akikoneko17

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภาค 2 : บทที่ 41 อาพอลนิสัยไม่ดี

ชื่อตอน : ภาค 2 : บทที่ 41 อาพอลนิสัยไม่ดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 40.4k

ความคิดเห็น : 137

ปรับปรุงล่าสุด : 15 เม.ย. 2560 20:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภาค 2 : บทที่ 41 อาพอลนิสัยไม่ดี
แบบอักษร

41

อาพอลนิสัยไม่ดี

            พอคุณอาตัวสูงออกจากห้องไปแล้ว โทระก็ยังไม่หยุดอาการงอแง เขานั่งดิ้น ไปมา ส่งเสียงดังอย่างไม่พอใจ

                “โทระ…ร้องทามมาย”

                ไทกะคลานเข้ามาหาน้องชาย โทระยังคงงอแง ไทกะหยิบของเล่นมาอีกชิ้น  ส่งให้กับโทระ

                “เล่นกันน้า”

                พอโดนชวนให้เล่น มีเพื่อนเล่นด้วย โทระก็เริ่มสงบลง เขาเริ่มมาหยิบชิ้นไม้รูปทรงต่างๆใส่เข้าไปในบล็อก พอใส่เข้าไม่ได้ โทระก็ขว้างชิ้นไม้ในมือทิ้ง

                “ขว้างทามมายโทระ”

                แฝดพี่เห็นน้องชายฟึดฟัดที่เอาชิ้นไม้ใส่บล็อกไม่ได้ ก็เข้ามาคุยกับน้องชาย          อีกครั้ง โทระยู่หน้า แล้วเมินหน้าหน้าหนี

                “ม่ายเล่นแล้ว”

                “เล่นสิโทระ”

                ไทกะพยายามชวนโทระเล่นอีกครั้ง โทระมองหน้าไทกะ เขามองไทกะที่ลุกไปหยิบชิ้นไม้ให้กับโทระ เด็กน้อยรับมาเล่นกับบล็อกอีกครั้ง และคราวนี้ดูเหมือนว่าโทระจะจับลงไปในบล็อกได้พอดี

                แปะ แปะ แปะ!

                “เก่งจาง”

                แฝดพี่ปรบมือให้กับน้องชาย พอโดนชมโทระก็ฉีกยิ้มกว้าง ปรบมือให้กับตัวเองบ้างอย่างเริ่มอารมณ์ดี

                “โทระเก่ง คิคิ”

                พออารมณ์ดี ก็ลืมไปเสียสนิทว่ากำลังทะเลาะกับพอล โทระลืมเรื่องของพอล และเด็กน้อยก็มัวแต่สนใจเล่นกับพี่ชายของตน

                ทางด้านในครัว วิรุจน์กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมขนมไปให้โทระ เขาไม่คิดจะเตรียมแค่อย่างเดียว หรือให้กับโทระแค่คนเดียวเท่านั้นแต่ยังเตรียมเผื่อไทกะอีกด้วย

                “เอ…เอาอะไรอีกดีน้า”

                เพราะเป็นห่วงหลานชาย และรักเสียยิ่งกว่าสิ่งใด วิรุจน์จึงพิถีพิถันในการเลือกสรรหาของกินให้กับหลานตัวน้อย

                “ตั้งใจน่าดูเลยนะ”

                เสียงค่อนขอดเหมือนประชดประชันนั้น ทำให้วิรุจน์ที่กำลังจะเทน้ำส้มใส่แก้วใบเล็กต้องชะงัก เขาหันไปมองคนพูด

                “พอล นายลงมาทำไม”

                “ทำไมฉันจะมาไม่ได้”

                เพียงแค่ชั่วพริบตา ร่างสูงใหญ่ก็แนบชิดกับแผ่นหลังของวิรุจน์ ชายหนุ่มพยายามจะเบี่ยงตัวหลบ แต่ทว่ากลับโดนท่อนแขนแข็งแรงโอบรัดเอาไว้

                “นี่นายคิดจะทำอะไร”

                “กลัวหรือไง”

                จมูกโด่งเฉียดเข้าที่แก้ม วิรุจน์ขนลุกซู่ขึ้นมา ใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ           เพราะเขาไม่คิดว่าพอลจะกล้าทำอะไรอุกอาจถึงเพียงนี้ ทั้งที่พอลก็อยู่ในบ้านของเขา

                “ไม่กลัวก็บ้าแล้ว ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าจะเป็นยังไงฮะ”

                “ก็ไม่ยังไง”

                พอลตอบหน้าตาย ปลายนิ้วเรียวยาวเริ่มบีบขยี้ที่ยอดอกผ่านเสื้อยืดที่วิรุจน์สวมใส่ เขาเม้มปากแน่น ไม่คิดว่าจะโดนจู่โจมแบบนี้

                “ยะ หยุดนะ”

                “อยากให้หยุดจริงๆเหรอ”

                ฟันคมงับกัดเข้าที่ลำคอขาวเบาๆ ก่อนจะดูดเม้ม วิรุจน์เผลอปล่อยเสียง           ครางพร่าออกมา พอลจับใบหน้างดงามให้หันมารับจุมพิตจากเขา

-------+++++-------

                                “เป็นอารายโทระ”

                ไทกะถามน้องชาย เมื่อเห็นโทระทำหน้าตาไม่พอใจ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องชายของเขา โทระยันกายลุกขึ้น

                “โทระจาปายไหน”

                “โทระหิว จาไปหาอารุจน์”

                “รอนี่น้าโทระ”

                “ม่ายอาว จาไปหาอารุจน์”

                คราวนี้โทระไม่คิดจะฟังไทกะ เด็กน้อยรีบเดินออกจากห้อง ทั้งหิว ทั้งคิดถึง คุณอาผู้แสนใจดีที่บอกจะลงไปหาอะไรมาให้เขาทาน แต่หายไปนานเหลือเกิน

                โทระเดินไปเรื่อยๆ จนถึงบริเวณครัว เด็กน้อยเอียงคอ เมื่อได้ยินเสียงแปลกๆมาจากในห้องครัว

                “อะ อื้อ พอล ไม่เอา”

                วิรุจน์บอกเสียงแผ่ว น้ำตาคลอเบ้า ใบหน้าแดงก่ำ เมื่อพอลเริ่มรุกเร้าเขาหนักมากขึ้น ช่วงล่างของเขาเริ่มร้อนขึ้นมากทุกที แต่พอลก็เหมือนไม่คิดจะหยุด ปลายนิ้วร้อนแทรกเข้ามาในโพรงปาก วิรุจน์

                “อื้อ”

                สัมผัสของพอลทำให้เขาแทบจะหมดเรี่ยวแรงล้มพับไปกับร่างสูงใหญ่ เขาซบหน้ากับแผ่นอกกว้าง

                “อื้อ…”

                “อารุจน์!!!”

                เด็กตัวน้อยเรียกคุณอาเสียงดัง วิรุจน์ชะงักตกใจ เขารีบผลักพอลออกห่าง        โทระเดินเข้ามาหา

                “อารุจน์ร้องห้าย อารุจน์ร้องห้าย”

                โทระโวยวายกับภาพที่เห็น แต่วิรุจน์ก็รีบยกมือเช็ดน้ำตาตัวเองลวกๆ ที่จริงเขาไม่ได้ร้องไห้ขนาดนั้น ก็แค่น้ำตาคลอและหน้าแดงไปตามอารมณ์ ชายหนุ่มรีบจัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อย

                “ฮือ อารุจน์ร้องห้ายทามมาย”

                เพราะเจ็บปวดที่เห็นคุณอาร้องไห้ โทระจึงปล่อยเสียงร้องไห้ตามบ้าง              วิรุจน์ตวัดสายตามองพอลอย่างโกรธๆ เป็นเพราะพอลคนเดียว หลานเขาถึงได้เข้าใจผิด

                “อาพอลแกล้งอารุจน์ อาพอลนิสายม่ายดี นิสายม่ายดี”

                เด็กตัวน้อยหันไปหาพอล ยกมือชี้หน้ามอง กระทืบเท้าอย่างโกรธๆ โทระแยกเขี้ยวขู่พอล

                “อาพอลอย่ามาก้ายอารุจน์ของโทระ!”

                “เมื่อกี้นายว่าอะไรนะ”

                พอลหรี่ตามอง เด็กน้อยจ้องหน้ากลับอย่างไม่พอใจ วิรุจน์รีบรั้งกายเล็กให้หันมาคุยกับตัวเอง

                “ไม่เอานะครับโทระ อย่าไปว่าอาพอลแบบนั้นสิ”

                “อาพอลแกล้งอารุจน์ โทระจาปายบอกพ่อเสือ”

                โทระไม่คิดจะยอมง่ายๆ ผู้ชายคนนี้ทำให้อารุจน์ของเขาต้องเสียใจ ยังไงเขาก็ไม่ยอมเด็ดขาด วิรุจน์เริ่มเห็นว่าเรื่องจะไปกันใหญ่ เขาไม่อยากให้คนที่บ้านต้องวิตกกังวลกับเรื่องเหล่านี้

                “โถ่…โทระ อาพอลไม่ได้แกล้งอารุจน์นะครับ อาพอลมาช่วยอารุจน์เตรียมของกินไปให้โทระกับไทกะไงครับ”

                ถึงจะบอกแบบนั้น แต่โทระก็มองหน้าวิรุจน์เหมือนยังไม่เชื่ออยู่ดี

                “โทระจะฟ้องแม่กวาง”

                “เด็กขี้ฟ้องสินะ”

                พอลหลุบตามองเด็กตัวเล็กที่สูงแค่ช่วงเอวของเขา โทระยู่ปาก มองหน้าพอล ก่อนจะต่อว่าอย่างไม่พอใจ

                “อาพอลนิสายม่ายดี”

                “ไม่เอาครับโทระ ไม่ว่าผู้ใหญ่นะครับ”

                วิรุจน์พยายามคุยกับโทระ เด็กน้อยยังคงบอกว่าจะฟ้องทุกคน ว่าพอลแกล้งอารุจน์สุดที่รักของเขา

                “ไม่มีอะไรจริงๆครับ เชื่ออานะครับ อาพอลใจดี อาพอลไม่ได้แกล้งอารุจน์”

                “จริงเหรอค้าบ”

                เด็กตัวเล็กเอ่ยถามด้วยดวงตาใสแจ๋ว เขายังคงเหมือนจะระแวงพอลอยู่ แต่พอวิรุจน์พูดย้ำก็เริ่มลังเล

                “จริงสิครับ โทระไม่เชื่ออาเหรอครับ”

                วิรุจน์แกล้งทำหน้าเศร้า พอเห็นคุณอาทำท่าเสียใจ โทระก็โผกอดวิรุจน์อย่างอ้อนๆ

                “เชื่อค้าบ โทระเชื่ออารุจน์ โทระรักอารุจน์”

                ว่าพลางซบอกของวิรุจน์ กระชับกอดแน่น ช้อนตามองอย่างอ้อนๆ

                “จะกอดไปถึงไหน”

                พอลรั้งตัวโทระให้ออกห่าง โทระเริ่มจะอ้าปากร้องอย่างขัดใจ แต่วิรุจน์ยกนิ้วชี้ปากตัวเองให้เด็กน้อยไม่ส่งเสียง

                “โทระของอาเป็นเด็กน่ารัก ไม่งอแงนะครับ เดี๋ยวอาจะเอาขนมขึ้นไปให้”

                “ปายไปกับโทระน้า”

                โทระดันพอลให้ออกห่าง เขากอดแขนของวิรุจน์ ซบหน้ากับแขน

                “โอเคครับ”

                “อารุจน์อุ้มโทระด้วย”

                “ได้สิครับ”

                คุณอาผู้ใจดีตอบรับอย่างแข็งขัน  ย่อกายอุ้มเด็กน้อย ใบหน้าเล็กวางเกยกับไหล่ของคุณอา

                “พอล ฉันฝากนายยกถาดขนมขึ้นไปให้บนห้องด้วยนะ”

                พอลพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ เขาจึงหมุนกายไปหยิบถาดที่วางทั้งขนมและน้ำส้ม เพื่อจะเดินตามไป แต่แล้ว ชายหนุ่มก็ต้องหยุดชะงักเมื่อหันไปเจอกับใบหน้าของโทระ

                “แบร่”

                เด็กตัวน้อยแลบลิ้นใส่พอลเหมือนเยาะเย้ยที่อารุจน์อุ้มเขา สนใจเขา ชายหนุ่มหน้านิ่ง ใบหน้าเสือโคร่งขาวซ้อนทับอย่างน่ากลัว โทระตกใจ กอดคอวิรุจน์แน่น รีบซุกหน้ากับไหล่ของวิรุจน์อย่างรวดเร็ว

-------+++++-------

                สถานะที่วิรุจน์คิดว่าเขากับพอลเป็นในตอนนี้คงไม่ต่างกับเพื่อนคนหนึ่ง ถึงแม้จะไม่ใช่เพื่อนสนิท แต่ก็ผูกพันอย่างที่วิรุจน์ไม่เข้าใจนักว่าแท้จริงแล้วมันมีความหมายลึกซึ้งหรือไม่

                เพราะพอลไม่ค่อยได้มาที่ไทย การใช้ชีวิตของวิรุจน์ในแต่ละวันจึงเหมือนไม่ได้มีพอลเข้ามาเกี่ยวข้องสักเท่าไหร่นัก แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะขาดการติดต่อกับพอล       เขายังคงรู้ถึงข่าวคราวของพอลอยู่เรื่อยๆ และเมื่อเจอกัน…เขาทั้งสองก็ไม่ต่างจากเซ็กส์เฟรนด์ เมื่อพอลไม่ได้พูดถึงเรื่องการยกเลิกพันธะวิญญาณ วิรุจน์เองก็ไม่ได้พูดเช่นกัน ระหว่างเรื่องราวของเขาทั้งคู่ เหมือนมีบางอย่างที่ปิดกั้นคำพูดเหล่านั้นเอาไว้

                “ดีใจที่นายมา”

                การทักทายเกิดขึ้น หลังจากที่เขาไม่ได้พบพอลอยู่หลายเดือน พอลมาไทยก็เพื่อมาร่วมงานแต่งงานของพี่ชายเขา ตอนนี้เด็กแฝดทั้งสองก็อายุสามขวบแล้ว

                “ฉันนึกว่านายจะเสียใจที่เห็นฉันซะอีก”

                แต่พอลก็คงยังเป็นพอล ถึงพวกเขาจะไม่ได้ทะเลาะกันรุนแรงเหมือนแต่ก่อนแล้วก็ตาม พอลก็ยังพูดจาไม่เข้าหูของวิรุจน์อยู่ดี

                “เอาเถอะน่า ก็ดีกว่าไม่มาล่ะนะ”

                วิรุจน์บอกอย่างอารมณ์ดี เขาเดินไปหาผู้ร่วมงานที่เป็นเพื่อนสนิท

                “กว่าจะมาได้นะ มัวแต่หายไปไหนมา”

                “ติดธุระนิดหน่อย”

                “ธุระที่ว่า…คงไม่ใช่เรื่องง้อเด็กหรอกนะ”

                ได้แต่แซวเพื่อนรัก วิรุจน์พอรู้เรื่องของนาคินทร์ ว่าตอนนี้กำลังวุ่นวายอยู่กับเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเด็กคนนั้นก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย เขารู้จักดีเพราะคือราชิด ถึงแม้ราชิดจะเคยมาลักพาตัวหลานของเขาไป แต่วิรุจน์ก็ให้อภัยไปแล้ว เพราะเขาเองก็คิดว่าราชิดน่าจะเป็นเด็กดี

                “เจ้านั่นไม่ใช่เด็กแล้วซักหน่อย”

                “พอบรรลุนิติภาวะ นายก็จะทำอะไรโดยไม่เกรงใจเลยงั้นสิ”

                วิรุจน์แหย่นาคินทร์อีกครั้ง แต่คราวนี้กลับได้สายตาเคืองๆส่งมา มีหรือที่วิรุจน์จะกลัว เขาหัวเราะร่าอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนว่าเรื่องร้ายๆต่างๆก็ผ่านไปจนหมดแล้ว เขาไม่ต้องกังวลอะไรอีก

                “อย่าโกรธไปเลยน่า มีแฟนเด็กก็ต้องหมั่นไปหาแบบนี้ล่ะน้า”

                “ไอ้รุจน์ เจ้านั่นไม่ใช่แฟนฉัน”

                ดูก็พอรู้ว่านาคินทร์กำลังเขิน วิรุจน์อมยิ้ม แล้วกรอกตาไปมา

                “มิน่าล่ะ เห็นต้นเดินกับผู้ชายคนอื่นนี่เอง”

                เพียงเท่านั้น นาคินทร์ก็แสดงท่าทางไม่พอใจทันที

                “ผู้ชาย! ผู้ชายที่ไหน! บอกฉันมานะไอ้รุจน์ ว่ามันเป็นใคร”

                พอเห็นท่าทางเพื่อนรักที่เหมือนจะเลือดขึ้นหน้า วิรุจน์ก็เริ่มสนุก เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้

                “ต้นจะไปกับใครก็ไม่เกี่ยวกับนายสักหน่อยนี่นา”

                “จะไม่เกี่ยวได้ยังไง ในเมื่อ…”

                นาคินทร์ชะงักไปเมื่อเห็นเพื่อนรักของเขาเริ่มอมยิ้มหัวเราะคิกคัก

                “นี่แกล้งกันเหรอ”

                “เปล่าๆ ผู้ชายคนนั้นก็คือริทไง แหม่…นายคิดมากไปได้”

                พอรู้ว่าผู้ชายที่ถูกพูดถึงคือริท นาคินทร์ก็โล่งอก แต่ก็ไม่วายชี้หน้าคาดโทษเพื่อนรักเอาไว้ แต่มีหรือที่วิรุจน์จะสนใจ เขาปลีกตัวจากนาคินทร์ และไปคุยกับคนอื่นในงานแทน

                “ไม่คิดว่ามาด้วย”

                คนไม่ถูกกัน แม้แต่ตอนนี้ก็ไม่ค่อยจะถูกกัน นาคินทร์เห็นหน้าพอล จึงถามด้วยความสงสัยระคนไม่พอใจเล็กน้อย เพราะงานนี้เป็นงานแต่งของกรณัฐที่เป็นเหมือนน้องชายของเขา เขาไม่อยากให้พอลเข้ามาป่วนในงาน

                “ฉันได้รับคำเชิญ ฉันก็มา”

                “งั้นเหรอ…”

                พอลไม่คิดจะมองนาคินทร์ ชายหนุ่มยังคงยืนนิ่ง

                “ฉันไม่อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัว แต่นายคงไม่ลืมเรื่องยกเลิกพันธะวิญญาณหรอกใช่ไหม”

                ทันทีที่พูดจบ พอลก็หันไปมองนาคินทร์ เขาหรี่ตาลง

                “ฉันก็แค่อยากให้รุจน์มันได้รักใครสักคนสักที เพราะทำพันธะวิญญาณ            กับนายแบบนี้ เจ้านั่นเลยไม่ได้มีแฟน เพื่อนฉันเองก็ไม่ใช่อายุน้อยๆแล้วด้วย พี่ชาย         ก็กำลังจะแต่งงาน ฉันเองก็อยากให้เพื่อนมีคนดูแล”

                “เจ้านั่นไม่จำเป็นต้องมีคนดูแล”

                พอลสวนกลับทันที เขาจ้องหน้านาคินทร์

                “นายอย่ามาสอดดีกว่า”

                “ถ้ารุจน์มันไม่ได้เป็นเพื่อนฉัน ฉันก็คงไม่สอดหรอก แต่นี่…คนอย่างนายทำให้เพื่อนฉันไม่ได้อิสระ ฉันคงให้อภัยไม่ได้”

                พอลแสยะยิ้ม เขาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะ

                “อิสระของอะไรนั่น เป็นของฉันตั้งนานแล้ว”

                ชายหนุ่มจะก้าวเดินต่อไป แต่ทว่าก็เปลี่ยนใจหยุดเดิน เพื่อพูดกับนาคินทร์

                “นายควรจะเคารพการตัดสินใจของเพื่อนนายไม่ใช่เหรอ”

                นาคินทร์ได้แต่กำมือแน่นอย่างเจ็บใจ เพราะทุกอย่างมันเป็นการตัดสินใจของเพื่อนรัก เขาถึงได้ไม่ทำอะไร  แต่เขาก็อดไม่ได้ที่จะเป็นห่วง

                …เพื่อนย่อมเป็นห่วงเพื่อนเป็นธรรมดา…

                เขามองวิรุจน์ที่กำลังยืนคุยกับแขกที่มาร่วมงานด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม นาคินทร์พรูลมหายใจเพื่อผ่อนคลายตัวเอง

                …หรือเขาจะคิดมากเกินไป…

                บางทีเขาก็ควรจะปล่อยมันเสียบ้าง เพื่อนเขาก็โตมากแล้ว หากสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างชายหนุ่มกับพอลมันเป็นเรื่องที่เจ้าตัวทนไม่ไหว วิรุจน์ก็คงจะถอนตัวออกจากมันมาเอง

                …นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะเข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้ หลังจากนี้ เขาจะขอแค่อยู่ห่างๆ จะไม่ทำอะไร ยกเว้นเสียแต่ว่าเพื่อนรักของเขาจะมาขอความช่วยเหลือเท่านั้น…

                สายตาคมกริบทอดมองเพื่อนรักด้วยความรู้สึกที่ว่า…คงถึงเวลาที่เขาจะปล่อยให้เพื่อนของเขาได้เดินตามทางของตัวเองเสียที

-------+++++-------

                “อะไรนะครับพี่ใหญ่!”

                “จะเสียงดังทำไม”

                “ก็จะไม่ให้เสียงดังได้ยังไงล่ะครับ”

                วิรุจน์บอกเสียงอ่อย เขาเพิ่งรับรู้จากพี่ชายว่าต้องเดินทางไกลเป็นเวลานาน

                “จีนไม่ไกลก็จริง แต่ผมอยากอยู่กับไทกะและโทระนี่ค้าบ”

                ศาลทูรถึงกับส่ายหน้ากับท่าทางงอแงของวิรุจน์

                “แล้วแกจะให้ฉันทิ้งกวาง ทิ้งลูกไปหรือไง”

                คนเป็นพี่พูดเสียงเข้มอย่างจริงจัง วิรุจน์นั่งยู่ปาก นี่ก็ผ่านงานแต่งงานของพี่ชายมาหลายเดือนแล้ว แถมภรรยาคนสวยของพี่ชายก็กำลังตั้งครรภ์ จะให้สามีต้องทิ้งลูกทิ้งเมียแล้วเดินทางไปต่างประเทศตั้งหลายเดือน มันก็กระไรอยู่

                “ค้าบๆ ผมมันผิดเองที่ไม่มีลูก ไม่มีเมีย”

                วิรุจน์ซบหน้ากับไหล่ของบิดา ศาลทูรส่ายหน้าไปมากับท่าทางของลูกชายที่เหมือนจะไม่รู้จักโตเสียที

                “รู้ก็ดีแล้ว  งั้นเป็นอันว่าตกลง”

                “แล้วผมจะไปขัดอะไรได้”

                ลูกชายคนกลางของบ้านได้แต่บอกเสียงอ่อย เขาต้องเดินทางไปทำธุระที่จีนแทนพี่ชาย แต่การเดินทางครั้งนี้ ค่อนข้างจะใช้เวลานานเสียด้วย

                “จริงสิ พ่อได้ข่าวมาว่า ไอรีนกำลังจะแต่งงานแล้วนะ”

                “จริงเหรอครับ”

                วิรุจน์ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน เพราะว่าพอลไม่ได้พูดถึงเลยสักนิด เขาล่ะเซ็งจริงๆที่พอลไม่ยอมบอกอะไรเลย

                “แล้วเจ้าบ่าวเป็นใครล่ะครับ”

                “เห็นบอกว่าเป็นรุ่นน้องของพอล”

                พอพูดถึงรุ่นน้อง วิรุจน์ก็เบิกตากว้าง คิดออกขึ้นมา แต่ก็ไม่แน่ใจว่าถูกหรือเปล่า

                “ริวอิจิหรือเปล่าครับ”

                “อืม เจ้านั่นแหละ”

                พยัคฆ์เฉลยคำตอบให้ พอได้ยินแบบนั้น วิรุจน์ก็ยิ่งรู้สึกยินดี เพราะริวอิจิไม่ใช่คนอื่นคนไกล แต่ท่าทางของริวอิจิค่อนข้างจะต่างกับพอลมากพอสมควร วิรุจน์เลยคิดว่าริวอิจิจะผ่านศึกหนักขนาดไหนกัน พอลถึงได้ยอมรับ

                “ว่าแต่ลูกเถอะ เมื่อไหร่จะมีแฟนสักที”

                “โถ่ คุณพ่อครับ ผมยังสนุกกับชีวิตโสดอยู่เลยครับ สบายดีออก ไม่มีใครมากวนใจ”

                อารมณ์ดีมีความสุขจนพยัคฆ์รู้สึกหมั่นไส้ เขาอยากจะบอกว่าการมีครอบครัวนี่ล่ะ เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว แต่ดูเหมือนว่าพูดไปก็คงเท่านั้น ต้องให้วิรุจน์มาพิสูจน์ด้วยตัวเอง


100%



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น

}