นหนูตัวเล็กคอยลักเล็กขโมยน้อย...ที่เหลือก็เพียงแค่รอเวลา

กลยุทธ์นี้มีชื่อว่า...กลยุทธ์ลอบตีเฉินชาง

กลการรบหนึ่งในสมัยสามก๊ก...เป็นกลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการใช้โอกาสที่ศัตรูตัดสินใจที่จะรักษาพื้นที่เขตแดนของตนไว้ และแสร้งทำเป็นนำกำลังทหารบุกเข้าโจมตีทางด้านหน้าคือ แต่ลอบนำกำลังทหารบุกเข้าโจมตีในพื้นที่เขตแดนที่ศัตรูไม่ทันคาดคิดและสนใจวางแนวกำลังป้องกัน...ทัพของแคว้นฉินได้ชัยอย่างงดงาม โจวอี้หานอาจคิดไม่ถึง กว่าจะรู้ตัวก็คงเสียเสบียงไปพอประมาณ

ทหารของจิ่นสือส่งข่าวถึงความสำเร็จในขั้นที่สอง หนิงลี่คาดเดาว่าป่านนี้โจวอี้หานคงรู้แน่แท้ว่าใครเป็นผู้ออกคำสั่ง การการโจมตีในครั้งแรกเป็นฝ่ายชนะ แต่การโจมตีครั้งต่อไปก็ใช่ว่าจะเป็นฝ่ายชนะเสียเมื่อไหร่ โจวอี้หานคงต้องคอยสั่งกองกำลังตั้งรับอย่างรัดกุมมากกว่าเก่า ถึงคราวนั้นกองกำลังที่มีน้อยกว่าอาจเป็นฝ่ายแพ้ภัยตน

“พระสนม ต่อไปแผนจะเป็นเช่นไรเล่า” อำมาตย์ยินหย่งใคร่รู้

ไม่เพียงแค่อำมาตย์ยินหย่ง ไม่ว่าเป็นนายทัพหรือทหารน้อยใหญ่ต่างก็อยากรู้เช่นกัน ในความคิดของแต่ละคนนั้นต่างก็คิดว่าพระสนมลี่อาจจัดตั้งกองทัพแล้วบุกในคราวเดียวในยามที่ทหารของโจวอี้หานขาดแคลนเสบียงอาหารที่ใช้ในการหล่อเลี้ยงชีพ

“มิต้องทำอันใด กินให้อิ่ม แล้วให้นายกองช่วยฝึกปรือฝีมือทหาร”

คำตอบของหนิงลี่สร้างความแปลกใจให้ผู้ฟังไม่น้อย

“พระสนม ในเวลานี้หาได้ใช่เวลามาฝึกปรือฝีมือไม่ ใยท่านต้องให้พวกข้าพักการรบแล้วช่วยทหารเล่า” ไป๋หวงท้วงติงในความคิดที่ผิดแปลก

“ทำตามที่ข้าบอกเถิด”

ไม่มีใครยอมรับในความคิดนั้น หากแต่ก็ไม่มีใครกล้าท้วงติงอีกเช่นกัน

แม้เหล่าทหารจะทำตามคำสั่งโดยการนอนหลับพักผ่อน กินจนอิ่มหนำสำราญ ช่วงเวลาเช้าจรดเย็นก็ฝึกปรือฝีมือ การปฎิบัติงานตามหน้าที่จึงเป็นไปด้วยความแคลงใจ...หลังของผู้ออกคำสั่งแล้วต่างก็พากันคุยสนุกปากถึงแผนการรบของพระสนมลี่

เสียงโจษจันเข้าถึงหูของคนออกคำสั่ง หนิงลี่ก็หาใส่ใจกับคำเหล่านั้นไม่ ยิ่งหนิงลี่เอาแต่ทำตัวเพิกเฉยก็ยิ่งมีเสียวิพากษ์วิจารณ์ ยิ่งทำตัวไม่สมกับผู้เป็นนายเหนือหัวก็ยิ่งทำให้เหล่าทหารล้วนไม่อยากออกรบด้วยเนื่องจากว่ากลัวการพ่ายแพ้ กองทัพของโจวอี้หานแข็งแกร่งดั่งหินผา ยากนักที่จะต่อกร

ข่าวลือแพร่สะพัดไปจนถึงหูของต่างแคว้นฉับพลัน พระสนมลี่เอาแต่หมกตัวอยู่ในกระโจม สร้างความขบขันให้โจวอี้หานไม่น้อย...โจวอี้หานยอมรับว่าการศึกของหนิงลี่ทำให้เขาตึงเครียดอยู่พักใหญ่ แต่บัดนี้ความตรึงเครียดนั้นกลับมลายหายไปในพริบตา

หนิงลี่ก็แค่กลัวการพ่ายแพ้จนต้องเอาเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดอง การศึกษาของชาวบ้านก็เป็นเพียงแค่การรู้ในตำราหาใช่ความจริงไม่ คนที่เป็นเพียงแค่ออกอุบายกลยุทธ์แผ่นกระดาษ**[13]** ใยจะเก่งกล้าสามารถเท่ากับชายผู้ออกศึกหลายสนามรบ

ดวงอัศดงกำลังลาลับของฟ้า นกอินทรีย์บินผงาดเฉี่ยวลงมาเพื่อส่งข่าวให้ผู้เป็นนาย จิ่นสือหยิบข้อความกระดาษที่ถูกผูกติดกับข้อเท้าเหยี่ยวก่อนจะปล่อยให้มันบินโฉบขอบฟ้าอีกรอบ ข้อความในกระดาษสร้างรอยยิ้มให้กับผู้อ่านไม่น้อย จิ่นสือฉีกมันทิ้งเป็นชิ้นๆ อย่างไม่แยแส

“ท่านนี่ช่าง...”

คำพูดประโยคสุดท้ายถูกกลืนหายลงไปในลำคอ จิ่นสือไม่คิดจะพูดให้จบประโยคด้วยซ้ำ ดวงตาคมเข้มมองทอดตรงไปยังทิศเบื้องหน้า อีกไม่นานก็จะถึงคราวตัดสินของแพ้ชนะ...องค์รัชทายาทที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกับพระสนมที่เคยเป็นเพียงแค่ชาวบ้าน มันช่างเป็นการรบที่ไม่น่ามีอะไรให้ชื่นชมเท่าใดนัก แต่เหตุไฉนเลยจึงทำให้ผู้คนรอบด้านต่างจดจ้องจนแทบลืมหายใจ

จิ่นสืออยู่กับหนิงลี่ตั้งแต่กลับมาที่เสียนหยาง คอยช่วยเหลือและให้กำลังในยามที่อีกฝ่ายต้องการขอความช่วยเหลือ ศึกที่ชนะอย่างสวยงามในครั้งแรกปูทางให้พระสนมผู้เลื่องชื่อได้ก้าวต่อ แต่กลับถูกหักเหโดยการที่ขังตัวเองอยู่แต่ในกระโจม

รองแม่ทัพเดินกลับไปยังด้านในที่พำนักอีกครั้ง

“พระสนมยังไม่ออกมาอีกรึ”

“ขอรับท่านแม่ทัพ” นายทหารผู้หนึ่งตอบ

จิ่นสือพยักหน้ารับก่อนกวักมือให้ไปอีกทาง

ช่างน่าแปลกใจยิ่งนัก หนิงลี่ผู้รอบรู้กลับทำตัวเหมือนสุนัขขี้ขลาดตาขาว ถึงผู้อื่นจะมองในทางแง่ลบ แต่จิ่นสือยังคงเชื่อว่าหนิงลี่ย่อมต้องมีแผนการอันใดอีกแน่



---------------------

TAKE

ง่าาา เทคจิครายยย T^T แต่งเรื่องพวกนี้มันช่างกินสมองเสียจริง แค่แต่งนิดเดียวแต่พาปวดกะบาลจริมๆ เลย เทคอาจอธิบายเรื่องพวกนี้ไม่เยอะน่อ อันด้วยว่าสมองข้าเจ้ากรวงแล้ว ฮ่าๆ

อ้าวเรอะ! เทคเพิ่งรู้ว่ามันผิด มิน่าถึงได้แปลกๆ ตอนมองปีขึ้นครองราช โอ้วว ซอรี่หลายๆ

แหม่ เทคต้องใส่ใจสิจ้าาา ถ้าเทคไม่ใส่ใจนักอ่านแล้วจะเป็นนักเขียนที่ดีได้เช่นไรเล่า แต่ช่วงนี้เทคกำลังนอยด์...นอยด์ที่ อัคนี ในเรื่องพ่อบ้านปีศาจตาย โอ้วม่ายยย ฮืออ เทคชอบเรื่องนี้มาก อัคนีตายเหมือนหัวใจแหลกสลายทีเดียวเชียว

มีตรงไหนผิด ตรงไหนที่ต้องแก้ บอกเทคเน่อ

ส่วนชายซ่งค่าตัวแพง ต้องหาตังไปเปย์ซื้อตัวนางมาก่อนนน

ป.ล.มีหลายคนเดาถูก ฮ่าๆ

[13] กลยุทธ์บนแผ่นกระดาษ หมายถึง คนที่ดีแต่พูด หรือดีแต่ปาก ทำให้เกิดขึ้นจริงไม่ได้


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น